ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
ตอนที่ ๑๘๖๒
สนทนาธรรม ที่ อาคารพัฒนบุญชู
วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ยังรู้วันนี้ไม่ได้ แต่ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจไป ทีละเล็ก ทีละน้อย ในที่สุดก็รู้ความจริงได้ ความจริงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ก็ควรที่จะคิดถึงพระพุทธประสงค์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่ออะไร เพื่อให้คนอื่นได้ฟังและได้เข้าใจพระธรรม ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นเลย เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วการบูชาพระรัตนตรัยที่สูงสุด ก็คือว่า ฟังพระธรรม เข้าใจพระธรรม เพื่อที่จะได้ประพฤติปฏิบัติตาม เพราะว่ายากมาก ที่สัตว์โลกที่อยู่ในความมืดมานานแสนนาน โดยไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง เห็นก็ไม่รู้ ได้ยินก็ไม่รู้ แล้วมีโอกาสที่จะได้เข้าใจ ว่าขณะนี้สิ่งนี้เกิดเป็นอย่างนี้ชั่วคราว แล้วก็หมดไป แล้วก็ทุกอย่างทุกสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนั้นทั้งหมด เมื่อวานนี้เห็นอะไรบ้าง ยังอยู่ไหม สิ่งที่เห็นเมื่อวานนี้ เมื่อวานนี้รับประทานอะไร คิดอะไรทั้งหมด หมดไปเลย เพียงแค่หลับสนิท ก็ไม่มีเราแล้ว แต่ก็มีกิเลสซึ่งยังไม่ได้ดับ เป็นเหตุให้ต้องตื่น พอตื่นแล้วก็เห็น ได้ยิน ไม่เหมือนเมื่อวานนี้เลย แต่ก็ไม่มีปัญญาพอที่จะเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเกิดแล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นแม้ว่าคำนี้จะเป็นคำธรรมดา แต่นานกว่าเราจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถจะเข้าใจ สิ่งที่กำลังปรากฏ ในขณะที่กำลังมี เพราะว่าขณะนี้พูดถึงเห็น เราก็คิดเรื่องอื่น ไม่ได้มีเฉพาะตรงเห็น แล้วก็เริ่มเข้าใจเห็น
เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เมื่อจะปรินิพพาน ก็ได้กล่าวกับมารที่มาทูลขอให้ปรินิพพานว่า เมื่อพุทธบริษัททั้ง ๔ ได้เข้าใจพระธรรมแล้ว ทั้งหมดที่ได้ทรงแสดงเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไรอีก ที่จะต้องแสดงต่อไป เพราะว่าปัญญาของคน ก็สามารถจะเข้าใจเพียงสิ่งซึ่งสะสมมา อย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็เข้าใจตามกำลังของท่าน ไม่เท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่มี แล้วก็ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้หมดสิ้นไปได้เลย คือกิเลส ความไม่รู้ นอกจากปัญญา เพราะฉะนั้นถึงเราจะทำอย่างอื่นทั้งหมด แต่ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่มีที่กำลังปรากฏ ก็คือว่าเหมือนไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่รู้ว่าตรัสรู้อะไร และทรงแสดงพระธรรมอะไร แต่ขณะที่กำลังเข้าใจ ก็คือกำลังให้เราเข้าใจสิ่งที่มีจริงถูกต้อง ตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ ธรรมดาอย่างนี้ ถ้าขณะนั้นเป็นความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ อิติปิโส ภะคะวา หรือเปล่า คำนี้พูดแน่ แต่แปลว่าอะไร ไม่รู้ใช่ไหม เชิญคุณคำปั่น ให้ความหมาย อิติปิโส ภะคะวา
อ.คำปั่น คำว่า อิติปิโส ภะคะวา แม้เพราะเหตุนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จากคำๆ นี้ แต่ว่าก็มีคำต่อไปอีก ทรงเป็นพระอรหันต์ ทรงดับกิเลสโดยชอบ ด้วยพระองค์เอง เป็นต้น แล้วเหตุนี้ คือเหตุไหน น่าพิจารณาทีเดียว เพราะเหตุว่า กว่าที่พระองค์จะได้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญพระบารมีมา ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานถึง ๔ อสงไขย แสนกัปป์ กว่าจะได้ตรัสรู้ และเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ก็ทรงมีพระมหากรุณา ที่จะอุปการะเกื้อกูลแก่สัตว์โลก ด้วยการแสดงธรรม ประกาศความจริง ตลอดระยะเวลาที่นานทีเดียว ถึง ๔๕ พรรษา ทุกคำ ทุกพยัญชนะที่พระองค์ทรงแสดงนั้น นับไม่ถ้วนเลย ทั้งหมด ทั้งปวงนั้น ก็เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก ของผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษา เป็นสำคัญ
ท่านอาจารย์ แม้แต่ขณะนี้เห็นมีจริง เห็นไม่ใช่เรา เห็นเกิด แล้วเห็นดับ แม้เพราะเหตุนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การที่จะระลึกถึงพระคุณ ไม่ใช่ขณะอื่น ไม่ใช่ขณะที่ไม่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะเป็นพระคุณได้อย่างไร ไม่ได้ทำให้เราเกิดความเข้าใจขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่เข้าใจธรรม เมื่อนั้น ความความรู้สึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับของปัญญา เพราะว่าปัญญาจะต้องเจริญขึ้นอีกมาก และปัญญานั้นมาจากไหน ก็มาจากการได้ฟัง แล้วไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจธรรมมากขึ้น แม้เพราะเหตุนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้า ก็จะยิ่งเพิ่มความชัดเจน
เราก็ได้ยินคำว่า "พุทธานุสติ" ไปทำอะไรกันตอนไหนหรือเปล่า ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย แล้วก็ พุทธานุสติ ได้อย่างไร แต่ในขณะที่กำลังเข้าใจเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือสติ ที่ระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมากจะน้อย ไม่ใช่ว่าให้เราไปนั่ง อิติปิโส ภะคะวา แล้วก็ท่องไป ๓๐ จบ ๔๐ จบ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย อิติปิโส ภะคะวา ก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่ว่าขณะใดก็ตามที่เข้าใจธรรม การระลึกถึงพระคุณ นั่นคือ สติที่เป็นไปในพระพุทธคุณ ก็เป็น พุทธานุสติ ก็เป็นสิ่งที่สืบเนื่องกัน จากความเข้าใจ ทีละเล็ก ทีละน้อย จนกระทั่งเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งรู้ว่าทุกคำที่ได้ยิน ที่ใช้คำว่า "ปริยัติ" ก็คือการศึกษา การรอบรู้ การเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ใช่เราสะสมตำราไว้มากๆ แล้วนั่งแปลชื่อต่างๆ แต่ว่าต้องเป็นขณะที่กำลังเข้าใจคำที่ได้ฟัง ลึกซึ้งขึ้นๆ นั่นก็คือ ปริยัติ คือความรอบรู้หมายความถึงความเข้าใจจริงๆ ในคำที่ได้ฟัง ทุกอย่างก็เป็นธรรมดา เป็นชีวิตประจำวัน และก็เป็นสิ่งซึ่งสะสมอบรมในชาตินี้ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้อยู่ที่ไหน แต่ขณะนี้ก็ได้สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ซึ่งจะต่อไปถึงชาติหน้า ชาติต่อๆ ไปได้ด้วย โดยไม่หวัง ถ้าหวังคือขณะนั้นไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้วจะไม่หวังเลย เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย เหตุผลจริงๆ
อย่างเมื่อเช้านี้ พูดคำว่าโลก ไม่มีใครสงสัยอีกแล้ว ใช่ไหม ว่าโลกจริงๆ ต้องเป็นสิ่งที่ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า อะไรก็ตามที่เกิดแล้วดับ ถ้าไม่เกิดไม่มี เมื่อเกิดแล้วมี มีแล้วชั่วคราว แล้วก็ดับไป ที่จะไม่ดับนั้นไม่มี คือทุกคำ เป็นคำจริง และลองมาคิดดู เห็นมี เกิด ถ้าไม่เกิด ก็ไม่เห็น แล้วไม่ได้เห็นตลอดเวลา แสดงว่าเห็นดับไป โดยที่ไม่รู้เลย และอย่างอื่นก็เกิด เวลานี้มากมาย ถ้าเราจะไปเรียนชื่อต่างๆ สัมปฏิฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ ก็คือขณะนี้ แต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น คำว่าโลกรวมทุกอย่าง ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่มีโลกแน่ แต่อะไรก็ตามที่เกิดเป็นโลก แล้วก็สิ่งที่เกิดนั้นก็ดับไป เพราะฉะนั้นโลกก็ไม่พ้น คำว่า สภาพธรรมที่เกิดดับ มีสิ่งเดียว ซึ่งไม่ใช่โลก พ้นจากการเกิดและดับ คือ นิพพาน เพราะฉะนั้นใช้คำว่า "โลกุตระ" เหนือโลก พ้นจากโลก คือแต่ละคำ ขอให้เรามีความเข้าใจ แม้ว่าสิ่งนั้นยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็ได้ทราบว่าสิ่งที่มีเป็นอะไร ต่างกันอย่างไร
อย่างขณะนี้มีจิต ถ้าไม่บอกว่าจิต เราจะรู้ไหมว่ามีจิต เราก็บอกว่า เห็น ได้ยิน มีจิตหรือเปล่า ถ้าถามคนที่เขาไม่เคยฟังธรรมเลย บอกว่ามีเห็น ใครไม่มีเห็นบ้าง มีได้ยิน ใครไม่มีได้ยินบ้าง เขาก็บอกมี แล้วเราถามว่า มีจิตไหม เขาจะตอบว่าอะไร ถ้ามี จิตอยู่ที่ไหน จิตทำอะไร นี่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงแต่พูด แต่หมายความว่า ทุกคำเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเราไม่เคยเข้าใจโดยถูกต้อง ตามความเป็นจริง เข้าใจเงาๆ หรือว่าพูดตามๆ เท่านั้นเอง ใช่ไหม อย่างบอกว่าเห็นมีจริง แล้วสิ่งที่ถูกเห็น หรือว่าปรากฏให้เห็นก็มี แต่ความเข้าใจของคนที่ไม่ได้ศึกษาเลย ไม่ได้เข้าใจตรงว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่จึงเป็นเหตุที่เราจะรู้ว่าอะไรจริงถึงที่สุด และอะไรจริง แต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจถูก เห็นถูก ก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง
คำว่า "โลก" เข้าใจแล้วใช่ไหม แล้ว โอกาสโลก คืออะไร สัตวโลก คืออะไร สังขารโลก คืออะไร คือฟังให้เข้าใจ เข้าใจโลกแล้ว แล้วพอพูดถึงโลก อีกหลายอย่าง โลกิยะ โลกุตระ ตอนนี้เข้าใจแล้ว ใช่ไหม สภาพธรรมทั้งหมดที่เกิดดับ เป็นโลก ไม่พ้นจากการเกิดดับ แต่สภาพธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ ก็พ้นจากโลก ใช้คำภาษาบาลีว่า โลกุตระ เพราะฉะนั้น พูดถึง โอกาสโลก แล้วก็ สัตวโลก และ สังขารโลก เพราะฉะนั้น โอกาสโลก คืออะไร โอ กา สะ คุณคำปั่น ให้ ความหมาย
อ.คำปั่น โอกาสโลก ก็คือ ที่เกิดของหมู่สัตว์ ที่เป็นภพภูมิต่างๆ อย่างเช่น ที่เกิดของมนุษย์ก็มี ที่เกิดของสัตว์ในอบายภูมิก็มี เป็นต้น แล้วที่เกิดของหมู่สัตว์ที่หลากหลายนี้ เพราะอะไร
ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าโลกต้องเกิดใช่ไหม แต่เกิดหลากหลายต่างๆ ต้นไม้เกิดหรือเปล่า ดินเกิดหรือเปล่า ภูเขาเกิดหรือเปล่า ก็รวมกันเป็นที่หนึ่งที่ใด และที่นั้น จะมีสัตว์เกิด หรือไม่มีสัตว์เกิด แต่ก็เป็นที่หนึ่งที่ใด ที่เกิดขึ้น เกิดเป็นดาว ได้ไหม หรือว่าไม่มีเกิดไม่ได้ ไม่ใช่คน แต่ดาวที่เราเรียกว่าดาวนั้น โอกาสเป็นที่ที่เกิด แล้วแต่ว่าจะมีสัตว์โลกเกิด หรือไม่มีสัตว์โลก แต่สิ่งนั้นเกิดแล้ว เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เป็นโอกาสโลก น้ำเป็นโอกาสโลกหรือเปล่า ไม่งั้นเราก็ไปเข้าใจตามความคิดของเรา เพียงแค่ภาษาที่บอกไว้ ใช่ไหม แต่ว่าตามความเป็นจริง อะไรก็ตามซึ่งเกิด สิ่งนั้นก็เป็นโลก แต่เวลาที่ใช้คำว่า โอกาสโลก มันก็มีที่ๆ นั้นเกิดด้วย อย่างต้นไม้เกิดที่ไหน ภูเขาเกิดที่ไหน ก็เกิดที่นี่ ต้องเป็นที่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งที่นั่นก็ไม่พ้นจากธรรม คือธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นเอง แต่ความหลากหลายของที่ๆ เกิดขึ้น เช่น ต้นไม้ ก็ไม่ใช่ทะเล แต่ทั้งหมดที่เราเรียกว่าที่เกิดก็หลากหลายกันไป จนกระทั่งใช้คำว่า ภูมิประเทศบ้าง หรืออะไรบ้าง ซึ่งเป็นที่เกิดของสัตว์ แต่ว่าไม่ใช่ตัวสัตว์ แต่ก็เป็นที่ๆ เกิด
เพราะฉะนั้น เราเกิดที่ไหน เราคงไม่ได้ไปเกิดเป็นคนละโลกเล็กๆ กระจัดกระจายกันไป แต่ในโลกนี้แหละ เพราะฉะนั้น ที่นี่ก็เป็นที่เกิดของสัตว์โลกได้ เพราะฉะนั้นในความหมายนี้ ไม่ได้หมายความถึงสิ่งที่มีชีวิต แต่ว่าหมายความถึง โอ กา สะ ที่เกิด ที่เป็นภพ เป็นภูมิ ต่างๆ เป็นที่อยู่ ที่อาศัย คือทุกคำ ขอให้ชัดเจน แม้ว่าความรู้ความเข้าใจของเราไม่หมด เข้าใจทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ แต่ว่าเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วเริ่มเข้าใจสิ่งนั้นให้ถูกต้อง ว่าเวลาที่ใช้คำว่าโลก ต้องหมายความแค่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด พระอาทิตย์เกิดไหม เกิด ก็เป็นโลกเหมือนกัน แต่ว่าในที่นั้น จะมีอะไรเกิด ตา หู จมูก ลิ้น กาย สิ่งที่มีชีวิต หรือ ไม่มีชีวิต ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จากโอกาสโลก ซึ่งไม่มีสิ่งที่มีชีวิต ตัวโอกาส ไม่ได้มีจิต เจตสิก แต่ว่าเกิดแล้ว เป็นโอกาสโลก ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี จะใช้คำว่าโลกไม่ได้ แต่เมื่อเกิดแล้ว เป็นอะไร เป็นโอกาสโลก แต่ว่าเกิดอีกอย่างหนึ่ง คือ มีธาตุรู้เกิด ตอนนี้ ไม่ใช่โอกาสโลกแล้ว แต่ธาตุรู้ เป็นสัตวโลก ภาษาบาลีใช้คำว่าอะไร คุณคำปั่น
อ.คำปั่น ในภาษาบาลี ท่านก็ใช้คำว่า โล กะ คำเดียว แต่ว่าเวลาที่แสดงถึง สัตวโลก ก็คือ สัต - ตะ โล- กะ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ สัต -ตะ-วะ แต่ภาษาบาลี เป็นสัต - ตะ ความหมายคงหลายอย่าง ที่แปลว่า เจ็ด ก็เขียนเหมือนกันใช่ไหม
อ.คำปั่น เขียนเหมือนกัน แต่ว่าความหมายต่างกัน
ท่านอาจารย์ แม้แต่ชื่อ เจ้าชายสิทธัตถะ ความหมายที่เรารู้ทั่วไป คืออะไร
อ.คำปั่น ก็คือ ผู้ที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่ชาวโลก
ท่านอาจารย์ แต่อีกความหมายหนึ่ง ซึ่งน้อยคนจะรู้ คืออะไร
อ.คำปั่น เมล็ดพันธุ์ผักกาด
ท่านอาจารย์ เห็นไหม นี่คือการศึกษาธรรม เราจะค่อยๆ กว้างขวาง ถ้าเราอ่านมาก ฟังมาก ได้ยินมาก เข้าใจมาก มิฉะนั้นแล้ว เราก็คิดถึงความหมายเดียว คือชื่อ เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ แต่ว่าอีกความหมายหนึ่งคือ เมล็ดพันธุ์ผักกาด ถ้าใครเค้าบอกว่า สิทธัตถะ แปลว่า เมล็ดพันธุ์ผักกาด เรางงแล้วใช่ไหม เพราะเราไม่เคยรู้ แต่ถ้ารู้ ก็นั่นอีกความหมายหนึ่ง แม้ว่าคำเดียวกัน เขียนอย่างเดียวกัน ออกเสียงอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาษาบาลีเป็น สัตตโลก แต่ภาษาไทยเรา ใช้คำว่า สัตวโลก ที่ใดที่มีธาตุรู้ มีจิต มีเจตสิก ขณะนั้น ก็ต้องเป็น สัตวโลก ไม่ใช่ โอกาสโลก อีกคำหนึ่ง ก็คือ สังขารโลก โลกซึ่งเกิดเพราะการปรุงแต่ง ก็หลากหลายมาก ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งนามธรรม และรูปธรรม สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏหลากหลาย เพราะการเป็น สังขารโลก
เพราะฉะนั้น ๔๕ พรรษา จะมีคำหลากหลายมาก ธาตุก็มี ธรรมก็มี อายตนะก็มี ทุกอย่างก็คือสิ่งที่มีนี่แหละ แต่ว่าความละเอียด และความลึกซึ้งต่างกันมาก เพราะอะไร สิ่งนั้นเกิดขึ้นเพียงหนึ่งแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น นับถ้วนไหม ถึงความหลากหลายของสภาพธรรม ซึ่งเป็นธาตุแต่ละหนึ่งๆ ไม่ต้องไปนับเลย นับอย่างไรก็นับไม่ไหว แสนโกฏ กัปป์ มาแล้ว จนถึงเดี๋ยวนี้ แต่สามารถที่จะจำแนกเป็นประเภทๆ ได้ อย่างเป็น โอกาสโลก เป็นสัตวโลก แล้วก็เป็นสังขารโลก เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงได้ยิน แต่ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจกว้างขวางออกไปอีก เราก็จะเห็นประโยชน์ที่แท้จริง ว่าจะขาดปิฎกหนึ่ง ปิฎกใด ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่า สำหรับพระอภิธรรม แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นแก่น ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นว่ามากมายเหลือเกิน เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ จากที่ไม่เคยมี ไฟฟ้าแต่ก่อนก็ไม่มี รถยนต์แต่ก่อนก็ไม่มี เครื่องบินแต่ก่อนก็ไม่มี อะไรๆ ก็ไม่มี แล้วก็มีขึ้นได้
นี่ก็แสดงให้เห็นถึงว่า สิ่งที่เราคิดว่าน่าอัศจรรย์มากมายไปเรื่อยๆ แท้ที่จริงไม่พ้นจาก จิต เจตสิก รูป นิพพาน คงยังไม่ต้องกล่าวถึง แม้ว่ามีจริง แค่นี้ แต่เราก็ไม่เคยรู้เลย ไปมองเห็นเพียงสิ่งที่วิจิตรเพราะจิต โดยที่ยังไม่รู้เลย ว่าแท้ที่จริงโลกภายใน ก็คือธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเลยทั้งสิ้น แต่เราก็เผินมาก พอได้ยินพระธรรม พูดถึงสิ่งต่างๆ ก็อยากจะข้ามไปรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ลืมโลกภายใน คือสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็น ปรมัตถะ เป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นได้เลย แล้วก็ลึกซึ้งด้วย แม้แต่ได้ยินคำว่า "ธาตุรู้" ก็ไม่คุ้นที่จะเข้าใจว่าธาตุรู้จริงๆ แท้ที่จริงก็คือเดี๋ยวนี้เอง แต่ว่ารู้แค่เห็น รู้แค่ได้ยิน รู้แค่คิด รู้แค่จำ แต่ว่าแท้ที่จริง อะไรล่ะทั้งหมดนั้น ก็เป็นสิ่งที่มีจริง แต่เป็นธาตุรู้ ซึ่งรวมเป็นธาตุรู้ แต่ความจริงก็หลากหลายมาก แต่ในบรรดาธาตุรู้ซึ่งหลากหลาย มองดูว่ามีเยอะแยะ เดี๋ยวโกรธก็เป็นสิ่งที่มีจริง ติดข้องก็มีจริง บรรดาสิ่งที่มีจริงทั้งหมด
ประเภทใหญ่ๆ อย่างรูปธรรม ธาตุที่ไม่รู้อะไรเลย แทบจะไม่ต้องกล่าวถึงเลย เกิดเป็นสิ่งนั้น แต่ก็ไม่สามารถจะสร้างอะไร ไปทำอะไร เพราะไม่ใช่สภาพรู้ และสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นรูปธรรม ในชีวิตประจำวันก็ไม่มากเกินกว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็น หนึ่งแล้ว สิ่งที่ปรากฏให้ได้ยิน เป็นเสียง สิ่งที่ปรากฏให้ได้กลิ่น รู้กลิ่น คือกลิ่น แล้วก็รสต่างๆ แล้วก็ เย็น-ร้อน อ่อน-แข็ง ตึง-ไหว มีรูปอะไรอีกบ้าง นอกจากนี้ที่ปรากฏ ลองหาดู แค่นี้เอง ก็ไม่รู้ ไม่เห็นมากเลย แค่สิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วก็เสียงต่างๆ กลิ่นต่างๆ รสต่างๆ เย็น-ร้อน บ้าง อ่อน-แข็ง ตึง-ไหวบ้าง เท่านี้ก็ไม่รู้สักอย่าง ทั้งๆ ที่มีแค่นี้ แต่ความจริง สิ่งที่มีแต่ไม่ปรากฏนี้ มีอีก เช่น ที่เกิดของจิต หทยวัตถุ ธาตุรู้ไม่ได้อยู่นอกกาย อยู่ในกาย แต่ไม่ใช่ธาตุแข็ง ไม่ใช่ธาตุเสียง เหล่านี้ ก็เป็นสิ่งซึ่งมีจริง
อาศัยการฟัง และก็การค่อยๆ พิจารณาก็จะรู้ได้ว่า แต่ละคำที่ได้ยิน เป็นสิ่งที่เกื้อกูลโดยนัยต่างๆ ถ้าโดยในนัยของอภิธรรม ก็ให้รู้ว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลเลย เป็นแต่ละสิ่งซึ่งเกิดขึ้น ละเอียดยิบ ละเอียดมาก แตกย่อยออกไป แล้วก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ซ้ำกัน ไม่ซ้ำ เพราะเสียงก็ไม่ซ้ำ เกิดแล้วดับแล้ว เสียงใหม่อีก เป็นเสียง เมื่อ ๒๐๐๐ ปี ก่อนหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ ต่อให้อัดเทปไว้ ก็ไม่ใช่ เพราะเหตุว่า แต่ละขณะเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป นี่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลาย และความไม่รู้นั้น ไม่รู้หมดเลย ไม่ใช่ว่ารู้บ้าง ตั้งแต่เกิดมา ไม่รู้ทั้งหมด จนกว่าจะได้ฟัง และสิ่งที่ได้ฟัง แม้มีก็เกิดดับเร็ว จนกระทั่งไม่สามารถที่จะรู้ ปรมัตถะ ความจริงแท้ของสิ่งนั้น ว่าแท้ที่จริงเพียงแค่ทางตาก็ลึกซึ้งแล้ว ที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าสามารถเห็นเพียงสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ความเข้าใจธรรม ถ้ามั่นคง ลึกซึ้ง ไม่เปลี่ยน ก็จะเป็นเหตุให้ความเข้าใจเล็กๆ น้อยๆ ค่อยๆ มีการระลึกได้ ค่อยๆ เข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างนี้ วันนี้ได้ฟังแค่นี้ เข้าใจแค่นี้ พอได้ฟังอีก ก็มั่นคงขึ้นอีก ว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เป็นอื่นไม่ได้ ค่อยๆ ละคลาย การที่จะไปยึดถือรูปร่าง สัณฐานต่างๆ สีสัน วรรณะ ต่างๆ แล้วก็มาคิดถึง คนบ้าง สัตว์บ้าง สิ่งต่างๆ บ้าง เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ
เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจประโยชน์ของพระธรรม ทั้ง ๓ ปิฎก ทั้ง พระอภิธรรมปิฎก พระสุตตันปิฎก และพระวินัยปิฎก แต่ถ้าไม่เข้าใจพระอภิธรรมปิฎก ไม่มีทางเข้าใจพระสุตตันปิฎก และพระวินัยปิฎกเลย เพราะอะไร เพราะเหตุว่าผู้ที่จะประพฤติ ปฏิบัติตามพระวินัยเป็นใคร มีไว้ทำไม พระวินัยปิฎก มีไว้สำหรับให้ใครประพฤติ ปฏิบัติ พระภิกษุ เพศบรรพชิต แต่ไม่ได้จำกัด คฤหัสถ์ อยากประพฤติ ปฏิบัติได้ ยิ่งดี ไม่ต้องนับด้วย ไม่ต้องมานั่งนับว่า ๑๕ ค่ำ เดือนนี้ จะได้ฟังข้อนั้น ข้อนี้ ที่จะต้องประพฤติตาม ในเพศของคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น เวลาที่พระท่านสวดพระปาติโมกข์ คฤหัสถ์เข้าไปฟังไม่ได้ แต่ว่าศึกษาได้ เข้าไปฟังไม่ได้ เพราะว่าเป็นกิจของสงฆ์ ที่ท่านจะต้องทบทวน พระบัญญัติที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ ว่าข้อบัญญัติต่างๆ เหล่านี้เพื่อประพฤติปฏิบัติในเพศบรรพชิต จึงสมควรที่จะดำรงอยู่ในเพศบรรพชิต
เพราะฉะนั้น อย่างคฤหัสถ์ เราก็รู้ อ่านได้ไม่หวงห้าม ๒๒๗ ข้อ เป็นอะไรๆ บ้าง อ่านได้ ประพฤติตามได้ด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องไปนับว่า เราเกิน ๕ หรือยัง เราได้สัก ๑๐ หรือ ๑๒ หรือข้อนั้น ข้อนี้ สิ่งใดที่ดีควรประพฤติปฏิบัติตาม แต่โดยฐานะ ไม่ใช่เพศบรรพชิต เพราะฉะนั้น ไม่ประพฤติผิดพระวินัย เพราะเหตุว่า ถ้าใครประพฤติผิดพระวินัย คนนั้นจะเป็นบรรพชิตไหม ในเมื่อวินัยสำหรับบรรพชิตประพฤติปฏิบัติ ก็เป็นการทบทวนให้ผู้ที่บวช และได้รู้ว่าได้ล่วงละเมิดสิกขาบท สิ่งที่ควรประพฤติ ปฏิบัติ ที่ทรงบัญญัติไว้ข้อไหนบ้าง ใครรู้ นอกจากตัวเอง ถ้าทำผิดแล้วรู้ เป็นผู้ที่จริงใจ แล้วก็ตรง จำได้ด้วยว่าผิดวันไหน เมื่อไหร่ เรื่องอะไร เพื่อที่จะได้แก้ไขได้ ต้องเป็นผู้ที่เป็นอยู่เพื่อขัดเกลากิเลส เพื่ออะไร อบรม เจริญปัญญา เพื่ออะไร ถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุว่า แม้เป็นพระอนาคามี ไม่ต้องบวชเลยก็ได้ แต่พอเป็นพระอรหันต์แล้วไม่บวชไม่ได้เลย ไม่ใช่วิสัยของผู้ที่หมดกิเลส จะเป็นเพศคฤหัสถ์อีกต่อไป
เพราะฉะนั้น จุดประสงค์สูงสุดของการบวช ก็คือ เพื่อขัดเกลากิเลส ถึงความเป็นพระอรหันต์ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ตรง ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความหวังดีกับใครๆ ที่ใช้คำว่า กัลยาณมิตร คือผู้ที่มีความหวังดี พร้อมที่จะให้ประโยชน์เกื้อกูล ก็ต้องกล่าวถึงทั้ง ๓ ปิฎก เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องถึงความละเอียด ด้วยเหตุนี้ ในพระพุทธศาสนา ใช้คำว่า พุทธศาสนา คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็รู้ได้เลยว่าผู้ที่สอนเป็นใคร ผู้ที่บัญญัติพระวินัยเป็นใคร ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ซึ่งคนอื่นไม่เข้าใจ และอาจจะมีข้อยกเว้นโน้น ยกเว้นนี่ แก้ตัว ยุคสมัย หรืออะไรก็ตามแต่ แต่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ว่า โลกต่อไปจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าคงที่ ไม่มีอะไรที่คงที่เลยสักอย่าง แม้ในขณะที่กำลังนั่งอยู่ขณะนี้ เหมือนเรายังนั่งอยู่ที่นี่ แต่ความไม่คงที่ของจิต ของเจตสิก ของรูป ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดดับ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้คำว่า พุทธะ ผู้รู้ เพราะฉะนั้น ทั้ง ๓ ปิฎก ต้องเป็นเรื่องของปัญญา ถ้าไม่มีปัญญา จะรักษาพระธรรมวินัย หรือว่าจะประพฤติปฏิบัติตามได้อย่างไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920