ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887


    ตอนที่ ๑๘๘๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเอเชี่ยน หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ จิตนั้นเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยอะไร เช่น จิตเห็น เกิดขึ้นเห็นแล้วดับเลย แค่เห็นเท่านั้น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ โลภะจะเกิดร่วมด้วยไม่ได้ โทสะจะเกิดร่วมด้วยไม่ได้ นี่คือกว่าเราจะรู้อย่างนี้ว่าไม่ใช่เรา ก็ต้องอาศัยความเข้าใจที่ใช้คำว่า ปัญญา เข้าใจเมื่อไรก็คือปัญญาเมื่อนั้น แต่ขณะนี้เป็นปัญญาระดับขั้นฟัง ที่ใช้คำว่า ปริยัติ รอบรู้ในพระพุทธพจน์ เพราะว่าพระพุทธพจน์แต่ละคำนี่ กล่าวถึงสภาพของสิ่งที่มีจริง เช่น จิต ก็กล่าวถึงจิต ทรงอธิบาย ทรงแสดงธรรม จิตโดยละเอียดเจตสิกโดยละเอียด รูปโดยละเอียด ธรรมทั้งหมดโดยละเอียดยิ่ง แต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกันเลย

    เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถที่จะมีความเข้าใจในสิ่งที่ ได้ยิน ได้ฟัง ซึ่งกำลังมีขณะนี้ ขณะนั้นไม่ใช่เราที่เข้าใจ แต่เป็นเจตสิกหนึ่ง ใช้คำว่า ปัญญาเจตสิก อาศัยการฟัง การไตร่ตรอง การพิจารณา เข้าใจถูกเมื่อไรแม้ในขั้นฟังก็เป็นปัญญาระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีปัญญาที่เข้าใจถูก จะไม่มี ปฏิปตฺติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่า ปฏิบัติ แต่ไม่ได้เข้าใจว่าปฏิบัติคืออะไร เข้าใจว่าปฏิบัติคือทำ แต่ความจริงไม่ใช่ ปฏิ แปลว่า เฉพาะ ปตฺติ แปลว่า ถึง เพราะฉะนั้น ปัญญาอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพียงฟังเข้าใจเท่านั้น แต่ยังกำลังเข้าถึงลักษณะของสิ่งที่ปรากฏตรงตามที่ได้ฟัง เช่น ขณะนี้ จิตเห็น พูดถึงจิตเห็นยังไม่เข้าใกล้การที่จะรู้ความจริงของจิตเห็น เพราะว่าจิตเห็นแล้วก็คิดใช่ไหม แต่ยังไม่รู้เฉพาะจิตเห็นจริงๆ ไม่รู้เฉพาะจิตได้ยินจริงๆ ไม่รู้เฉพาะจิตคิดจริงๆ เพราะพูดถึงความโกรธ ความโกรธเกิดขึ้น ไม่มีใครไม่รู้ แต่ไม่เข้าใจว่า โกรธนั้นหน่ะไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ความเห็นผิดก็คือ ยึดถือความโกรธว่าเป็นเรา ยึดถือสิ่งที่มีว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็คือว่าขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพของเจตสิก ซึ่งไม่ใช่จิต แต่เป็นปัญญาเจตสิก ที่เข้าใจถูกเห็นถูก ทั้งหมดนี้ไม่มีเราเลย ทรงแสดงไว้โดยละเอียด เพราะฉะนั้น พระไตรปิฏกจึงมี ๓ พระวินัยปิฏก พระสุตตันตปิฏก และ พระอภิธรรมปิฏก

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ ก็อยากจะไปถึงสติปัฏฐาน

    ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องเข้าใจ อยากไปถึงสติปัฎฐาน ผิด หรือ ถูก มาแล้ว แม้ฟังธรรมก็ยังอยาก ความเป็นเราเนี่ยมากแค่ไหน ฟังมาเมื่อกี้นี้เองว่าเพื่อละ แต่จะละไม่ได้ถ้าไม่รู้ เพราะว่าการละเป็นหน้าที่ของปัญญา ไม่ใช่หน้าที่ของความไม่รู้ ที่จะไปละอะไร อะไรได้ เ

    พราะฉะนั้น การฟังพระธรรมทั้งหมด เพื่อเข้าใจ ถูกต้องไหม ไม่ใช่เพื่อเรา มีเราที่ไปรู้ ไปอยาก แต่เพื่อเข้าใจความจริง เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครบอกว่า ให้ปฏิบัติ ให้ทำวิปัสสนา ให้ทำสติปัฎฐาน แต่เราเข้าใจอะไร ไม่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ แล้วจะไปเข้าใจอะไรยิ่งกว่านี้ เพราะว่า วิปัสสนา หมายความถึง ปัญญาที่รู้แจ้ง โดยการประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เพียงขั้นฟัง แต่กำลังเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ตรงตามที่ได้ฟังยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความรอบรู้ในปริยัติ คือ พระพุทธพจน์ ไม่สามารถที่จะละ เพราะว่าเต็มไปด้วยความไม่รู้ แล้วก็ยังไม่ทันไร ก็อยากที่จะทำวิปัสสนา เพื่ออะไร เห็นไหม ต้องมีเหตุมีผล ตามความเป็นจริงเนี่ย ได้ยินคำว่า ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนา เพื่ออะไร และ วิปัสสนาคืออะไร ถ้ายังไม่รู้แล้วไปทำอะไร ถ้ายังไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วบอกได้ไหม ว่าทำได้ไหมวิปัสสนา เพราะว่าเป็นปัญญา จากการที่ไม่เคย ได้ยิน ได้ฟัง เลยเรื่องจิต แล้วก็จะคิดไปเองว่า จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กับการที่ได้ฟังพระธรรมเรื่องจิต ชัดเจนขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย อาศัยการฟัง และ เข้าใจตั้งแต่ขั้นต้น กว่าจะรู้จักจิตซึ่งขณะนี้กำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ความลึกซึ้งของธรรม พระธรรมที่ทรงแสดงเนี่ยไม่ใช่ว่าจะรู้ง่าย และ ข้ามขั้นไม่ได้เลย ถ้าความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในปริยัติ ไม่รอบรู้ในพระพุทธพจน์ว่า เป็นไปเพื่อเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพื่อละความไม่รู้ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่ามีปัจจัยพอที่จะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพที่มีจริงๆ ตามที่ได้ฟัง จิตมีจริงๆ จะรู้ลักษณะของจิตจริงๆ ว่าไม่ใช่เรา จะประจักษ์การเกิดดับของจิตจริงๆ จึงเป็นวิปัสสนา เพราะฉะนั้น จากฟังแค่นี้จะไปประจักษ์การเกิดดับของจิตได้หรือยัง

    เพราะฉะนั้น จะไม่มีการทำวิปัสสนา แต่มีการเข้าใจพระพุทธพจน์ แล้วละความไม่รู้ แล้วก็อบรมเจริญปัญญา ที่ใช้คำว่า ภาวนา หมายความถึง อบรมในสิ่งที่ไม่มี ไม่เกิด ให้เกิดขึ้น มีขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการฟังเลย วันนี้เนี่ยเราจะเข้าใจธรรมใหม สิ่งที่มีจริง ไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร ก็ต้องเป็นธาตุรู้ กับ สภาพที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แล้วก็เข้าใจละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น เพราะอาศัยการฟัง แต่ว่าไม่ใช่เพราะคิดเอง นี่ยังไม่ถึงวิปัสสนา แล้วถ้าไม่มีพื้นฐานอย่างนี้ วิปัสสนาก็เกิดไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น จึงได้ทรงแสดงไว้ว่า พระธรรม มี ๓ ระดับ ปริยัติ ปฏิปัตติ และ ปฏิเวธ ข้ามขั้นไม่ได้ นี่เป็นพระพุทธพจน์ ถ้าใครแสดงธรรม ไม่ตรงตามพระพุทธพจน์ ก็เป็นความคิดของบุคคลนั้น แล้วเขาเป็นใคร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงให้ใครทำอะไรเลย ให้ฟัง สิ่งที่มีจริงให้เข้าใจตามความเป็นจริง เป็นปัญญาของคนนั้นเอง เป็นมรดกซึ่งล้ำค่า เพราะว่าปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ซื้อไม่ได้ มีเงินทองสัก เท่าไร ก็ซื้อไม่ได้ ขอยืมใครก็ไม่ได้ ขอเลยก็ไม่ได้ เป็นขอทานอาจจะได้เงินทอง แต่ปัญญาไม่มีทางที่ใครจะให้มาได้เลย แต่ต้องอาศัยการฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น จะไปทำกรรมฐาน โดยที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ว่ากรรมฐานคืออะไร จะไปปฏิบัติวิปัสสนา โดยไม่รู้ว่าวิปัสสนาคืออะไร ก็คือไม่รู้ตั้งแต่ต้น

    เพราะฉะนั้น ทำความไม่รู้ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย ต้องเข้าใจก่อน ปริยัติปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องเข้าใจให้ตรงด้วย อบรมเจริญอะไร ความเห็นถูกต้อง ที่ใช้คำว่าภาวนา ไม่ใช่ไปนั่งท่อง ให้สวด หรือ อะไร โดยไม่เข้าใจ แต่จากการไม่รู้ ไม่เข้าใจเลย ค่อยๆ เข้าใจขึ้น นั่นคือ อบรม คือ ภาวนา ให้สิ่งที่ไม่เกิด คือ ปัญญา ซึ่งยังไม่เคยเกิดเลย ค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ละความไม่รู้ไปเรื่อยๆ ขณะใดที่ไม่ละ ขณะนั้นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ ขณะใดที่ไม่รู้ ก็ไม่สามารถจะละได้

    เพราะฉะนั้น คำสอนที่ไม่ได้สอนให้รู้ ไม่ได้สอนให้เข้าใจ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะฟังใคร มีใครเป็นที่พึ่ง

    ผู้ฟัง การศึกษาพระไตรปิฎก ควรจะศึกษาอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่า พระไตรปิฎก เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงระหว่างที่ยังไม่ปรินิพพาน เมื่อปรินิพพานแล้วบรรดาผู้ที่ได้ฟัง และ มีความเข้าใจถูก ก็ได้ประชุมกัน รวบรวมคำสอนเป็นหมวดหมู่ ก็มีการแบ่งเป็น วินัยหนึ่ง ส่วนธรรม ก็เป็นพระสุตตันตปิฏก ที่เราใช้คำว่า พระสูตร และ พระอภิธรรมปิฏก คือ แยกให้เห็นว่า พระวินัยนั้นสำหรับบรรพชิต เพราะว่าเป็นการอบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลส ไม่ใช่ตามอย่างชีวิตที่หมกมุ่นในเพศคฤหัสถ์ เพราะได้สะสมอัธยาศัยใหญ่ ที่สามารถที่จะสละทุกอย่าง ปพฺพชฺชา ใช่ไหม คุณคำปั่นเชิญให้ความหมายด้วย

    อ.คำปั่น ภาษาบาลี มาจากคำว่า ปะ วะชะ วะชะ ก็คือ เว้น ปะ ก็คือ ทั่ว เว้นทั่ว เว้นโดยประการทั้งปวง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องกล่าวตามพระธรรมวินัย และ พระพุทธพจน์ บรรพชา มาจากคำว่า ปะ วะชะ แล้วเราเลยเรียกว่า บวช เพราะเหตุว่าภาษาไทยไม่ใช้ตัว ป ใช้ตัว บ บอใบไม้ แทน จาก ปะ วะชะ ก็เลยเป็น บวช เราก็เรียกว่า บวช แล้วเรียกว่า บรรพชา

    อ.คำปั่น ถ้ากล่าวถึงโดยรากศัพท์ ก็คือ การเว้นทั่วนั่นเอง

    ท่านอาจารย์ ยากใช่ไหม นอกจากพระธรรมแล้ว ภาษาบาลีก็ยังยากด้วย แต่ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจในความหมายเดิม ก็จะทำให้เข้าใจได้ว่า จากรากศัพท์ และ ก็เปลี่ยนรูป แล้วก็เป็นความหมาย ในภาษาอื่น ซึ่งผู้ที่ศึกษาบาลีมาแล้วเท่านั้นจึงสามารถที่จะรู้ได้ละเอียด แต่อย่างคนไทยที่ศึกษาธรรม ก็รู้บ้างบางคำ แต่ก็ต้องให้ตรงด้วย

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าพุทธบริษัทมีทั้ง คฤหัสถ์ และ บรรพชิต แล้วแต่อัธยาศัย ไม่ได้บอกว่า คฤหัสถ์ศึกษาธรรมไม่ได้ เข้าใจธรรมไม่ได้ เพราะว่าไม่ว่า บรรพชิต หรือ คฤหัสถ์ ก็มีกิเลสที่ยังไม่ได้ดับ แต่สามารถตามอัธยาศัยว่าจะอบรมเจริญปัญญาในเพศใด ต้องเป็นผู้ตรง จึงสามารถที่จะได้ผลจริงๆ จากความจริงใจ หรือสัจจะ

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีอัธยาศัยที่จะอบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิต ไม่ใช่คฤหัสถ์ ต้องเป็นผู้ตรงจริงๆ สละทุกอย่าง เว้นรอบทุกอย่าง ซึ่งต้องตรง คฤหัสถ์จะมีความเพลิดเพลินในชีวิตของคฤหัสถ์ อาหารอร่อย สะดวกสบาย ไปเที่ยวเตร่ อะไรๆ ก็สามารถอบรมเจริญปัญญาได้ แต่ถ้ามีอัธยาศัยใหญ่ เห็นโทษ ว่ามีความติดข้องในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แล้วก็สามารถที่จะ เว้นรอบ สละหมด วงศาคณาญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ความสนุกสนาน รื่นเริงต่างๆ ทั้งหมด มีอัธยาศัยข้องอยู่ในการรู้สภาพธรรม ตามความเป็นจริง ที่ใช้คำว่า โพธิสัตว์ หมายความว่า สัตว์ที่ข้องอยู่ในการที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม

    เพราะฉะนั้น ทุกท่านที่กำลังฟังเดี๋ยวนี้เป็น สาวกโพธิสัตว์ ถูกต้องไหม ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ใครไม่เรียกก็ไม่ว่า แต่ว่าความจริงก็ต้องเป็นความจริง คือ เป็นผู้ฟังที่ข้องอยู่ในปัญญาที่จะรู้ความจริง ข้องที่นี่ ไม่ได้หมายความว่า ติดข้อง แต่ตลอดชีวิตไม่พ้นจากการที่จะอบรมเจริญปัญญา เพราะเห็นประโยชน์ นี่ก็จะทำให้เรารู้ความหลากหลายว่า ที่การต่างกันของเพศบรรพชิต และ คฤหัสถ์เนี่ย ไม่ได้ฝืนว่า ใครจะต้องทำตามใคร หรือ ทำอย่างใคร แต่ว่า อวิชชา เป็น อวิชชา วิชา เป็น วิชา

    เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ในครั้งพุทธกาลที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมก็มีมาก แต่เมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่สามารถที่จะอยู่ในเพศคฤหัสถ์ครองเรือนต่อไปได้ ไม่มีอัธยาศัยที่จะเป็นคฤหัสถ์อีกต่อไปก็ บวช

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ว่า เมื่อได้ศึกษา และ ก็มีความเข้าใจ พระวินัยปิฏกเนี่ยสำหรับแม้พวกนั้นมีศรัทธาแล้ว สละอาคารบ้านเรือน วงศาคณาญาติแล้ว ตั้งใจที่จะอบรมเจริญปัญญา แต่กิเลสยังมี เพราะฉะนั้น เมื่อกิเลสยังมี การกระทำ ความประพฤติ ทางกาย ทางวาจา ที่ไม่เหมาะสมกับเพศบรรพชิต คฤหัสถ์ติเตียนได้เหมือนคฤหัสถ์เลย

    เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงประชุมสงฆ์ และ ก็สอบถามความประพฤติที่เป็นอย่างนั้นว่า ควรหรือไม่ควร เมื่อพระภิกษุทั้งหลายเห็นด้วย ว่าไม่เหมาะสม ก็ทรงบัญญัติเป็นพระวินัย ซึ่งใครก็บัญญัติไม่ได้แม้แต่ท่านพระสารีบุตร อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเป็นผู้ที่จะรู้ถึงอัธยาศัยว่า แม้กิเลสเพียงเล็กน้อยก็นำไปสู่โทษใหญ่ ซึ่งไม่สามารถที่จะทำให้บุคคลนั้น สามารถถึงการที่จะบรรลุการรู้แจ้งอริยสัจจธรรแม้ในเพศบรรพชิต

    เพราะฉะนั้น แม้แต่เพียงการยินดีใน เงิน และ ทอง ผู้นั้นก็ไม่ใช่บรรพชิตที่แท้จริง ก็คือ คฤหัสถ์นั่นเอง เพราะคฤหัสถ์ยินดีใน เงิน และ ทอง เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ บารมีทั้ง ๑๐ จึงสามารถที่จะทำให้เข้าใจพระธรรมได้ แล้วก็อบรมเจริญปัญญาด้วยความเคารพอย่างยิ่งในธรรม

    เพราะฉะนั้น ก็มีพระวินัยปิฏก สำหรับเพศบรรพชิต คฤหัสถ์สมควรรู้ด้วย เพราะว่าถ้าคฤหัสถ์ไม่เข้าใจ คฤหัสถ์ก็จะทำผิด หลายคนก็บอกว่า สมัยนี้พระต้องใช้เงิน แต่ไม่มีในพระวินัยปิฏก เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ที่จะรักษาพระศาสนา จะประพฤติอย่างไร ก็ต้องเป็นเรื่องของคฤหัสถ์ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะทำลายพระศาสนา หรือ จะทะนุบำรุงพระศาสนา เพราะว่าบรรพชิตอยู่ได้ด้วยคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่ ต้องเคารพในพระธรรมจริงๆ และ ในพระวินัยด้วย

    สำหรับพระสุตตันตปิฏก ก็เป็นพระธรรมนี่แหละ เหมือนอย่างพระอภิธรรมปิฏก ไม่ได้ต่างกันเลย เพราะถ้าไม่มีธรรม จะมีพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร แต่เพราะเหตุว่ามีธรรม มีสภาพที่มีจริง ทรงตรัสรู้ ทรงแสดงตามความเป็นจริง กับบุคคลใดตามฐานะ ตามควรที่เขาสามารถจะเข้าใจได้ โดยนัยใด นัยของธาตุนัยของอริยสัจจะ นัยของหัวข้อต่างๆ ซึ่งประมวลไว้ ก็เป็นไปตามที่ได้ทรงแสดง รวบรวมไว้เป็นพระสุตตันตปิฏก

    สำหรับธรรมล้วนๆ ก็คือ พระอภิธรรมปิฏก แต่ถ้าไม่มีธรรม ก็ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ เพราะฉะนั้น พระอภิธรรมปิฏก ก็มีปุคคลบัญญัติ เป็นคัมภีร์หนึ่งด้วย แต่ก็กล่าวถึงสภาพของ จิต เจตสิก นั่นเองว่า จิต เจตสิก ประเภทไหน เป็นบุคคลประเภทไหน

    เพราะฉะนั้น ทั้งหมดก็เป็นการที่เรียกว่า ธรรมวินัย แต่ว่าแสดงโดยนัยของการที่กล่าวถึงเรื่องราวบุคคลต่างๆ ก็เป็นส่วนของพระสุตตันตปิฏก ฟังแล้วเข้าใจใช่ไหม เข้าใจมากน้อยแค่ไหนเนี่ย ถ้าไม่สนทนากันก็ไม่รู้ใช่ไหม ว่าเข้าใจถ่องแท้ ไม่สงสัยอีกเลย หรือว่าเพียงแต่รับฟังแล้วค่อยๆ จำไป แต่ความจริงธรรม ไม่ใช่เรื่องจำ หรือ เพียงแค่ฟัง แต่ต้องเป็นเรื่องไตร่ตรองจนเข้าใจความจริงถึงที่สุด เช่น คำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ก็แสดงว่าเราจะไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่มี แต่จะพูดถึงสิ่งที่มีให้เข้าใจละเอียดขึ้น ให้รู้ความเป็น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่เคยยึดถือว่า เป็นสิ่งที่เที่ยง

    เพราะฉะนั้น ก็ต้องสนทนา ก็ขอถามว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้มีอะไรบ้าง มีเห็น ทุกคนเริ่มรู้จักว่า เห็นไม่ใช่เรา ตอบว่า เห็นไม่ใช่เรา แต่ความจริงเห็นยังเป็นเราเห็น นี่ก็แสดงให้เห็นว่า การฟังยังไม่พอ เพราะฉะนั้น ความจริงถึงที่สุดก็คือว่า ต้องเข้าใจขึ้นอีก เข้าใจขึ้นอีก จากขั้นฟังโดยรอบรู้จริงๆ ว่าเวลาเห็นเมื่อไร พร้อมที่จะเข้าใจเห็นที่กำลังเห็นบ้างหรือยัง ยังไม่ถึงระดับนั้น เพราะว่าต้องอาศัยการฟังอีกนานมาก จนกว่าจะรู้ว่า เราฟังเรื่องนี้จริง เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน พอออกไปพ้นห้องนี้ เราก็มีเรื่องอื่นใช่ไหม ไม่ได้คิดสักนิดเดียวว่า นี่แหล่ะกำลังเห็น นี่แหล่ะเป็นธรรม ยากแสนยากที่จะมีขณะนั้น ซึ่งนึกถึงคำที่ได้ฟัง ไม่ลืม ทำไมเราไม่ลืมเรื่องอื่น เราจำแม่น เดี๋ยวเราก็ดูโทรทัศน์ เดี๋ยวเราก็อ่านหนังสือ เดี๋ยวเราก็สนทนาเรื่องนั้น เรื่องนี้ จำแม่นมากเรื่องต่างๆ แต่พอเห็นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป แค่นี้ ยังไม่อยู่ในใจ พอที่จะมั่นคง ที่จะทำให้เริ่มไม่ลืมว่าขณะนี้ เห็น เป็นเพียง เห็น เท่านั้น

    เพราะฉะนั้น ในพระไตรปิฏก จะเห็นว่ามีแต่ เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เรื่องได้กลิ่น เรื่องลิ้มรส เรื่องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะอะไร เพราะมีจริงๆ แต่ไม่รู้จริงๆ รู้นิดๆ หน่อยๆ รู้บ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับการที่รู้จนกระทั่งหมดความสงสัยว่าเห็นนี่แหละ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น พระธรรม คำสอน เป็นจริงที่สามารถจะทำให้คนที่ได้เข้าใจ เข้าใจขึ้นจริงๆ เห็นมีจริง เป็นธรรม เป็นจิต หรือ เป็นเจตสิก ได้ยิน ๒ คำ แล้วใช่ไหม เป็นจิตใช่ไหม เพราะเหตุว่าไม่ได้กล่าวถึงอย่างอื่น กล่าวถึงแค่ เห็น แต่ว่าชอบสิ่งที่เห็นไหม เห็นไหม ไม่ชอบสิ่งที่เห็นไหม ต่างกันแล้วใช่ไหม ชอบ กับ ไม่ชอบ แต่เห็น ยังเป็นเห็น เห็น จะเป็นอื่นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า จิต ถ้าไม่มี เจตสิก แล้วเนี่ย ก็จะไม่มี โลภะ โทสะ ไม่มีเรื่องราวใดๆ เลย เพราะเป็นธาตุ ที่เพียงเกิดขึ้น รู้สิ่งที่ปรากฏแล้วดับ ถ้าเป็น ได้ยิน ก็คือเฉพาะเสียงนั้น ที่กำลังปรากฏแล้วดับ เสียงก็ดับ จิตได้ยินก็ดับ ก็จะไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพราะเหตุว่า การที่ธรรมใดจะเกิดขึ้น ธรรมนั้นจะเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้เลย ใครจะรู้หรือไม่รู้ แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ทรงแสดงว่า ทุกอย่างต้องอาศัยกันเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น ความรู้เพิ่มเติมก็คือว่า จิตมีจริง จิตเกิดขึ้นจริง จิตดับไปจริง แต่จิตจะเกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรม ที่เป็นนามธรรมเหมือนกัน ไม่ใช่รูปธรรมไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้อะไร เป็นสภาพรู้ อาศัยกันเกิดขึ้น แต่ว่าเจตสิกไม่ใช่จิตแน่นอน เพราะว่าเจตสิกแต่ละหนึ่งก็ต่างกันไปหลากหลาย เป็นถึง ๕๒ ประเภท

    เพราะฉะนั้น จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก จิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกจะเกิดโดยไม่เกิดกับจิตก็ไม่ได้ แต่ว่าในขณะที่เห็น ก็ต้องแยก เพราะฉะนั้นเวลานี้ที่จะถามถึงสิ่งที่มี นอกจาก เห็น ได้ยิน ขณะนี้คงไม่มี การได้กลิ่น อาจมีบ้างก็แล้วแต่ ลิ้มรส ไม่ทราบใครอมอะไรหรือเปล่า แล้วก็รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายมีแน่ นอกจากนั้นมีอะไร แน่นอนที่สุด คือ มีเห็นเป็นจิต มีได้ยินเป็นจิต คิดเป็นจิต ก็กำลังรู้เรื่องที่คิด เห็นไหม คิด คืออะไร คิด คือ กำลังมีเรื่องหนึ่งเรื่องใด ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีจิตที่กำลังคิดเลย เหมือนเวลานี้ มีสิ่งที่ปรากฏเป็นภายนอกทั้งหมดเลย ลืมว่าถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ คนตาบอด ไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นอย่างขณะนี้เลย แต่เพราะจิตนั่นแหละเกิดขึ้น จึงมีสิ่งที่ปรากฏ ทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะจิต

    เพราะฉะนั้น เวลานี้ จิตเกิดขึ้นทำกิจการงานพร้อมเจตสิก แต่ไม่รู้เลย มีแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น เป็นคน เป็นสัตว์ ต่างๆ เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างที่จะมีปรากฏได้เพราะจิตเป็นธาตุรู้ ต้นไม้ ดอกไม้ ไม่เห็นอะไรใช่ไหม ใครจะไปแตะต้องก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะว่าไม่มีธาตุรู้

    เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยเด็ดขาดของสภาพธรรมที่มีจริง แต่สภาพหนึ่งเกิดขึ้น เป็นแข็งเ ป็นกลิ่น เป็นเสียง เป็นต้น ไม่สามารถจะรู้อะไรเลยทั้งสิ้น ใช้คำว่า รูป ภาษาไทยก็ใช้คำว่า รูปธรรม รูป กับ ธรรม สิ่งที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ทั้งหมดนี้ถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ อะไรๆ ก็จะปรากฏไม่ได้เลยเดี๋ยวนี้ ลืมแล้วใช่ไหมว่ามีจิต แต่มีคนนั้นนั่งอยู่ที่นี่ มีดอกไม้ มีอะไร ทั้งหมดเป็นจิตทั้งนั้นเลยที่เกิดขึ้นรู้ สืบต่อ โดยไม่ขาดสาย ตั้งแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว นานแสนนานมาแล้ว เพราะว่าการบำเพ็ญพระบารมี ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็ต่างกัน ถ้าเป็นผู้ที่ยิ่งด้วยปัญญา ก็ ๔ อสงไขยแสนกัป เราก็มีใช่ไหมตอนนั้น อยู่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ายิ่งด้วยศรัทธา ก็มากกว่านั้นอีก ๘ อสงไขยแสนกัป แล้วก็ถ้ายิ่งด้วยวิริยะก็มากกว่านั้นอีก ๑๖ อสงไขยแสนกัป

    เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ เราก็อยู่แหละ เกิดมา แต่ก็ไม่รู้อะไร มีเห็น มีได้ยิน จนกว่าจะมีผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้ว แล้วก็เป็นผู้ที่ ได้ยิน ได้ฟัง แล้วก็สะสมที่จะเห็นประโยชน์ของการเข้าใจ แต่ต้องเข้าใจ ไม่ใช่ไปตามอย่างอื่น เขาชวนไปทำอะไร ก็ไปทำ แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย นั่นคือไม่ใช่ผู้ที่ฟังพระธรรม นั่นคือไม่ใช่สาวก

    เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ ไม่พูดถึง เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก มีอะไรอีก มีหน่ะมีแน่ คิดไม่ออก ใช่ไหม แต่มีก็ลองคิดกันหน่อยว่ามีอื่นอีกไหม เห็นมี ได้ยินมี ได้กลิ่นมี ลิ้มรสมี รู้สิ่งที่ อ่อน แข็ง เย็น ร้อนมี คิดนึกมี แล้วมีอะไรอีก มีความรู้สึก นี่แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกไม่ใช่จิต


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    13 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ