ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920
ตอนที ๑๙๒๐
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิอิมพีเรียล จ.เชียงใหม่
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาแต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเองจนกว่าได้ฟังพระธรรม ขณะนี้เป็นพุทธานุสติหรือเปล่า เห็นไหมทุกคำเกี่ยวข้องกันหมด ไม่ว่าคำใดในพระไตรปิฎกเมื่อมีความเข้าใจ สติคือสภาพที่ระลึกได้ในทางที่เป็นกุศลเพิ่มเติมอีก
ไม่อย่างงั้นทุกคนที่ไม่ศึกษา เดินข้ามถนนไม่หกล้มก็มีสติแล้ว เดินถือแก้วดีๆ น้ำก็ไม่หก แล้ว ข้ามสะพานไม้เล็กๆ ข้ามคลองก็ไม่ตก และก็เข้าใจว่านั่นเป็นสติ คิดเองพูดเอง ทำเองแต่ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น พูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตายเพราะว่าขณะนั้นไม่ใช่สติ
เป็นสภาพธรรมที่มีจริงแต่ปะปนกันไม่ได้ ขณะนั้นเป็นสมาธิ สภาพที่กำลังตั้งมั่น เกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้น จิตเป็นธาตุรู้แล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง เพราะไม่มีธรรมใดเลยซึ่งจะเกิดได้โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยอยู่ดีๆ เกิดขึ้นมาลอยๆ เป็นไปไม่ได้เลย
แต่ผู้ไม่รู้คิดว่าเป็นอย่างนั้นเพราะว่าปรากฏเพียงอย่างเดียว ขณะที่แข็งปรากฏ จะไม่รู้เลยว่าขณะนั้นแท้ที่จริงแล้วมีธาตุอื่นรวมอยู่แต่ไม่ปรากฏ
ปรากฏได้ทีละอย่าง เพราะว่าจิตเป็นธาตุที่เกิดขึ้นพร้อมกับสภาพเจตสิกประเภทหนึ่งซึ่งภาษาไทยเราก็บอกว่าเป็นธาตุหรือเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์ อารมณ์เดี๋ยวนี้รู้จักแล้วใช่ไหม สิ่งที่จิตรู้
เพราะฉะนั้น เมื่อตั้งมั่นในสิ่งหนึ่งจิตก็เกิดขึ้นรู้เฉพาะสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น เอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ แต่จิตเกิดดับเร็วมากลักษณะของเอกัคคตาเจตสิกไม่ปรากฏความตั้งมั่น เพราะว่าเดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ลักษณะที่ตั้งมั่นไม่ปรากฏเลย จนกว่าขณะใดก็ตามซึ่งตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งบ่อยๆ
รู้จักอารมณ์แล้ว จนกระทั่งปรากฏว่าขณะนั้นเป็นความตั้งมั่น เวลาที่กำลังสนใจอะไรมากๆ คนอื่นพูดด้วยได้ยินไหม รู้แต่ว่าเขาพูดแต่ต้องถามซ้ำว่าพูดอะไรเพราะว่าขณะนั้นไม่ได้ใส่ใจไม่ได้สนใจไม่ได้ตั้งมั่นที่เสียง พอที่จะรู้ว่าเสียงอย่างนั้นหมายความว่าอะไร
เพราะฉะนั้น แต่ละเสียงก็จะมีความคุ้นเคยด้วยความจำในภาษาของตนๆ คำเดียวกันความหมายต่างกันตามแต่ว่าเป็นภาษาไหน นี่ก็แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งเป็นธรรมซึ่งจะรู้ได้เข้าใจได้โดยไม่คิดเองโดยไม่ฟังคนอื่น ไม่ได้มีคนอื่นเป็นที่พึ่ง เพราะเขาไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาจะสามารถแสดงธรรมให้เข้าใจทุกอย่างถูกต้องโดยสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวงได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เมื่อไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจถูกได้ ด้วยเหตุนี้ได้ยินคำว่าสมาธิ ไม่ศึกษา เข้าใจว่าอะไร ผิดหรือถูก แต่เมื่อใดที่ได้เริ่มเข้าใจเพราะศึกษา เพราะเข้าใจว่าทุกขณะมีสมาธิเกิดกับจิตทุกประเภท ถ้าเกิดกับกุศลตั้งมั่นในกุศลขณะนั้นเป็นกุศลสมาธิ ถ้าเกิดกับอกุศลขณะนั้นตั้งมั่นในอกุศล อกุศลจึงปรากฏ อย่างโกรธปรากฏ เพราะว่าขณะนั้นมีสภาพที่ตั้งมั่นในสภาพของจิตประเภทนั้นจึงรู้ว่าขณะนั้นเป็นสภาพที่ขุ่นเคืองใจระดับไหนด้วย
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างไม่พ้นจากธรรมที่สามารถจะเข้าใจได้จริงๆ ทุกคำ เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมศึกษาทีละคำ จนกระทั่งมีความเข้าใจจริงๆ ในคำนั้นโดยถ่องแท้ก็จะทำให้เข้าใจคำอื่นๆ เพราะว่าสอดคล้องกันทั้งหมด
ขณะนี้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างไหม เมื่อได้เข้าใจธรรม พุทธานุสติ ถ้าเข้าใจขึ้นอีก รู้เลยจากการที่ไม่เคยมีการที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏทีละหนึ่ง แต่ลักษณะทีละหนึ่งก็ปรากฏได้ ดี เมื่อมีความเข้าใจขึ้น จนกระทั่งดีถึงการเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมนั้นก็ปรากฏได้เมื่อความเข้าใจถึงระดับที่สามารถแทงตลอดความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น ปัญญามีหลายขั้น ก่อนอื่นต้องรู้ว่าปัญญาคืออะไร ไม่ใช่คนชื่อปัญญา แต่คนชื่อปัญญารู้อะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ชื่อปัญญา แต่ปัญญาจริงๆ ไม่ต้องเรียกว่าปัญญาก็ได้หรือจะมีหลายชื่อก็ได้ วิชชาก็ได้ มีอีกหลายชื่อใช่ไหม แล้วแต่คุณคำปั่นจะนึกออก
อ.คำปั่น หลายชื่อ ปัญญา วิชชา จักขุ อาโลกะ เป็นต้น ปัชโชตะด้วยในบางครั้ง
ท่านอาจารย์ ชื่อไหนก็ถ้าเข้าใจแล้ว ก็รู้ว่าหมายความถึงสภาพธรรมใด ระดับไหนด้วย เพราะว่าจะต้องมีปัญญาที่มีระดับต่างกันจะใช้ชื่อเดียวกันได้ยังไง
ปัญญาที่เริ่มฟัง และเข้าใจจะเหมือนปัญญาที่กำลังถึงการรู้จักจริงๆ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้เข้าใจ ต่างกันแล้วใช่ไหม และกำลังเริ่มเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ กว่าจะชินจนกระทั่งละคลายการยึดถือว่าเป็นเราจนสามารถที่สภาพธรรมนั้นจะปรากฏความจริงคือเกิดขึ้น และดับไป
ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นเพราะอะไร เสียงปรากฏแล้วดับ ถ้าเสียงดับได้ยินจะยังมีอยู่ต่อไปได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ได้ยินก็ต้องดับด้วย แต่ปัญญาไม่พอที่จะรู้ความจริงว่าสภาพธรรมทุกขณะเกิดดับ แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย แล้วก็เป็นอนัตตาคือไม่ใช่เราแน่นอน
ดับแล้วจะเป็นเราได้ยังไงเป็นเขาได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้เพราะดับไปหมดแล้วทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ก็จะได้รู้ความจริงว่าทุกคำ จะสามารถเข้าใจจริงๆ เมื่อได้ศึกษาพระธรรม เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ไม่ประมาท
พระปัจฉิมวาจา จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
ทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา จริงไหม เห็นไหม ทุกคำไม่ใช่ให้เราเชื่อแต่ให้พิจารณา แล้วให้เข้าใจว่าจริงหรือเปล่า
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นมรดก เป็นทรัพย์อันประเสริฐซึ่งทุกคนเป็นทายาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้าใจก็จะรู้ได้ว่าตามความเป็นจริงแล้วก็คือว่าทุกอย่างที่มีจริงที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน พอฟังพระธรรม และศึกษาแล้วก็เริ่มเข้าใจขึ้นแล้วก็เข้าใจจริงๆ ทีละคำแล้วก็จะไม่สับสนพอพบคำนี้อีกก็จะรู้ได้ว่าคือธรรมแต่ว่าระดับไหนเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น สมาธิมีจริงไหม
ผู้ฟัง ก็มีสมาธิ แล้วก็ดับ
ท่านอาจารย์ ก็มี ไม่ใช่ไม่มีเลย มีแต่ไม่เที่ยง ไม่ใช่ไม่มีเลย สิ่งที่กำลังมีนี่แหละต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี เกิดแล้วต้องดับ อยู่ต่อไปไม่ได้
เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจในความหมายว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่เกิดขึ้นสิ่งนั้นต้องดับไปเป็นธรรมดา ธรรมตาความเป็นไปของธรรมต้องเป็นอย่างนี้เปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่น ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเข้าใจขั้นฟังจะรู้จริงๆ ประจักษ์แจ้งได้ไหม ได้ เมื่อไหร่
ผู้ฟัง เมื่อรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
ท่านอาจารย์ เมื่อเข้าใจขึ้นจนกระทั่งละคลายความไม่รู้ เพราะฉะนั้น รู้จักสมาธิหรือยัง
ผู้ฟัง รู้จัก
ท่านอาจารย์ มีจริงๆ หรือเปล่าจริง เป็นอะไร
ผู้ฟง มีจริงเป็นอนัตตา
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมประเภทไหน ยังไม่ได้สรุปให้ฟังก็จริง แต่ถึงที่สุดของความจริงไม่พ้นจากสภาพธรรมที่เป็นจิต ธาตุรู้ เป็นเจตสิกเพราะว่าจิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้ต้องมีเจตสิก ๕๒ ประเภทแล้วแต่ว่าจิตนั้นจะมีเจตสิกประเภทใดเกิดร่วมด้วย
จะเป็นเจตสิกฝ่ายดีหรือไม่ดี เพราะว่าจิตเองไม่ดีไม่ชั่วเป็นปัณฑระ ถ้าไม่มีเจตสิกประกอบเลย หรือถ้าไม่คิดถึงเจตสิกที่ประกอบ จิตเป็นปัณฑระแต่พอมีเจตสิกฝ่ายไม่ดีเกิดร่วมด้วยจะให้จิตเป็นจิตที่ดีไม่ได้
แต่สภาพจิตไม่ใช่เจตสิกที่ไม่ดี นี่คือความละเอียดที่ต้องรู้ว่าจิตไม่ดีเพราะอะไร เพราะเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย บางครั้งดีเพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะว่าประกอบด้วยเจตสิกที่ดี
ท่านอาจารย์ ถูกต้องนี่คือปัญญาของเราเอง ใช่ไหม เป็นความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง ไม่ใช่ไปทำอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ ก็ไปทำความไม่รู้ไปอยู่เรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น สมาธิเป็นอะไร
ผู้ฟัง สมาธิเป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง
ท่านอาจารย์ เป็นจิตหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิก นี่เริ่มรู้แล้วต้องยืนพื้นว่าจิตไม่ดีไม่ชั่วโดยตัวจิตนั้นซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานเฉพาะในการรู้คือกำลังเห็นอย่างนี้ แค่เห็นแล้วดับ ใช่ไหม แค่ได้ยินแล้วดับ
เพราะฉะนั้น ในขณะนั้น ทรงแสดงไว้ว่ามีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงใช้คำพิเศษเลยสำหรับจิตประเภทนี้เป็นอุปปัตติ เกิดขึ้นที่ต้องอุบัติขึ้นโดยมีปัจจัยที่ถึงขณะที่จะต้องเกิดขึ้น
ตามกรรมที่ได้กระทำแล้วต้องเห็น ถ้ากำลังนอนหลับสนิทกรรมยังไม่ได้ให้ผลที่จะเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ยินสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่ยังไม่พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ยังคงเป็นบุคคลนี้ดำรงภพชาติ แต่ก็จะต้องมีการได้รับผลของกรรม
ทางตาต้องเห็น ทางหูต้องได้ยิน ทางจมูกต้องได้กลิ่น ทางลิ้นต้องลิ้มรส ทางกายต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสจริงๆ ไม่ใช่ไปคิดนึกเอาเองหรือไม่ให้ไปจำเอาไว้ แต่ชั่วขณะนั้น ต้องต่างกับขณะอื่น เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นธรรมประเภทไหน
ผู้ฟัง เป็นที่ไม่ได้ใช้ความจำ
ท่านอาจารย์ ไปใช้ความจำอะไร นั่นเราคิดเองอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ฟังธรรมไม่ใช่ให้เราคิดเองหรือยังเก็บความคิดของเราไว้
เพราะไม่รู้จะเอามาปนกับความรู้ได้ยังไง ที่ฟังเพราะไม่รู้ ความไม่รู้คือความไม่รู้ แต่เมื่อฟังแล้วรู้จะไปปนกับความไม่รู้ไม่ได้ และการฟังไม่ใช่เพราะเราคิดเอง แต่เราได้ฟัง และพิจารณาแล้วจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นเพราะการฟัง
เพราะฉะนั้น การฟังต้องละเอียด และต้องฟังทีละอย่าง แล้วต้องเข้าใจจริงๆ แต่ละคำ จิตเป็นธาตุรู้อย่างเดียวเช่นกำลังเห็น
ลักษณะของโลภโกรธหลงหรือไรไม่มีให้รู้ในขณะนั้น แต่มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้แต่ในขณะนั้นจิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดไม่ว่าเป็นอะไรทั้งสิ้นต้องอาศัยกันเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น จิตต้องมีเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกันปรุงแต่งให้เป็นจิตประเภทต่างๆ และอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีเจตสิก ๗ ประเภทเกิดร่วมด้วยกับจิต
ถ้าใช้คำว่าอย่างน้อยที่สุดหมายความว่าจิตเห็นหนึ่งความจริงเห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นผลของอกุศลกรรม ผลของกรรมในภาษาบาลีใช้คำว่าวิปากะ เคยได้ยินคำว่าวิบากไหม
ผู้ฟัง เคยได้ยิน
ท่านอาจารย์ คืออะไร
ผู้ฟัง คือผลของการกระทำ
ท่านอาจารย์ เก่งมากไม่ใช่ลำบาก เพราะว่าเคยได้ยินวิ่งวิบาก แต่ว่าความจริงไม่ได้เกี่ยวกับวิบากเลยสักนิดเดียว และก็ใช้คำว่าวิบาก คนไทยก็ผสมไปเรื่อยๆ ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ และก็ใช้ปนกัน
เพราะฉะนั้น ให้เห็นว่าเกิดมาถ้าไม่มีกรรมไม่ต้องเกิด ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ดับกิเลสแล้วไม่มีอะไรจะทำให้เกิดอีกเลยเพราะไม่มีกิเลส
แต่ตราบใดที่ยังมีกิเลสจะไม่ให้เกิดไม่ได้ ก็ยังเกิด
เกิดมาทำไม ใช่ไหม กรรมที่ได้ทำไว้แล้วต้องให้ผลคือให้เกิดแล้วแต่ว่ากรรมใด ต้องเกิดอีกแน่ๆ ยังไงก็ไม่ใช่พระอรหันต์ใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ถ้าเกิดเป็นปลา ดีไหม
ผู้ฟัง ไม่ดี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เป็นผลของกรรมอะไร
ผู้ฟัง อกุศลกรรม
ท่านอาจารย์ อกุศลกรรม เกิดเป็นนกสวยๆ ดีไหม
ผู้ฟัง ไม่ดี
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง ก็เป็นอกุศลกรรม
ท่านอาจารย์ เกิดเป็นสุนัขน่ารักมากราคาแพง
ผู้ฟัง ก็ไม่ดี
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง ก็เพราะเป็นผลที่เกิดมาจากอกุศลกรรม
ท่านอาจารย์ แล้วต้องรู้ด้วยว่าทำไมไม่ดี
ผู้ฟัง เพราะจะไม่เกิดปัญญาในการฟัง
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ความรู้น้อยมาก ความจำก็น้อยมากสามารถที่จะเข้าใจภาษาต่างๆ อย่างเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะว่าความจำเพียงแค่เสียง พอที่จะรู้ในบางชาติกำเนิดของตัวเป็นชะนีก็มีเสียงชะนีรู้เรื่องกันได้ ใช่ไหม นกก็รู้เรื่องกันได้ เสียงต่างกันเวลามีภัยหรือมีอะไรเขาก็จะมีเสียงของเขา
เขาได้ยินเสียงเรานี่เขารู้ ไหม เขาคงคิดว่าพวกนี้พูดมาก ทั้งวันเลย ของเขาด้วยก็มีเสียงบางครั้งก็นกบางตัวก็พูดทะเลาะกันด้วยใช่ไหม เสียงผิดปกติ
ก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เสียงที่เกิดจากจิตก็มี แต่ว่าการที่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจำกัดมาก ไม่ใช่สามารถที่จะมีสติปัญญาพอที่จะฟัง และก็เข้าใจหรืออะไรเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้น วันนี้พูดเรื่องอะไรขอให้เข้าใจคำที่ได้ยินได้ฟังชัดเจนไม่สับสน
เพราะฉะนั้น ได้อ่านพระธรรม ได้ยินได้ฟังมาก แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจขึ้นมีประโยชน์กว่าเพียงเข้าใจเล็กน้อยแล้วก็ผ่านไป
สนทนาธรรมที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าวันที่ ๑๒ สิงหาคมพุทธศักราช ๒๕๕๗
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ ขอความกรุณาท่านอาจารย์ได้กล่าวกับผู้ฟังเป็นขั้นต้นก่อน
ท่านอาจารย์ ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่ทุกท่านด้วยได้กระทำกุศลกรรม ตั้งแต่เช้ามาก็คงมีหลายท่านที่ได้กระทำกุศลกรรมบ้างแล้ว แต่ว่าสำหรับกุศลกรรมที่สำคัญก็คือได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมานาน เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงพระมหากรุณารู้ว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แล้วก็ต้องเป็นไปตามการสะสมว่าวันไหนจะได้ฟังวันไหนจะไม่ได้ฟัง วันนี้ได้ฟังแต่ไม่รู้ว่าต่อไปวันหน้าจะได้ฟังหรือเปล่า
เพราะฉะนั้น การได้ฟังพระธรรมแต่ละครั้งก็ฟังด้วยความเคารพ ในพระปัญญาคุณ ในพระมหากรุณาคุณ ในพระบริสุทธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้วก็เห็นว่าคนอื่นไม่สามารถที่จะมีความรู้อย่างพระองค์ได้เพราะเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง และก็มีจริงๆ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งตั้งแต่เกิดมาถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมก็จะไม่รู้เลยว่าทั้งหมดเป็นธรรมไม่มีอะไรเลยซึ่งไม่ใช่ธรรมเพราะเหตุว่าธรรมในภาษาบาลีหมายความถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้
เพราะฉะนั้น เมื่อฟังก็พิจารณาสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ด้วย ว่าทุกคำที่ได้ยินเป็นคำซึ่งขณะนี้ยากที่จะรู้ตาม แต่ก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เช่นขณะนี้กำลังเห็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็น แค่นี้ไม่มีใครสามารถจะรู้เห็นตามความเป็นจริงของเห็นในขณะที่กำลังเห็น
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมก็เริ่มจากการที่ได้ยินได้ฟังคำใดไม่ผ่านแต่จะต้องเข้าใจคำนั้นเช่นคำว่าอนัตตาได้ยินบ่อยๆ แล้วก็พูดตาม เหมือนรู้ เหมือนเข้าใจ
อนัตตาคือสภาพธรรมคือสิ่งที่มีนั้นไม่ใช่ใครไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนอย่างที่เคยคิดเลย ฟังเท่านี้ก็ยังไม่เห็นความเป็นอนัตตาของเห็น ของได้ยิน ของทุกสิ่งทุกอย่างในขณะนี้ จนกว่าการฟังละเอียดขึ้น และรู้ว่าฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ได้อยู่ในตำรา และก็ไม่ใช่เป็นแต่เพียงคำที่พูดแต่ทุกคำกำลังหมายความถึงแต่ละหนึ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้เพื่อที่จะได้เข้าใจความหมายของแม้คำว่าอนัตตา สิ่งที่มีจริงขณะนี้
เห็นเป็นเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ใครแล้วก็ไม่ใช่ของใครแล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย พระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมดต้องสอดคล้องเป็นความจริงตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด
เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่าอนัตตา แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าเป็นอนัตตา แต่ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้มีจริง และสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องอาศัยการฟังค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนกว่าจะรู้ว่าเป็นความจริง กำลังฟังเรื่องที่มีจริงในขณะนี้จนกว่าจะเข้าใจตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง มีคำถามอยู่สองคำถามซึ่งมาจากคำว่า ทาน ศีล ภาวนาบางคนก็มีศีล สมาธิ ปัญญาเข้าใจว่าสองอันนี้เป็นคำรวมๆ ของมรรคมีองค์ ๘
อยากจะทราบว่าเข้าใจอย่างนี้ถูกไหม แล้วก็ทั้งสองต่างกันอย่างไรระหว่างทาน ศีล ภาวนากับศีล สมาธิ ปัญญา
ท่านอาจารย์ ทุกคำละเอียดมาก ทุกคนทราบว่ามรรคคือหนทาง
ทางไปไหน ในขณะนี้กำลังอยู่ในหนทางหรือเปล่า และหนทางที่ว่านี่ไปไหน ทางมีหลายทางแต่ทางที่จะไปสู่ความจริง ปัญญาที่สามารถเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ต้องอาศัยจากการฟัง เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาทุกคนก็พูดหลายคำ ได้ยินหลายคำ แต่ละคำก็ยังไม่ได้เข้าถึงความหมายจริงๆ ว่าแล้วสิ่งนั้นเป็นอะไรไม่ว่าจะเป็นทาน เป็นศีล หรือเป็นภาวนา
อะไรเป็นทาน อะไรเป็นศีล อะไรเป็นภาวนา
เพราะฉะนั้น ต้องละเอียดอย่างยิ่ง แล้วก็ศีลสมาธิ ปัญญา
อะไรเป็นศีล อะไรเป็นสมาธิ อะไรเป็นปัญญา
เพราะฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจธรรมก็คือตั้งแต่ได้ยินแล้วก็ค่อยๆ ไตร่ตรอง
ทานคืออะไร ถ้าไม่มีจิตไม่มีทานแน่นอน และจิตก็เกิดขึ้นลำพังไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรมที่ปรุงแต่งเป็นที่อาศัยเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้น เพราะว่าผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้วก็สามารถที่จะรู้ความจริงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามขณะนี้ที่กำลังปรากฏสิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น และการที่สิ่งนั้นจะเกิดได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ตามลำพังเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ แต่ต้องอาศัยธรรมที่อาศัยกัน และกันเกิดขึ้นเช่นจิตเป็นธาตุรู้
ทุกคนดูเหมือนเข้าใจคำว่าจิต แต่ว่าถ้าถามว่าเดี๋ยวนี้จิตอยู่ที่ไหน จะตอบได้ตรงไหมหรือว่าจะคิดเอง ถ้าเกิดมาแล้วก็ต้องมีจิตเกิดแน่ ถ้าตายแล้วก็คือไม่มีจิตในชาตินี้อีกต่อไปแต่ว่าจิตเกิดขึ้นได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น จิตคืออะไร
จิตคือธรรมหรือธาตุสิ่งที่มีจริงซึ่งสามารถที่จะรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่นขณะนี้เห็น สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้เพราะจิตเกิดขึ้นเห็น ขณะนั้นยังไม่ใช่ทานเพราะเหตุว่าเป็นแต่เพียงลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้น และก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
แต่ว่าจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ ต้องอาศัยธรรมที่ปรุงแต่งอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น เกิดพร้อมกัน และดับพร้อมกันซึ่งภาษาธรรมใช้คำว่าเจ-ตะ-สิก-กะแต่คนไทยก็เรียกสั้นๆ ว่าเจตสิกหมายความถึงสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้แต่ไม่ใช่จิต
เพราะฉะนั้น จิต และเจตสิกอาศัยกัน และกันเกิดขึ้นแต่ต่างกัน เพราะฉะนั้น จิตไม่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ก็เป็น ลักษณะของธรรมที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้นส่วนสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดร่วมกันซึ่งเป็นเจตสิกมีหลากหลายมาก
เพราะฉะนั้น ชีวิตตามความเป็นจริงก็คือทุกวันมีจิต และเจตสิกเกิดดับเป็นไปต่างๆ ที่เป็นอกุศลสภาพธรรมที่ไม่ดี ก็มี ที่เป็นสภาพธรรมที่ดีงามก็มี
เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงทานในภาษาไทย ทา-นะหมายความถึงการให้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920