ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
ตอนที่ ๑๘๘๑
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่
วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ เพราะว่าส่วนใหญ่ไม่เรียนไม่ฟังธรรม ใครบอกว่าอะไรก็ตื่นเต้น เช่น ปฏิบัติ ไม่รู้เลยว่าอะไร แล้วทำทำไม ทำแล้วก็ไม่รู้ใช่ไหม เพราะไม่รู้ว่าปฏิบัติคืออะไรปฏิบัติ มาจากคำภาษาบาลี ปฏิกับปฏิ ปฏิ แปลว่า เฉพาะ ปฏิ แปลว่า ถึง เวลานี้เห็นเป็นสิ่งต่างๆ ความจริง สิ่งที่ปรากฏทางตาสว่าง แต่พอรู้ว่าเป็นสิ่งต่างๆ ขณะนั้นมืดแล้ว เพราะไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ปรากฏเพียงขณะเดียว คิดดูเพราะฉะนั้นจะอยู่ในโลกของความมืดมากกว่าหรือเปล่า
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการได้ฟังพระธรรมเลย โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง แต่ว่าปรากฏกับความไม่รู้เลยว่าขณะนี้ ไม่ใช่เราเลย แต่มีสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ ไม่มีใครไปเตรียมไว้ที่ไหนได้เลย แต่เมื่อมีปัจจัยพร้อมก็เกิด เหมือนอย่างไฟนี่ ถ้ายังไม่มีปัจจัยพร้อมก็ยังไม่เกิดใช่ไหม แต่พอมีปัจจัยที่ไฟจะเกิดไฟก็เกิดง่ายๆ อย่างไม้ขีดไฟ ยังไม่จุดไฟก็ไม่มี แต่มีปัจจัยที่พร้อมเมื่อไร ไฟก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามีอะไรรอคอยไว้ แต่ว่าสิ่งที่มีก็คือ นามธรรม กับ รูปธรรม รูปธรรม ไม่รู้อะไรเลย แต่จิตกับเจตสิกทั้ง ๒ อย่าง เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน อาศัยกัน และกันเกิดขึ้น และต้องเป็นธาตุรู้ แต่ว่าเมื่อจิตเป็น ๑ เจตสิกเป็น ๕๒ จิต ๑ คือเกิดเมื่อไร ก็ต้องเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ ส่วนเจตสิกแต่ละ ๑ ก็มีกิจหน้าที่เฉพาะเจตสิกนั้นๆ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ปรากฏอย่างนี้ใช่ไหม แต่ว่าเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ การฟังก็รู้ว่าปัญญามีหลายระดับ ขั้นฟังนั่นก็เป็นเรื่องราวของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แต่สิ่งนี้ที่กล่าวถึงก็ยังไม่ปรากฏ แต่ถ้าปรากฏ ก็ต้องตามความเป็นจริงอย่างนั้น
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์ นิมิต หรือว่า เครื่องหมาย หรือ อาการปรากฏที่เป็น นิมิตของตัวสภาพธรรมเนี่ย จะต่างจากนิมิตที่เป็นบัญญัติอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีนิมิตจะมีบัญญัติได้ไหม
อ.ธิดารัตน์ ถ้าไม่มีนิมิต ก็ไม่มีบัญญัติ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่มีจริงๆ จะมีนิมิตได้ไหม
อ.ธิดารัตน์ ยิ่งมีไม่ได้เลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจ สิ่งที่มีจริง คือ ธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะนั้นได้ จึงเป็นปรมัตถธรรม หมายความว่า ปรม + อัตถ + ธรรม รวมเป็นปรมัตถธรรม ธรรมทั้งหมด เป็น ปรมัตถธรรม เพราะเหตุว่า ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้ และ ก็เป็นสิ่งซึ่งแม้มีก็ยากที่จะเข้าใจต้องฟังนานใช่ไหม อย่างไม่มีอัตตา ไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งความลึกซึ้งของ ธรรม จึงเป็นอภิธรรม
เพราะฉะนั้น ตัวธรรมจริงๆ นั่นแหล่ะ เป็นปรมัตถธรรม แล้วก็เป็นอภิธรรมด้วย ต้องมีสิ่งที่มีจริง อย่างเห็นนี่มีจริงๆ และ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มีจริง แต่ว่าความไม่รู้ ว่าสิ่งที่มีจริงขณะนี้ เกิดแล้วดับเร็วมาก จักขุปสาทรูป เป็น รูป ที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา เกิดขึ้นเพราะกรรม เพราะฉะนั้นที่ตัวของแต่ละคนนี่ มีกลุ่มของรูปแต่ละกลุ่มเล็กมาก บางกลุ่มเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน บางกลุ่มเกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน บางกลุ่มเกิดจากอุตุความเย็นความร้อนเป็นสมุฏฐาน บางกลุ่มเกิดจากอาหารเป็นสมุฏฐาน นี่เป็นเหตุที่เราต้องรับประทานอาหาร มิฉะนั้นแล้ว รูปที่เกิดจากสมุฏฐานอื่น แม้ ๓ รูป นั้นก็ดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องอาศัยรูปที่มีรูปที่ค้ำจุน เพราะเหตุว่า รูปที่ทำให้เกิดรูปได้นี่ มีอยู่ในทุกๆ กลุ่มกลาปของรูปนั้น ก็เป็นเรื่องยืดยาวละเอียด แต่ก็ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ไปทีละเล็กที่ละน้อยว่า แม้อย่างนี้ก็เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะอะไร ไม่เห็นมีอะไรเกิดดับ แต่เห็น นิมิตตะ ของสิ่งที่มีจริงๆ อย่างสิ่งที่ปรากฏทางตา เวลานี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ จึงใช้คำว่า นิมิตตะ เครื่องหมายของรูป ซึ่งเกิดดับ จนกระทั่งปรากฏเป็น คิ้ว ตา จมูก ปาก เป็นรูปร่าง โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งต่างๆ แต่ต้องมีตัวธรรม ซึ่งเกิดดับ
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า สิ่งที่กำลังปรากฏทางตานี่ ก็ต้องมีอยู่ที่ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็เมื่อกระทบตา บ่อยๆ ก็ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ อุปมาเหมือนกับจุดก้านธูปดอกหนึ่ง แล้วก็แกว่ง จนกระทั่งเป็นวงกลม ทั้งๆ ที่มีก้านเดียว แต่ทำไมเป็นวงกลม ก็แสดงให้เห็นถึงการเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ ซ้ำๆ ซ้ำๆ จนกระทั่งปรากฏเป็น นิมิตตะ วงกลม ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏเป็น ดอกไม้ หรือว่า เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นขวด เป็นอะไรก็ตามแต่ ก็มีการเกิดดับของ ธรรม คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่มีส่วนผสมหลากหลายต่างๆ กัน ทำให้สิ่งที่กระทบตาปรากฏเป็นนิมิตต่างๆ
เพราะฉะนั้น ขณะนี้เพราะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่เกิดดับ จึงปรากฏเพียงนิมิต ของสิ่งที่ปรากฏซึ่งเกิดดับ ตอนนี้เข้าใจได้ใช่ไหม ถ้าไม่มีรูปใดๆ เลยทั้งสิ้น ก็ไม่สามารถที่จะมี นิมิต ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้รู้ได้ แต่เพราะเหตุว่าสิ่งที่ปรากฏทางตามี และ ก็กระทบตา และ ก็จิตเห็นเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ และ รูปที่ปรากฏก็เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เหมือนสว่างตลอดเวลา และ ขณะนั้นก็มีการปรากฏเป็น นิมิต รูปร่างสัณฐานต่างๆ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย จะมีนิมิตได้ไหม ไม่ได้ แต่เกิดแล้วดับเร็วจนปรากฏเป็นนิมิต
เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจนิมิตก่อนว่ามาจากไหน มาจากสิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าสิ่งที่มีจริงนั้นเกิดดับเร็วจนไม่รู้ จะรู้ต่อเมื่อปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน จึงเรียกว่า นิมิตหมายความว่า นิมิตของสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหูเหมือนกัน ทางจมูกเหมือนกัน ทางลิ้น รสต่างๆ ก็เหมือนกัน ถ้าเพียงเล็กนิดเดียวไม่สามารถที่จะบอกได้ว่ารสอะไร แต่พอใหญ่พอสมควร อย่างเกลือนี่ เค็มไหม น้อยสักเท่าไรก็เค็ม แต่ว่าน้อยลงไปกว่านั้นอีกก็ยังเค็ม เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพธรรมแต่ละ ๑ ซึ่งสามารถจะรู้ได้ เมื่อปรากฏ เกิดดับสืบต่อ จนกระทั่งเป็นนิมิต ปรากฏ
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มี ธรรม คือ ปรมัตถธรรมเกิดดับ นิมิตก็ไม่มี เพราะฉะนั้น เพราะการเกิดดับอย่างเร็ว ปรากฏเป็นนิมิต ไม่รู้ได้ไหม นิมิต เฉพาะคนเท่านั้นหรือ ที่รู้ว่าเป็นนิมิต แมวก็รู้ นกก็รู้ เพราะว่าไม่ใช่แมว ไม่ใช่นก ถ้าไม่คิดถึงรูปร่าง มีเห็น เห็น แล้วเกิดไปแล้วก็ดับไปปรากฏเป็นนิมิต เพราะฉะนั้นจิตที่รู้นิมิตนี่ ไม่ใช่รูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นสภาพของจิต ซึ่งขณะหนึ่งเห็น และ ขณะต่อไปก็สามารถที่จะรู้นิมิตของสิ่งที่เกิดดับ เพราะมีนิมิต ในขณะที่รู้นิมิต เครื่องหมายนั่นแหล่ะ รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้นการรู้ โดยอาศัยประการที่นิมิตนั้นเป็นอย่างนั้น จึงใช้คำว่าบัญญัติ ไม่ต้องเรียกชื่อได้ไหม รู้แล้ว คน ไม่ใช่แก้วน้ำ ไม่ใช่ดอกไม้ เพราะรูปร่างสัณฐาน โดยไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ถึงแม้ไม่ใช่คน แม้แต่สัตว์ อยู่ในห้องนี้ ก็เห็นอย่างนี้แหล่ะ แต่ไม่สามารถที่จะเรียกชื่อหรือเปล่า ถึงได้ ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร แต่คนนี่ ก็สามารถที่จะรู้มากกว่านั้นอีก คือ มีชื่อสำหรับเรียกสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็มีบัญญัติ ซึ่งเริ่มตั้งแต่อรรถบัญญัติ รู้ความหมายของสิ่งที่ยังไม่ต้องเรียกชื่อ ถูกต้องไหม แล้วก็ไม่พอ ยังต้องมี สัททบัญญัติ มีเสียงแต่ละเสียง ซึ่งแสดงให้รู้ว่า หมายความถึงอะไร
เพราะฉะนั้น อรรถบัญญัติ ก็อย่างหนึ่ง สัททบัญญัติ ก็อีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ได้โดยประการนั้นๆ คือ จะโดยเสียง หรือ รูปร่างสัณฐาน นั่นเอง ถ้าศึกษาต่อไปก็มีอีกมาก
อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ ความละเอียดลึกซึ้งของการเป็นผู้อาจหาญร่าเริงที่จะเข้าใจความจริง
ท่านอาจารย์ ไม่มีเรา ร่าเริงไหม หรือ เสียดาย เพราะฉะนั้นเมื่อความจริงไม่มีเรา อาจหาญที่จะรู้ความจริงนี้ไหม ว่าในที่สุดต้องไม่มีแน่นอน ในที่สุดคือเมื่อปัญญารู้จริงๆ แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึงที่สุดเนี่ยก็ยังมีเราอยู่เสมอ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ ก็ยังเป็นเรา เพราะฉะนั้นการที่จะไม่มีเรา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น บังคับบัญชาไม่ได้ เลือกไม่ได้แล้วก็ดับไป ไม่มีเราเลยจริงๆ เนี่ยพร้อมหรือยัง ยังมีทรัพย์สมบัติ ยังมีพี่น้อง ยังมีเพื่อนฝูง ยังมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีเราก็คือว่าไม่มีเลยสักอย่าง ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี มีทรัพย์สมบัติมากไหม อยู่ไหน เวลานี้มีไหม ไม่ปรากฏเลยว่ามี เพียงจำว่ามี แต่ว่าจำไว้ แต่ว่าความจริงอาจจะหายไปแล้วก็ได้ กลับไปบ้านไม่เหลือเลยก็ได้ ใช่ไหมเพราะฉะนั้นมีจริงๆ หรือเปล่า เพียงแต่เข้าใจว่ามี จำว่ามี เพราะฉะนั้นพอเห็นอีก เอ้าก็มีอีก ยังอยู่ ยังเป็นเรามีอยู่นั่นแหล่ะ จนกว่าเมื่อไรไม่มี เมื่อนั้นจึงจะรู้ว่าไม่มีแม้แต่เรา เพราะอะไร เห็นมีจริงๆ เห็นดับไปแล้ว และ ที่ว่าเราเนี่ยอะไร ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีคิดนึก ไม่มีรูป ไม่มีอะไรเลย เราก็ไม่มี
เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงก็ไม่มีอยู่แล้ว แต่เข้าใจสิ่งที่เกิดดับสืบต่อนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉนั้นอาจหาญร่าเริงที่จะรู้ธรรม ซึ่งถ้าปรากฏจริงๆ จริงๆ อย่างที่ว่านี่ มืดสนิท หายไปไหนหมดเลยทุกคน เพราะว่าขณะนั้นไม่ใช่เห็น เป็นเสียง กับจิตที่กำลังรู้เสียง เพราะฉะนั้นโลกแต่ละโลก ก็คือการเกิดขึ้นของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ได้พร้อมกันเลย เห็น ไม่พร้อมได้ยิน ไม่พร้อมด้วยกลิ่น ไม่พร้อมคิดนึก แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้นถ้ารู้ความจริง เห็นขณะนั้นโลกยังเหลือไหมเนี่ย ห้องนี้ยังมีไหม นั่นคือสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏ ให้เข้าใจถูกต้องว่า ไม่มี เริ่มจากขณะที่ฟังเข้าใจจนกระทั่งสภาพธรรมปรากฏเท่านั้น ยังละความเป็นตัวตนไม่ได้ ถ้าสมมติว่า ไม่ใช่ปัญญาจริงๆ ตกใจมากเลย หายไปหมดเลย สิ่งที่ดีเดี๋ยวนี้ไม่เหลือเลย ซึ่งความจริงเป็นอย่างนั้น แต่เพราะเหตุว่าไม่ใช่ปัญญาที่ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจว่าไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นการที่ยังมีเราอยู่แล้วก็เกิดหายไปทันทีทันใด ขณะนั้นก็น่าตกใจใช่ไหม
เพราะฉะนั้นบางคนเนี่ยก็อยากจะปฏิบัติธรรม ไม่รู้อยากจะรู้อะไร แต่ถ้าถาม ก็บอกว่าอยากจะรู้การเกิดดับ ลองรู้จริงๆ สิ ถ้าไม่ใช่ปัญญาเป็นอย่างไร ก็ต้องน่ากลัวใช่ไหม แต่เพราะไม่รู้จริงก็ติดข้องเหมือนกับว่าได้รู้ความจริง เพราะฉะนั้นขณะนั้น ปัญญาก็ไม่มี โลภะความติดข้องก็ไม่ได้ลดน้อยลง เพราะว่าไม่มีการรู้ความจริงเลย เป็นแต่เพียงความหลงผิด ความเข้าใจผิด
เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง แสดงทุกอย่าง ความเห็นผิดประการต่างๆ ก็ทรงแสดงไว้ ความเห็นถูกระดับขั้นต่างๆ ก็ได้ทรงแสดงไว้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่จะได้ยินคำว่า มรรคมีองค์ ๘ สัมมามรรคมีองค์ ๘ ทรงแสดงคู่กันเลย มิจฉามรรคมีองค์ ๘ ให้รู้ ให้เทียบเคียง ให้เข้าใจว่า ขณะไหนผิด ขณะไหนถูก แล้วก็ยังมีต่อไป มิจฉัตตะ ๑๐ สัมมัตตะ ๑๐ หมายความว่า ความเป็นจริงๆ ที่ถูกต้อง กับความเป็นที่ไม่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้นคนที่ ประพฤติผิด ปฏิบัติผิด เข้าใจผิด ก็เข้าใจว่ารู้แล้ว แต่รู้ผิด เป็นมิจฉาญาณ อีก ๑ เป็น ๙ แล้วก็ทางสัมมาญาณนี่ไม่ผิดเลย รู้ตามความเป็นจริง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เมื่อมีมิจฉามรรค ก็มีมิจฉัตตะ คือ ความเป็นผิดคิดว่าได้บรรลุธรรมแล้ว เป็นมิจฉาญาณ แล้วก็มิจฉาวิมุต คือ เข้าใจว่าพ้นจากความติดข้อง ได้ประจักษ์สภาพธรรมตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีความจริงอย่างนี้ที่ผิด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง แต่เพื่ออุปการะเกื้อกูลให้พ้นจากความเห็นผิด โดยประการทั้งปวง ก็ทรงแสดงไว้ทั้ง ๑๐ อย่าง ที่เป็นมิจฉา ๑๐ และ ที่เป็นสัมมา ๑๐
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ พึ่งใคร คนอื่นซึ่งไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะถูกได้ไหม เพราะฉะนั้นบางคน ก็ไม่ฟังธรรม โดยไม่รู้คุณค่าเลยว่า ธรรมที่ได้ฟังจริงๆ มาจากไหน มาจากใคร พูดเรื่องอะไร แต่ตรงกันข้าม เมื่อไม่ฟังธรรมแล้วฟังใคร ฟังใครก็ได้ที่บอก แล้วจะถูกต้องได้อย่างไร แล้วถ้าไม่ฟังธรรมเลย จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรถูกอะไรผิด ถูกคือตรงกับสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ไม่คลาดเคลื่อน ผิดคือไม่ได้ทำให้เกิดความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่กำลังมี
เพราะฉะนั้นก็เทียบเคียงได้ ได้ฟังธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ได้ฟังความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง แต่ถ้าได้ฟังสิ่งอื่น แต่ไม่สามารถที่จะทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏขณะนั้น ก็ไม่ใช่ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และ ทรงแสดง
อ.คำปั่น ก็คงจะได้ฟังข้อความที่ท่านอาจารย์ยกมาจากพระไตรปิฎก ที่บอกว่าน่าอัศจรรย์พระพุทธศาสนาที่ทำให้ผู้ศึกษาได้รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ใช่ไหม เพราะว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ทรงแสดงโดยละเอียด โดยประการทั้งปวง ซึ่งก็เป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูล ให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจถูกตามความเป็นจริงของธรรม ถูกคือถูก ผิดคือผิด กราบท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ และอีกประการหนึ่ง คือ พระธรรมยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง ไม่ต้องกลัวไม่ต้องเกรงใจ เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดที่จะทำให้สามารถเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น การสอบถาม การสนทนาธรรม การไต่ถาม ก็ยิ่งทำให้ได้เข้าใจขึ้น เปิดเผยพระธรรมที่ทรงแสดงแล้วให้รุ่งเรือง คือ ให้คนอื่นได้สามารถที่จะเข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นบางคนเนี่ยไม่ถาม ไม่ทราบทำไม เกรงใจ หรือกลัวว่า ถามเรื่องอะไร แต่จริงๆ แล้ว ทุกคำถาม มีคำตอบ เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ
อ.อรรณพ กราบท่านอาจารย์ ทุกอย่างเนี่ยเกิดจากเหตุปัจจัย แม้การที่จะเข้าใจ ธรรมเนี่ย ก็ต้องเป็นเหตุปัจจัย ซึ่งเมื่อที่มูลนิธิเราก็สนทนา สัปปายสัมปชัญญะกัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่ทรงแสดงก็คือว่า ความจริงทุกขณะที่เกิดแล้วเพราะปัจจัย เพราะฉะนั้นถ้าจะไปพูดถึงว่าบุคคลสัปปายะ ต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจสามารถที่จะทำให้คนอื่นได้เข้าใจขึ้นได้ พูดถึงสถานที่ใช่ไหม เราก็ไม่จำเป็น เพราะเหตุว่ากำลังฟังอยู่แล้ว ยังจะต้องไปคิดถึงสถานที่อะไรอีกใช่ไหม เพราะจริงๆ แล้วก็สถานที่นี้แหล่ะ ที่กำลังมีการสนทนาธรรมนี่ ก็ทำให้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีแล้ว เกิดแล้วตามความเป็นจริง ว่าต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ถ้าเราไม่มีการจัดการสนทนาธรรมเลย พร้อมไหมที่จะฟัง
อ.อรรณพ ไม่มีโอกาส
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ ถ้าจัดเตรียมพร้อมแล้วไม่มีใครพูด พร้อมไหม ก็ไม่พร้อม เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เดี๋ยวนี้แหล่ะ ก็แสดงความพร้อมอยู่แล้ว
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์ สัปปายะ ในที่นี้หมายถึงว่า เหมาะควร ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อุตุ หรือว่า การฟังธรรม หรือ พระธรรม ในบทใดบทหนึ่ง เป็นปัจจัยแก่กุศลอย่างเดียวใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ก็คงไม่ต้องคิดมาก กำลังฟังอยู่ปวดท้อง สัปปายะไหม
อ.ธิดารัตน์ ไม่สัปปายะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็คือสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้แหล่ะ ก็ทรงแสดงให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า ยังพร้อมอยู่ที่จะได้ฟัง ก็ฟัง
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์ ถึงแม้มีทุกข์ทางกายเนี่ย แต่ถ้ามีการพิจารณา หรือว่า รู้ลักษณะของทุกข์ ตามความเป็นจริง ก็สัปปายะใช่ไหม ตอนนั้น
ท่านอาจารย์ ต้องใช้ชื่อไหม
อ.ธิดารัตน์ ก็ไม่ต้องใช้ชื่อ
ท่านอาจารย์ ชอบชื่อกันมากเลย ชอบจริงๆ สัปปายะคืออะไร ก็เป็นชื่อทั้งนั้นเลยแต่ทั้งหมดคือความจริงที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นพูดถึงความจริงที่กำลังมี ก็สามารถที่จะเข้าใจข้อความในพระไตรปิฎกได้ ไม่ว่าใครจะกล่าวโดยนัยใดก็กำลังมีในขณะนี้ แต่น่าคิด น่าไตร่ตรอง มิฉะนั้นก็คิดเอง เช่น บอกว่าละชั่ว จริงไหม ไม่รู้เลยว่าชั่วคืออะไร ละได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่พูดได้ใช่ไหม ละชั่ว
เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงไม่ใช่เพียงคำ ให้จำ ให้ฟัง แต่ให้มีความเข้าใจถูกต้องจริงๆ ว่าชั่วคืออะไร ธรรมที่เป็นมูล เป็นเหตุ ให้ความชั่วทั้งหลายเกิดขึ้น ก็มี ๓ อย่าง เราพูดเสมอ โลภะ โทสะ โมหะ ความจริงน่าจะ โมหะ โลภะ โทสะ แต่โมหะไม่ปรากฏให้รู้ ที่ปรากฏก็คือโลภะทั้งวัน ไม่รู้ แล้วละได้อย่างไร แค่คำเดียว ละชั่ว เหมือนกับว่าพอได้ยินแล้วละเลย จะละกันใหญ่เลย โดยไม่รู้จักว่าแท้ที่จริงแล้ว ชั่ว คือ โลภะทั้งวัน แล้วจะละได้อย่างไร จะละได้เมื่อไร ตื่นขึ้นมามีโลภะไหม บางคนบอกไม่มี ไม่ได้ไปลักใคร ขโมยใคร ไม่ได้ไปโกงใคร ไม่ได้ไปพูดจาไม่ดีกับใคร เหมือนว่าไม่มีอกุศล ธรรมมฝ่ายเลว แต่ว่าตามความเป็นจริงต้องรู้ก่อน ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการรู้ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะพูดคำอะไรก็ตาม ใครจะพูดก็ตาม นักปราชญ์ชาติไหนภาษาไหนก็ตาม พูดแล้วต้องเข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่ว่าพูดโดยที่ว่าไม่ได้เข้าใจคำนั้น
เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม พูดคำที่ไม่รู้จัก ถูกต้องไหม พูดเก่ง พูดมาก แต่ว่าไม่รู้จักความจริงของคำที่พูดเลย เช่น ละชั่ว แม้แต่ละเนี่ย พอได้ยินแล้วก็เข้าใจ แต่ชั่วอยู่ที่ไหน แล้วละอย่างไร อยู่ดีๆ ชั่วเกิดแล้ว แล้วจะละชั่วได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้ามีการฟังพระธรรมมากขึ้น ความเข้าใจทุกคำที่ได้ยินก็จะชัด แล้วก็ตรงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจะให้พูดคำอะไรเอง โดยที่ว่าไม่ได้ไตร่ตรอง หรือว่า ไม่ได้ฟังจากการศึกษาโดยละเอียด ก็จะทำให้ความเข้าใจไม่พอ เพราะเหตุว่า พูดน่าฟัง ละชั่ว เหมือนดีแล้วทำอย่างไร อยากละมากๆ เลย บอกหน่อย จะละชั่วได้อย่างไร แต่ถ้าไม่รู้ว่าเมื่อไรชั่ว ไม่มีทางจะละได้เลย แม้แต่ความเห็นผิด ถ้ายังไม่เกิดจะรู้ไหม ว่านั่นเป็นความเห็นผิด ซึ่งไม่ใช่เรา เห็นไหม ยังต่อไปอีก เพราะว่าความเห็นผิดเกิดขึ้น เป็นใคร เพียงแค่สะสมมาที่จะคิดอย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้น เกิดคิดอย่างนั้น แล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด เป็นผู้ที่ละเอียด และก็จะต้องรู้ด้วยว่า ทุกคำไม่ใช่เพียงแต่คำที่ไม่มีเหตุไม่มีผล แต่พูดตามความนิยม หรือตามความคิด เช่น ละชั่ว เพียงแค่นี้ ไม่รู้ว่าชั่วคืออะไร จะละได้อย่างไร แต่พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงทั้งหมด ชั่วคืออะไร หนทางละ คืออะไร มีที่มาที่ไปตามความเป็นจริงทุกประการที่จะให้เข้าใจได้
เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ก็พูดคำที่ไม่รู้จัก ใครคิดว่ารู้จักก็ลองยกสักคำ แล้วจะรู้ว่ารู้จักจริงๆ หรือเปล่า คำไหนก็ได้
อ. คำปั่น ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสำคัญที่การได้เข้าใจความจริงตั้งแต่ต้นว่า คำที่กล่าวถึงนั้นคืออะไร แล้วก็มีจริงๆ ในขณะนี้หรือไม่ อย่างไร ประมาณนี้
ท่านอาจารย์ ต้องฉลาด ที่ฟังแล้วต้องคิด คิดแล้วต้องถาม คำตอบถูกหรือผิด คนฟังเองเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้เชื่อ เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง คนที่รับฟังแล้วนี่ จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน ก็ยังมีการสนทนาธรรมซึ่งเป็นมงคลด้วย จากการฟังต่างคนต่างฟัง ก็มีการสนทนาธรรมด้วย
อ.คำปั่น ก็อย่างเช่นที่ขณะนี้ สนทนาธรรม สนทนาธรรม คือ การกล่าวตรงกันในสิ่งที่มีจริงๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจถูกต้องตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920