ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868


    ตอนที่ ๑๘๖๘

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เห็นอะไร ขณะนั้นต้องมีเห็น แล้วมีสิ่งที่ถูกเห็น ยังไม่ใช้ชื่ออะไรเลย แต่เห็นมีจริงๆ แล้วก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น ปรากฏว่าถูกเห็นด้วย เสียงมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีได้ยิน เสียงปรากฏว่ามีไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ในขณะใดก็ตามที่มีเสียง เสียงเกิดขึ้นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เกิด

    ท่านอาจารย์ เสียงต้องเกิด และจริงๆ แล้ว ก็คือว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นดับ ไม่เหลือเลย อย่างเมื่อวานมีอะไรเกิดขึ้นตั้งเยอะแยะเลยใช่ไหม อาหารที่รับประทาน เมื่อวานนี้ เช้า กลางวัน เย็น ไม่เหลือเลย เมื่อวานนี้คิดหรือเปล่า คิดเมื่อวานนี้หมดไหม

    ผู้ฟัง หมด

    ท่านอาจารย์ เหลือมาถึงวันนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ยังมีเชื้อมาถึงวันนี้

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้คิดใหม่ ไม่ใช่คิดเมื่อวาน

    ผู้ฟัง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มันต่อเนื่อง

    ท่านอาจารย์ ไม่พูดถึงเรื่อง เราพูดถึงคิด ถ้าไม่คิด ไม่มีเรื่อง ใช่ไหม เพราะฉะนั้นวันนี้คิด แต่ไม่ใช่คิดเมื่อวาน เรื่องเมื่อวานนี้ เพราะจำเรื่องเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้น คิดถึงเรื่องเมื่อวานนี้ แต่ตัวคิด ไม่ใช่คิดเมื่อวานนี้ คิดเดี๋ยวนี้ถึงเมื่อวานนี้ แล้วเราอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ยังมีอยู่ไหม เมื่อวานนี้กำลังคิด เป็นเราคิดใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วเดี๋ยวนี้ที่กำลังคิด ตัวคิดเมื่อวานนี้ยังอยู่หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่อยู่

    ท่านอาจารย์ เมื่อวานนี้เป็นเราคิดใช่ไหม เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้เราหายไปแล้ว วันนี้ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นมีเราจริงๆ หรือว่ามีคิด

    ผู้ฟัง มีคิด

    ท่านอาจารย์ แต่ไม่เข้าใจว่าคิดเกิดขึ้นแล้วดับไป ก็เข้าใจว่าเป็นเรา ทั้งหมดเลย ทุกอย่างที่มีจริง ไม่ใช่ไม่มี มีเมื่อเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แต่ไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ที่เคยเป็นเรา เพราะจำไว้ทั้งหมดเลย แต่ว่าตามความเป็นจริง เห็นเมื่อวานนี้ ก็ไม่ใช่เห็นวันนี้ เห็นเมื่อเช้านี้ ก็ไม่ใช่เห็นวันนี้ เห็นเมื่อกี้นี้ ก็ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ ถ้ามีอะไรผ่านมาสักนิดหนึ่ง เห็นใหม่แล้ว ไม่ใช่เมื่อกี้นี้ ที่ไม่มีสิ่งนั้นปรากฏ เพราะฉะนั้นก็ชั่วขณะที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ แต่ว่าปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นที่ไม่ได้ฟังเลย ไม่มีโอกาสจะได้เข้าใจความจริง ถึงคนที่ฟังแล้ว ปัญญาก็ยังไม่ถึงการตรัสรู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ไม่ใช่สิ่งอื่น เสียงเกิด หมดแล้ว เสียงใหม่เกิด หมดอีกแล้ว แต่นี้ยังช้ากว่าความเป็นจริง ความเป็นจริงเสียงทันทีที่ได้ยิน เรามีความชอบไม่ชอบในเสียงนั้น ขณะที่เสียงนั้นยังไม่ดับ แต่เร็วมากจนเราไม่รู้ตัว นี่คือความละเอียดอย่างยิ่งของธรรม ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจ ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ฟังใครก็ไม่รู้ ซึ่งเราไม่ได้เข้าใจอะไรเลย บอกให้เราทำ คือปฏิบัติ โดยที่เราก็ไม่รู้อะไรเลย แล้วปฏิบัติไปแล้วโดยความไม่รู้ จะรู้ไหม ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นจากที่เคยเข้าใจกันทุกคนว่ามีเรา ตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่ของใครเลย เสียงของใคร หมดแล้ว จะเป็นของใครได้ ได้ยินเข้าใจว่าเป็นเราได้ยิน แต่ความจริง ถ้าไม่มีโสตปสาทรูป ที่เราใช้คำว่า หู หมายความถึงรูปพิเศษที่สามารถกระทบเสียง แล้วธาตุรู้ เกิดขึ้นได้ยิน ถ้าไม่มีหู ไม่มีเสียง ได้ยินได้ไหม เพราะฉะนั้นได้ยินไม่ใช่หู ไม่ใช่เสียง แต่ได้ยินเกิดเพราะเสียงและหู เมื่อมีเสียงและหูก็มีได้ยิน เพราะฉะนั้นเราเข้าใจว่าหูเป็นเรา หรือของเรา ได้ยินก็เป็นเราได้ยิน หมดแล้ว ไม่เหลือเลยสักอย่าง

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ก็จะเข้าใจความหมายของคำว่าธรรม คือสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของสักอย่างเดียว แต่มีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด บังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ โกรธไม่มีใครชอบ ไม่สบายใจใช่ไหม แต่โกรธก็เกิด เมื่อมีปัจจัยที่จะทำให้โกรธ โกรธก็ต้องเกิด ไม่เกิดไม่ได้ เกิดแล้วให้อยู่ต่อไปทั้งวันทั้งคืน ไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้ยิน มีแต่โกรธอย่างเดียวก็ไม่ได้ นี่แสดงถึงความเป็นธรรมสิ่งที่มีจริงๆ แต่ไม่ใช่ใคร และไม่ใช่ของใคร มีเมื่อเกิด เพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป เร็วมากสุดที่จะประมาณได้

    เพราะฉะนั้นขณะนี้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ขณะไหน เพียงปรากฏแล้วหมดเลย แต่ความจำและการเกิดดับสืบต่อ ไม่เว้นเลย ทำให้เหมือนกับว่ามีสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่มีจริงๆ ทุกกาลสมัย และความจริงก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เปลี่ยนเห็นให้เป็นได้ยินก็ไม่ได้ เปลี่ยนเสียงให้เป็นกลิ่นก็ไม่ได้ เพราะเป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมไม่ใช่คำภาษาไทยจริงๆ ธรรมเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษามคธี ชาวเมืองมคธสมัยโน้นเขาพูดกันเป็นภาษาประจำวันเลย แต่ของเราทุกวันที่เราพูดเราก็ใช้ภาษาไทย เพราะเป็นภาษาที่เราชินหู ถ้าพูดภาษาอื่น ต้องมานั่งแปลใช่ไหม แม้แต่ถามว่า ธรรมคืออะไร ก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่คำในภาษาที่เราใช้อยู่ แต่ถ้าเราบอกว่าเห็น เรารู้เลย ไม่ต้องมาแปลกันอีก ได้ยินก็ไม่ต้องแปล คิดก็ไม่ต้องแปล เสียงก็ไม่ต้องแปล เพราะว่าเป็นชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นเรามีสองภาษา ภาษาไทยใช้คำภาษามคธี ที่เราใช้คำว่าภาษาบาลี ปาละหรือปาลี เป็นภาษาที่ดำรงพระศาสนา เพราะเหตุว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในภาษานั้นกับชาวเมืองนั้น ซึ่งสามารถเข้าใจได้ และก็การที่เราจะคงภาษาบาลีไว้ ก็คือว่าไม่ทำให้เราเข้าใจผิดตามคำในภาษาต่างๆ ทุกภาษาก็ต้องคงภาษาบาลีไว้ เพื่อความถูกต้องไม่ให้คลาดเคลื่อน

    เพราะฉะนั้นพอพูดถึงคำว่า ธรรม คนไทยก็อาจจะไปเข้าใจอีกอย่างหนึ่งใช่ไหม ยุติธรรม ไม่ยุติธรรม อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ มีเยอะไหม สิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นธรรมหลากหลายมาก ให้มีน้อยได้ไหม ไม่ได้ เพราะธรรมเป็นธรรม ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้เลย ความขุ่นใจเล็กน้อย วันนี้มีไหม มี ความโกรธมากๆ เห็นไหม ก็ต้องต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นแม้แต่สิ่งเดียวที่มี ก็จะมีระดับต่างกัน ตั้งแต่น้อยที่สุด จนถึงมากที่สุด ก่อนฟังเรื่องนี้ เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า ไม่เข้าใจ เดี๋ยวนี้ เข้าใจไหม เข้าใจ เข้าใจแล้วจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะฉะนั้นปัญญาก็มีหลายระดับหลายขั้น แล้วเราก็รู้ได้ว่า กำลังพูดให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เป็นประโยชน์สูงที่สุด

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเป็นมงคล สิ่งที่นำความเจริญมาให้ และการสนทนาธรรมก็เป็นมงคลด้วย เพราะว่าทุกคนฟังธรรมแล้ว ทั้งหมดเก็บได้ทุกคำหรือเปล่า ถ้าไม่มีการอัดเทปไว้ ฟังแล้วหายไปตั้งหลายคำ พอมาฟังอีกที เอ้ะ มีอย่างนี้ด้วย พอฟังอีกหลายๆ ครั้ง ก็สามารถเข้าใจแต่ละคำเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการสนทนา คือว่าทำให้เราได้ฟัง สิ่งที่เราฟังแล้วอีก โดยการสนทนากัน เพราะว่าประโยชน์สูงสุด คือขอให้ได้เกิดมาแล้วมีโอกาสเข้าใจธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง แต่ขอให้ได้เข้าใจธรรม เพราะว่าธรรมลึกซึ้งละเอียด แล้วก็ประโยชน์มหาศาล เพราะเหตุว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นเราแม้แต่ตัว ร่างกาย ตลอดศีรษะจรดเท้า ตามไปได้ไหมชาติหน้า ไม่ได้เลย แต่ทุกอย่างที่เป็นฝ่ายดี คือกุศลธรรม หรือธรรมที่เป็นอกุศลธรรม เกิดแล้วไม่หายไปไหนเลย อยู่ในใจ ตามไปได้ทุกขณะ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ จนถึงวันนี้ หรือตั้งแต่เกิดมาทุกวัน สะสมมา ทำให้แต่ละคนมีอัธยาศัยต่างกัน บางคนก็เจ้าโทสะ บางคนก็โลภะ เราหรือเปล่า หรือไม่ใช่เรา ทั้งวันตั้งแต่ลืมตา แต่ไม่รู้เลย เห็น เห็นอะไร ลองบอกมาสักอย่าง เห็นอะไร เห็นอาจารย์ บอกว่าอย่างนี้ ติดข้องไหม เป็นอาจารย์ จะชื่ออะไร ไม่ต้องคิดเลย ถึงแม้ว่าไม่ใช้คำว่าอาจารย์ แค่เห็นเป็นคน ติดข้องแล้ว ใช่ไหม เพราะสิ่งนั้นเป็นอะไร มีการคิด มีการติดข้องที่จะรู้สิ่งนั้น ก็เป็นความต้องการ เป็นความติดข้องแล้ว

    วันนี้รับประทานอาหาร แล้วก็สั่งอาหารเองด้วย รับประทานปลาผัดพริก แต่เขาทำแปลกมากเลย มองดูเหมือนไม่ใช่ปลา เห็นไหม พอรับประทานเข้าไป ก็เกือบจะไม่ใช่ปลา เห็นไหม เพียงเห็นติดข้องไหมว่าปลา พอรับประทานเข้าไป ติดข้องไหม ที่จะรู้ว่ารสอย่างนั้นเป็นอะไร เหมือนไม่ใช่ปลา แต่ความจริงก็เป็นปลา ยังไม่ได้ถามเขาเลยว่าปลาอะไร แต่ว่าเหมือนไม่ใช่ปลาจริงๆ นุ่ม นุ่มมากเลย แต่ก็ต้องเป็นปลาอย่างหนึ่ง แต่วิธีทำก็ไม่เหมือนอย่างที่เคยรับประทาน ไม่ใช่แบบปลาทอด หรือปลากระเทียม หรืออะไรอย่างนี้ แต่ว่าเป็นปลาผัดพริก ซึ่งเนื้อปลานุ่มมาก ถ้าถามคนที่ไม่ได้สั่ง บอกว่ารับประทานอะไร เขาจะตอบไม่ได้เลยว่าเนื้ออะไร แม้ขณะนั้นก็มีความติดข้องเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลาที่เห็น คือเห็นอะไรเริ่มติดข้องที่จะรู้แล้วว่าอะไร แล้วก็อร่อยไหม พอใจเพิ่มเติมในสิ่งนั้นอีก ทั้งวันไม่ว่า ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น เต็มไปด้วยความติดข้องความพอใจ ถ้ามีเพียงเล็กน้อยก็ไม่ค่อยจะเดือดร้อนเท่าไหร่ ไม่ค่อยจะเดือดร้อน แต่ความจริงความเดือดร้อนนั้นมี โดยไม่รู้เลย ว่าขณะนั้นไม่สงบ เพราะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบ ให้หวั่นไหวไปตามสิ่งนั้น ด้วยความติดข้องพอใจ หรือด้วยความขุ่นเคืองใจ

    ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว บางคนก็อาจจะนับจำนวนเป็น ๒๖๐๐ หรืออะไรก็แล้วแต่ นานแสนนานมาแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง เข้าใจ ประพฤติปฏิบัติ ที่นี่หมายความว่า อบรมเจริญปัญญา ปฏิปัตติ คือรู้เฉพาะแต่ละหนึ่ง อย่างชัดเจน คือรู้รอบในการเกิดขึ้นและการดับไป ไม่ใช่อย่างเราไปนั่งปฏิบัติ โดยไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ใช้ชื่อว่าปฏิบัติ แต่ว่าจากการที่ได้ฟังพระธรรม มีความเข้าใจขึ้น มีความเข้าใจขึ้น เป็นปริยัติ หมายความว่ารอบรู้ในคำที่ได้ฟัง จากฟังวันนี้เข้าใจหน่อยหนึ่ง ฟังอีกต่อไป จะเข้าใจเพิ่มขึ้น ในแต่ละหนึ่ง จนกระทั่ง คนนั้นเองสามารถที่จะเข้าใจได้ว่ารอบรู้บ้างแล้ว ในสิ่งที่ได้ฟัง ที่มั่นคงคือสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏมีจริงทั้งนั้นเลย เป็นจริงชั่วขณะที่ปรากฏ มีเสียงปรากฏแล้วใช่ไหม จริงชั่วขณะที่ปรากฏ เวลาที่ไม่ปรากฏหายไปแล้ว หมดแล้ว แต่ว่าเพียงแค่ปรากฏ มีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเพิ่มขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น ทั้งวันๆ เติมสิ่งที่เป็นสิ่งที่มีให้รู้ให้เห็น แล้วให้ติดข้องทั้งนั้นเลย ตลอดชาติ ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครจะช่วยให้เบาบางจากความไม่รู้ และความติดข้องได้เลย

    เพราะฉะนั้น นะโม ตัสสะ เมื่อกี้นี้ นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ เป็นคำที่แสดงความนอบน้อม เมื่อเข้าใจยิ่งขึ้น ก็นอบน้อมยิ่งขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ฟังเลย นอบน้อมแล้ว นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ใช่ไหม แม้แต่จะพูดก็ยังผิดๆ ถูกๆ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจ ถึงแม้เราจะเข้าใจความหมาย แต่ภาษาก็เป็นเครื่องที่บ่งบอกถึงว่า เราไม่ได้เข้าใจพยัญชนะ แต่เข้าใจอรรถ เพราะฉะนั้นภาษาบาลีลึกซึ้งละเอียดมาก ถ้าประกอบกันทั้งพยัญชนะและอรรถ โดยที่เราไม่เมินเฉยพยัญชนะ เราก็จะพบความลึกซึ้งตรงตัวอีกมาก เช่น ปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ ปฏิ แปลว่า เฉพาะ ปัตติ แปลว่าถึง ถึงเฉพาะอะไร ก็สิ่งที่กำลังมีนี่แหละ ด้วยความเห็นถูก แสดงว่าเราไม่ได้เข้าใจถูกในสิ่งที่มีเลย แต่จะเข้าใจถูกได้อย่างไร ถ้าไม่มีปริยัติ ไม่มีการฟังพระธรรม จนกระทั่งเป็นผู้ที่รอบรู้มั่นคง ว่าธรรมเป็นธรรมไม่ใช่เรา แต่ยังไม่รู้เลย ในการเกิดขึ้นและดับไป ยังคงเป็นเรา ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งความจริง เพราะว่าสะสมความไม่รู้มานานมาก การที่จะมีโอกาสได้ยินได้ฟัง แม้แต่ขั้นเริ่มต้น ก็ไม่ใช่เพราะเหตุว่า ไม่มีเหตุในอดีตที่ได้สะสมมาแล้ว คนตั้งเยอะเลย ไม่ได้ฟังเลย แต่ว่าคนที่มีโอกาสได้ฟัง ต้องเป็นผู้ที่สะสมมาแล้ว มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังแค่ไหน ถ้าสะสมมามาก ได้ฟังก็เข้าใจ

    เหมือนอย่างเมื่อวานนี้กับวันนี้ คนที่ได้ฟังเมื่อวานนี้ พอถึงวันนี้ก็เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก สะสมไปเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งที่หายากยิ่ง ไม่ใช่ไปเจอง่ายๆ เลย เสียงที่ทำให้สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จากความเข้าใจ จากการสะสมที่เคยได้ฟังมาบ้างแล้ว จึงมีโอกาสได้ฟังอีก แต่ถ้าจากโลกนี้ไป ไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ได้ยินได้ฟัง แสนไกลกว่าจะเดินทางมาได้ยินได้ฟัง ก็ไม่เหมือนคนที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังทุกวัน ใช่ไหม ถ้ายิ่งเป็นพวก นก หนู ปู ปลา ไม่มีโอกาสเลย ได้ยินเสียงจริง แต่ว่าไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นการฟังไม่ใช่เพียงการได้ยิน เพราะฉะนั้นฟังให้เข้าใจใช่ไหม คำที่ได้ยินว่าหมายความถึงอะไร เป็นความจริงทั้งหมด ถ้าเป็นวาจาสัจจะ ทุกคำเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่พูดคำผิด หรือว่าจะไม่พูดคำไม่จริงเลย ทุกคำเป็นคำจริง วันนี้ได้เข้าใจนิดหน่อยหรือว่าพอสมควรไหม

    ผู้ฟัง เป็นการเริ่มต้นที่ดีเลย แต่ก็เหมือนที่อาจารย์ว่า คือต้องสั่งสมอีกเยอะ เพราะว่ามีอกุศลจิตเกิดขึ้นในตัวเราทุกวัน เข้ามากระทบ บางทีเราก็ไม่รู้ว่า ทำไมถึงเข้ามาได้รวดเร็วขนาดนี้ แล้วเรามีวิธีอย่างไร ที่จะหยุดอกุศลพวกนี้

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้พบวิธีหรือยัง

    ผู้ฟัง ยังไม่ค่อยชัดเจน

    ท่านอาจารย์ วิธีที่รู้ว่าไม่มีเรา แต่ถ้าเป็นวิธีที่ยังมีเราอยู่ ก็ไม่มีทางที่จะละอกุศลใดๆ เลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรามีวิธี ฟังเพื่อรู้ว่าไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีอะไรที่มีจริงๆ แล้วสิ่งนั้นไม่ใช่ธรรม เพราะเกิดโดยที่ว่าไม่มีใครไปบังคับบัญชา ไฟป่าเกิดเองได้ไหม หรือว่าต้องมีคนไปจุด ที่ว่ามีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า วันนี้ก็ดี ตัวร้อนบ้างไหม วันไหนตัวร้อนๆ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เหมือนไฟป่าไหม ต้องมีใครไปทำหรือเปล่า แต่เมื่อมีเหตุก็เกิด เพราะฉะนั้นไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ต้องมีเหตุที่สมควรที่จะให้สิ่งนั้นเกิด จะรู้หรือไม่รู้แต่ต้องมีเหตุ และผู้ที่รู้ถึงที่สุดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ก็คือฟังผู้ที่ประเสริฐที่สุดในสากลจักรวาล เทวดาก็ยังต้องมาเฝ้า รูปพรหม พรหมที่ยังมีรูป ก็ยังต้องมาเฝ้า เพื่อกราบทูลถาม เพราะว่าไม่มีใครที่จะรู้เท่าเทียมกับพระองค์ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์พร้อมกัน เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงที่สุด สูงสุดยิ่งกว่าใคร ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องมีเพียง ๑ พระองค์ ในแต่ละสมัย ถ้ามี ๒ พระองค์จะน่าอัศจรรย์ไหม เหมือนกัน ๒ อย่างไม่น่าอัศจรรย์หรือ แต่นี้ไม่มีอะไรเหมือนเลย ไม่มีสิ่งใดเปรียบได้ ไม่มีการที่จะมีใครเทียบได้เลย ไม่ว่าใครทั้งสิ้น ในสากลจักรวาลด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะในโลกนี้โลกเดียว เพราะฉะนั้นทุกคำ ไตร่ตรอง เป็นคำจริงหรือเปล่า พูดถึงอะไร พูดถึงสิ่งที่มีจริง ให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง จากที่ไม่เคยรู้เลย จนถึงที่สุด คือการเกิดขึ้นแล้วดับไป อย่างนี้จะต้องไปสายปฏิบัติไหม

    ผู้ฟัง ก็ยังไม่ละทีเดียว แต่ก็จะฟังอาจารย์มากขึ้นทุกวัน เพิ่มขึ้น

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ยังไม่ละทีเดียว ทำอะไร

    ผู้ฟัง ก็ยังจะไป

    ท่านอาจารย์ ก็ยังจะไปปฏิบัติ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ช่วยบอกเลย ปฏิบัติอย่างไร

    ผู้ฟัง พอเราทำแล้ว รู้สึกว่าผลที่ได้คือความสุข

    ท่านอาจารย์ สุขที่เกิดจากการไปปฏิบัติวิปัสสนา เป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง มันก็เบาสบาย

    ท่านอาจารย์ เบาสบาย แล้วเวลานวด แช่น้ำอุ่นนี้ เบาสบายไหม

    ผู้ฟัง ไม่สบาย

    ท่านอาจารย์ ไม่สบาย ต้องไปทางวิปัสสนาถึงจะเบาสบาย

    ผู้ฟัง รู้สึกจะเบา สบาย

    ท่านอาจารย์ ถ้าเรามีความไม่รู้ไม่เข้าใจ เบาสบายไหม

    ผู้ฟัง อันนี้ตอบไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ใช่ไหม ต้องเป็นคนที่มั่นคง เราเป็นเพื่อน เกิดมาพบกัน สิ่งที่ดีที่สุดที่เพื่อนจะให้ หรือคงความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน คือให้สิ่งที่ดีที่สุด คือความถูกต้อง ไม่ใช่ความเท็จ หรือความไม่จริง ใครเอาของไม่จริงมาให้เอาไหม ทองเก๊ หรืออะไรก็ตาม หรือว่าเพชรเผา หรืออะไรอย่างนี้ก็ตาม พลอยเผาทั้งหลาย มีความสุขไหม สวยดีนิ ไม่รู้จริง ก็ชอบแล้วใช่ไหม ตีราคาตั้ง ๓ ล้าน อย่างนี้ ความจริงค่าไม่ถึง ๕๐๐๐ เพราะฉะนั้น ต้องตอบได้ถ้าเป็นความรู้ แต่ถ้าไม่รู้ตอบไม่ได้ ไม่รู้แล้วจะตอบได้อย่างไร ยังพอใจในความไม่รู้ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ใช่ เพียงแต่ว่า

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ถ้าไม่ใช่จะไปไหม ไปปฏิบัติไหม ถ้าไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ความพอใจในความไม่รู้ จะไปปฏิบัติไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ไป

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่ไป ยังคงพอใจในความไม่รู้ ถูกต้องใช่ไหม คือทุกอย่างจริง เป็นสิ่งที่เหมือนยารักษาโรค จะขม จะเผ็ด แต่อย่างไรก็ตามแต่ แต่รักษาโรค เพราะฉะนั้นบางคนไม่กินยา หลีกเลี่ยงยา รู้ว่ามีโรคก็ไม่กิน ไม่ชอบกินยาแบบนี้ ยังอยากมีโรคต่อไป เพราะไม่รู้ว่าโรคเบียดเบียน เป็นอันตรายอย่างยิ่งก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นระหว่างความรู้ กับความไม่รู้ ควรจะเป็นอย่างไหน อะไรที่ชอบธรรม ถูกต้องและดีกว่ากัน ระหว่างความรู้กับความไม่รู้ นี่คือความจริงใจ เพราะเหตุว่าการที่จะอบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งรู้จริงๆ ต้องอาศัยบารมี คือความจริงใจ ความมั่นคง ถ้าไม่เป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ จะไม่ได้สาระจากพระธรรม แน่นอนที่สุด เพราะพระธรรมจริงและตรง เพราะฉะนั้นพอใจในความไม่รู้ ใช่ไหม ที่ไปปฏิบัติ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะพอใจที่จะไม่รู้ใช่ไหม จนกว่ารู้ว่า ไม่ควรจะพอใจในความไม่รู้ ในเมื่อสามารถรู้ได้ เข้าใจได้ เลือกอย่างไหนเท่านั้นเอง ตามการสะสม ไม่ใช่เราเลยที่เลือก สะสมมาที่จะไม่รู้ก็ไม่รู้กันไป พอใจแล้ว ไม่พอใจที่จะได้ฟังคำจริง เพื่อที่จะได้เข้าใจจริงๆ เลย ใครก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าสะสมมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ตรงและจริง เพราะฉะนั้น จะสะสมความไม่รู้ต่อไป หรือว่าจะเห็นโทษของความไม่รู้ แล้วก็รู้ว่าทางที่จะรู้นั้นมี ก็แล้วแต่การสะสม จะไปอีกใช่ไหม

    ผู้ฟัง ก็ยังไปควบคู่กัน เพราะว่า..

    ท่านอาจารย์ ระหว่างความไม่รู้ กับความรู้ควบคู่กันไป แล้วจะได้อะไร ที่รู้มาก็มีความไม่รู้เข้ามาก็หมดแล้ว

    ผู้ฟัง เพราะความรู้ของเรามันเพิ่งเริ่มต้น

    ท่านอาจารย์ ใช่

    ผู้ฟัง ก็ต้องค่อยๆ ดู และค่อยๆ ถอนออก จะถอนแบบปุ๊ปปั๊ป บางทีเหมือนกับเรายังไม่มีที่พึ่ง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่เมื่อฟังแล้ว ระหว่างรู้กับไม่รู้ ต้องการอย่างไหน คิดถึงใจตัวเอง ที่สะสมมาแล้วมาก ด้วยความไม่รู้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    1 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ