ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
ตอนที่ ๑๘๘๓
สนทนาธรรม ที่ สวนสามพราน ริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม
วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครสักคน ไม่มีอะไรสักอย่าง แต่มีสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งยากที่จะรู้ได้เพราะว่าละเอียดมาก และหลากหลายมากด้วย นี่คือความจริง
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์กรุณาที่จะแนะนำเพิ่มเติม เพราะส่วนใหญ่ เราจะรู้ว่าคิดก็ต่อเมื่อเราจำเรื่อง หรือว่ารู้เรื่อง แต่จริงๆ ลักษณะของจิตที่คิดจริงๆ ละเอียดมาก
ท่านอาจารย์ และส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าแนะนำ ความจริงแนะนำไม่ได้เลย แต่วาจาสัจจะ คือพูดความจริงของสิ่งนั้นให้เข้าใจ แล้วแต่ว่าใครจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนก็สนทนาเพื่อเข้าใจขึ้นได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้กำลังคิด และเราก็ได้ยินคำว่า ธรรม คือสิ่งที่มีจริง แต่เราก็ลืม คิดไปตั้งไกลก็ยังไม่ได้รู้ลักษณะของคิดว่า ขณะที่กำลังคิดเดี๋ยวนี้มีจริง ทำไมเราไม่รู้ เพราะเหตุว่าเราได้ยินคำว่า ธรรม เราได้ยินคำว่ามีจริง แต่ยังไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริงโดยความเป็นธรรม เพราะว่าถ้าเป็นธรรมต้องมีลักษณะแต่ละหนึ่ง เช่น เห็น มีจริงๆ โต๊ะ เก้าอี้เห็นไม่ได้
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นก็ต้องรู้ความต่างกันของธาตุที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ สิ่งที่มีจริงแต่รู้อะไรไม่ได้เลยสักอย่างหนึ่ง ว่ามีจริงๆ กับธาตุซึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ อันนี้ เป็นการเริ่มต้น ถ้าเราไม่เริ่มต้นอย่างนี้ เราจะเอาปัญญา หรือความเข้าใจถูกที่ไหนมาเข้าใจว่า สภาพรู้เป็นอย่างนี้ ไม่ได้มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ ไม่ใช่เสียง แต่ว่ามี คือลองคิดถึงซากศพ หรือคนตาย ทันทีที่จิตไม่เกิดที่รูปนั้น ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหม ทำอะไรไม่ได้เลย จับดูก็แข็ง ตา เหมือนมีรูปตา แต่ก็ไม่เห็นอะไร หูก็เป็นอย่างเดิม แต่ก็ไม่ได้ยินอะไร
เพราะฉะนั้นธาตุธรรมซึ่งมีจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้ ไม่ใช่เฉพาะตอนตาย แม้เดี๋ยวนี้ ธาตุที่เกิดเป็นธาตุนั้นๆ ที่ไม่สามารถจะรู้อะไรก็มี เช่น แข็งก็เป็นแข็ง เปลี่ยนไม่ได้ เสียงก็เป็นเสียงไม่ใช่แข็ง กลิ่นก็เป็นกลิ่น เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะเข้าใจได้ตั้งแต่ต้น โดยการที่ว่า ฟังเข้าใจ ว่าสิ่งที่มีจริงมี ๒ อย่างคือ สภาพหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย อีกสภาพหนึ่งเมื่อเกิดต้องรู้ทันที ไม่เช่นนั้นเราก็อยากจะไปรู้ว่า คิดเป็นอย่างไร ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะได้รู้จักคิด แต่ไม่ใช่ ต้องเริ่มฟังให้รู้จักว่าแท้ที่จริงแล้วที่ว่าไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย แต่สิ่งที่มีจริงนั้นมีลักษณะที่ต่างกัน ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่ว่าเมื่อไหร่ เกิดเมื่อไหร่ แสนโกฏิกัปมาแล้ว ๒,๐๐๐ ปี มาแล้ว เดี๋ยวนี้และต่อไป ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แต่มีจริงๆ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง ก็เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม เพราะว่าไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ กว่าจะรู้จักคิด ต้องรู้จักธาตุรู้ก่อน มิฉะนั้นแล้วไม่มีวันที่จะรู้ว่าคิดมี และคิดไม่ใช่เรา คิดแต่เพียงขณะนั้นเกิดขึ้น นึกถึงเรื่อง คำ ชื่อ แต่ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่ได้กลิ่น ไม่ใช่ลิ้มรส ไม่ใช่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ตื่นขึ้นมาคิด ใช่ไหม ยังไม่เห็นก็ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อสักครู่นี้ที่นอนหลับสนิท ไม่มีอะไรปรากฏเลย โลกไม่ปรากฏ ชื่อเสียงไม่ปรากฏ เหตุการณ์ใดๆ ไม่ปรากฏ เหมือนหายไปเลย ไม่มีโลก ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นขณะนั้นมีจิตก็ไม่รู้ เพราะเหตุว่าจิตหลากหลายมาก ขณะนั้นจิตไม่คิด แต่มี ขณะนั้นจิตไม่เห็นแต่มี ขณะนั้นจิตไม่ได้กลิ่นก็มี เพราะฉะนั้นจิตล้วนๆ เป็นธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาจะสามารถประจักษ์ในสภาพซึ่งเป็นธาตุรู้ ที่จะเข้าใจเรื่องคิด หรือเรื่องอะไรได้ ก็คือสามารถที่จะรู้ความต่างกันของลักษณะซึ่งเป็นธาตุรู้ กับสภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ ซึ่งขณะนี้แม้มี แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญาระดับนั้นก็รู้ไม่ได้ เพียงแต่เริ่มฟัง เริ่มได้ยิน นี่คือการอบรมเจริญปัญญา การค่อยๆ เข้าใจในขั้นการฟังอย่างมั่นคง ที่ว่าไม่มีเรา ไม่ใช่เพียงพูดตามอย่างนกแก้ว ใช่ไหม แต่ว่าคิดด้วย ไตร่ตรองด้วย เข้าใจด้วย มั่นคงขึ้นว่าไม่มีเรา แต่มีธาตุรู้แน่นอน และชีวิตประจำวันก็มีธาตุรู้ แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นธาตุรู้ เพราะไปเป็นเราหมด กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ธาตุรู้ จึงรู้ว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตา ปรากฏจริงๆ เป็นอย่างนี้ คนตายอยู่ที่นี่ ไม่เห็น ไม่รู้เลย
เพราะฉะนั้นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างลักษณะใดๆ เลยทั้งสิ้น เกิดขึ้นแล้วต้องรู้ แต่เราไม่คุ้นเคยกับธาตุรู้ คุ้นเคยกับเห็น ถามว่าเห็นไหม บอกว่าเห็น แต่ไม่รู้จักเห็น ถามว่าได้ยินไหม ได้ยิน ก็ไม่รู้อีกว่าได้ยินไม่ใช่เสียง แต่ที่เสียงปรากฏเพราะมีธาตุ ซึ่งไม่มีรูปร่างเลย เกิดขึ้นได้ยินทันที เพราะฉะนั้นได้ยิน ธาตุรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏ เสียงนั้นเท่านั้น ไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงดนตรีที่เราเรียกว่าดนตรี หรือว่าเสียงเบา เสียงอะไรก็ตามแต่ แต่ละเสียงนั้นหลากหลาย เพราะมีธาตุรู้ในความหลากหลายของสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้นกว่าจะแยก แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แค่เข้าใจก่อน ในเรื่องของธาตุรู้ ทั้งๆ ที่กำลังรู้ แล้วก็ได้ยิน แล้วก็เข้าใจ แต่ธาตุรู้ ก็ไม่ปรากฏกับปัญญาระดับขั้นฟัง
อ.ธิดารัตน์ เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า เสียง อาจจะมีทั้งเสียงเบา เสียงค่อย เสียงดนตรี เสียงเล็ก เสียงอะไรเหล่านี้ หลากหลายตามธาตุรู้ หรือว่าธาตุรู้ รู้ความหลากหลายของเสียง
ท่านอาจารย์ เสียงหลากหลาย ใครจะรู้ หรือไม่รู้ เสียงก็หลากหลาย แต่ที่จะรู้ว่าหลากหลาย เพราะธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ จึงรู้ในความหลากหลาย แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง รู้เสียงนี้แล้วดับ รู้เสียงนั้นแล้วดับ รู้เสียงเบาแล้วดับ รู้เสียงดังแล้วดับ
อ.ธิดารัตน์ อันนี้ก็หมายถึงว่า ธาตุรู้เสียง หรือว่าสภาพได้ยิน รู้แจ้งในเสียงเท่านั้น
ท่านอาจารย์ แน่นอน
อ.ธิดารัตน์ แล้วก็มีการคิดถึงความต่างกันของเสียง
ท่านอาจารย์ ทีหลังแล้ว ไม่ใช่ได้ยินแล้ว เพราะฉะนั้นการเกิดดับของสภาพธรรมเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ จึงกล่าวได้ว่าเราเหมือนอยู่ในโลกของมายากล นักเล่นกล คือจิต เกิดดับนับไม่ถ้วน จนทำให้เห็นว่า เป็นคนนั้นคนนี้ เห็นแล้วไม่พอ ต่อไปเห็นอีก ซ้ำอีก คิดอีก จำอีก จนกระทั่งปรากฏเป็นเรื่องราวต่างๆ จึงกล่าวว่า ฝัน ยังไม่ตื่นขึ้นรู้ความจริง เพราะเหตุว่าในฝันมีอะไร เดี๋ยวนี้ก็มีอย่างที่ไหนฝันมีใช่ไหม จะมีคนฝันถึงห้องนี้ก็ได้ ที่เรากำลังนั่งอยู่ที่นี่ก็ได้ อาจจะฝันก่อนมาที่นี่ด้วยซ้ำไป หรือว่าต่อจากนี้ก็ไปฝันถึงอย่างนี้ก็ได้ แต่ว่าไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จึงกล่าวว่าฝัน แค่นี้ ความต่างกันของคิดกับฝัน
เวลานี้ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏเลยก็คิด แต่เพราะจำไว้ว่ามีสิ่งนี้ปรากฏ จึงไม่เหมือนกับฝันคือคิดซึ่งไม่มีสิ่งที่กระทบตาเลย ไม่ปรากฏ จิตเห็นไม่มีเลยในฝัน มีแต่ฝันเห็น แต่ไม่ใช่เห็น อย่างที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้จักธาตุรู้ ก็ฟังไว้ก่อน อย่าลืม ทุกอย่างฟังไว้ก่อน เก็บสะสมไว้ มากพอที่จะเริ่มเข้าใจ เริ่มเข้าใจนี่ไม่ใช่ขั้นฟังปริยัติ แต่ต้องมาจากปริยัติ คือ ความรอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟัง ใครพูดเรื่องเห็น ใครพูดเรื่องได้ยิน ใครพูดเรื่องธาตุรู้ สภาพรู้ เข้าใจขั้นปริยัติ ไม่สงสัยเลย แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้แล้ว วันหนึ่งก็จะมีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมปรากฏในลักษณะของธรรมนั้น และ เริ่มเข้าใจถูกว่าเป็นธรรม หรือเป็นเพียงสิ่งที่มีจริง
เพราะฉะนั้นจากความรู้ขั้นฟังและจำ ก็สามารถจะทำให้ถึงวันหนึ่ง ซึ่งสภาพธรรมปรากฏเป็นลักษณะของธรรม ขณะนั้นไม่ต้องกล่าวว่า เพราะสติเกิด แต่ความต่างกันก็รู้แล้ว ไม่เหมือนทุกวัน ไม่ต้องเรียกชื่อ แต่ก็มีธาตุ หรือธรรมที่กำลังรู้ในสิ่งนั้น ไม่ได้รู้ในสิ่งอื่น และความเห็นถูกก็เริ่มเห็นถูกในความไม่ใช่เรา เพราะอะไร เดี๋ยวนี้แข็ง อย่างไรๆ ก็เรา แต่วันไหนที่แข็งปรากฏ และเริ่มรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะสิ่งนั้นเพียงปรากฏไม่มีอย่างอื่นเลย แล้วเราจะอยู่ที่ไหน แข็งก็ต้องเป็นเพียงแข็ง เพราะฉะนั้นขณะนั้นแข็งจึงไม่ใช่เรา แข็งไม่ใช่โต๊ะ แข็งเป็นแข็ง และที่จะไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจริงๆ ขณะนั้นต้องไม่มีสิ่งอื่นรวมอยู่ด้วยเลยทั้งสิ้น ลองคิดดู กว่าจะค่อยๆ รู้ว่า นั่นคือ สิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นอะไรไม่ได้เลย เพราะเวลานี้มีหลายอย่างที่ว่ารวมกันแล้วใช่ไหม ไม่ได้แยกเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะเหตุว่าถ้าเป็นหนึ่ง คือ ไม่มีอย่างอื่นปรากฏร่วมด้วย นี่เป็นสิ่งที่ต่างกัน ที่จะรู้ว่าจะรู้จริงๆ ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ต่อเมื่อไม่มีอะไรทั้งสิ้นรวมปรากฏในที่นั้นได้เลย นอกจากเพียงสิ่งเดียว
เราได้ฟังอยู่เสมอใช่ไหม จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เอกัคคตาเจตสิก เป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง เพราะฉะนั้น ขณะที่เอกัคคตาเกิดกับจิตทุกขณะ จิตจะรู้สองอารมณ์ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเอกัคคตาเจตสิกเป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง อารมณ์นั้นแหละที่ทั้งเจตสิกและจิตที่เกิดร่วมกัน พร้อมกัน รู้อย่างเดียวกัน เราฟังอย่างนี้ แต่เวลานี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่ความเป็นจริงคืออย่างนั้น
เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้ว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่ได้ฟังมาหลายชาติ และชาตินี้ก็ได้ฟังอีก ก็จะต้องเพิ่มความเข้าใจขึ้นว่า ตราบใดที่ยังไม่ปรากฏเพียงหนึ่ง ก็ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นปัญญามีหลายระดับใช่ไหม ปัญญาขั้นฟัง เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นค่อยๆ ละความไม่รู้ และค่อยๆ มั่นคง ในการที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งที่ปรากฏ แม้ว่ากำลังเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมหนึ่ง ความรู้ชัดยังไม่มี แต่มีความต่างกันในเมื่อลักษณะนั้นปรากฏ โดยความเป็นอนัตตา แต่เพิ่งเริ่มที่จะค่อยๆ เข้าใจลักษณะนั้น ว่านี่เป็นธรรม แต่ขณะที่คิดอย่างนั้น ก็ยังไม่รู้จักสภาพคิด ว่าเป็นเรา จนกว่าลักษณะนั้นจะปรากฏจริงๆ แยกขาดจากกัน
ธาตุรู้จะไม่มีอะไรเจือปนเลย รูปใดๆ ไม่มี และขณะใดที่รูปใดรูปหนึ่งปรากฏเฉพาะรูปนั้นรูปเดียว รูปอื่นปรากฏร่วมด้วยไม่ได้ จึงจะกล่าวว่า ไม่ใช่เรา หรือว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นการฟังธรรมที่เข้าใจทุกคำ มั่นคง ละเอียด แม้แต่สิ่งที่ปรากฏก็ปรากฏทีละหนึ่ง เราฟัง เราเข้าใจ เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏจะเป็นหลายๆ อย่างไม่ได้ ต้องเป็นเพียงหนึ่ง แต่การเกิดดับสืบต่อ ก็ต้องเป็นปัญญาต่อไปอีก ที่จะต้องรู้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นเรื่องของปัญญาโดยตลอด ตั้งแต่ได้ยิน ได้ฟัง ยังไม่เข้าใจ ยังสงสัย ยังสับสน จนกระทั่งฟังไปค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคง แล้วไม่หวังด้วย ว่าจะเข้าใจมากกว่านี้เมื่อไร เพราะเหตุว่าหวังว่าจะเข้าใจเมื่อไร นั่นคือ มีความเป็นตัวตนมาก แสดงให้เห็นชัดเจน ใครที่ถามว่าไม่เห็นมีอะไรเลย ก็มีแค่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พูดอย่างนั้นหมายความว่าอะไร ไม่รู้ มากแค่ไหน หรือคนที่ฟังแล้วอยากจะรู้ พยายามเพียรทุกทาง ขอคำแนะนำรวมด้วย ก็แสดงว่าต้องการจะรู้แล้วใช่ไหม ก็แสดงให้เห็นความเป็นตัวตน ซึ่งมีแต่ก็ยากที่จะรู้ได้ นอกจากเป็นผู้ที่รู้ว่า ฟังแล้วเข้าใจขึ้น คือความต่างของความไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ กับการที่ได้ยิน ได้ฟัง ไตร่ตรอง พิจารณาแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ในชาตินี้ก็เป็นประโยชน์มากแล้ว ที่ได้ยินได้ฟัง แล้วก็เข้าใจขึ้น ถ้ายิ่งเข้าใจขึ้นต่อไปอีกมากๆ ก็จะเห็นประโยชน์ ว่าค่อยๆ ละความไม่รู้ และกว่าจะหมด ลองคิดดู มิเช่นนั้นก็จะไม่เข้าใจว่าที่พระอริยสาวก แค่สาวก ท่านก็บำเพ็ญสาวกบารมี เป็นแสนกัป
ผู้ฟัง เพียงสิ่งที่ปรากฏ หรือว่าได้ยินเพียงเสียง ตรงนี้หมายความว่า จำผิดมาว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ค่อยๆ ฟังว่า เป็นเพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏ หรือเป็นเพียงได้ยินเสียง เหมือนกับว่าต้องจำใหม่
ท่านอาจารย์ ค่อยๆ สะสมที่จะมั่นคง พอใครบอกว่า ให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้แล้วก็จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ก็รู้เลยว่าผิด ไม่มีความเข้าใจอะไรเลยสักอย่าง จะทำ แล้วรู้อะไร เป็นเรื่องละความไม่รู้ ด้วยความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าสภาพธรรมปรากฏ ตรงตามที่ได้เข้าใจทุกคำ
ผู้ฟัง ผู้ศึกษาก็ต้องเริ่มต้นเหมือนกับว่าไม่รู้ความจริงของเห็น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะถ้ารู้แล้วไม่ต้องฟัง ใช่ไหม แต่ทุกคนที่ฟังเพราะไม่รู้ แล้วก็รู้ด้วยว่าฟังแล้วความรู้ความเข้าใจก็ยังไม่พอ จึงฟังอีก ถ้าไม่ฟังก็คือต้องการความไม่รู้ต่อไป ใครก็ทำอะไรไม่ได้
ผู้ฟัง แล้วคิดเองก็ไม่ได้ ก็ต้องฟังเท่านั้น
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นใครก็ตาม อ่าน หรือฟังพระธรรมแค่คำสองคำ เขียนตำรามากมายหลายเล่ม ที่เขียน คำใคร ใครคิด ไม่ใช่ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย คิดเองทั้งหมด แล้วจะถูกไหม เพราะฉะนั้นจึงมีพระไตรปิฎก และมีพระอรรถกถาจารย์รุ่นแรก จนกระทั่งสืบต่อมา หนังสือเล่มใดคำใดก็ตามที่กล่าวตรงตามความเป็นจริงจากพระไตรปิฎก และอรรถกถา อันนั้นก็ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นความคิดเอง ไม่ตรงเลย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะถูก ธรรมง่ายไหม
ผู้ฟัง ยากมากๆ เลย
ท่านอาจารย์ พูดแล้วอย่าลืมว่า ธรรมไม่ง่ายเลย ยากที่สุด ไม่มีอะไรยากเท่า เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจธรรมง่ายไหม
ผู้ฟัง ก็เมื่อธรรมยาก การเข้าใจก็ต้องยากด้วย
ท่านอาจารย์ และก็ไม่เปลี่ยนคำพูดด้วยใช่ไหม บอกว่าเข้าใจไม่ง่าย แล้วก็จะให้เข้าใจง่ายๆ ได้ไหม
ผู้ฟัง ก็ขัดกัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนที่ตรง ตามเหตุตามผล เพราะฉะนั้นไม่ลืมใช่ไหม ฟังเพื่อเข้าใจ กำลังฟังทุกคำ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้นใช่ไหม แต่เพื่อเข้าใจ เพราะฉะนั้น เวลาฟังแล้วเข้าใจ ปีติไหม สบายใจไหม เดือดร้อนหรือไม่ ที่ได้เข้าใจ ได้เข้าใจว่าเป็นธรรม แม้แต่คำนี้ ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริง เข้าใจอย่างนี้เดือดร้อนไหม เห็นไหม ความละเอียด ถ้าใครเดือดร้อน ขณะนั้นก็คือ ไม่ได้เข้าใจว่า แม้ขณะเดือดร้อนก็มีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้น คำว่า อนัตตา ในภาษาบาลีก็คือ ไม่ใช่เราจริงๆ ไม่ใช่เพียงพูด เพราะบางคนก็บอกว่า อาศัยคำว่า อนัตตา ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม ก็ผิดไปอีก เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจเลยว่านั่นไม่ใช่เข้าใจ ตัวเองต่างหากที่กำลังจะอาศัยคำนั้น เพื่อที่จะไปทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของความตรงและความจริงใจ ที่จะต้องรู้ว่า แม้ได้ฟังวันนี้ แล้วก็พูดถึงเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้มีและก็หลากหลาย และก็หลากหลายไปอีกทุกวันไม่ซ้ำกันเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีก เป็นความจริงอย่างนี้ ฟังแล้วเข้าใจขึ้นมากกว่าวันก่อนหรือไม่ ที่ได้ฟังมาแล้ว แม้เพียงเล็กน้อยก็เข้าใจขึ้น
เพราะฉะนั้นการได้ฟังแล้วก็เข้าใจขึ้น แม้ว่าจะน้อยมาก เพราะว่าเข้าใจเร็วๆ ไม่ได้ เพราะว่ายากที่สุด ไม่มีอะไรที่จะยากเท่า แม้ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังต้องไม่เลิกละความคิดที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะสำเร็จ และก็เพียรจนกระทั่งว่าเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น กว่าจะรู้ความจริงว่าขณะนี้ เป็นสิ่งที่มีจริงเกิดแล้วก็ดับ และก็ตรงตามที่ได้ทรงแสดงทุกอย่าง
เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามฟัง แล้วเข้าใจขึ้น พอแล้วยัง ดีหรือยัง หรือยังหวังอะไรมากกว่านั้น หรือรู้ว่านี่แหละเป็นความจริง เมื่อฟังแล้วก็เข้าใจได้แค่นี้ แล้วก็ฟังต่อไปอีก ก็เข้าใจอีก แล้วถ้าฟังจนไม่ลืม เราคิดเรื่องอื่นได้ตั้งหลายเรื่อง ทำไมไม่คิดเรื่องที่ได้ฟังบ้าง ใช่ไหม ก็แสดงว่าไม่มีปัจจัยพอ แม้จะไตร่ตรอง จำคำที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า ทรงจำธรรม ไม่ได้จำเรื่องอื่น แต่เพราะเหตุว่าเข้าใจ และก็มีความสะสมที่มั่นคง ที่จะรู้ว่าสิ่งนี้มีและสามารถเข้าใจได้ และสิ่งที่ได้ฟังแล้ว แม้หมดแล้ว ก็ยังจำคำนั้น แล้วก็ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจละเอียดขึ้น เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้มากมาย ๔๕ พรรษา ทุกเรื่องที่มีจริง แต่ละเรื่องที่ได้ฟังเป็นความจริง
เพราะฉะนั้นแทนที่จะคิดเรื่องอื่นใช่ไหม มีบ้างไหมที่ไม่ลืม แล้วก็ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความที่เข้าใจขึ้นอีก เข้าใจขึ้นอีก มั่นคงขึ้นอีก จากคำที่ได้ฟัง หรือว่าจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถา เพราะฉะนั้น เพศบรรพชิต ซึ่งเป็นผู้ที่สละทางโลกทั้งหมดเลย ทั้งทรัพย์สมบัติ วงศาคณาญาติ ความสุข ความเพลิดเพลินต่างๆ ท่านเป็นผู้ที่จะอบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิต เพราะฉะนั้นท่านอ่านอะไร ท่านฟังอะไร เพื่อเข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องละทิ้งวงศาคณาญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง แต่ก็ได้สะสมการเห็นประโยชน์ และการรู้ว่าขณะที่เข้าใจต่างกับขณะที่ไม่เข้าใจมาก แล้วก็เห็นใจคนที่ไม่ได้ฟังธรรม หรือว่าเห็นใจคนที่ฟังแล้วไม่ได้เข้าใจ เพราะว่าไม่ได้ฟังว่าธรรม คือ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ทุกคำที่ทรงแสดง เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังมี
เพราะฉะนั้นบุคคลเหล่านั้นก็ศึกษาธรรมแบบวิชาการ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วิชาต่างๆ มีถาม มีตอบ มีอะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจประโยชน์ของการที่ได้เข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ ถูกต้อง และก็มีความเข้าใจขึ้น มีความเข้าใจขึ้น ก็รู้เลยทุกขณะจะเข้าใจมากมายอย่างบุคคลในครั้งโน้นที่เพียงฟัง และสามารถแทงตลอดความจริงของธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ได้ นี่ก็ต้องต่างกัน ต้องเป็นการสะสมซึ่งเมื่อได้ฟังแล้วเข้าใจก็เป็นสิ่งที่ชาตินี้ดีกว่าแน่นอน ที่จะไม่ได้ฟังเลย
เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาสที่ว่า ฟังเพื่อเข้าใจขึ้น ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ความจริง
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ก็จะย้ำมาก ว่า ไม่ต้องทำอะไร ฟังให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ แล้วทำได้ไหม
ผู้ฟัง จริงๆ ก็ทราบว่าทำไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่ก็ทำ เพราะกิเลสทำ ปัญญาไม่ทำแน่ ปัญญาเข้าใจ แต่ที่ทำนั่นแหละกิเลส และความไม่รู้ทั้งนั้น แสดงชัดเลย ทำเมื่อไรก็คือกิเลส จริงๆ แล้ว ธรรมน่าสนใจมาก เพราะว่าละเอียดลึกซึ้ง เกิดแล้วดับไป หายไปไม่กลับมาให้รู้อีกเลย เวลานี้เราต้องไม่ลืมคำที่เราได้ยินได้ฟัง จนกว่าจะมั่นคงเป็นสัจจญาณ ปัญญาที่รู้จริงๆ ว่าขณะนี้เป็นธรรม เพราะว่าเราจะลืมบ่อยๆ พอเจอหน้ากันอาจจะมีคำถามหนึ่ง ลืมอะไรหรือไม่ ถ้าก่อนที่จะได้ฟังคำตอบ พยายามคิดว่าลืมอะไร ลืมโน่น ลืมนี่ แต่ถ้าถามซ้ำบ่อยๆ ก็เลยรู้ว่าลืมว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรม และก็จะลืมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ก่อนพูดก็ลืมแล้วใช่ไหม รับประทานอาหารก็ลืม ลืมเสมอ
เพราะฉะนั้น จนกว่าไม่ลืม ลองคิดดู ไม่ใช่ให้เราไปทำอะไรเลย แต่ว่าฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่าปัญญาที่แท้จริง ปัญญาที่อบรมแล้ว รู้อะไร ต้องไม่ผิด ต้องรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ไม่ไปเปลี่ยน ทำอะไรให้เปลี่ยนแปลงไปเลยจากปกติ ซึ่งเกิดแล้วดับเลย เพราะฉะนั้นยากไหม ในเมื่อปรากฏเร็วมาก สั้นมาก แล้วก็ปัญญาจริงๆ รู้นั่นแหละ รู้สิ่งที่เกิดแล้วก็ดับ ที่สั้นๆ เร็วๆ อย่างนั้นแหละ จึงสามารถที่จะละการยึดถือว่าเป็นเราได้
เพราะฉะนั้นการฟังก็คือว่าไม่ไปทำอะไรเลย ที่จะเป็นการผิดปกติ ไม่ใช่ไปอยาก วันนี้เป็นคนดี พยายามไม่ลืมว่าเป็นธรรม ก็ผิด เห็นไหมผิดตลอด เพราะเหตุว่าเป็นเราที่กำลังพยายามใช่ไหม แต่ว่าเดี๋ยวนี้ปัญญาจริงๆ คือ เกิดเพราะเหตุปัจจัย มีปัจจัยพอที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920