ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
ตอนที่ ๑๘๖๕
สนทนาธรรม ที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ แต่พอศึกษาธรรมแล้ว ความละเอียดยิ่ง ซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลย เห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ เห็นแข็งได้ไหม ใครเห็นแข็งได้ เป็นไปไม่ได้เลย จะรู้แข็งต่อเมื่อกระทบแข็ง เห็นเสียงได้ไหม ไม่มีรูปร่างสีสันเลย แต่มี เสียงมีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี เพราะฉะนั้นเสียงไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นได้เลย เสียงเป็นธรรมจริง แต่ไม่ใช่ธรรมที่กำลังปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นอะไร ถ้าศึกษาธรรมได้ความละเอียดจะเริ่มตามมา ละเอียดอย่างยิ่ง เราจะได้ยินข้อความบ่อยๆ ว่าแค่เห็น หรือว่าเพียงเห็น ได้ยินแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร แต่ศึกษาแล้วก็คือว่าเพียงเห็น หมายความว่า ไม่ได้คิด ไม่ได้รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นอะไร เพราะอะไร หลับตา เดี๋ยวนี้เลย ไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่จำได้ คิดได้ ว่าเราอยู่ที่ไหน ยังนึกออก แต่ไม่เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา
ฝันตอนกลางคืน มีใครฝันบ้าง เมื่อคืนนี้ ดิฉันฝันทุกคืน ฝันเห็นอะไรๆ เหมือนกับเห็นอย่างนี้หรือเปล่า ต่างกันที่ไหน ต่างกันที่ว่าในฝันเป็นแต่เพียงสีสันที่จำไว้ ไม่ว่าจะเห็นใครในฝัน ไม่ได้เห็นเขาจริงๆ เลย แต่เห็นแล้วจำ เห็นแล้วจำ จำตลอดชาตินี้ เราจำสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้วจำ ชาติก่อน เราก็ไปเห็นแล้วจำ สิ่งซึ่งไม่ปรากฏในชาตินี้ และก็ชาติหน้าจะเห็นอะไรอีก ก็จะไม่จำสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย ก็ไปจำสิ่งที่ปรากฏในชาติหน้า เพราะฉะนั้นในฝันไม่ได้มีการเห็น แต่ว่าเป็นเรื่องเป็นราว เพราะจำได้ เห็นคนใส่เสื้อสีฟ้าไหมในฝัน เป็นไปได้ เพราะว่าส่วนใหญ่นั้นฝันจะไม่มีสี ใช่ไหม แต่ถ้าบางครั้งบางคราวนี้เกิดชัดเจนขึ้นมาว่าใส่เสื้อสีฟ้า แต่ไม่เหมือนตาที่กำลังเห็น เพียงแค่ความจำ จำไว้มั่นคง เพราะฉะนั้นในฝันฉันใด เดี๋ยวนี้ก็ฉันนั้น ต่างกันเพียงว่ามีธาตุ หรือธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ ซึ่งต่างกับในฝัน
เพราะฉะนั้นต้องแยกออกอย่างเร็วมากเลย ถึงความต่างว่าเพียงเห็น เป็นจิตขณะหนึ่ง ต้องเป็นจิต เป็นธาตุที่สามารถจะเห็นได้ ธาตุนี้ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย มีปัจจัยเกิดขึ้น เพราะกรรมเป็นปัจจัย ทำให้ต้องเห็น แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นไม่มีเรา มีแต่ธรรมฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว ฝ่ายที่ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ชั่ว เช่น พอไปฟังสวด ก็จะได้ยินคำว่า กุสลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา ทั้งหมดที่มีจริงเป็นธรรม แต่แยกเป็นประเภท ว่าธรรมที่เป็นกุศลก็มี ธรรมที่เป็นอกุศลก็มี ธรรมที่ไม่ใช่กุศล และอกุศลก็มี อัพยากตะ ไม่พยากรณ์ คือ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นกุศลหรืออกุศล แต่สิ่งนั้นมี อย่างสิ่งที่แข็ง หรือเสียงมี แต่เสียงไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล แข็งก็ทำดีทำชั่วไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นอัพยากะตา ธัมมา
ด้วยเหตุนี้ คำว่า ธรรม คลุมทุกอย่างที่มีจริง แต่ว่าหลากหลายมาก มีทั้งสภาพรู้ และไม่ใช่สภาพรู้ และแม้แต่คำที่ใช้ อย่างที่บอกว่าเห็นอะไร แล้วก็ได้เข้าใจว่าเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ลึกซึ้งไหม เปลี่ยนแปลงได้ไหม สภาพธรรมใดที่มีจริง แล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะกว่าจะรู้ความจริงนี้ได้ พระผู้มีพระภาคบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย แสนกัป เพราะฉะนั้นเปลี่ยนความจริงที่ได้ทรงตรัสรู้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงเป็นปรมัตถธรรม มีความหมายหลายอย่าง สำหรับธรรมคำเดียว เริ่มจากสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย จึงใช้คำว่า ปรม หมายความถึง บรม ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าก็เปลี่ยนไม่ได้ ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งนั้นได้
ด้วยเหตุนี้สิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม ถ้าใช้คำว่า ธรรม คือจบ ใครทำอะไรไม่ได้เลย เป็นธาตุ หรือเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งใครเปลี่ยนไม่ได้ และความลึกซึ้งของธรรมนี้เอง แม้ว่าเป็นปรมัตถธรรมที่มีจริง ก็ยากที่จะรู้ได้ จึงใช้คำว่า "อภิธรรม" ธรรมลึกซึ้งจริงๆ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ไปงานศพ สวดอภิธรรม ก็จะได้ยินคำว่ากุสลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา เข้าใจ จากการที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย นี่คือได้เริ่มมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มิฉะนั้นแล้ว อย่างไรๆ ก็เพียงแต่กล่าวว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แต่ว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลย แล้วจะไปพึ่งได้อย่างไร จะพึ่งอะไร ถ้าไม่เข้าใจ
ผู้ฟัง ด้วยความที่เราเป็นปุถุชน มีกิเลสเยอะแยะ จะมีความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีอคติ อคติตัวนี้มีผลกับจริยธรรมของเรา เราจะมีวิธี รู้ได้อย่างไร แล้วก็จัดการได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ เราจัดการไม่ได้ เข้าใจถูกได้ ตามความเป็นจริง ใครไม่มีโลภะ ความรัก ความติดข้อง ความหวัง ใครไม่มี พอรู้ใช่ไหม พระอรหันต์ ไม่มีกิเลสใดๆ เหลือเลยทั้งสิ้น แต่ผู้ที่รู้ความจริง จะต้องเริ่มตามลำดับขั้น พระโสดาบัน ยังรู้ความจริงไม่หมด แต่ว่ารู้อริยสัจจะ ความจริงที่ประเสริฐ ถ้ารู้หมดเมื่อไหร่ ไม่มีกิเลสเหลือเลย เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าอกุศลที่สะสมมามาก มากจริงๆ ถ้ารู้ จะรู้ว่ามาก จนกระทั่งยากเหลือเกินที่จะดับได้ แต่ก็มีหนทางที่จะดับได้
เพราะฉะนั้นการดับกิเลสต้องค่อยเป็นค่อยไป ตามลำดับขั้น คือขั้นที่หนึ่ง อย่าคิดที่จะไปละโลภะ โทสะ โมหะ ให้หมดเลย เพราะเหตุว่าสะสมมามาก แต่ว่าละความเห็นผิด ไม่เข้าใจถูก ในความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เป็นหนึ่ง เสียงก็เป็นหนึ่ง คิดก็เป็นหนึ่ง จำก็เป็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้ารู้ความจริงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็เพียงว่าไม่เห็นผิด แต่ยังมีความติดข้อง พอใจ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ คำใหม่ โผฏฐัพพะ หมายความว่าสิ่งที่สามารถจะรู้ได้เมื่อกระทบกาย เราอาจจะบอกว่าสัมผัสง่ายๆ แต่สัมผัสอะไร เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว เป็นสิ่งที่สามารถจะรู้ได้ทางกาย ๓ อย่าง จึงรวมเรียกว่า โผฏฐัพพะ ไม่เรียกก็ได้ ถ้ายากเกินไป หรือไม่อยากจะจำ แต่ก็ให้รู้ว่าเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งต่างกัน สิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่สามารถจะปรากฏทางกายได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางกาย ก็คือ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว
ทั้งหมดชีวิตประจำวัน มีใครบ้าง วันนี้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบกาย เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสิ่งที่มีทุกวัน เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ก็ต้องเป็นที่พอใจ เป็นที่ติดข้อง เป็นที่ต้องการในสิ่งที่น่าพอใจ ให้รู้ความจริงว่าขณะนั้น ความพอใจเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เกิดเมื่อเห็นสิ่งที่น่าพอใจ บังคับไม่ได้ และที่บังคับไม่ได้ ก็เพราะเหตุว่าไม่ได้รู้ความจริงเลย ว่าเห็นนั้นชั่วคราว แค่นิดเดียวที่เห็น จิตขณะต่อไปไม่ใช่เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพอใจ ถ้าเป็นรูปธรรม เช่น เสียง หรือสิ่งที่ปรากฎให้เห็น หรือกลิ่น เป็นต้น เกิดดับ แต่ช้ากว่าจิต ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ รูปๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นรูปที่มีจริง เป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรม มีสภาวธรรมเฉพาะของตน จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เร็วไหม ประมาณไม่ได้เลย ว่าหนึ่งขณะนี้แค่ไหน เพราะฉะนั้นที่ทุกคนกำลังนั่งอยู่ที่นี่ เหมือนกับว่ารูปไม่ดับเลย แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีใครรู้กันเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วที่สุด เหมือนไม่ดับ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าพอใจที่มีทุกวัน ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย รวมเรียกว่า กาม คือสิ่งที่น่าใคร่ ถ้าพูดถึงอารมณ์ที่น่าพอใจ กาม คือ กามารมณ์ มีอีกคำหนึ่ง คือคำใหม่ที่ใช้คำว่า อารมณ์ หรือ อารัมมณะ หมายความถึง เมื่อจิตเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถูกรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรือ อารัมภนะ คนไทยชอบใช้ภาษาบาลี แต่ว่าไม่ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริง ถ้าพูดถึงสั้นๆ อย่าง ทุกขะ ในภาษาบาลี เราก็บอกว่า ทุกข์ พอรู้ สุขะ ภาษาบาลี ภาษาไทยก็เรียกว่า สุข พอรู้ พอถึง อารัมมณะ ภาษาไทยเรียก อารมณ์ ความหมายเปลี่ยน อารมณ์ หมายความถึงอะไรก็ตามที่ธาตุรู้คือจิตเกิดขึ้น รู้สิ่งใดสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิต เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ แต่คนไทยเราจะใช้ปลายเหตุ วันนี้อารมณ์ดีไหม ดีเพราะเห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี คิดนึกเรื่องดีๆ ก็บอกวันนี้อารมณ์ดี แต่พอวันไหนเห็นไม่ดี ได้กลิ่นไม่ดี ลิ้มรสไม่ดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่ดี คิดเรื่องไม่ดี บอกว่าวันนี้อารมณ์เสีย หรือว่าอารมณ์ดี คือเอาปลายเหตุมาใช้ แต่ความจริงถ้าไม่มีอะไรปรากฏเลย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ปรากฏไม่ได้ แม้แต่คำว่า อารมณ์ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ ซึ่งเป็นต้นเหตุ ที่จะให้เกิดความสบายใจ หรือไม่สบายใจในวันหนึ่งๆ
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า อย่าได้คิดที่จะไปละอะไร โดยไม่เกิดปัญญา เพราะว่าแม้พระโสดาบัน ได้ประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนี้ ก็มีความตรง ที่จะรู้ว่ายังไม่ได้ละความติดข้อง ซึ่งก่อนจะเป็นพระโสดาบัน ความติดข้องเกิด ผู้ที่จะเป็นพระโสดาบัน มีความรู้มีความเข้าใจถูกต้อง ในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ละความยึดถือและความเห็นผิดว่า มีเรา มีตัวตน เด็ดขาด หมดสิ้น เป็นสมุจเฉท ไม่เกิดอีกเลย เมื่อนั้นจริงรู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระโสดาบัน แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึง ก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดให้รู้ว่าเป็นธรรม ซึ่งพระโสดาบันรู้ว่ายังมี ยังเหลือ ยังมีปัจจัยให้เกิด แต่ไม่เห็นผิดในสภาพธรรมนั้น
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก บางคนก็บอกว่า ฉันไม่ใช่พระโสดาบัน พูดเหมือนกับ ฉันไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ความจริงพระโสดาบันกับพระอรหันต์ นี้ก็ต่างกัน ตามกำลังของปัญญา ช่วยให้เราเข้าใจถูก ไม่พูดคำผิดๆ เพราะว่าได้เข้าใจแต่ละคำเพิ่มขึ้น ถูกต้อง ปฏิเสธไม่ได้เลย ทุกอย่างเป็นความจริงถึงที่สุด แข็งก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เพียงแข็ง แต่ว่าการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็ว ของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม มหาภูตรูป มี ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม บางคนอาจจะเคยได้ยินเป็นภาษาบาลี ปฐวี เตโช วาโย อาโป ก็จะเรียนภาษาบาลีไปด้วยทีละคำสองคำก็ได้ หรือว่าจะไม่จำก็ได้ อย่างปฐวี หมายความถึงสิ่งที่มีจริงสิ่งหนึ่ง ซึ่งแข็งหรืออ่อน ไม่ใช่ดินที่เราปลูกต้นไม้ แต่ว่าที่โต๊ะ หรือที่ไหนก็ตาม แข็งปรากฏที่ไหน สิ่งนั้นเป็นธรรมที่มีจริงหนึ่ง คือเป็นสภาพที่เป็นรูปธรรม ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ และเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ ธรรมต้องเปลี่ยนไม่ได้ ถึงที่สุดคือ แข็งเป็นแข็ง เพราะฉะนั้น แข็งหรืออ่อน กระทบทุกวันใช่ไหม ไม่รู้เลยว่า ถ้าไม่เกิดจะกระทบได้อย่างไร และเกิดแล้วก็ดับแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ไม่เห็นมีแข็ง ที่เคยปรากฏแล้วหายไปไหน ไม่ได้กลับมาอีกเลย นี่คือการที่จะเข้าใจความจริง โดยไม่ลืม ฟังแล้วไม่ลืม ฟังแล้วเข้าใจ ฟังแล้วจำได้ ฟังแล้วไตร่ตรอง กว่าแต่ละคนจะเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม อย่างท่านพระอานนท์ สดับ ฟัง ไตร่ตรอง สิ่งที่ได้ฟัง กล่าวทบทวนคำที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นแสดงสิ่งที่ได้เข้าใจแล้วกับคนอื่น เพิ่มความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นอีก
เพราะฉะนั้นทุกอย่างเรามาจากการศึกษา ที่ใช้คำว่า ศึกษา หรือ สิกขา ต้องรู้ว่าขณะที่กำลังเข้าใจถูกต้อง ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นการศึกษาเริ่มตั้งแต่ ปริยัติ ฟังพระธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เพื่อนำไปสู่การที่สภาพธรรมจะประพฤติเป็นไปตามนั้น คือจากที่เคยเป็นอกุศล ก็เริ่มเป็นกุศล ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็จะเห็นได้ เมื่อมี ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่ที่ไหน กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ก็ต้องอยู่ที่ มหาภูตรูป ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นเอง ถ้าเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกไปจากห้องนี้ เอาขวดออกไป มองไม่เห็นอีกแล้ว เพราะมหาภูตรูปนั้นไม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะมีสิ่งที่สามารถกระทบตา ให้เห็นเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ที่จะจำได้ว่าเป็นขวด หรือเป็นคน หรือเป็นอะไร ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความลึกซึ้งก็คือว่า ที่ใดที่มีธาตุทั้ง ๔ ที่นั้นจะต้องมีรูปอื่นเกิดร่วมด้วย เช่น สิ่งที่สามารถกระทบตาหนึ่ง ลิ้นหนึ่ง รสหนึ่ง อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ต้องมีอ่อนหรือแข็งอยู่ในนั้นแน่ๆ เพราะฉะนั้นก็มีธาตุที่สามารถจะทำให้รูปอื่นเกิดขึ้น บำรุงเลี้ยงรูปซึ่งเกิดร่วมกัน ซึ่งเกิดเพราะกรรมบ้าง เกิดเพราะจิตบ้าง เกิดเพราะอุตุบ้าง ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้
นี่คือชีวิตจริงๆ ทุกขณะ คือโลกทั้งหมด ที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียด เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดที่จะไปละอะไร โดยไม่รู้ ธาตุไม่รู้คือ อวิชชา กำลังปิดบัง สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ จนกว่าธาตุรู้ ธาตุเข้าใจ จะค่อยๆ เริ่มทีละน้อย ที่สามารถที่จะรู้ความจริง ของความเป็นจริงนั้นได้ เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจะฟังพระธรรม นิดๆ หน่อยๆ ไม่พอที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แต่เป็นคนดีได้ไหม เพราะว่าคนละขณะจิต ขณะที่ติดข้อง ก็รู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา และขณะที่ไม่ติดข้อง สามารถสละได้ ให้ทานได้ ทำประโยชน์ได้ ขณะนั้นก็รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมฝ่ายตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นจะมีเจตสิกะ คือ เจตสิก ที่เกิดกับจิต เกิดพร้อมจิตเลย รู้อย่างเดียว สิ่งที่จิตรู้ เจตสิกก็รู้ด้วย แล้วก็ดับไปด้วย เกิดร่วมกับจิต เพราะฉะนั้น โลภะ ความติดข้อง เป็นสิ่งที่มีจริงชนิดหนึ่ง ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก สภาพธรรมที่ตรงกันข้าม ที่มีจริงๆ ก็เป็น อโลภะ ความไม่ติดข้อง ก็เป็นเจตสิกอีกชนิดหนึ่ง เจตสิกทั้งหมดต้องเกิดกับจิต แล้วก็ดับพร้อมจิต ไม่ว่าจิตรู้สิ่งใด เช่น เห็นอะไร ก็ชอบสิ่งที่เห็น ก็แสดงว่าต้องรู้สิ่งนั้น ไม่ชอบ ก็คือว่า โทสเจตสิกเกิด ไม่ชอบ แต่จิตเห็น แต่จิตไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย แต่ละหนึ่ง ก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ นี่คือ อภิธรรมทั้งหมดที่ฟังวันนี้ เพราะฉะนั้น ศึกษาโดยการเข้าใจ แต่ถ้าฟังแล้วไม่ศึกษา ก็ได้ยินแต่คำ
ผู้ฟัง มีคำถามในฐานะของคนที่ทำงาน ก็คงค้างอยู่ในใจ ว่าคนที่ไม่มีจริยธรรมในการทำงาน ก็เห็นว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้
ท่านอาจารย์ ก็ต้องแยกเหตุกับผล ความสำเร็จที่ว่า ก็คือ เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี มาจากไหน ยุคนี้ สมัยนี้ ก็บอกว่าเงิน ใช่ไหม เพราะว่าถ้าเงินเป็นเศษกระดาษ จะไม่มี การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส อย่างที่ต้องการ แต่เพราะเหตุว่าต้องการรูป ต้องการเสียง ต้องการกลิ่น ต้องการรสอร่อยๆ ต้องการสัมผัสสบาย บ้านช่อง ที่อยู่ เครื่องอุปกรณ์ต่างๆ และก็คิดว่าได้มาด้วยเงิน แต่ว่าตามความจริง ถ้าไม่มีเหตุ คือกุศล และอกุศล นำมาซึ่งสิ่งต่างๆ ไม่ได้เลย เพราะเราไม่รู้ เราก็สับสน ระหว่างเหตุกับผล แต่ความจริง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดต้องตรง ถ้ากุศลธรรมเกิด ดับไปแล้ว เป็นเหตุที่ดีทำให้เกิดเห็นสิ่งที่ดี แต่เราไปคิดว่ามีเงินซื้อ แล้วเราจึงได้เห็น แต่ความจริงไม่ใช่ มีเงินมากๆ มากมาย ก่ายกอง ป่วยไข้ดีไหม ตาบอด เป็นไปได้ แล้วอย่างไร เอามาทำไม
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้น ที่บอกว่าชีวิตนี้ไม่ยุติธรรม โลกนี้ไม่ยุติธรรม ก็ไม่มีเลยใช่ไหม เพราะเราได้รับสิ่งที่เราทำไว้
ท่านอาจารย์ ใครว่า เราว่า แต่ไม่ใช่ธรรม ธรรมต้องตรง ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไป แต่จะเปลี่ยนเหตุกับผลไม่ได้
ผู้ฟัง เรื่องการรักษาโรคด้วยธรรม แก่นแท้จริงแล้วมันเป็นที่จิตใจเราเอง หรือว่าการที่ว่าเราใช้คำว่า ปลง ได้ไหม เราถึงได้ไปให้ธรรมรักษา
ท่านอาจารย์ ธรรมรักษาโรคอะไร แม้แต่คำว่า โรค แม้แต่คำว่า รักษา ก็ต้องรู้ว่าธรรม รักษาโรคอะไร รักษาโรคหิวได้ไหม แสดงให้เห็นว่าธรรม จริงๆ แล้วรักษาโรคใจ รักษาโรคไม่รู้ รักษาโรคที่เป็นทุกข์ เพราะความไม่รู้ ถ้าจะใช้คำว่ารักษาโรค กิเลสทั้งหมดเป็นโรค รักษาด้วยยาอย่างเดียวคือ ปัญญา เอาอย่างอื่นมารักษาโรคกิเลสนี้ไม่หายแน่ มีแต่เพิ่ม เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำ ถ้าเราเข้าใจจริงๆ เราก็จะไม่สับสนในเหตุกับผล แม้แต่รักษาโรคพระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ พระธรรมเป็นยา ผู้ที่ไปรักษาคือฟังธรรม คือผู้ที่ป่วยไข้ทั้งนั้นเลย มีโรคมาก แต่ไม่รู้ตัว จนกว่าความทุกข์เกิดเมื่อไหร่ ก็จะรู้ว่าเป็นทุกข์เหลือเกิน เพราะโรคใจ โรคกิเลส
ผู้ฟัง อาจารย์ช่วยกรุณาอธิบายความละเอียด ที่เกี่ยวข้อง ที่สัมพันธ์ กับเรื่องของการประพฤติตัวอย่างมีจริยธรรม
ท่านอาจารย์ ความละเอียดก็คือ กุศลธรรม และอกุศลธรรม เป็นพื้น สิ่งที่ดีทุกคนก็บอกว่าดีใช่ไหม การช่วยเหลือเผื่อแผ่ ความเมตตา เป็นจริยธรรมหรือเปล่า เพื่อนร่วมงานมีไหม เขาสุขหรือเขาทุกข์ ถ้าเราเป็นคนตรงต่อหน้าที่ ทำสิ่งที่ถูกต้อง ผลดีแน่ ไม่มีความลำบากกับใครเลย แม้เราก็ไม่ลำบาก แม้คนรอบข้างก็ไม่ลำบาก แม้ผู้ที่จะได้ผลกระทบจากงานก็ไม่ลำบาก เพราะว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องตามเหตุตามผล คือความดี ไม่อย่างนั้นทุกคนเกิดมาก็ไม่ต้องมีหลักของชีวิต ซึ่งเราใช้คำว่า ศาสนา ใครจะทำอะไรก็ทำไป ใช่ไหม แต่เพราะเหตุว่ารู้ว่าเกิดมาแล้ว เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร จะมีความประพฤติอย่างไร ก็ทำให้รู้ว่าทางกายควรเป็นอย่างไร ทางวาจาควรเป็นอย่างไร ทางใจควรเป็นอย่างไร หน้าที่การงานควรเป็นอย่างไร ทั้งหมดก็มีอยู่ในคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ผู้ฟัง หลักของจริยธรรม การปฏิบัติดี ก็คือ ต้องพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ ที่นี้พอพูดถึงวาจา ก็จะไปเข้าของหลัก ปิยวาจาไหม
ท่านอาจารย์ ทุกคนพูด พระธรรมเตือนให้รู้ว่า คำพูดไหน เป็นคำพูดที่ถูกต้อง ดี และมีประโยชน์ด้วย จะคิดถึงเพียงข้อเดียวว่าพูดจาไพเราะไม่ได้ ถ้าไม่เป็นความจริง ใช่ไหม เพราะฉะนั้นพระธรรม ทรงแสดงถึงความจริงทุกอย่าง แล้วทั้งหมดมาจากใจ ที่จะรู้ว่าควร ไม่ควร ในแต่ละข้อ เช่น คำจริง มีใครบ้าง ชอบคำไม่จริง โกรธเลย ถ้ารู้ว่ามาพูดไม่จริงด้วย ใช่ไหม อยู่ดีๆ ทำไมมาพูดไม่จริง ทำไมต้องมาหลอกกัน ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าทุกคน ชอบวาจาจริง เป็นจริงแล้วจะให้เป็นไม่จริงได้อย่างไร จริงอย่างไร ความจริงนั้นดีที่สุด ที่เมื่อกล่าวแล้ว แม้ได้ทำผิดแล้ว ก็พูดความจริง จะได้รับการอภัย จะได้รับการเห็นใจ แต่ว่าถ้าพูดไม่จริง แล้วยิ่งไม่จริงต่อไปอีก จะเป็นอย่างไร
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดมาจากใจ ซึ่งจะต้องเข้าใจจริงๆ แล้วก็เป็นจิตใจที่ดีงามจริงๆ แม้แต่จะพูดก็รู้ว่า จะไม่พูดสิ่งที่ไม่จริง คนที่สะสมมา พูดไม่จริงไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าทำไมล่ะ ก็จริงก็พูดสิ จะไปพูดไม่จริงแล้วมีประโยชน์อะไร ใช่ไหม แต่นั่นก็ยังไม่พอ ต้องเลือกกาลด้วย ควรพูดหรือไม่ควรพูด ในขณะที่คนฟังไม่ต้องการความจริงเลย แล้วไปพูดแล้วก็จะได้ประโยชน์อะไร ใช่ไหม แต่ว่าถ้าความจริงนั้นสมควรแก่กาลที่จะกล่าว ก็กล่าว และแม้ขณะที่กล่าว ก็ต้องพูดไพเราะด้วย พูดด้วยความเมตตา จิตที่เมตตากับจิตที่ไม่เมตตา วาจาออกมาก็ต่างกัน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920