ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871


    ตอนที่ ๑๘๗๑

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเข้าถึงธาตุนี้ได้ ว่าเพราะธาตุนี้มี จึงปรากฏว่ามีสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นตัวเรา เรื่อยมาเลย พอเกิดมาด้วยความไม่รู้ จิตเจตสิกเกิดดับสืบต่อไม่ขาดสายเลย เมื่อคืนนี้เราว่าเรานอนหลับสนิท จิตต่างหาก ที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ได้คิดนึกใดๆ จึงบอกว่าหลับสนิท หลับสนิทไม่ใช่เรา จิตเจตสิกเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ ยังไม่จบ เดี๋ยวก็ตื่น ตื่นมาทำไม ตื่นมาเห็น มีการได้ยิน มีสนุกสนาน มีความติดข้อง รับประทานอาหาร ตื่นมากิน แล้วก็คิด แล้วก็นอน แล้วก็หลับสนิท แล้วก็ตื่นอีก ขณะนี้ที่กำลังเห็นไม่ใช่เมื่อวานนี้เลย เมื่อวานนี้ไม่เห็นถั่วลิสง ไม่เห็นกุนเชียง ไม่เห็นอะไร แต่วันนี้เห็นอะไร ใหม่แล้ว พรุ่งนี้จะเห็นอย่างนี้อีกหรือเปล่า ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย แม้แต่ที่จะนอนแต่ละคืน รู้ไม่ได้เลยว่าจะนอนที่ไหน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้ามีเหตุปัจจัย แต่ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยเราก็จำไว้ว่าเรานอนตรงนี้ นี่เป็นบ้าน นี่เป็นอะไร ทั้งหมดนี้คือ จิต

    เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะเพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏ ได้ยินบ้าง อะไรบ้างทั้งวันอย่างนี้ ก็ขอให้คิดถึงธาตุที่มีจริงๆ ซึ่งเราลืมคิด ว่าขณะนั้นเพราะธาตุรู้เกิดขึ้นจึงยังมีเรา จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายซึ่งธาตุนี้เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็ไม่มีการที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้อีกต่อไป เพราะทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ซึ่งตลอดเวลาก่อนนั้น ก่อนจะตาย ก็กินนอน แน่ๆ เลย ตื่นมากิน แล้วก็นอน แล้วก็ตื่นอีก กินอีก แล้วก็นอนอีก ทั้งวัน แต่สิ่งที่รับประทานเมื่อกี้นี้ หายไปไหน ยังมีอยู่ไหม ไม่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าเพียงเกิดขึ้นมารู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วสิ่งนั้นก็เกิดดับ จนกว่าจะถึงวาระซึ่งหลับสนิท ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก ก็คือเป็นเรื่องของจิตทั้งหมด

    ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงว่า “ธาตุรู้” ใครจะไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เมื่อมีปัจจัยต้องเกิด และเกิดแล้วก็หลากหลายมาก เช่น ธาตุเห็น ไม่ใช่ธาตุได้ยิน ขณะที่กำลังเห็นจะไม่มีได้ยินเลย เพราะว่าจิตต้องเกิดขึ้นทีละ ๑ ขณะ จะเกิดซ้อนกัน ๒ ขณะไม่ได้เลยเพราะธาตุรู้ซึ่งเราใช้คำว่า เป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะเหตุว่ายังมีนามธาตุที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกันแต่ว่าไม่ใช่จิต เพราะเหตุว่าเป็นความโกรธบ้าง เป็นความติดข้องบ้าง เป็นความจำบ้าง เป็นความรู้สึกบ้าง ซึ่งไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นมี ๒ คำ ธาตุ ๒ อย่างที่ต่างกัน คือ จิต กับ เจตสิก ถ้าเหมือนกันไม่ต้องมี ๒ คำ แต่เพื่อแสดงความต่างว่า เจตสิกไม่ใช่จิต และจิตไม่ใช่เจตสิก จิตเพียงเห็น เพียงได้ยิน แต่ในขณะนั้นที่เห็น ชอบหรือไม่ชอบ หรือว่ามีความรู้สึกต่างๆ เกิดพร้อม ซึ่งสภาพอื่นนอกจากธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เป็นเจตสิกทั้งหมด

    ขยันไหม ยังไม่พูดถึงธรรมก็ได้ มีคนขี้เกียจไหม มี มีคนขยันไหม มี ขยันไม่ใช่ขี้เกียจ และขยันก็ไม่ใช่ใคร ขี้เกียจก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นจิตและเจตสิก นี่แสดงให้เห็นว่ากว่าจะรู้ว่า ไม่มีเรา ตรงตามคำที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหมดไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว เป็นสิ่งซึ่งแม้มีจริงก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่มีใครมีอำนาจบังคับบัญชาได้เลย ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิด บังคับให้จิตประเภทไหนเกิดก็ไม่ได้ แต่การเกิดเป็นผลของกรรม เมื่อวานนี้ทำกรรมอะไรบ้าง วันนี้ตั้งแต่เช้ามีแล้ว กรรม ไม่ใช่ไม่มีเลย ทั้งหมดนี้สะสมอยู่ในจิตแต่ละขณะ ชอบอะไรสักนิดหนึ่ง เกิดแล้วดับแล้ว แต่ความชอบก็ยังเก็บสะสม ในจิต ลึกมาก พร้อมที่เมื่อมีปัจจัยก็เกิดอีก เป็นเชื้อเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดความชอบอีก

    เพราะฉะนั้นผู้ที่จะดับอกุศลทั้งหลายได้หมด ไม่เหลือเลย ก็คือพระอรหันต์ ซึ่งเป็นสาวกเพราะได้ฟังคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเราขณะนี้ก็เหมือนชาติก่อนๆ ถอยหลังไปแสนกัปป์ของท่านเหล่านั้น ซึ่งมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ได้สะสมความรู้ทีละเล็กทีละน้อย เป็นปกติที่จะเข้าใจว่าเป็นอนัตตา ถ้าใช้คำว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ใครทำอะไรให้เกิดขึ้นได้ไหม เห็นเดี๋ยวนี้ ใครทำได้ มีคนที่โกรธ หาวิธีจะไม่โกรธ เป็นไปได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่วิธีที่ใครจะทำ แต่ว่าเมื่อมีปัญญาจริงๆ ก็รู้ว่าโกรธไม่ใช่เรา เป็นเพียงธาตุ หรือ ธรรม สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    “เจ็บ” บังคับไม่ได้เลย ไม่มีใครอยากเจ็บ แต่เจ็บก็มี คงไม่มีใครไม่รู้จักความเจ็บ เพราะว่าเจ็บเกิด อาจจะบางคนบ่อยๆ บางคนก็นานๆ ครั้ง แต่ว่าเพราะความไม่รู้ก็เข้าใจว่า “เราเจ็บ” แต่ถ้า “เจ็บ” ไม่มี เราเจ็บ มีไหม ไม่มี แต่พอเจ็บเกิด เราเจ็บ นี่ก็เข้าใจผิดแล้ว ใช่ไหม เพราะว่าเจ็บเกิดแล้วก็ดับ ถ้าเราเจ็บ เราก็ต้องไม่มีด้วยในขณะนั้น เมื่อดับไปแล้ว

    ความไม่รู้นี่มีมากมายมหาศาล แต่ว่าไม่รู้ว่า ไม่รู้ถึงระดับนั้น ที่ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ทุกวัน ชอบ ไม่ชอบ ทุกวัน ขยัน ขี้เกียจ อะไรทั้งวัน ก็เป็นธรรมทั้งหมด ไม่ใช่เราเลย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเข้าใจคำว่า ธรรม สิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ไม่ใช่ของใคร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ด้วยความไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ “เห็น” มีจริงๆ ใช่ไหม เป็น ธรรม คือสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงนี้เกิดแล้วก็ดับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้ว ที่จะไม่ดับไม่มีเลย แล้วชอบอะไรบ้าง ชอบสิ่งที่เกิดดับ ลึกไปกว่านั้นอีกคือ สิ่งที่เกิดแล้วดับไม่กลับมาอีก ยังชอบ หมายความว่าอย่างไร ความไม่รู้นั้นมากมายจริงๆ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมไม่ใช่ว่า ฟังเดี๋ยวนี้หมดความชอบความไม่ชอบ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เลย สิ่งที่มีอยู่ในจิตอย่างมากมหาศาลคืออกุศลทั้งหลายและกุศลที่ได้สะสมมา อย่างเช่นการฟังขณะนี้ ฟังนานเท่าไหร่กับการที่สะสมมาแล้วมากเท่าไหร่ เทียบกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทางฝ่ายอกุศลก็เกิด และก็สะสมไปเรื่อยๆ ทำให้แต่ละคนมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ทางฝ่ายกุศลก็เกิด ก็สะสมไปเรื่อยๆ แต่ว่าน้อยกว่า จนกว่าจะมากขึ้น มากขึ้น แล้วก็มีกำลังพอที่จะเข้าใจในขณะนี้ได้

    แม้การฟังก็ยังยากที่จะเข้าใจ เพราะฉะนั้นความจริงที่ลึกซึ้งกว่านี้อีก เกิดดับจริงๆ ยากไหมที่จะรู้ได้ แต่มีท่านที่รู้แล้วมากมาย เพราะสะสมทีละเล็กทีละน้อย โดยไม่ประมาทเลย เพราะฉะนั้นการฟังแต่ละครั้งที่เข้าใจ ความเข้าใจนั้นไม่เปลี่ยน แต่ว่าค่อยๆ มั่นคงขึ้น เช่น ขณะนี้เกิดดับ เป็นอย่างนั้น ฟังเข้าใจ แต่ไม่ประจักษ์การเกิดดับ แต่ถ้าเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น รู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏทีละหนึ่ง ไม่ใช่ปนกันอย่างรวดเร็ว แต่เพราะฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็สามารถที่จะทำให้เข้าถึงสภาพที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ ตามความเป็นจริง

    นี่คือการที่จะเริ่มต้นของความรู้ความเข้าใจธรรม ต้องมาจากการฟัง คิดเองไม่ได้ ฟังแล้วไม่ต้องห่วงเลยว่าเราจะรู้เมื่อไหร่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นหมายความว่า ไม่เข้าใจสิ่งที่ฟังว่าเป็นธรรม กลายเป็นเราฟังธรรม เราเข้าใจธรรม เหมือนทุกอย่างก็เหมือนเดิม คือ “เป็นเรา” เพราะฉะนั้นจึงต้องฟังธรรมอย่างละเอียดยิ่ง แล้วก็ลึกซึ้งกว่านี้อีกมาก เพียงแต่ว่าแต่ละคำที่เพิ่งเริ่มได้ยินก็ใหม่ แล้วก็แปลก แล้วก็ลึกซึ้ง แล้วก็ยาก เพราะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องไม่ลืมคำนี้เลย ไม่ใช่คนที่เป็นสาวก หรือว่าเป็นคนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย แต่ใครที่จะบำเพ็ญบารมีสูงสุดเหนือใครทั้งสิ้น จนกระทั่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ได้

    เมื่อเช้านี้ก็มีผู้ถาม ได้ฟังธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะมันรวมกันแล้วเป็นเราหนึ่ง เขาหนึ่ง แต่ถ้าแยกออกไป ได้ยินหนึ่ง ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่คิด ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่อ่อน เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งก็สิ่งที่มีจริงๆ มีลักษณะเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย กำลังกระทบแข็งหนึ่ง กำลังกระทบแข็งไม่ใช่เห็นในขณะนั้นเลย ไม่ได้ยินด้วย แต่เฉพาะแข็งเท่านั้นที่ปรากฏ หนึ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งจะเล็ก ละเอียดยิบ บาง ละเอียด สักแค่ไหน และเวลานี้กำลังเป็นอย่างนั้น ทั้งรูปธรรม สภาพที่ไม่รู้อะไรเลย ก็เกิดแล้วก็ดับ สภาพที่รู้ก็เกิดแล้วก็ดับ แล้วใครจะรู้อย่างนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมียิ่งกว่าบุคคลใดทั้งสิ้น มิฉะนั้นไม่สามารถที่จะใช้คำว่า ตรัสรู้ รู้ความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งที่มีจริง ที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง จะได้ฟังอีกนานเท่าไหร่ ไม่รู้ อาจจะอีกไม่นานเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะพยายาม หมายความว่า ไม่ใช่เรา แต่มีธาตุที่เห็นประโยชน์ เป็นปัญญาระดับหนึ่ง ที่รู้ว่าสิ่งที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ลองถามดู เอาเพชรสัก ๖๐ กะรัต มาแลกกับการที่ได้ฟังพระธรรมแล้วเข้าใจ จะเอาอะไร เทียบค่าไม่ได้เลย เพราะว่าสิ่งนั้นยังสามารถที่จะตีราคาได้ตามโลภะหรือความต้องการ อีกคำหนึ่งของความติดข้องคือ ราคะ เพราะฉะนั้น เราใช้คำว่า ราคา เพื่อประเมินราคะ ความติดข้องในสิ่งนั้นว่ามากน้อยแค่ไหน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าชีวิตดำเนินไป เกิดมาแล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย เป็นโรคเป็นภัยบ้าง สนุกสนานเที่ยวเตร่บ้าง ทั้งหมดก็เพียงเกิดมาเพื่อจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็หมดสิ้น พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จำก็ไม่ได้ว่าทำอะไรมาแล้วบ้าง เมื่อวานนี้ใครจำอะไรได้บ้าง ละเอียดถี่ถ้วนไหม หรือว่านิดๆ หน่อยๆ มีตั้งเยอะที่จำไม่ได้ เช่น คำที่ได้ฟัง ธรรมแต่ละคำที่ได้ฟัง จำได้ครบถ้วนไหม เพราะว่ามีหลายอย่าง ไม่ได้มีแต่เสียงธรรมอย่างเดียว อย่างอื่นก็จำไปทั่วหมดเลย ห้องนี้มีอะไรบ้าง ทั้งๆ ที่กำลังปรากฏ แต่ใครสามารถที่จะรู้ทั่วไปหมด แม้แต่ไฟกี่ดวง แล้วก็ตะปูหรือขอ หรือลวดลายตามที่ต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่า จำไปเถอะ จำไปเถอะ แต่ก็ลืม แต่ว่ามีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรึกหรือนึกถึงสิ่งที่จำ แล้วแต่ว่ากำลังนึกอะไร จำอะไร นี่คือจิต เจตสิก สภาพรู้ซึ่งไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้นที่เข้าใจว่าเป็นเรา ก็มีธรรม ๒ อย่าง สภาพรู้ คือจิตและเจตสิก ที่หลากหลายมาก แต่ละหนึ่งขณะ และก็สภาพที่ไม่รู้ เช่น สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่รู้อะไร เสียงก็ไม่รู้อะไร ไม่เจ็บไม่ป่วย กลิ่น ก็ปรากฏว่าเป็นกลิ่นเท่านั้น แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ถ้าเข้าใจจริงๆ ไม่มีเรา แต่กว่าจะเข้าใจทั่วจริงๆ ทั้งหมด ก็เป็นผู้ที่ตรง ฟังแล้วเข้าใจแค่ไหน ไม่ลืม ไม่เปลี่ยน จนกระทั่งเป็นสัจจญาณ รู้จริงๆ ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่กำลังปรากฏ เปลี่ยนไม่ได้เลย เพื่อปัญญาจะได้ถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับ นี่คือ ปัญญา ที่จะอบรม จึงจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ได้ฟังคำจริง วาจาสัจจะ แล้วก็รู้ว่าหมายความถึงสิ่งที่กำลังมี จนกระทั่งเข้าใจขึ้น ศรัทธา ความผ่องใสของจิตที่ระลึกถึงในพระคุณ เราอาจจะใช้คำที่ชาวบ้านเขาใช้คำว่า พุทธานุสสติ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจธรรมเลย จะเป็นได้ไหม ไปนั่งท่องทำอะไร แล้วก็บอกว่าพุทธานุสสติ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่า สติ คือ การระลึกเป็นไปในพุทธะ คือปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเข้าใจ ระลึกถึงใครที่ตรัสรู้

    นี่คือ พุทธานุสสติ เป็นกุศลที่เป็นไปในการระลึกถึงพระคุณ พร้อมด้วยปัญญาที่เข้าใจถูกในธรรมที่ได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นยิ่งเข้าใจธรรม ยิ่งมีศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้ายังไม่เข้าใจธรรมก็ไม่รู้พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร จะหมดกิเลสได้อย่างไร ลึกซึ้งแค่ไหน แต่พอมีความเข้าใจถูกต้องเกิดขึ้น ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา เพราะฉะนั้นการที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ด้วยประการเดียวคือ ฟัง แล้วก็รู้ว่าคำนี้มาจากไหน ทรงพระมหากรุณาบำเพ็ญพระบารมีมากน้อยแค่ไหน และตลอดระหว่างที่ยังไม่ทรงดับขันธปรินิพพาน ก็ได้ทรงแสดงพระธรรมยิ่งกว่าใคร ทั้งเช้าสายบ่ายค่ำ ดึกด้วย ทั้งวัน เป็นชีวิตของพระองค์ที่บำเพ็ญเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น

    เพราะฉะนั้น พุทธานุสสติ พอรู้ว่ามาจากใคร ความศรัทธา ความผ่องใสของจิตมั่นคงขึ้น มั่นคงขึ้น ถ้าสามารถเข้าใจธรรมได้อีก ไม่มีทางเลยที่สามารถจะเข้าใจอย่างนั้นได้โดยไม่ฟังพระธรรม ก็ยิ่งเห็นพระกรุณาคุณ ว่าทั้งหมดแม้แต่สติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้น กำลังเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ไม่ใช่เพียงขั้นฟัง ก็ระลึกถึงแล้ว ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีโอกาสนี้แน่นอน ถ้าขณะใดก็ตามที่ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม ศรัทธาความผ่องใส การระลึกถึงพระคุณยิ่งมั่นคงว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ปัญญาจะถึงระดับนั้นได้ถ้าไม่มีพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระกรุณาแสดง

    นี่คือการที่เราเริ่มฟัง และเห็นคุณของผู้รู้ ของปัญญา เพราะเหตุว่าจะใช้คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือคำที่กล่าวถึงพระปัญญาคุณที่ยิ่งกว่าใคร ทั้งพระบริสุทธิคุณ ไม่ได้แสดงธรรมเพื่ออะไรเลยทั้งสิ้น นอกจากเห็นว่าถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดง ไม่มีใครสามารถรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ได้เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ เมื่อนั้นเราก็ค่อยๆ รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้น

    เพราะฉะนั้นชีวิตนี้ ประโยชน์แท้จริงอยู่ตรงไหน เห็นสิ่งที่น่าดู ได้ยินเสียงที่เพราะ ได้กลิ่นที่หอม ทุกอย่างก็เพียงปรากฏว่ามีแล้วหมด ให้ติดข้องเพราะความไม่รู้ แต่แทนที่จะเป็นอย่างนั้น สิ่งนั้นแหละทำให้เกิดปัญญาเมื่อมีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้สามารถเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีชั่วคราวแล้วก็หมดไป ชั่วคราวที่แสนสั้นมาก แต่ว่ามีเพื่อให้ติดข้อง คิดดู เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นสัตว์โลกก็สะสมความไม่รู้และกิเลส หนาแน่นมาก ยากที่จะค่อยๆ ละ แต่ต้องฟังพระธรรมและทำความดี แล้วก็ศึกษาพร้อมด้วยบารมี ความดีทั้งหลายที่จะค่อยๆ ชำระล้างอกุศลที่สะสมมามาก อุปมาเหมือนของเน่า ของเหม็น โรคภัยสารพัด จะหายได้รวดเร็วไหม สะสมมานานถึงปานนั้น

    เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกคนก็เป็นปกติ แล้วก็มีโอกาสได้ฟังพระธรรม แล้วก็มีการที่จะสะสมความเห็นถูก ค่อยๆ สะสมไป แล้วก็จะเข้าใจเอง ว่าหลังจากที่ได้ฟังมาแสนนาน เข้าใจอย่างนี้ ฟังต่อไปอีกแสนนาน ก็เข้าใจอย่างนี้ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเราอยากรู้แจ้งอริยสัจจ ธรรม ผิดแล้ว ทันที ด้วยเหตุนี้ทุกคำลึกซึ้งตั้งแต่ต้น คือเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทั้งฝ่ายที่เป็นอกุศลและกุศลก็สะสมไปเรื่อยๆ เป็นปกติ

    ถ้าผิดปกติ อะไรทำให้ผิดปกติ ความเป็นตัวตน ความอยากหรือความต้องการ ซึ่งการที่จะรู้ความจริงได้ ต้องละคลายความติดข้องและความต้องการ เพราะว่าทุกคนได้ยินคำว่า อริยสัจจ์ ๔ แต่ลืมหมดเลยว่าแต่ละหนึ่งต้องรู้ตามลำดับขั้น และก็ตามความเป็นจริงด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังฟังเพื่อสะสมความเห็นถูก แม้แต่คำที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่มีปัจจัยจึงไม่ใช่เรา แค่นี้ แค่คำว่า เกิดแล้วดับ สะสมต่อๆ ไป จะไม่ใช่เพียงเท่านี้ ที่ได้ยิน ที่จำ แต่สภาพนั้นจริงๆ เกิดและดับ จึงสามารถที่จะคลายความติดข้องได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงระดับนั้นก็สะสมความเห็นถูก จนกระทั่งคำนี้จริง เมื่อไร ขณะนั้นก็เป็นผู้ที่รู้ด้วยตัวเอง

    ผู้ฟัง เรียนท่านอาจารย์ ที่บอกว่า รู้ตามลำดับขั้น คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ฟังจะรู้ไหมว่า เห็น ไม่ใช่เรา เห็นเกิดแล้วก็เห็นดับ อาศัยปัจจัยหลายอย่าง คือต้องอาศัยตา แล้วตามาจากไหน ใครมองเห็นตาบ้าง เห็นแต่สสัมภาระจักขุ หลายๆ รูปที่รวมกัน แล้วก็เรียกว่าตาดำ ตาขาว แต่จักขุปสาท รูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ไม่มีใครเห็น เพราะเห็นเมื่อไหร่ต้องเห็นเพียงธาตุชนิดหนึ่ง คือจะใช้คำว่า สีสันวรรณะต่างๆ ในภาษาไทย หรือจะใช้คำว่า วัณณะ วันโณ ในภาษาบาลี ใช้คำว่า นิภา ก็ได้ แต่เป็นเรื่องของอีกภาษาหนึ่ง แต่ภาษาของเราก็คือว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ปรากฏไม่ได้เลยถ้าจิตเห็นไม่เกิด และจิตเห็นก็เกิดไม่ได้ถ้าไม่มีจักขุปสาทกับสิ่งที่กำลังกระทบกัน

    เหล่านี้ เห็นหรือยัง ตามลำดับ ต้องฟังก่อนใช่ไหม ถึงจะรู้ว่าเห็นมีจริงๆ แล้วใครก็ทำให้เห็นเกิดขึ้นไม่ได้ แต่เห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้วเพราะมีปัจจัย แล้วเราก็รู้ว่าต้องมีตา มีสิ่งที่กระทบตาได้ แล้วก็มีจิตเจตสิกซึ่งที่เห็นเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นเพราะกรรม ถ้าไม่มีกรรมที่จะให้เห็นสิ่งนี้ ขณะนี้ไม่เห็น ตาบอดทันที เดี๋ยวนี้ไม่เห็นแล้ว ทั้งๆ ที่คนอื่นก็กำลังเห็นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นแต่ละสิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีทั้งสิ่งที่น่าดูและไม่น่าดู เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผลของกรรมที่ไม่ดีที่ได้กระทำแล้วจะไม่เห็นสิ่งที่น่าดู (แต่ถ้าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วก็จะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ) แต่ว่าเรารู้ไม่ได้เลยว่าเดี๋ยวนี้อะไรเป็นสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ เพราะจิตเกิดแล้วดับเลย ปัญญาไม่ถึงขั้นที่สามารถที่จะรู้อย่างนั้นได้ แต่สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนไม่ได้

    กลิ่นมี ๒ กลิ่น ใช่ไหม กลิ่นที่หอมกับกลิ่นที่เหม็น ถ้าได้กลิ่นที่เหม็น เลือกไม่ได้อีก ผลของอกุศลกรรม กรรมไม่ดีที่ได้กระทำแล้วจะให้ได้กลิ่นหอมๆ นั้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นได้กลิ่นหอมเมื่อไหร่ กรรมที่ได้ทำแล้วเป็นปัจจัยให้รู้กลิ่นหอมที่ปรากฏ ชั่วขณะนั้นเท่านั้น แล้วหมดแล้ว ติดข้องไหม ถ้าติดข้องคือทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความติดข้อง เก็บสะสมไปอีก แต่ละชาติ แต่ละชาติ แต่ละชาติ สะสมอะไรไว้มากน้อยแค่ไหน

    เพราะฉะนั้น นี่ตามลำดับเพราะเหตุว่าแม้กลิ่นเกิดและดับ ก็ยังไม่ได้ประจักษ์ แต่ว่าถ้ามีความมั่นคงว่าเป็นธรรมที่มีจริง เกิดเมื่อจิตเกิดได้กลิ่น เพราะฉะนั้นขณะนั้นจะไม่หันไปจากขณะนี้ที่กำลังมีจริงๆ จึงชื่อว่า สัจจญาณ เพราะเหตุว่าไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม สิ่งใดที่ปรากฏสิ่งนั้นเกิดดับทั้งนั้นเลย แต่สืบต่อเร็วจนไม่ปรากฏว่าเกิดแล้วดับ นี่ความไม่รู้จะมากสักแค่ไหน เพราะฉะนั้นการฟังธรรมตามลำดับ คือเข้าใจถูกเสียก่อน


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    6 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ