ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870


    ตอนที่ ๑๘๗๐

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ รูปไม่ใช่ศีล เพราะฉะนั้นความหมายของศีล คือปกติของจิตและเจตสิก เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตเป็นอกุศล รูปเป็นอย่างไร รูปทำอะไรบ้าง ถ้าไม่มีจิต รูปเคลื่อนไหวไม่ได้เลย พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ดื่มน้ำไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะรูปไม่รู้อะไร แต่ว่าเมื่อมีจิตเกิดที่รูป ทำให้รูปนั้นเป็นไปตามประเภทของจิต นั้นๆ โดยไม่มีใครไปสั่ง ไปทำอะไรเลย เพียงจิตปรารถนาหรือต้องการ ด้วยกำลังของความต้องการ ทำให้รูปนี้เคลื่อนไหว ไปหยิบไปจับสิ่งที่จิตต้องการ เกิดพร้อมกันเลย จิตกับรูป ที่เป็นจิตตชรูป รูปที่เกิดเพราะจิต นี่แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วอย่างยิ่ง และความเป็นปัจจัย อาศัยกันและกันอย่างละเอียด ในขณะนี้ทุกอย่างเป็นธรรมที่ละเอียดยิ่ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าไม่มีเรา แต่ว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้นศีลคือปกติ ซึ่งปกติของ จิต เจตสิก เป็นอกุศลเมื่อไหร่ รูปเป็นไป ตามจิตที่เป็นอกุศล ซึ่งเราไม่มีทางรู้ ใช่ไหม แม้แต่ขณะนี้ลมหายใจเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกคนเหมือนกับว่าเราหายใจ ใช่ไหม แต่ความจริงลมหายใจเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน เมื่อไหร่จิตไม่เกิด เมื่อนั้นไม่มีลมหายใจ สิ้นสุด ที่เราใช้คำว่า ตาย แต่เราก็ไม่รู้ว่านอนหลับสนิท จิตที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดรูปลมหายใจด้วย ไม่ใช่ว่าเราต้องไปทำการหายใจในขณะที่กำลังหลับ แต่รูปลมหายใจเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน แม้ในขณะที่หลับหรือตื่น นั่นคือรูปที่ละเอียด ใช่ไหม แต่รูปหยาบก็คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม หรือว่าการเคลื่อนไหว เพราะธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เกิดเพราะจิต จะเบา จะอ่อน จะควรแก่การงาน สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ เอื้อมมือก็ได้ กระโดดก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะจิตประเภทนั้นๆ

    ด้วยเหตุนี้ถ้าอกุศลจิตเกิดขึ้น เมื่อเช้านี้มีไหม ตื่นขึ้นมามีอกุศลไหม ทำอะไรบ้างนั่นคือปกติของจิต ซึ่งเป็นอกุศลศีล ทำให้รูปทั้งหมดที่เคลื่อนไหวไปด้วยอกุศลจิต เพราะฉะนั้น ศีลคือปกติ ของจิตและเจตสิก จึงมีอกุศลศีล กุศลศีล และอัพยากตศีลสำหรับพระอรหันต์ เราถึงจะได้มารู้ว่า อ๋อ ถ้าการกระทำอย่างนี้เป็นอกุศล แต่ไม่รู้หรอกว่าที่แท้จริงที่การกระทำเป็นอย่างนั้นได้ เพราะจิตเป็นอกุศล ถ้าจิตเป็นกุศล กายวาจาของเราก็เป็นไปในทางกุศล ช่วยเหลือใครขณะนั้น จิตเป็นอะไร เป็นกุศล การเคลื่อนไหวไป ก็เป็นไปในทางกุศล ช่วยคนอื่นขณะใด ขณะนั้นก็เป็นกุศลศีล

    ในขณะเดียวกัน อย่างสมมติรับประทานอาหาร เราเอื้อมมือไปหยิบอาหาร ขณะนั้นอกุศลศีล เพราะเราต้องการสิ่งนั้น แต่เวลาที่เราเอื้อมมือไปเพื่อให้คนอื่น ขณะนั้นเป็นกุศลศีล เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่คำว่าศีล จะมีความละเอียดต่อไป จาริตศีล วาริตศีล วาริตศีลคือศีลที่วิรัติทุจริต จาริตศีลคือศีลที่การกระทำป็นไปทางกุศล เช่น การสงเคราะห์ช่วยเหลือคนอื่น หรือว่าการแสดงความนอบน้อมความกตัญญู อะไรๆ ก็แล้วแต่ ทั้งหมดที่เกิดเพราะกุศลจิต ขณะนั้นก็เป็นกุศลศีล แม้แต่การเคลื่อนไหว ก็เป็นไปตามจิต

    ด้วยเหตุนี้ต้องเข้าใจว่าศีลคืออะไร ปกติของจิต คือเมื่อมีรูปด้วยก็ปกติของจิต และกายบ้าง วาจาบ้าง ทั้งหมดต้องมาจากใจ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึง ศีล สมาธิ ปัญญา เผินๆ เป็นกุศลศีลหรือเป็นอกุศลศีล ความละเอียดต้องรู้จักจิต และจิตนี้ก็เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้าไม่ใช่การฟังจริงๆ พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ จะไม่รู้ลักษณะของจิตแต่ละอย่าง แต่ละประเภท ซึ่งแม้ขณะนี้ เห็นดับแล้ว มีคิดแล้ว มีอะไรแล้วก็ไม่รู้ แล้วก็มีได้ยิน แล้วก็มีคิด แล้วก็มีเห็น ก็ไม่รู้ว่าทั้งหมดเกิดดับสลับกันอย่างรวดเร็ว

    เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงศีล เวลานี้เป็นศีลอะไร ก็ต้องแล้วแต่ว่าขณะนั้นจิตเป็นอะไร ด้วยเหตุนี้ศีลไม่ใช่รูป แต่เป็นปกติของจิต ซึ่งทำให้รูปเป็นไปตามจิตในขณะนั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีความเห็นผิด ขณะนั้นที่พูดคำผิด เป็นอกุศลศีล เพราะจิตเป็นอกุศล แล้วก็วาจาหรือกายก็เป็นไปตามจิต เพราะฉะนั้นก็เป็นอกุศลศีล มิฉะนั้นเราจะไม่รู้เลยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทุกอย่าง ละเอียดยิบอย่างยิ่ง โดยประการทั้งปวง ด้วยความเป็นจริง ที่รู้ว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่ใครเลยสักคน แต่หลงยึดถือเข้าใจผิดว่าเป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริง ไม่ได้ฟังพระธรรม

    แม้ฟังพระธรรมแล้ว กว่าจะเป็นสัจจญาณ คือมั่นคงจริงๆ ค่อยๆ เห็นจริงๆ ไม่มีเรา กว่าจะเป็นปฏิปัตติหรือกิจจญาณ นี่ก็ต้องมาจากการที่ฟังแล้วเข้าใจ แล้วก็สภาพธรรมฝ่ายกุศลก็เกิดขึ้น ระลึกได้ถึงการที่รู้ความจริงจากการฟัง และก็เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ นั่นจึงจะเป็นปฏิปัตติหรือกิจจญาณ การอบรมหรือว่าการเข้าใจธรรมต้องตามลำดับขั้น กระโดดไม่ได้เลย ข้ามขั้นไม่ได้เลย ไม่มีความรู้อะไรเลย จะปฏิบัติผิดแล้วตั้งแต่ต้น

    อ.กุลวิไล ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าแม้แต่ผู้ที่มีความเห็นผิด อาจจะพูดได้ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วด้วยจิตอะไร เพราะว่าด้วยอกุศลจิต รู้หรือเปล่าว่าเป็นอกุศล หรือว่าด้วยกุศลจิต เพราะว่าจริงๆ แล้ว จิตนั้นก็ต้องแล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะว่าเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ การแสดงความนอบน้อม ดีใช่ไหม ควรจะเป็นกุศลใช่ไหม แต่ถ้ามีความเห็นผิด เป็นกุศลหรือเปล่า ไปไหว้ปลาทองกันไหม เห็นไหม แค่นี้ ไหว้นั้นดี ใช่ไหม เป็นการแสดงความเคารพ แต่ขณะนั้นต้องต่อสิ่งที่ควรเคารพ ไม่ใช่เคารพอะไรก็ได้ นั่นไม่ใช่คำสอนเลย แม้แต่การนอบน้อม การกราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ผู้ที่ควรบูชา ต้องมีคำตอบไปด้วย ไม่ใช่ดีนะ ใครเป็นคนอ่อนน้อม ก็เที่ยวไหว้ไปหมดเลยใช่ไหม ต้นกล้วยก็ไหว้ได้ ปลาทองก็ไหว้ได้ ปลาไหลก็ไหว้ได้ นี่อะไร นี่ไม่ใช่คำสอนแน่ๆ เพราะฉะนั้นขณะนั้นอกุศลศีล เพราะจะมีคำว่าสีลพัตตปรามาส หมายความว่าความประพฤติปฏิบัติที่ผิด เพราะความเห็นผิด ศีล พรต พรตมาจากคำว่าวัตร ที่เราใช้คำทำวัตรๆ แต่ภาษาบาลีต้องใช้คำว่าวัตตะ ใช่ไหม แต่เรามักจะใช้คำภาษาอื่นคือภาษาสันสกฤตแทน แทนที่เป็นวัตตะ ก็เป็นวัตร วัต ต ร ทำวัตรเช้าวัตรเย็น หรืออะไรอย่างนี้ก็ตามแต่ หมายความว่าทำสิ่งที่เข้าใจว่า ควรทำ แต่ว่าด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิต ถ้าเป็นอกุศล ขณะนั้นเป็นอกุศลศีล เขาใช้คำว่าศีลด้วย และมีคำว่าสีลพัตตปรามาสด้วย มาจากความเห็นผิด

    เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าใครต้องการจะรู้ความจริงต้องละเอียด ต้องลึกซึ้ง ไม่ใช่กลบเกลื่อน หรือว่าไม่ใช่ไม่หาความจริง แล้วก็เชื่อเอง และเข้าใจว่าถูกต้องแล้ว นั่นคือไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นจิตเกิดดับเร็วมาก แต่ละหนึ่งขณะปะปนกันไม่ได้เลย ต้องรู้จริงๆ ว่าขณะไหนเป็นกุศล ขณะไหนเป็นอกุศล ไม่ใช่เอามารวมกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะพูดแต่ละคำ เราต้องรู้ว่าอะไรก่อน นั่นปลอดภัยที่สุด จะพูดว่าศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่าปัญญา ศีล สมาธิ หรืออะไรไม่สำคัญเลย สำคัญที่คืออะไร เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า และทรงแสดงโดยนัยไหน แสดงได้โดยหลายนัย และคนที่ไม่รู้อะไรเลย มาปฏิบัติ เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า โดยไม่รู้อะไรนั้นผิดแล้ว เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า การฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจตามลำดับ ไม่ใช่เราอยากจะรู้ตรงโน้น เพราะส่วนใหญ่พอคนได้ยินคำว่าธรรม สติปัฏฐานมาเลย พูดเลย พูดอะไร สติคืออะไรก็ยังไม่รู้ เดี๋ยวนี้คืออะไรก็ยังไม่รู้ แต่ พูดคำว่าสติปัฏฐาน และพูดคำว่าปฏิบัติ เพราะฉะนั้นก็ด้วยความไม่รู้ ขณะนั้นเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง เป็นอกุศล ชวนกันทำอกุศล โดยหลงเข้าใจว่าเป็นกุศล

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์บอกว่าชวนกันทำอกุศล โดยเข้าใจว่าเป็นกุศล ก็เป็นกันส่วนใหญ่

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่ศึกษาธรรม ประมาทว่าเข้าใจได้ง่ายๆ หรือไม่ต้องศึกษาก็เข้าใจได้ แสดงว่าบุคคลนั้นไม่ได้เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ถ้าเคารพต้องศึกษาเลย เราจะรู้ได้อย่างไร คำของพระองค์แต่ละคำ แม้แต่คำว่าศีล แม้แต่คำว่าปัญญา แม้แต่คำว่าปฏิบัติ กล่าวได้เลยตั้งแต่เกิดถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม พูดคำที่ไม่รู้จักทั้งหมด เพราะฉะนั้นเห็นพระคุณไหม สามารถที่จะทำให้รู้ว่าเกิดมาตั้งแต่เกิดเป็นอะไร แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อมา ตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ และต่อไป ไม่ใช่อย่างเดียวที่ซ้ำเป็นขณะเดียวกันเลย ต่างขณะ ต่างวาระ แต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะเป็นเราไม่ได้เลยสักอย่างเดียว แค่มีเกิดขึ้นและดับไป ไม่กลับมาอีกเลย แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร เพราะเดี๋ยวนี้เรายังนั่งอยู่ใช่ไหม แสดงให้เห็นว่า เพราะไม่รู้ความจริงว่าไม่มีเรา สิ่งที่มีเกิดและก็ดับ แล้วไม่กลับมาอีก แต่ติดข้องในสิ่งที่ไม่กลับมาอีก ไม่มีเหลือ เพราะหลงเข้าใจว่ายังมีอยู่

    ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ใกล้จะปีใหม่แล้วใช่ไหม ก็จะมีประเพณีอีกอย่างหนึ่ง คือสวดมนต์ข้ามปี

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่น พูดคำที่ไม่รู้จักแน่นอน สวดคืออะไร มนต์คืออะไร

    อ.คำปั่น มนต์ ซึ่งมาจากบาลี คือมันต เป็นพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็คำว่า สวด อันนี้เป็นคำไทย แต่ว่าในภาษาบาลีจริงๆ ก็มาจากคำว่าสัชฌายะ ซึ่งก็จะมีคำแปล ก็คือสาธยาย ซึ่งก็เป็นเรื่องของการกล่าวทบทวน เป็นลำดับด้วยดี ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่นำเอาคำมาพูดแล้วไม่รู้จัก นี่ไม่ใช่สาธยาย นี่ไม่ใช่สวด ในความมุ่งหมายที่เป็นไปตามคำสอนทางพระพุทธศาสนา ที่ตรงกับคำว่า สัชฌายะ แล้วทีนี้คำว่ามงคล โดยความหมายก็คือเหตุที่จะทำให้มีความเจริญ ทั้งในปัจจุบัน และก็ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเจริญในเรื่องของกุศลธรรม ในคุณความดี หรือถ้าจะกล่าวโดยรวม ขณะที่คุณความดีเกิดขึ้นก็มงคลก็เกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่นในวันนี้ ท่านอาจารย์กล่าวถึงการฟังธรรม การสนทนาธรรมเป็นมงคล เพราะว่าเป็นเหตุที่จะทำให้ปัญญา คือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเจริญขึ้น

    ท่านอาจารย์ สวดมนต์เก่งไหม หรือว่าไม่ค่อยได้สวด หรืออย่างไร ตามความเป็นจริง ก็ขออนุโมทนาท่านผู้หนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนท่านก็สวดมนต์ยาว เดี๋ยวนี้ก็สั้นลง สั้นลง เพราะว่าจะพูดคำที่ไม่รู้จัก หรือว่าจะเข้าใจคำนั้น นี่สำคัญกว่าใช่ไหม อะไรดี อะไรมงคลแน่ พูดคำที่ไม่รู้จักเป็นมงคล หรือว่าเข้าใจคำที่ได้ยินและพูด อะไรจะเป็นมงคล เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ตรงที่สุด พระพุทธเจ้าจะไม่ให้สิ่งซึ่งไม่ถูกต้องและไม่ดี จะให้คนพูดคำที่ไม่รู้จัก นี่ไม่ใช่พุทธประสงค์ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ยินได้ฟังธรรมแล้ว เข้าใจแล้ว ระลึกถึงคำที่ได้ฟังบ่อยๆ ความเข้าใจเพิ่มขึ้น สาธยาย ไตร่ตรอง ข้อความนั้นๆ จะไม่ต้องเป็นภาษาบาลีก็ได้ แต่ถ้าพูดภาษาบาลียาวๆ แล้วก็ไม่รู้เรื่อง แล้วหวังว่าเป็นมงคล ก็ผิด เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ตรง จึงจะเป็นไปตามพุทธประสงค์ว่าเพื่อให้เข้าใจ ไม่ใช่เพื่อให้หลง แล้วก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วเข้าใจเพื่ออะไร เพื่อประพฤติปฏิบัติตามที่เข้าใจ มีประโยชน์อะไร เข้าใจเฉยๆ แม้แต่มงคลข้อที่หนึ่ง ภาษาบาลีคล่องเลย อเสวนา จะ พาลานัง พูดกี่ครั้ง ข้ามปี แต่คบคนพาล แล้วมีประโยชน์อะไร แม้แต่พาลหรือไม่พาล ก็ไม่รู้จัก แล้วก็นั่งท่อง นั่งพูดว่าไม่คบคนพาล ข้ามปีอย่างนี้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

    เพราะฉะนั้นเมื่อได้เข้าใจแล้ว ความเข้าใจนั้นแหละ จะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติยิ่งขึ้น เพราะว่าปฏิบัติทันทีไม่ได้หรอก ละชั่ว ทันทีได้อย่างไร ยังไม่รู้เลยว่า ชั่วตอนไหน เมื่อไหร่ แล้วจะไปละได้อย่างไร แต่ถ้ารู้ค่อยๆ เห็นโทษ แล้วก็ค่อยๆ ละเว้น โดยไม่ใช่เรา แต่เพราะมีความเข้าใจที่มั่นคง เพราะฉะนั้นพระโสดาบันเป็นผู้ที่ไม่ล่วงศีล ๕ เพราะปัญญาถึงระดับนั้น นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งจะได้รู้ความจริง ว่ากว่าจะมีปัญญาที่จะละทุจริตตามลำดับขั้น ก็ต้องอาศัยความเพียร วิริยะเป็นบารมีด้วย ขันติเป็นความอดทนด้วย อธิษฐานมั่นคงจริงๆ ที่จะรู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อติดข้อง ทั้งวันเลย ดีทั้งหมด ใช่ไหม อันนู้นก็ดี ทางตาเห็นก็ดี หูก็ดี ดีไปหมด คือติดข้องไปหมด เกิดมาเพื่ออย่างนี้หรือ หรือว่าเกิดมาเพื่อที่จะมีโอกาสได้เข้าใจ ในเมื่อเป็นโอกาสจริงๆ เพราะได้เคยสะสมมาที่จะได้ฟัง ก็ฟังด้วยการไตร่ตรอง ไม่ใช่ฟังเผินๆ ใช่ไหม แล้วก็ทำอย่างที่เคยทำ ก็ไม่ใช่ แต่ถ้าฟังแล้วเข้าใจจริงๆ ความเข้าใจอันนั้นจะค่อยๆ ทำให้สิ่งที่เคยประพฤติมาด้วยความไม่รู้ จะทำสิ่งที่รู้ และด้วยความถูกต้องตามที่ได้เข้าใจ

    เพราะฉะนั้นฝ่ายอกุศลก็มีปัจจัยเกิดไป ห้ามไม่ได้ เป็นธรรม แต่ฝ่ายกุศลก็เพิ่ม ใช่ไหม กำลังสะสมเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็เป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายอกุศลที่มีปัจจัยสะสมมา ก็เกิดขึ้นตามปัจจัยนั้นๆ แต่สะสมกุศล ทางฝ่ายกุศลก็เพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งเข้าใจฝ่ายอกุศล ว่าเป็นธรรมทั้งหมดได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่อดทน แต่ว่ามีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด เพราะทุกอย่างที่เราคิดว่ามีค่ามากในชีวิต ไร้ค่าเมื่อเทียบกับพระธรรม เพราะอะไร แค่ปรากฏ แล้วให้หลงติดข้อง แล้วก็หมดไป เหมือนไม่เคยมีเลย อย่างนี้มีค่าหรือเปล่า ติดข้องในสิ่งที่จากไม่มี เกิดขึ้นมีให้ติดข้อง แล้วก็หมด หายไปเลย เหลือความติดข้อง ดีไหม ทั้งวันก็เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ใครรู้ คนธรรมดาไม่สามารถจะรู้ได้เลย เห็นกันมาตั้งแต่เกิด เห็นมาเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ความจริง ชาติก่อนๆ ก็เหมือนชาตินี้ ก็เห็นมาเรื่อยๆ ได้ยินเรื่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่รู้ความจริง

    เพราะฉะนั้นจะรู้ได้ว่าความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เป็นสิ่งที่ยากแสนยาก เพราะเหตุว่าจะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะว่าเราอยู่ในโลกนี้ เกิดมานานแสนนาน นับไม่ถ้วนเลย กี่อสงไขย แสนกัป ด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีความไม่รู้มากหมายถึงอย่างนี้ แล้วก็จะให้ความไม่รู้ และกิเลสทั้งหลายหมดสิ้นไป โดยไม่รู้อะไร เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ก็คือว่ามีโอกาสได้ยินได้ฟังสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นปกติในขณะนี้ ต้องเป็นปกติถึงจะเข้าใจได้ ว่าแต่ละหนึ่งที่กำลังมีขณะนี้ เกิดแล้วทั้งนั้น จึงปรากฏว่ามี แต่ว่าเร็วแสนเร็ว เร็วสุดที่จะประมาณได้ ยากที่จะรู้แต่ละหนึ่งตามความเป็นจริง เช่น เดี๋ยวนี้เอง ก็มีเห็น แล้วก็มีได้ยิน แล้วก็มีคิดนึก แล้วก็มีความรู้สึกต่างๆ ความจำด้วย มีทุกสิ่งทุกอย่างทั้งนั้นเลย ด้วยความไม่รู้ แต่ฟังเพื่อเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ทีละเล็ก ทีละน้อย เป็นปกติ ไม่ใช่ต้องไปทำอะไรเลย ที่ผิดจากขณะนี้

    เพราะขณะนี้ ไม่ใช่เมื่อวานนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ยังไม่มาถึง แต่กำลังมีในขณะนี้ การที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่มีการเกิดขึ้น ต้องมีปัจจัย สิ่งที่เกื้อกูลอาศัยกันและกัน จึงเกิดขึ้นได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น แต่ก็เห็นมาโดยไม่คิด แล้วก็ไม่รู้ด้วย ว่าเห็นต้องมีตา ถ้าไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ ต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบกับตาด้วย เป็นสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ กำลังกระทบแล้ว ตลอดเวลาตาก็เกิดแล้วก็ดับ แต่ว่าก่อนที่จะดับก็มีการกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เป็นเหตุให้มีธาตุรู้เกิดขึ้น ธาตุรู้คือเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดเองไม่ได้เลย อย่างไรๆ ก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีตากระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วก็ถ้าละเอียดกว่านั้น ถ้าไม่มีกรรมในอดีต ที่จะทำให้เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ก็เห็นสิ่งนี้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้าเข้าใจจริงๆ กว่าจะเป็นคนที่นั่งอยู่ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีทุกสิ่งทุกอย่าง จิตเกิดดับนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ลืมตาจนถึงเดี๋ยวนี้ เห็นมากมายหลายอย่าง ลืมว่าจิต และเจตสิกเกิดขึ้นทำงานอย่างเร็วมาก ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ แต่ว่าตามความเป็นจริง คือเห็นสิ่งที่จิตรู้ ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นรู้ คือเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง พวกนี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็มีผู้ที่กล่าวว่า พระธรรมที่ทรงแสดงนั้นยาก เพราะว่าเห็นเกิด แล้วก็ดับ แล้วก็ไม่ใช่ใคร มีปัจจัยที่เหมาะสมที่จะให้เกิดเห็น เห็นจึงเกิดได้ แล้วใครจะมารู้ความจริงอย่างนี้ได้ โดยตลอด โดยลึกซึ้ง โดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้นก็เริ่มเข้าใจถูก ว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ซึ่งกำลังปรากฏเพื่อให้เราได้ค่อยๆ เข้าใจตาม และรู้ว่าที่ทรงแสดงธรรมว่าสิ่งที่มีจริงนั้น ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม ธรรมทั้งหลาย สัพเพ ธัมมา อนัตตา คำว่า อนัตตา ก็คือว่าไม่ใช่สิ่งที่เที่ยง ที่จะยึดถือว่าเป็นเราเป็นเขา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ นี่ก็ลึกซึ้งแล้วใช่ไหม เห็นเป็นไมโครโฟน เห็นเป็นเก้าอี้ เห็นเป็นคน แต่ความลึกซึ้ง ก็คือว่าสิ่งที่ปรากฏกว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ ต้องจิตเกิดดับนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นตั้งแต่เช้ามา จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ นับประมาณจิตไม่ได้เลย แต่ละหนึ่งขณะ เร็วแสนเร็ว แล้วก็กำลังทำงานสืบต่อกันเป็นปกติ แต่ว่าไม่มีใครคิดถึงจิตเลย เห็นแต่สิ่งที่ปรากฏ สิ่งนั้น สิ่งนี้ ต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ เมื่อเช้านี้เราก็เดินตักอาหาร โน่นบ้าง นี่บ้าง ถ้าไม่มีจิต เจตสิก ไม่มีการที่จะกระทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้เลย แต่เราก็ไม่คิดเลย ว่าเบื้องหลัง ของสิ่งที่ปรากฏก็คือธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นรู้ทุกอย่างที่ปรากฏ เป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็นแจ้ง ความต่างกัน อาหาร เช่น ผัก เรารับประทานสลัดเมื่อกี้นี้ หลายชนิด ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นไม่เห็นแจ้งว่าแต่ละหนึ่งหลากหลาย ก็ไม่มีการที่จะเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    เพราะฉะนั้นทั้งหมดก็คือว่าสิ่งที่มีจริงๆ ก็คือจิต ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ และเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต ใครชอบถั่วลิสงเมื่อเช้านี่บ้าง เห็น กว่าจะเป็นถั่วลิสง แล้วก็ความชอบก็อาศัยการเห็นนั่นแหละเกิดขึ้น นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้รู้เลยว่าจิตและเจตสิกทั้งหมดนั่นแหละ ไม่ใช่เรา อีกคนหนึ่งไม่ได้ชอบถั่วลิสง ชอบขนมปังปิ้ง ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าจะเป็นขนมปัง และกว่าจะไปปิ้งมา แล้วก็ยังมีการทาเนย แล้วก็โรยนม แล้วก็สารพัดอย่าง จิต เจตสิกทำงานทั้งหมด ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น เป็นธาตุรู้ที่มองไม่เห็น ไม่มีสีสัน วรรณะเลย แต่เกิดขึ้นทำงานตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีจิตเกิด ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลเลย เป็นดอกไม้ ต้นไม้ เป็นอะไรต่างๆ โดยที่ว่าไม่ใช่ ใครเลยทั้งสิ้น

    แต่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหมด ที่ใช้คำว่ามีชีวิต เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้ ใครก็บังคับไม่ได้ใช่ไหม เกิดตามเหตุ ตามปัจจัย นี่เป็นเหตุที่ทำไมหลากหลายมาก แต่ละคน แต่ละใจ แต่ละคิด แต่ละชอบ แต่ละไม่ชอบ ทั้งหมดเลย ก็เป็นนามธาตุซึ่งมองไม่เห็น ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเข้าถึงธาตุนี้ได้ ว่าเพราะธาตุนี้มี จึงปรากฏว่ามีสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นตัวเรา


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    11 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ