ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863


    ตอนที่ ๑๘๖๓

    สนทนาธรรม ที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

    วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ผู้ฟัง จริยธรรมกับการทำงาน มีความรู้สึกว่าเวลาทำงานต้องมีจริยธรรม แต่ว่าเวลาอยู่บ้านจะทำอย่างไรก็ได้ อันนี้ก็เลยมีความรู้สึกว่า คำๆ นี้มันจะเป็นกรอบให้เรา อยู่ไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่

    ท่านอาจารย์ จริงๆ ต้องเข้าใจก่อน แล้วก็ทุกคำละเอียดมาก เราต้องทราบความหมายด้วย เช่น คำว่า จริยะ คือ ความประพฤติ ธรรมนี้มีหลายความหมายมาก จริงๆ แล้วที่สุดของความจริงของคำนี้ ก็คือว่า หมายความถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ความประพฤติของแต่ละคนมีจริง แล้วก็หลากหลายด้วย เพราะเหตุว่าสะสมมาเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นกิริยาอาการ ท่าทาง แม้แต่ความคิด ของแต่ละคน หลากหลาย สุดที่จะประมาณได้ เพราะว่าความต่างกันของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าอยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ที่เราอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวของเราให้เป็นอย่างคนนั้นคนนี้ แต่ว่าต้องมาจากการสะสม มาจากการเห็นประโยชน์ของสิ่งที่ดีงาม

    เพราะฉะนั้นจริยธรรม ก็คือสิ่งที่ประพฤติเป็นไปในทางที่ดีงาม ธรรมมีความหมายหลายอย่าง หมาย ความถึงสิ่งที่มีจริง จริยะ คือ ความประพฤติ แต่ถ้ากล่าวถึงจริยธรรม ก็ต้องประพฤติเป็นไปในทางที่ดีงาม ถ้าเป็นคนที่ตรง ก็จะต้องเข้าใจว่าความประพฤติที่ดี ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ที่บ้าน หรือที่อื่น ก็ต้องเป็นความประพฤติที่ดีด้วย แต่ว่าเวลาที่ทำงาน เราก็จะต้องประพฤติตรงตามหน้าที่ แต่ว่าสำหรับที่บ้านเรา เรามีหน้าที่อะไร เราลืมว่าเราอยู่บ้าน เราก็มีหน้าที่เหมือนกัน แต่ว่าเราอยู่บ้าน เรามีหน้าที่อะไร เพราะฉะนั้นอยู่บ้านถ้าเรามีหน้าที่ต่อพ่อแม่ หรือว่า ไม่ว่าจะคนรับใช้หรืออะไรก็ตามแต่ เราก็มีความประพฤติที่ดีงามได้

    เพราะฉะนั้นความประพฤติที่ดีงาม เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องเครียดหรืออะไร เราก็สบายๆ พร้อมกันนั้นก็ที่ขาดไปได้ ก็คือว่าต้องมีความเข้าใจความจริง ซึ่งเราจะหาจากที่ไหน แม้แต่คำว่า จริยธรรม จะหาจากที่ไหน แต่ว่าผู้ที่ทุกคนพึ่งแน่นอน ก็คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงทุกอย่างละเอียดมาก ถ้าดูในพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะอยู่บ้าน หรือเป็นพ่อค้า หรือจะทำธุรกิจใดๆ หรือเป็นข้าราชการ เป็นทูต ทั้งหมดมีในพระไตรปิฎก ซึ่งแสดงถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ ตามควรแก่สิ่งนั้นๆ

    ผู้ฟัง ที่อาจารย์บอกว่าจริยธรรมก็เป็นความประพฤติที่ดี แต่ปัญหาของคนส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจว่า คำว่า ที่ดี คืออะไร แล้วจะทำอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าจะดูว่าเราชอบคนที่มีความประพฤติอย่างไร นั่นแหละ คือความประพฤติที่ดี เราคงไม่ใช่คนที่ชอบสิ่งที่ไม่ดี ใช่ไหม ความประพฤติที่ไม่ดีทั้งหมด ที่ทุกคนก็ยอมรับว่าไม่ดี เราก็เห็นว่าไม่ดี เพราะฉะนั้นจะไปชอบสิ่งที่ไม่ดีคงไม่ได้ แต่ว่าจะทำสิ่งที่ดีได้ไหม นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีเป็นดี ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความละเอียดได้ ว่าสังคมนี้ดี แต่อีกสังคมว่าไม่ดี แต่ตรงตามความเป็นจริง ว่าควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี และสิ่งที่เป็นเครื่องวัด ไม่มีอะไรจะเท่ากับพระพุทธศาสนา คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าต้องเป็นผู้ที่ตรง และเป็นผู้ที่จริงใจ มิเช่นนั้นก็จะไม่ได้สาระจากพระธรรมเลย

    ทุกท่านคงได้ยินคำว่า "สาวิตรี" เป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย มาจากคำบาลีว่า สาวิตติ คืออะไร คือยอดของพระเวทย์ หรือว่า คำฉันท์ เวลาที่จะกล่าวถึงพระเวทย์ ซึ่งเป็นความรู้ของพวกพราหมณ์ เขาจะต้องกล่าว สาวิตติ คำฉันท์นำ เพราะว่าเป็นประมุขของคำสอนทั้งหมด แต่ว่าเมื่อพราหมณ์ผู้นั้นได้พบกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า สาวิตติ คือ ยอดหรือประมุขของคำฉันท์ของพราหมณ์ ไม่ใช่อริยะ ไม่ใช่ความเจริญจริงๆ แต่ว่าความเจริญจริงๆ ก็ทรงแสดงไว้ด้วย เป็นคำฉันท์พิเศษ สาวิตติ คือ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ คนไทยก็ได้ยินคำนี้บ่อย แต่ว่าต้องเป็นผู้ตรงจริงๆ จึงจะได้สาระ คือความตรงสามารถที่จะให้มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ตามความเป็นจริงของธรรมที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าเพราะคนนี้คิดว่าถูก คนนั้นคิดว่าผิด แล้วก็ความจริงคืออะไร เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ตรง แม้แต่ในการที่จะกล่าวว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ก็แปลง่ายๆ ขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ทุกคนคงจะกล่าวคำนี้ แต่ความจริงใจไม่ใช่อยู่ที่เพียงกล่าว แต่ต้องรู้จริงๆ ว่าไม่ได้มีบุคคลอื่นใดทั้งสิ้นเป็นที่พึ่ง นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณ เหนือบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น แม้เทวดาและพรหมก็มาเฝ้า เพื่อที่จะถามปัญหา พระบริสุทธิคุณ ทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์คนที่ไม่รู้ ให้มีความรู้มีความเข้าใจ ในสิ่งซึ่งเกิดมาแต่ละชาติ ความประพฤติเป็นไปของแต่ละคน ก็หลากหลายมากต่างๆ กันไป แต่ว่าไม่ได้เข้าใจพระธรรม ถ้าไม่มีการได้ฟัง เพราะฉะนั้นนอกจากปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ แล้ว พระมหากรุณาคุณ ไม่ว่าบุคคลใดอยู่ไกลแสนไกล อย่าง สุภัททปริพาชก ผู้ที่จะได้ฟังพระธรรมจากพระองค์คนสุดท้าย ก่อนที่จะปรินิพพาน ก็เสด็จไปถึงเมืองนั้น ทั้งๆ ที่ทรงประชวรอย่างหนัก แต่ก็เพื่อประโยชน์ เพื่อจะทรงอนุเคราะห์ ว่าถ้าเขาไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ชีวิตของเขาก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง แล้วก็ดับกิเลสได้

    เพราะฉะนั้นแต่ละคนโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ไม่ใช่บังเอิญ แต่ก็ต้องมีเหตุทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในชีวิตแต่ละขณะ ถ้าศึกษาพระธรรม แล้วก็จะรู้ได้จริงๆ ไม่มีอะไรที่เกิดได้ตามความต้องการ หรือตามความคิดของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้ ก็เริ่มที่จะเข้าใจอีกคำหนึ่งในพระพุทธศาสนา คือคำว่า อนัตตา อัตตา คือ ตัวตน อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน แล้วเป็นอะไร พระธรรมทั้งหมด ไม่ได้เพียงแต่กล่าวถึงคำหนึ่งคำใด และให้ไปคิดเอง เพราะรู้ว่าคิดเอง คิดอย่างไรก็ไม่เหมือนกับที่จะได้ฟังพระธรรม เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร แล้วเราทุกคนเป็นใคร นี่ต้องรู้ แม้แต่การที่จะกล่าวว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็ต้องรู้คุณ ว่าพระคุณมากมายมหาศาล ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังเลย จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหนทางเดียว คือได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดง จากการที่ทรงตรัสรู้ เมื่อมีความเข้าใจแล้ว จึงจะรู้จักว่าบุคคลนี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเมื่อพราหมณ์ผู้นั้นได้ฟังธรรม ก็ขอถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสะระนะ เพราะฉะนั้นทุกคนที่กล่าวคำนี้ต้องจริงใจ ที่จะรู้ว่าพึ่งจริงๆ ไม่ใช่พึ่งใครเลย นอกจากพึ่ง พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา มาก ทุกเรื่อง ทุกอย่าง ที่ทำให้บุคคลทั้งหลายเริ่มเข้าใจความจริง ของการที่เกิดมาแล้วก็ตายไป แต่อะไรเกิด อะไรตาย แล้วก็ระหว่างที่ยังไม่ตาย ทำอะไรกัน

    เพราะฉะนั้นทุกคนไม่ได้คิดถึงความจริงว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุ การเกิดในโลกนี้ต้องมีเหตุ อะไรทำให้เกิดในโลกนี้ แล้วก็เป็นคนนี้แต่ละหนึ่งๆ ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อจากโลกนี้ไป ก็ต้องรู้ว่า ไปสู่ที่อื่น ไม่ใช่คนนี้อีกต่อไป สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แต่อะไรจะพาไปที่ไหน เพราะว่าอย่างไรๆ อะไรพามาที่นี่ เกิดที่นี่ เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจากโลกนี้ที่ได้มีชีวิต แล้วแต่ว่าใครจะดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง ก็มีเหตุที่ว่าเมื่อจากไปแล้ว ก็สิ่งนั้นแหละที่จะพาไป แต่ว่าจะไปสู่ที่ไหน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ นี่คือมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ทั้งในขณะนี้ และขณะต่อไปด้วย ชาตินี้ถ้าพึ่งต่อไป ก็จะได้พึ่งในชาติต่อไปด้วย

    ผู้ฟัง บางทีการทำงานนั้น เขารู้สึกว่าเขาจะต้องทำทั้งสิ่งที่ถูกต้อง และก็ต้องทำทั้งสิ่งที่ถูกใจ เราควรจะคิดอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องนี้

    ท่านอาจารย์ ถูกตามธรรมดีกว่า ใช่ไหม เพราะเหตุว่า จริงๆ แล้วถูกต้องนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจธรรม เราก็ไม่รู้ว่าถูกต้องจริงๆ คืออย่างไร แต่ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงสำหรับชีวิตประจำวันจริงๆ ใช้คำว่า "พรหมวิหาร" พรหม คือผู้ประเสริฐ วิหาร คือ ที่อยู่ เพราะฉะนั้นที่อยู่ของผู้ประเสริฐ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม ต้องเป็นคุณความดี ซึ่งมี ๔ อย่าง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในขณะที่ทำหน้าที่การงานได้ไหม ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จะขาดคุณธรรม ๔ ประการนี้ ได้ไหม แต่ว่าส่วนใหญ่เราไม่ได้ศึกษาละเอียด แล้วเราก็ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าประโยชน์ของธรรม ๔ อย่าง เป็นอย่างไร แม้แต่ในการทำงาน ที่จะว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ตาม แต่ถ้าคนนั้นเป็นคนที่ตรง จริงใจ และเป็นผู้ที่มีคุณความดี ก็จะต้องประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ด้วย คือ ประการที่หนึ่ง เมตตา ความเป็นมิตร ความเป็นมิตร ที่นี่ก็ต้องขยายความอีก เพราะเหตุว่า ข้อความในพระไตรปิฎกที่กล่าวว่า ไม่คบคนพาล แล้วจะทำอย่างไร เพราะว่าเราก็มีการพบปะผู้คนเยอะแยะ บางคนก็เป็นมิตร สนิทสนม คุ้นเคย ตามลำดับ

    เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจคำว่า มิตร ที่นี่ ภาษาไทยเราใช้คำว่า เพื่อน เป็น มิตรกัน เป็นเพื่อนกัน แต่เพื่อนอย่างไร ถ้าเป็นเมตตา ด้วยความเป็นมิตรจริงๆ ก็คือว่า ไม่ต้องใช้คำว่า เพื่อน ก็ได้ แต่หมายความว่าขณะใดก็ตามที่มีความหวังดี พร้อมที่จะทำประโยชน์ แต่ต้องในทางที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงในคุณความดี ก็จะรู้ว่าความไม่ดี เป็นเหตุให้ได้ผลที่ไม่ดีแน่ๆ ตั้งแต่เกิด เพราะเหตุว่าเกิดมานั้นหลากหลายต่างกัน หรือถึงแม้ว่าคนที่เกิดมาดีแล้ว แต่ถึงคราวที่อกุศลกรรมที่ไม่ดีให้ผล ก็สามารถที่จะตัดรอนสภาพที่สะดวกสบายนั้นได้ทันที แขนขาด ขาขาด ตาบอด อะไรได้หมด โรคร้ายต่างๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องมีแม้ใครทำให้ แต่ต้องมีเหตุที่ได้ทำไว้

    เพราะฉะนั้น ถ้ามีความมั่นคงในเรื่องของเหตุและผล กุศลกรรมและอกุศลกรรมเราก็จะยึดมั่นในกุศลกรรม เพราะเหตุว่า ถ้าเราจากโลกนี้ไป โดยการที่เราไม่เห็นประโยชน์ของกุศลกรรม แล้วทำแต่อกุศลกรรม ผลของกรรมนั้นเราก็เห็นอยู่ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเกิดที่อื่นก็ได้ ซึ่งถ้าไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก ก็อาจจะไม่เชื่อว่ามีนรก มีเปรต มีอสูรกาย ซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรม แต่บางคน อย่างข่าวเมื่อเช้านี้ ก็มีข่าวถึงคนที่ไปปล้นธนาคาร แต่ภายหลังก็ฆ่าตัวตาย ด้วยความสำนึกผิด เพราะอาจจะทำทุจริตต่อไปก็ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตของแต่ละหนึ่ง ขณะใดก็ตามที่ทำสิ่งที่ดีงาม มีความมั่นใจว่าสิ่งนั้นต้องให้ผลแน่นอน เพราะฉะนั้นจะไม่ตกไปในทางฝ่ายที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าจะถูกใจ ชีวิตนี้สั้นมาก ใครจะจากโลกนี้ไป เดี๋ยวนี้ก็ได้ เย็นนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ แต่จากไปด้วยกันที่ไม่ได้ทำทุจริตกรรม ทำกุศลกรรม ย่อมมีประโยชน์กว่า

    เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงจริงๆ บารมี ๑๐ มีบารมีหนึ่ง คือ อธิษฐานบารมี มีความมั่นคงในคุณความดี เพราะรู้ว่าเหตุกับผลต้องตรงกัน เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ทำความดี เพื่อที่จะได้รู้ความจริง เพราะว่าความจริงขณะนี้มี แต่ก็รู้ยากมาก ความจริงเป็นสิ่งที่รู้ยากจริงๆ ยิ่งเป็นความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ จะยิ่งยากสักแค่ไหน เพราะว่าความจริงของชาวโลก ก็เพียงแต่ว่าได้ยินได้ฟัง แล้วก็ไตร่ตรอง แล้วประมวลเหตุการณ์ กับหลักฐานว่าจริงหรือไม่จริง แต่ไม่ใช่ความจริงถึงที่สุดในทางธรรม

    เพราะฉะนั้น ความจริงถึงที่สุดในพระธรรม ไม่พ้นจากเหตุและผล ไม่ว่าที่ไหน ค้านกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าการกระทำดี ผลต้องดี แล้วจะจากโลกนี้ไปโดยทำทุจริตกรรม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นผลว่าต้องนำมาสู่ผลที่ไม่ดี แต่ถ้าใครก็ตามที่มั่นคงในคุณความดี แล้วก็จากโลกนี้ไป ก็ไม่เดือดร้อน เพราะระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เราได้ทำความดี นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งจะต้องพิจารณาด้วยความตรง เกิดมาแล้วทำดี สะสมความดี แต่ว่าดีเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ เพราะเหตุว่า ยังไม่ได้เข้าใจธรรม โดยละเอียด โดยลึกซึ้ง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพียงแค่คำเดียวนิดๆ หน่อยๆ เราก็พอเห็นประโยชน์ แต่ถ้ามากกว่านั้น ลึกซึ้งกว่านั้น ประโยชน์จะสักแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนมั่นคงในความดี ในความถูกต้อง ก็คุ้มครองเป็นเหตุที่ดี

    ผู้ฟัง ตามหลักของเหตุและผลนี้ แสดงว่าในโลกนี้ ความบังเอิญไม่มีเลย ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ บังเอิญ เพราะไม่รู้เหตุ ถ้ากล่าวว่าบังเอิญ แต่ถ้ารู้จักเหตุ จะไม่พูดคำนี้เลย แม้แต่เห็นขณะนี้ บังเอิญเห็นหรือเปล่า หรือว่าถ้าไม่มีเหตุที่จะให้เห็นเกิด เห็นเกิดไม่ได้ แม้เห็นธรรมดาๆ แค่เห็น แต่ทุกอย่างนอกจากเห็นทั้งหมด ละเอียดยิบ จะต้องอาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใด อุปการะ เกื้อกูล เป็นปัจจัยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น คิดง่ายๆ อย่างขณะนี้กำลังได้ยิน เราอาจจะเคยเข้าใจว่า เราได้ยิน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า อนัตตา ทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีรูปพิเศษที่กลางหู ที่สามารถกระทบเสียง แล้วถ้าไม่มีธาตุรู้เลยเกิดขึ้น เสียงปรากฏไม่ได้ แต่ที่เราได้ยินหมายความถึงธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ยินเสียง แล้วก็ดับไป ธาตุชนิดนี้ ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่คิด นี่คือความละเอียดของทุกขณะจิต ซึ่งเราใช้คำว่า ขณะ ก็ยังน้อยมาก ทางธรรมละเอียดยิบ แม้แต่เห็นหนึ่งขณะ ขณะนี้ปรากฏเหมือนกับว่าเห็นตลอดเวลา แต่ในระหว่างที่เห็นนี้ก็มีสภาพธรรมอื่น ซึ่งไม่ใช่เห็น เช่น คิดบ้าง ได้ยินบ้าง ก็กำลังสลับกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาพระธรรม เริ่มที่จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เมื่อได้เข้าใจ

    ผู้ฟัง หากเรายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วทำให้เราต้องเดือดร้อน แล้วก็สร้างปัญหาให้ตัวเอง จะแก้ไขอย่างไร

    ท่านอาจารย์ อันนี้เหตุผลไม่ตรงกันแล้ว ธรรมนี้ตรงมาก ถ้าทำความดีแล้วเดือดร้อน จะต้องรู้ว่าเดือดร้อน เดือดร้อนอย่างไร เดือดร้อนทางกาย หรือว่าเดือดร้อนทางใจ มี ๒ อย่าง เดือดร้อนทางกาย ก็อาจจะตกงาน หรือว่าทำอะไรก็ได้ ฐานะก็เปลี่ยนไปจากที่เคย แต่ถ้าเป็นผู้ที่มั่นในคุณความดี ความดีทั้งหมด แม้แต่ที่เราบอกว่าโชคดี หรือว่ามีเกียรติยศ ได้งาน ได้ทรัพย์สินเงินทอง ต้องมาจากเหตุที่ดี ถ้ามีความมั่นคงอย่างนี้จริงๆ ว่าเรื่องของกาย จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องซึ่งแม้ไม่มีใครทำอะไรให้ แต่กรรมทำได้ทุกอย่าง ป่วยไข้อย่างชนิดซึ่งฟังดูแล้วก็หลายคน ก็ไม่มีโอกาสที่จะถึงลำบากอย่างนั้นเลย แต่เพราะกรรมก็ทำให้สามารถที่จะลำบากอย่างนั้นได้ คงได้ข่าวเด็กซึ่งมีไฟไหม้ที่ตัว อยู่ดีๆ ใครทำให้ ไม่ต้องทำเลย เดือดร้อนแล้ว นี่ก็คือเรื่องของกาย เรื่องของความทุกข์ เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ แต่ใจก็สำคัญ เพราะเหตุว่า ถึงมีเงินทองมากมายมหาศาล ใจเป็นทุกข์ แล้วจะเอาอย่างไหน จะเอากายทุกข์ หรือใจทุกข์ เพราะว่าบางคนเราก็จะเห็นได้ว่า มีทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเป็นทุกข์ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ใช่ไหม เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า ทุกข์ของใจเกิดมาจากกิเลส

    กิเลส คือ สภาพธรรมที่ไม่ดีงาม ทำจิตให้เศร้าหมอง ซึ่งมีมาก แล้วก็ไม่รู้ตัวด้วย ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรม แต่ถ้าได้ยินได้ฟังพระธรรมอย่างละเอียดยิบ ขณะนั้นเป็นปัญญา ที่เริ่มเห็นโทษของอกุศล เพราะฉะนั้นการที่เราจะละเว้นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเราเห็นโทษ ถ้าเรามีความมั่นคงจริงๆ ว่าชีวิตของเรา ครึ่งหนึ่ง เป็นผลของกรรม อีกครึ่งหนึ่งเป็นเหตุใหม่ ที่จะทำให้ผลใหม่เกิดขึ้นในอนาคต เพราะว่าอะไร ผลของกรรมตั้งแต่เกิด ไม่มีใครเลือกเกิดได้เลย ลองดูสิ ความเกิดนี้หลากหลายมาก ตั้งแต่สิ่งที่มีชีวิตเป็นมนุษย์ แล้วก็เป็น สัตว์เดรัจฉาน ใครไปทำให้ เกิดแล้วความเป็นไปของชีวิต ซึ่งเราใช้คำว่า วิถีชีวิต แต่ความจริงทางธรรม วิถีจิต เพราะว่าขณะที่เราบอกว่าเกิด ถ้าไม่มีธาตุรู้ มีแต่สิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต ต้นไม้เกิด ภูเขาเกิด อะไรเกิด ไม่ได้รู้อะไรเลย แต่ที่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ ที่มีชีวิต ต้องมีธาตุรู้ สภาพรู้ เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่ทุกคนเกิดมาขณะแรก ก็ไม่รู้ ว่ามีธาตุรู้เกิดแล้ว แต่ว่าต่อไป การเกิดดับสืบต่อของธาตุรู้ ถ้าศึกษาโดยละเอียดว่า ถ้าใช้คำว่า จิต ซึ่งภาษาไทยคุ้นเคย อาจจะง่ายสำหรับตอนต้น แต่ว่าความลึกซึ้งก็มีมาก

    เพราะฉะนั้นจิตเกิดแน่ๆ ถ้าไม่มีจิต ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า แต่ก็มีสภาพธรรม ซึ่งเกิดพร้อมจิตด้วย และเป็นธาตุรู้ด้วย แต่ว่าเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย คือ เจตสิก ในภาษาไทย แต่ว่าภาษาบาลี จะออกเสียงทุกตัว ก็คือ เจ ตะ สิก กะ หมายความถึงธาตุรู้ ซึ่งเกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต ไม่ยากเลยที่จะรู้ เพียงแต่ว่าคำที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ความจริง ต้องเป็นความจริง ขณะนี้เห็น เป็นธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ซึ่งเป็นลักษณะของจิต ชอบสิ่งที่เห็นไหม ถ้าชอบ ชอบไม่ใช่จิต เพราะบางครั้งก็ชอบ บางครั้งก็ไม่ชอบ ใช่ไหม แต่จิตเกิดขึ้นต้องเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จิตเกิดขึ้นได้ยิน ซึ่งเราไม่เคยรู้เลยว่าเป็นผลของกรรม เมื่อเกิดแล้ว กรรมให้ผลต่อมา ก็คือว่าจะต้องเห็น จะต้องได้ยิน จะต้องได้กลิ่น จะต้องลิ้มรส จะต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย มีใครบ้างวันนี้ไม่เป็นอย่างนี้ แต่ก็ไม่เคยรู้เลย ว่านี่แหละมาจากไหน ทำไมบางครั้งเห็นสิ่งที่น่าพอใจ บางครั้งเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว แม้แต่กาย ซึ่งเข้าใจว่าเราจะทะนุถนอมอย่างไร ก็คงไม่เป็นอะไร แต่พอถึงยามเจ็บไข้ได้ป่วย ใครทำ อุตส่าห์ดูแลรักษาอย่างดี ก็เป็นไปตามกรรม แล้วแต่ว่าถึงวาระที่กรรมใดจะให้ผลขณะไหน

    เพราะฉะนั้นให้ทราบก่อนอื่น ก็คือว่าเมื่อเกิดมาแล้ว การเกิดเป็นผลของกรรม แต่กรรมนี้หลากหลายมาก เพราะธาตุรู้คือ จิต และ เจตสิก สะสมสืบต่อมานานแสนนาน ถ้าศึกษาพระโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่บำเพ็ญบารมีคุณความดี ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนั้น ก็มีการเกิด และการสะสมคุณความดีมาก เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดแล้วชีวิตของพระองค์ก็ไม่มีใครเสมอเหมือน แต่ว่าสำหรับคนอื่น สะสมอะไรมาก็เห็นได้เลย สัตว์โลกเป็นที่ดูบุญและบาป และเป็นที่ดูผลของบุญและบาป เลือกไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดมาแล้ว แล้วแต่กรรมใดทำให้เกิด แต่กรรมที่ทำให้เกิดน่าอัศจรรย์ ที่ใช้คำว่าประมวลมาซึ่งกรรมที่ได้กระทำแล้วทั้งหมด แล้วแต่ว่าถึงวาระที่กรรมไหนจะให้ผล เลือกไม่ได้เลย นี่คือความเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้นเกิดมาแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นผลของกรรม คือ เห็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดี ถ้าเห็นสิ่งที่ดี ก็เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เลือกไม่ได้เลย เป็นผลของอกุศลกรรม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    16 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ