ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866


    ตอนที่ ๑๘๖๖

    สนทนาธรรม ที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

    วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ พูดด้วยความเมตตา จิตที่เมตตา กับจิตที่ไม่เมตตา วาจาออกมาก็ต่างกัน คนในบ้านมีกี่คน คนหนึ่งพูดเพราะ เห็นอกเห็นใจคนอื่น เรียกชื่ออย่างดี มีจ๊ะมีจ๋า มีอะไรด้วย จะไหว้จะวานสักหน่อย ก็เห็นอกเห็นใจเขา ใช่ไหม กับคนที่พูดอีกอย่างหนึ่ง เอานี่มาให้หน่อย อะไรอย่างนี้ ก็ผิดกันแล้ว ใช่ไหม คนฟังเป็นอย่างไร คนพูดเป็นอย่างไร ก็ต่างกันแล้วด้วยวาจา เพราะฉะนั้นแม้แต่ว่าเป็นคำจริง พูดน่าฟัง แล้วก็เป็นประโยชน์ด้วย จึงควรพูด ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรพูดเลย อย่างท่านพระราหุล ท่านสามเณร หน้าที่ของท่านก็มี กวาดลานวัด แล้วก็มีภิกษุรูปอื่น ซึ่งกล่าวเหมือนตู่ ว่าท่านไม่เก็บ หรือไม่ทำอะไรให้เรียบร้อย ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้ทำ ท่านไม่พูดอะไรเลย เพราะเหตุว่า ถ้าพูดแล้วมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ แม้ว่าเป็นคำจริง แต่จะทำให้ผู้ที่พูดอย่างนั้นไม่หวังดี แล้วก็เกิดโทษมากมายต่อไปข้างหน้าก็ได้

    เพราะฉะนั้นแต่ละคน ถ้าคิดถึงประโยชน์แล้ว ก็จะทำให้เรารู้จักว่าอะไรควรอะไรไม่ควร แม้แต่คำจริง ถ้าคำจริงนั้นมีประโยชน์ ก็พูด เพราะเราจะไม่พูดคำที่ไม่จริง เมื่อจะไม่พูดคำที่ไม่จริง ก็พูดคำจริง เมื่อมีประโยชน์ แล้วก็พูดด้วยความเมตตาด้วย ด้วยความหวังดี บางคนก็บอกว่าอย่าไปพูดกับคนนั้นนะ เขาเป็นคนไม่ดี เพราะเขาเป็นคนไม่ดีก็เรื่องของเขา ใช่ไหม แต่ว่าเรามีจิตเมตตา พร้อมที่จะเกื้อกูล ไม่ว่าใคร เพราะว่าเกิดมาแล้ว ไม่รู้เลย ชาติก่อนเคยเห็นกันหรือเปล่า เคยรู้จักคุ้นเคยกันหรือเปล่า เคยเป็นญาติพี่น้องกันหรือเปล่า เพราะแม้แต่ญาติพี่น้อง ก็ต่างอัธยาศัยกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดอีก ก็ต่างคนก็ต่างเกิด เป็นคนอื่นทันที ไม่รู้จักกันแล้ว ใช่ไหม แต่ว่าในอดีตเคยเป็นไหม

    เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีจิตที่เมตตา โดยไม่มีการจำกัดเลยว่า ความประพฤติเขาเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่าคบ ถ้าคบ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย มงคลข้อที่หนึ่ง ไม่คบคนพาล อันตรายมาก แม้เพียงเข้าใกล้ อันตรายจริงๆ แล้วถ้ามีเมตตาโดยไม่รู้จักเขา ไปคบเขา ใช่ไหม ด้วยความที่ไม่รู้ความจริง ว่าคบที่นี้หมายความว่าอะไร ถ้าเราคบใครก็ตาม เราก็จะมีความคิดคล้อยตาม ค่อยๆ เป็นไปตามเขา หรือแม้แต่ไม่ใช่คน แค่อาหาร ตอนแรกก็ไม่อร่อย ทานบ่อยๆ ชักดี ไปๆ มาๆ ก็เลยติดก็ได้อย่างคนที่เริ่มจะทานกาแฟ หรือน้ำอัดลม ก็เป็นอย่างนี้ได้ ตอนแรกรสชาติก็อย่างหนึ่ง แต่พอคุ้นเคยเข้า ก็อีกอย่างหนึ่ง ฉันใด ยิ่งเป็นคนที่คบกัน ถ้าคบคนพาล ไปเลย ถ้าคบ แต่ว่าสามารถที่จะเป็นมิตร ที่นี่ ไม่ได้หมายความว่าคบหาสมาคม แต่ทรงแสดงไว้ว่าเมื่อสามารถอนุเคราะห์ คือช่วยเขาให้เป็นคนดี แสดงว่าใจของเราหวังดีกับทุกคน ไม่มีขอบเขตจำกัดเลย เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะพูดดีได้ ใช่ไหม ไม่ต้องไป คนนี้เมตตา คนนี้ไม่เมตตา หรืออะไรอย่างนี้ นี่ก็คือเหตุผลทั้งหมด ต้องพิจารณา และต้องไตร่ตรอง แล้วก็เป็นประโยชน์จริงๆ

    ผู้ฟัง เราคิดว่าเราทำดีแล้ว หรือว่าเราคิดว่าทำถูก แต่ปรากฏว่าเพื่อนร่วมงาน หรือว่าผู้บังคับบัญชาบอกนี่มันไม่ใช่ หรือว่าเขาเข้าใจผิด มันทำให้กำลังใจในการที่จะทำดีของเราลดลง เราจะมีวิธีจัดการอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า เราเข้าใจว่ามีเรา ยังยึดมั่นว่ามีเรา ใครกระทบไม่ได้ ก็อาจจะเป็นได้ แต่ว่าตามความเป็นจริง ก็คือว่าความตรงกับเหตุผล ถ้าเรามีความหวังดี แต่คนอื่นเข้าใจผิด ก็อธิบายให้เข้าใจถูกได้ไหม เพราะความหวังดีของเรา ไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิด ทำได้หรือเปล่า ถ้าทำได้ก็ควรทำ แล้วก็จะสบายใจทั้งสองฝ่าย คือเรามีความหวังดี ที่จะให้เขารู้ความจริง และความถูกต้อง ถ้าทำได้ก็ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ เรื่องอะไรจะมาขุ่นใจ ทำร้ายตัวเอง เพราะฉะนั้นพระธรรมไม่ได้ทำให้เกิดโทษเลย แม้สักขณะจิต ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง อกุศลเป็นอกุศล โกรธใคร คนที่เราโกรธเขากำลังสนุกสนาน รื่นเริง รับประทานอาหารอร่อย สบาย แล้วเรามานั่งโกรธ คิดดู ไม่มีใครทำร้ายเราเลย เขาพูด แล้วเขาก็ไป แต่เราก็ยังโกรธ หมดแล้ว เสียงก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่ยังไปจำเอามาทำร้ายตัวเอง คือโกรธ เพราะฉะนั้นพระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดง ถ้าพิจารณาแล้ว เป็นประโยชน์ ถ้าเข้าใจจริงๆ โกรธทำไม เสียเวลา แล้วเขายังดีใจที่เขาทำให้เราโกรธได้ด้วยซ้ำไป ใช่ไหม ยิ่งแย่ไปใหญ่

    ผู้ฟัง เมื่อกี้พูดถึงเรื่องว่า พูดอย่างไรถึงจะเป็นการพูดแบบดี พูดตรง พูดความจริง พูดไพเราะ แต่ทีนี้ฟัง มีการฟังแบบไหน ที่เป็นการฟังที่ดี

    ท่านอาจารย์ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ไม่ใช่สิ่งอื่น ฟังอะไรต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง เช่น ฟังคำว่าโลก คืออะไร ก็เข้าใจคำว่าโลก ที่ได้ฟัง ฟังเรื่องคำพูดที่น่าฟังที่ดี ใช่ไหม ที่จริง ก็คือเห็นประโยชน์จริงๆ ว่าไม่มีใครชอบคำเท็จ หรือคำที่ไม่จริง ไม่มีใครชอบคำหยาบคาย ไม่มีใครที่ชอบคำที่พูดไปก็ไร้ประโยชน์ แล้วพูดทำไม รู้อยู่แล้วว่าไม่มีประโยชน์ ใช่ไหม แต่ว่าคำพูดนั้นจะเป็นคำพูดดี เมื่อรู้ว่าผู้ฟังได้รับประโยชน์ เพราะว่าทรงแสดงไว้ว่า คำพูดดี ก็เป็นคำพูดชั่วสำหรับคนที่ไม่เห็นประโยชน์ หรือว่าเห็นตรงกันข้าม อย่างคนที่ไม่มีศีล และเราบอกเขาว่าอย่าฆ่าสัตว์นะ อย่าประพฤติผิดนะ เขาก็ไม่ชอบ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็คำพูดของเราซึ่งดี หวังดี ก็กลายเป็นคำพูดชั่วของเขา ตัดรอนของเขาบ้าง ทำอะไรบ้าง ลาภยศบ้าง อะไรบ้าง

    ผู้ฟัง ถ้าเราต้องฟังคำพูด ซึ่งว่ามันไม่ไพเราะ เราจะทำใจได้อย่างไร ในฐานะผู้ฟัง

    ท่านอาจารย์ ทำไม่ได้ อนัตตาลืมไม่ได้เลย แต่เข้าใจได้ ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่เราจะโกรธ เขาทำร้ายเราได้หรือ จริงๆ แล้วใครก็ทำร้ายเราไม่ได้เลย นอกจากอกุศลของเราเอง ความไม่รู้ แล้วก็ความที่เราสะสมมา ที่จะไม่พอใจ เวลาที่มีคนพูดสิ่งที่ไม่จริง หรือว่าไม่ถูกต้องกับเรา หรือเป็นเรื่องของเราซึ่งไม่ถูก อันนั้นจริงๆ แล้วก็คือว่าให้เห็นโทษของอกุศล ความโกรธ ความขุ่นเคือง ไม่ได้นำประโยชน์ใดๆ มาให้ใครทั้งสิ้น เสียเวลา ถ้าจะใช้คำว่าเสียเวลา ถ้าเป็นไปได้ ทำอย่างอื่นดีกว่า เมตตาดีกว่า

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้น เวลาเจอสถานการณ์อย่างนี้ มีผู้ฟังที่เป็นแบบนี้ เราก็ปล่อยไปอย่างนี้หรือ

    ท่านอาจารย์ ปล่อยอะไร หมดแล้ว ดับแล้ว ไม่ต้องไปปล่อยให้เสียเวลา ทุกอย่างไม่มีใครไปปล่อยได้เลย เราคิดว่าปล่อย แต่สิ่งนั้นหมดแล้ว เราไปเก็บมาต่างหาก มีความเป็นตัวตนไปเก็บเอาไว้ ในสิ่งที่ไม่มี อย่างคำพูดที่เขาจบไปแล้วตั้งสองวัน คนที่ฟังไม่จบ ใช่ไหม ยังจำแล้วก็คิดอยู่นั่นแล้ว แล้วประโยชน์อยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ฉะนั้นสิ่งที่เราดำเนินชีวิตอยู่อย่างนี้ ถ้าน้อมนำพระธรรมเข้ามาทุกขณะ แต่ละหนึ่ง ละหนึ่ง ที่ท่านอาจารย์พูด คือมันเป็นเรื่องละเอียดที่เราจะต้องมีไว้ในจิตสำนึกในจิตของเราตลอดเลย ใช่ไหม เพื่อให้ทันต่ออะไรที่มา ทั้งกุศล และอกุศลที่เข้ามาถึงเรา

    ท่านอาจารย์ ฟังดูดี ทำได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นจะมีคำว่า อุดมคติ อุดมการณ์ ไม่สำเร็จ เพราะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอประทานโทษ ที่จะกล่าวว่า ถ้าเรายังไม่มีความเข้าใจธรรม เราจะใช้คำพูดที่ไม่ตรง และไม่ถูก เช่น เอาธรรมมาปฏิบัติ ไม่มีใครเอาอะไรมาได้เลยสักอย่าง เกิดแล้วดับไป ไม่เหลือ แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย แต่การเข้าใจธรรม จากการเริ่มฟังไม่สูญหาย กำลังจะเข้าไปสู่จิต ที่ใช้คำว่าเข้าใจ คือเราไม่ลืม แล้วเราเห็นว่าถูกต้อง วันนี้เห็นว่าถูกต้อง พรุ่งนี้ก็เห็นว่าถูกต้อง ไม่เปลี่ยน เพราะว่าเป็นความจริง

    เพราะฉะนั้นปัญญา ไม่ใช่เรา ความเห็นถูก ความเข้าใจถูกนั่นแหละ จะนำไปในกิจทั้งปวง ไม่ว่าจะไปในเรื่องอะไรก็ตาม ความเห็นที่ถูกต้อง ก็จะทำให้มีความคิดที่ถูกต้อง มีการที่จะทำด้วยความถูกต้อง แต่ว่าไม่มีเรา แต่ส่วนใหญ่จะใช้คำว่าจะเอาธรรมไปใช้ อันนี้เลิกได้เลย เพราะว่าจริงๆ แล้วนำไปใช้ไม่ได้ ดับไปแล้ว และบางคนก็บอกว่าต้องใช้ปัญญา ก็ปัญญาไม่มี แล้วจะไปใช้ปัญญาได้อย่างไร ต้องเป็นคนที่ตรงมาก ว่ามีหรือไม่มี ถ้าไม่มีจะเอาไปใช้ได้อย่างไร แล้วจะมีได้อย่างไร แต่พอฟังแล้วเข้าใจ นั้นเป็นปัญญา ถึงแม้ว่าเกิดแล้วดับแล้ว ก็สะสมสืบต่อทำให้เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น แต่ละขณะ จะทราบได้ว่าจิต หรือธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เราไม่รู้เลย ว่าขณะนี้สิ่งนี้ปรากฏ เพราะจิตเกิดขึ้นรู้ เมื่อจิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้ ไม่ว่าขณะไหนก็ตามที่เป็น กุศล อกุศล เกิดแล้วดับแล้ว ไม่ได้หายไปไหนเลย สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อๆ ไป ทำให้แต่ละคนมีอุปนิสัยต่างๆ กัน มีความคิดต่างๆ กัน

    ผู้ฟัง มีหลายอย่างที่ดีๆ แล้วเราทำไม่ได้ เพราะว่า ...

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเป็นเรา ใช่ไหม แต่ถ้าเป็นปัญญา ปัญญาต้องไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีแน่

    ผู้ฟัง คืออยากจะมีจริยธรรมมาก แต่ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเป็นเรา แต่ถ้าเป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูก เป็นหน้าที่ของปัญญา ความเข้าใจถูก อวิชชาไม่มีทางที่จะไปทำหน้าที่ของปัญญา เพราะว่าทุกอย่างเป็นธรรม ถ้าใช้คำว่าเป็นธรรม ต้องตรง จริง มั่นคง คือไม่ใช่ใคร ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น อย่างขณะนี้ กำลังเห็น ถ้าไม่ได้ฟัง เราเห็น แต่พอเข้าใจแล้ว เห็นเกิดแล้วดับไป แล้วเราอยู่ไหน แล้วไม่กลับมาอีกเลย สักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง มีปัจจัยเกิดขึ้น และดับไป แต่เพราะความไม่รู้ ก็เอาสิ่งที่เกิดนั่นแหละมาเป็นเราหมด กำลังคิด นี่ใครคิด เรา แต่ทำไมคิดอย่างนี้ ไม่คิดอย่างอื่น ถ้าไม่สะสมมา แม้แต่คิดก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา

    ผู้ฟัง ถ้าเราคิดที่จะส่งเสริมจริยธรรม ผมมองว่ามันต้องปลูกจิตให้ละเอียด ซึ่งมันต้องใช้ระยะเวลาสะสม เพราะคนๆ หนึ่ง เราไม่สามารถปรุงแต่งจิตของเขา ให้เป็นจิตที่ละเอียด ได้ในวันสองวัน

    ท่านอาจารย์ นี่คือความคิดของเรา แต่ว่าถ้าศึกษาธรรม จะละเอียดกว่าที่เราคิดเองมาก เช่น อะไรหยาบ และอะไรละเอียดกว่ากัน จิตมองไม่เห็นเลย ไม่มีสีสัน วัณณะ ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น แต่รูปสามารถที่จะปรากฏให้เห็นได้ แม้แต่เสียง ที่ว่าหยาบ ก็เพราะเหตุว่ามี เสียงสูง เสียงต่ำ เสียงเบา เสียงหนัก ซึ่งจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง ในเสียงนั้นๆ เพราะฉะนั้นรูป ที่ว่ารูปละเอียด คือรูปที่ไม่ได้ปรากฏให้เห็น หรือให้รู้ได้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่น รูป ที่เป็นภาวรูป เพศหญิงหรือเพศชาย ซึมซาบอยู่ทั่วตัว ไม่ปรากฏเลย แต่ปรากฏเป็นสีสันที่ต่างกัน เพราะธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ต่างกัน ก็ทำให้ผิวพรรณต่างกันบ้าง หรืออะไร ต่างกันบ้าง

    เพราะฉะนั้น ในพระไตรปิฎกจะใช้คำว่า รูปหยาบ คือ รูปที่สามารถที่จะรู้ได้ ในชีวิตประจำวัน ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นอกจากนั้น ก็เป็นรูปที่ละเอียด และความจริงรูปหยาบในทางพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แม้จักขุปสาท โสตปสาท ซึ่งมองไม่เห็นเลย รูปพิเศษที่กลางตา มองไม่เห็นเลย แต่รูปนี้สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ โสตปสาทรูป ก็อยู่ที่ตัว แต่อยู่ตรงกลางหู มองไม่เห็นอีก แต่เป็นรูปที่สามารถกระทบเสียง

    เพราะฉะนั้น เมื่อมีสิ่งที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน เป็นสภาพไม่รู้ แต่ปรากฏว่ามีหลากหลาย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นรูปหยาบ ๗ รูป ตาหนึ่ง สิ่งที่ปรากฏให้เห็นหนึ่ง เป็นสีสัน วรรณะต่างๆ เสียงหนึ่ง กลิ่นหนึ่ง รสหนึ่ง เป็น ๔ ทางกาย ธาตุดิน อ่อนหรือแข็ง ธาตุไฟ เย็นหรือร้อน ธาตุลม ตึงหรือไหว ๓ รูปเท่านั้นในบรรดามหาภูติรูป ๔ ที่สามารถจะปรากฏให้รู้ เมื่อกระทบสัมผัส เพราะว่าสามารถจะรู้ในรูปต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งรูปมีมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น รูปอื่นๆ ไม่หยาบอย่างรูปนี้ แต่ในบรรดารูปหยาบ ๗ รูป ยังมีเพิ่มอีก ๕ รูปซึ่งรวมเป็นรูปหยาบ คือจักขุปสาท โสตปสาท จักขุปสาท คือตา โสตปสาท คือหู ฆานปสาท คือจมูก ชิวหาปสาท คือลิ้น กายปสาท คือรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วทุกส่วนของกาย ที่สามารถกระทบกับเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ได้

    เพราะฉะนั้นแม้ว่าไม่ปรากฏให้เห็น ให้ได้ยิน แต่ก็เป็นรูปหยาบ อยู่ในประเภทของรูปหยาบ เพราะพอรู้ได้ว่ามี ตรงไหน เช่น ตา ก็จะอยู่ตรงกลางตา โสตปสาท ก็อยู่ตรงกลางหู ชิวหาปสาท อยู่กลางลิ้น อาศัยน้ำนำรสต่างๆ ไปสู่กลางลิ้น ก็ทำให้จิตสามารถที่จะลิ้มรสนั้นๆ ได้ กายปสาทก็ซึมซาบอยู่ทั่วตัว นี่เป็นรูปหยาบ แต่จิต ซึ่งไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น แม้มีในขณะนี้ ก็ไม่ปรากฏรูปร่างสัณฐาน เพียงปรากฏเป็นอาการรู้ เช่น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง โกรธบ้าง พวกนี้ เป็นนามธาตุ เพราะฉะนั้น ส่วนที่ไม่มีการที่จะกระทบปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นส่วนที่ละเอียด

    เพราะฉะนั้นจิตละเอียดกว่า ส่วนรูปหยาบกว่า ความละเอียดของจิตก็คือว่าเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก ในขณะนี้ไม่ปรากฏเลย แต่รูปยังปรากฏความชรา หรือความเสื่อม อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าต้องหยาบกว่าจิต เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วปัญหาใหญ่ ปัญหาเรื่องความทุกข์หรือภัย ของแต่ละหนึ่ง รวมกันเป็นชาติ ถ้าไม่มีปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง แก้ไม่ได้ จะเอาอกุศลไปแก้อกุศล จะเอาความไม่รู้ไปแก้ความไม่รู้ เป็นสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นหนทางเดียว คือทุกคนเกิดมาแล้ว ก็ยอมรับว่ามีผู้ที่มีความรู้สูงสุด เหนือบุคคลใด คือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับผู้ที่ได้สะสมมา ที่มีโอกาสอยู่ในประเทศที่สมควร ได้มีโอกาสพบได้ฟังพระธรรม แล้วก็มีอัธยาศัยฉันทะ ที่จะศึกษาเท่านั้น ที่จะช่วยให้กุศลเกิดมากๆ ซึ่งจะนำผลดีมาให้ ในแต่ละหนึ่งๆ เพราะเราไปก้าวก่ายกับจิตของคนอื่นไม่ได้ ธาตุรู้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจำนวนเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น แต่ที่เคยยึดถือไว้ว่าเป็นเรา ก็เพราะว่าไม่ได้ไปเกิดตรงอื่น แต่เกิดตรงที่เราเข้าใจว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นจะแก้ คือแก้ด้วยปัญญา ความเห็นถูกต้อง และแก้ที่ตัวเอง ถ้าทุกคนแก้ที่ตัวเอง สำเร็จแน่ แต่ถ้าจะให้คนอื่นแก้ เราไม่แก้ ก็ไม่สำเร็จ สิ่งที่น่าคิด ก็คือทุกคนก็บอกว่าพุทธศาสนามีประโยชน์มาก ถูกต้อง ดีที่สุด เคยเข้าใจอย่างนี้ไหม เห็นอย่างนี้หรือเปล่า แต่ไม่ศึกษา แล้วจะจริงใจ แล้วจะตรงกับคำพูดไหม

    เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พูดว่า พุทธศาสนามีประโยชน์ ต้องศึกษา ไม่ใช่ว่าประโยชน์มี แต่ไม่ศึกษา และส่วนใหญ่ เราก็เป็นอย่างนี้มานานแสนนาน เราหวังให้คนอื่นศึกษา โดยเฉพาะเด็กๆ ชอบอะไรๆ ก็ไปให้เด็กทำ โยนไปที่เด็ก ให้เด็กเรียนจริยธรรม อะไรๆ บ้าง แต่ผู้ใหญ่เรียนหรือเปล่า ถ้าผู้ใหญ่ไม่เรียน ผู้ใหญ่จะรู้ไหม แล้วเด็กจะเรียนจากใคร ถ้าผู้ใหญ่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเป็นปัญหาที่ไม่ได้คิดกันถึงต้นตอถึงเหตุที่แท้จริง คิดตามที่มองเห็น แล้วที่จะเข้าใจ แต่ว่าไม่ใช่ตามหลักของความจริง ถ้าหลักของความจริง ต้องเป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ จนถึงที่สุด ไม่มีอะไรที่จะจริงยิ่งกว่านี้

    เพราะฉะนั้นทางเดียว อยากจะใช้คำว่า ที่จะรอดพ้นจากภัย ไม่ว่าใครทั้งนั้น ซึ่งเป็นแต่ละหนึ่งหน่วย ของสังคมและประเทศชาติ ก็คือว่ามีปัญญาด้วยการศึกษาพระธรรม โดยไม่ประมาทด้วย ไม่ใช่เพียงอ่านวรรคเดียว หน้าเดียว แล้วก็ไปเขียนตำราเป็นเล่มๆ อันนั้นไม่ได้เข้าใจพระปัญญาคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระธรรมที่ทรงแสดง แต่ประมาทว่าพระองค์ก็คงเหมือนเรา ซึ่งเพียงแต่อ่านตำราอะไรก็เข้าใจได้พอสมควร แต่สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เป็นอย่างนั้น ห่างไกลกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน มองไปสิ ไม่สิ้นสุด อากาศ นั่นแหละ คือพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ศึกษา และเข้าใจแล้ว เป็นส่วนน้อยนิด จากพระปัญญาจริงๆ ซึ่งทรงอุปมาไว้ว่า ธรรมที่ทรงแสดงอุปมา เหมือนใบไม้สองสามใบในกำมือ แล้วใบไม้ในป่ามีเท่าไหร่ หรือการที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่กำลังเริ่มศึกษาธรรม ยิ่งศึกษายิ่งเห็นความลึกซึ้ง ความกว้าง ความละเอียด อุปมาว่าเหมือนจงอยปากยุง ที่จุ่มลงในมหาสมุทร มหาสมุทรคือพระธรรม ส่วนจงอยปากยุง ก็คือขณะที่กำลังเริ่มศึกษา และเข้าใจบ้าง ยุงปากเล็กแค่ไหน แต่กัดดูดเลือดไปได้ คิดดูสิ เราเองยังทำไม่ได้เลย จะเอาเล็บไปดูดเลือดก็ไม่ได้ แต่ยุงปากนิดเดียวทำได้

    ผู้ฟัง เมื่อกี้ท่านอาจารย์บอกว่า เราจะต้องมีการศึกษาพระธรรม ทีนี้มีเพื่อนฝากเรียนถามว่า การศึกษาพระธรรมอย่างถูกต้อง ถูกวิธี จะมีขั้นตอนหรือว่าควรเริ่มอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ควรเริ่มจากคำแรก คือธรรมคืออะไร ศึกษาพระธรรม ใช่ไหม ไม่ใช่คิดเอง ศึกษาต้องมีการได้ยินได้ฟัง ในครั้งพุทธกาล ไม่มีตัวหนังสือ ไม่มีอะไรอย่างสมัยนี้ แต่ก็ผู้ฟัง คือผู้ที่ศึกษา แต่ว่ายุคนี้ สมัยนี้ ไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เฝ้า แต่มีพระธรรมที่ทรงแสดงไว้แล้ว เป็นศาสดาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้นทุกคำที่ได้อ่าน ได้ฟัง ก็คือว่าต้องไตร่ตรอง และก็จะตรงกับข้อความที่จัดไว้ รวบรวมไว้เป็นพระไตรปิฎก บางคนอาจจะคิดว่า เอ๊ะ พระไตรปิฏกไม่เคยเห็น สมัยหนึ่ง ที่ยังไม่มีการพิมพ์ การแปล ดิฉันก็อยากรู้มากเลย พระไตรปิฏกเป็นอย่างไร แต่พอพิมพ์ออกมา ก็มีโอกาสได้จับ ได้อ่าน ได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ ว่าเป็นสิ่งที่สมควร ที่เราจะได้แม้เห็น แม้เปิดขึ้น แม้อ่าน แล้วจะได้รู้ว่า มีอะไรบ้างในพระไตรปิฎก เรื่องอะไรบ้าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกสิ่งทุกอย่าง ในชีวิตประจำวันทั้งหมด ที่มีจริงๆ อยู่ในพระไตรปิฎก

    เพราะฉะนั้น เราจะคิดว่าคำสอนตื้นๆ เรื่องตา เรื่องหู เรื่องจมูก เรื่องลิ้น เรื่องกาย เรื่องใจ คิดว่าอย่างนั้น ไม่เหมือนวิชาการอื่นทางโลก ซึ่งขยายไปมากมาย แต่ความจริง ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก แล้วจะมีวิชาการอะไรได้ และกิเลสอยู่ที่ไหน อยู่ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ นั่นแหละ เพราะฉะนั้นก็ศึกษาแล้วก็จะรู้จักตัวเอง เหมือนกระจกใสที่ส่องให้เห็นความเป็นจริงของแต่ละคน แต่ว่ากระจกจะใส หรือไม่ใสอยู่ที่การพิจารณา

    ผู้ฟัง มีคำกล่าวว่าเราจะรู้จักผู้อื่นได้ ต้องรู้จักตัวเองก่อน

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะว่าเห็นไม่ใช่เรา คนอื่นก็เห็น เราเข้าใจว่าเป็นคนนั้นคนนี้ แต่เห็นก็คือธรรม ซึ่งเกิดขึ้นเห็น นกเห็นไหม งูเห็นไหม ปลาเห็นไหม และเห็นเป็นนก หรือเห็นเป็นงู หรือเห็นเป็นปลา หรือเห็นเป็นคน ตรงก็คือว่า เห็นเป็นเห็น ถ้าไม่มีรูปร่าง ไม่คิดถึงรูปร่างใดๆ เลย เห็นนี่ไม่ใช่นก ไม่ใช่ปลา ไม่ใช่คนด้วย เพราะเป็นธาตุที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ นี่คือธรรม เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถึงที่สุด ก็คือว่าความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่ของใคร แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้นต่อไปเวลาใช้คำว่าอนัตตา ก็เข้าใจได้เลยใช่ไหม ไม่ใช่ใครแต่เป็นธรรม ถ้ากล่าวธรรมก็คือตรงและจริง เปลี่ยนไม่ได้ เป็นอนัตตา คือไม่ใช่ใคร ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เป็นอย่างอื่นได้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    12 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ