ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
ตอนที่ ๑๘๘๒
สนทนาธรรม ที่ สวนสามพราน ริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม
วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
อ. คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ได้สนทนาในช่วงแรกเกี่ยวกับในเรื่องของการให้ทาน เป็นพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงด้วย
ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่ โดยมากเราก็คิดว่าเราจะสนทนาเรื่องหนึ่ง แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น ก็เป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิต แต่ละขณะ แต่ละวัน ซึ่งหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ศึกษาพระไตรปิฎก โดยตัวหนังสือที่เราคิดว่า พระธรรมข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอย่างนี้อย่างนี้ แล้วธรรมนั้นอยู่ที่ไหน เราก็เลยลืมทุกวันๆ ว่าแท้ที่จริงแล้ว การศึกษาธรรม เพื่อเข้าใจสิ่งที่มี ที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย และเราก็ไม่เลือกด้วยว่าจะเป็นอะไร แต่ขอให้ได้เข้าใจว่า ทุกคำที่ตรัส เป็นสิ่งที่มีจริง ทรงแสดงเพื่อให้ทราบว่าไม่ใช่เรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทาน การให้ หรือ อะไรทั้งหมด ก็คือให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะได้เข้าใจเรื่องทานนานาประการ แต่ก็ยังเป็นเรา แล้วก็ลืมไปแล้วด้วย
วันนี้ฟัง นับถูก กลับไปบ้านคิดมีกี่ข้อ นับถูกอีก ไม่กี่วันก็ลืม แต่ว่าตามความเป็นจริง จุดประสงค์ของการที่ได้ฟังธรรม ก็คือเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ เพราะว่าถ้าเราจะไปพูดเรื่องอื่น แต่ไม่พูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เราก็ไม่มีวันที่จะตั้งต้น ที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นทุกเรื่องที่เป็นหัวข้อของการสนทนา ก็ไม่ลืมว่าเพื่อให้รู้จักธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ไม่ว่าเราเคยให้ทานมาแล้วมาก หรือน้อย หรือว่ายังไม่ได้ให้แต่จะให้ แต่เรารู้ไหมว่าขณะนั้น ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม แทนที่เราจะไปคิดว่า ขณะนี้เจตนาผ่องใสในขณะที่ให้ ให้แล้วก็ผ่องใสไม่เสียดาย ก็เป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่าจิตจริงๆ ที่มีจริงๆ ยังไม่เคยรู้เลยว่าไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะฟังธรรมหัวข้อใด เรื่องใด หรือแม้คำใด แม้แต่คำว่า ทาน การให้ ก็ต้องเพื่อให้เข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นขณะที่กุศลจิต จิตที่ดีงามเกิดขึ้นแล้ว สามารถสละ สิ่งซึ่งขณะนั้นสละได้ แต่ว่าสละหมดได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ก็คือว่าเพื่อให้เข้าใจจริงๆ ก่อนอื่น ว่าทุกอย่าง ต้องเข้าใจ และไม่ลืมว่าเป็นธรรม คือมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป ไม่ว่าเราจะศึกษาธรรมเรื่องทาน ขณะใดที่เรารู้ว่ามีการที่ตั้งใจ เจตนาเกิดขึ้น ว่าจะให้หนึ่ง เคยมีไหม เจตนาที่จะให้ ขนะนั้นเป็นเราหรือไม่ ไม่ได้เคยคิดใช่ไหม ก็แค่ตัวหนังสือจำได้ แต่ความจริงแม้ขณะนั้นเจตนา บางครั้งเป็นกุศล บางครั้งเป็นอกุศล แต่ขณะใดก็ตามที่มีเจตนาที่จะให้ ขณะนั้นก็เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย คิดเรื่องอื่นมามาก แต่วันนี้คิดเรื่องให้ใช่ไหม และก็ไม่ใช่ว่าให้ทั้งหมดด้วย บางสิ่งบางอย่างที่ให้ได้
เพราะฉะนั้นความจริงก็คือทรงแสดงให้เข้าใจชีวิตจริงๆ ว่าการให้ ก็มีตั้งแต่เจตนา ตั้งใจที่จะให้ แล้วไม่ให้ ก็มี ใช่ไหม แล้วอย่างไร ทานระดับไหน ใช่ไหม แค่คิดว่าให้ แต่ก็ยังไม่ได้ให้ บางคนก็คิดว่าจะให้มากด้วย มากมายเลย แต่พอถึงเวลาจริงๆ ให้นิดเดียวก็ได้ ใช่ไหม นี่แสดงให้เห็นความเป็นอนัตตาของธรรม ว่าไม่ใช่เรา ซึ่งเป็นธาตุ ที่ได้สะสมความไม่รู้ความจริงมานานมาก ทำให้เกิดกิเลสนานาประการมากมาย ถ้าไม่ได้ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียด เกือบจะไม่รู้ว่า นั่นแหละคือแต่ละคน ที่ได้สะสมมามาก และนานแสนนาน
เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ที่ตรงที่สุดก็คือให้รู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นจะเห็นตามความเป็นจริงได้ว่า แม้แต่การให้เจตนาเกิดขึ้นชั่วขณะดับไป ยังไม่ได้ให้ก็มี หรือว่าให้ทันทีเลยก็ได้ ทันทีที่เห็นคนลำบาก คนยากไร้ ก็มีกุศล สภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่ได้สะสมมา แล้วก็ให้ ขณะนั้นก็มีเจตนาด้วย แต่ว่าให้ไปแล้ว บางคนก็เสียดาย สารพัดธรรมที่สะสมมามาก เพื่อที่จะให้รู้ตามความเป็นจริงว่า เพื่อเข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริงว่า เป็นธรรม มิฉะนั้นแล้ว พระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสมอกับธรรมอื่นๆ ในเรื่องการให้ ในเรื่องการรักษาศีล ในเรื่องความดีประการต่างๆ แต่ที่ต่าง ซึ่งไม่มีอะไรสามารถที่จะเทียบได้เลย ก็คือทรงแสดงให้เข้าใจตามความเป็นจริง ตั้งแต่ได้ฟังว่า ไม่มีเรา แต่เป็นธรรม แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลบ้าง แล้วก็เป็นอกุศลบ้าง
เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ตั้งแต่ต้น เพื่อเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นก็จะขาดการรู้เรื่องของสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ คือ จิต เจตสิก และรูป ซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกเรื่อง ทุกคำ ก็ต้องเป็น จิต เจตสิก และรูป ในอาการต่างๆ ในอาการของความโกรธ ในอาการของความเมตตา ในอาการของการให้ ในอาการของการที่จะวิรัติทุจริตต่างๆ เพราะฉะนั้น ก็คือว่าทุกครั้งที่ได้ฟังธรรม ต้องไม่ลืมว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง เนื่องจากความไม่รู้ที่ว่า ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา หนาแน่น เหมือนกับจะทำให้สามารถปฏิเสธได้ว่า ไม่มีเราได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ฟังมีเราตลอดกาล จะไม่ได้ยินแม้แต่คำว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นสองคำนี้ เรากับไม่ใช่เรา เดิมทีเดียวมีแต่เรา แต่พอฟังพระธรรม พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ทรงแสดง ก็ได้ยินคำว่า ไม่ใช่เรา ก็ลองคิดดู อะไรเป็นเรา เพราะไม่รู้ใช่ไหม ลองหาดู ว่าเดี๋ยวนี้ ที่นี่ สักอย่างหนึ่ง อะไรเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง นั่นคือความไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็เริ่มรู้จักตัวเองว่าไม่รู้จริงๆ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม จะไม่รู้แม้แต่ว่าไม่รู้เลย ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้ เพราะฉะนั้น เป็นคำที่ควรฟังอย่างยิ่ง คือ พระพุทธพจน์ ซึ่งเป็นวาจาสัจจะ จริงทุกคำ ไม่ได้ให้เชื่อ ฟังแล้วก็ไตร่ตรองว่าจริงไหม เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ไหนเรา เราอยู่ไหน ถ้ามีเราจริงๆ ก็ต้องตอบได้เราอยู่ไหน ไหนเรา
ผู้ฟัง ถ้าไม่ฟัง หรือขณะนี้ก็เหมือนว่า ทั้งตัวเป็นเรา
ท่านอาจารย์ ทั้งตัวจริงๆ หรือ
ผู้ฟัง ทั้งตัวจริงๆ หรือ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ ทั้งตัวจริงๆ หรือ ไหนตรงไหนตัว
ผู้ฟัง จริงๆ ก็ทราบว่าธรรมเกิดทีละหนึ่งขณะ หลังจากศึกษาแล้ว
ท่านอาจารย์ ตรงไหนตัว เมื่อสักครู่นี้บอกว่าทั้งตัวเป็นเรา ตรงไหนตัว
ผู้ฟัง คือจริงๆ แล้ว นั่งอยู่นี่
ท่านอาจารย์ อะไรนั่ง บอกว่านั่ง แล้วอะไร
ผู้ฟัง ถ้าโดยทั่วๆ ไปก็จะยัง
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ทั่วไป ไม่ต้องคิดถึงคนอื่นเลย
ผู้ฟัง กำลังนั่งอยู่
ท่านอาจารย์ กำลังนั่งอยู่ ไหนเรา นั่งเป็นเราหรือ หรืออะไรนั่ง
ผู้ฟัง คิดว่ายังเป็นเราอยู่
ท่านอาจารย์ คิด เพราะฉะนั้นไม่จริง เพราะหาไม่เจอ ถามว่าเราอยู่ที่ไหนเดี๋ยวนี้ หาเจอไหม ก็จำมาว่าเป็นเราตั้งนาน ไม่ลืมด้วย แต่พอถามจริงๆ ว่าไหนเรา หาเรามา ว่าอยู่ไหน เพราะฉะนั้นคำจริงกับคำไม่จริง ต่างกัน คำจริงสามารถเข้าใจได้ พิสูจน์ได้ทุกกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่ แต่คำไม่จริง อย่างเรา อยู่ไหน ไหนเรา เอาเรามาให้ดู ไหนเรา
ผู้ฟัง ถ้าท่านอาจารย์ถามแบบนี้ หาเราไม่เจอ
ท่านอาจารย์ มีจริงๆ หรือไม่ เมื่อไม่มี หาไม่เจอ แล้วบอกว่ามี ได้อย่างไร
ผู้ฟัง ก็เข้าใจว่า
ท่านอาจารย์ ถ้ามีก็ต้องหาเจอ แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วจะบอกว่ามีได้อย่างไร เริ่มรู้แล้วใช่ไหม ว่าไม่รู้ เพราะฉะนั้นฟังธรรม ประโยชน์สูงสุด คือ ได้ฟังคำว่า ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ใช่เรา เมื่อเข้าใจว่าเป็นความจริง ก็จะติดตามความเข้าใจอันนี้ให้มั่นคงขึ้น ถูกต้องหรือไม่ จริงหรือไม่ ทุกคำไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอก ไหนหาเรามา แต่จริงๆ ก็จำไว้เหนียวแน่นว่า มีเราเห็น เราได้ยิน
ท่านอาจรย์ ทีละอย่าง
ผู้ฟัง เราคิด
ท่านอาจารย์ ขณะได้ยินไม่เห็น เพราะฉะนั้นขณะที่เห็น เราเห็นหรือ
ผู้ฟัง คือต้องศึกษาแล้วถึงทราบได้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเป็นคำที่ควรฟังอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้รู้ว่า ไม่เคยรู้ แล้วก็เคยเห็นผิด เข้าใจผิด เพราะฉะนั้นคิดถึง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนี้ลืมไม่ได้ เราเป็นใคร และก็จะฟังใคร ฟังแล้วคิดว่าจะเข้าใจง่ายๆ หรือ เป็นใครมาจากไหน จะได้พอฟังแล้วเข้าใจได้เลย ไม่มีเราเลย เป็นไปไม่ได้เลย แต่ว่าฟังเพื่อที่จะสะสมความเห็นที่ถูกต้อง อีกนานทีเดียว กว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้ แท้ที่จริงแล้วก็มีอะไร ที่กำลังปรากฏ และสิ่งนั้นเป็นอะไร และความจริงถึงที่สุดก็คือ สิ่งนั้นมีแน่เมื่อเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มีแน่ใช่ไหม เกิดแล้วก็หายไปแล้ว หมดแล้ว เป็นอย่างอื่นไปแล้ว
เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย ตั้งแต่ตื่นนอนมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ มีอะไรเหลือบ้าง แม้แต่เดี๋ยวนี้ เสียงเมื่อสักครู่นี้ก็หายไปแล้ว คิดเมื่อสักครู่นี้ก็หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจจริงๆ ก็จะเป็นผู้ที่ไม่ได้หวังจะไปประจักษ์การเกิดดับ หรือว่าหมดกิเลส หรือว่ารู้แจ้งอริยสัจธรรม แต่สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีความเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น นั่นคือการละความติดข้องและความไม่รู้
ผู้ฟัง จากศึกษาแล้วก็ทราบว่า การที่จะไม่มีเราได้ ต้องเป็นปัญญาขั้นพระโสดาบัน ทีนี้ดูเหมือนท่านอาจารย์จะให้เราเริ่มต้น เข้าใจปัญญาของพระโสดาบันว่า ไม่มีเรา มีแต่ธรรม
ท่านอาจารย์ ปัญญาของปุถุชน ปัญญาของพระโสดาบัน และพระโสดาบันก็ได้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่เช่นนั้นเป็นพระโสดาบันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ฟังธรรม เพื่อเข้าใจถูก จนกว่าจะถึงความเป็นพระโสดาบันหรือไม่ เพราะฉะนั้นแม้แต่การฟังธรรม การศึกษาธรรม ก็ต้องตรงว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ไม่ใช่ไปศึกษาตัวหนังสือใดๆ คำใดๆ ทุกคำเป็นเพียงเสียงที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจให้ถูกต้อง อย่างเช่น ไม่ใช่เรา ภาษาไทย คนไทยเข้าใจได้ ไม่ต้องใช้ภาษาบาลี มคธีว่าอนัตตา แต่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีจริงๆ เห็นก็มีจริง เห็นเกิดแล้ว เห็นก็ดับ บ่อยๆ เข้าจะคุ้นเคยไหม ได้ยินมี ได้ยิน ได้ยินแล้วก็ดับ ค่อยๆ ชิน ค่อยๆ เข้าใจ ไม่ลืม และก็ฟัง เพื่อที่จะให้เข้าใจว่า ชีวิตไม่ได้มีแต่เห็น มีแต่ได้ยิน ยังมีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม
เพราะฉะนั้นทุกคนลืมเรื่องสะสมความเข้าใจ คือความเห็นถูก มุ่งแต่จะไปรู้ลักษณะของสภาพธรรม และเรื่องราวต่างๆ ของสิ่งที่มี แต่ไม่รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ชึ่งไม่ว่าใครจะได้รู้เรื่องราวมากมายสักเท่าไรก็ตาม แต่ไม่รู้ว่าขณะนี้ต่างหาก ที่เป็นสิ่งที่มีจริง ที่เริ่มฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เพื่อเข้าใจขึ้น ไม่ใช่เรื่องอื่น ก็จะทำให้ผู้นั้นสามารถที่จะเข้าใจ และรู้ว่าไม่ใช่เราจริงๆ
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า แล้วเราเป็นใคร นั่นหมายความว่า ต้องสะสมการฟังมากจริงๆ ถึงจะสามารถเข้าใจความจริงขณะนี้ได้
ท่านอาจารย์ เราเป็นวิสาขามิคารมารดาหรือไม่ เป็นอนาถบิณฑิกะหรือไม่ เป็นจิตตคหบดีหรือไม่ เป็นองคุลิมาลหรือไม่ เห็นไหม เราไม่ได้มีปัญญาระดับที่ฟังแล้วสามารถที่จะรู้ธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเรากำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏเพื่อเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนกระทั่งถึงเวลาที่ฟังแล้ว สามารถที่จะรู้ความจริง เพราะว่าได้อบรมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก โดยที่ว่าไม่ได้หวังอย่างจะไปเป็นพระโสดาบัน หรือว่าจะไปเป็นผู้ที่เป็นเอตทัคคะ ทางหนึ่งทางใด
จากไม่เข้าใจ และจะไปเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร แค่ปุถุชนที่หนาแน่นด้วยกิเลส และค่อยๆ จะเป็นกัลยาณปุถุชน คิดดูก็แล้วกัน เราจะข้ามไปถึงไหน แต่ว่าเราต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าความไม่รู้มีมาก ไม่ใช่บุคคลในครั้งพุทธกาล ล่วงเลยมาก็นาน และระหว่างที่ล่วงเลยมา กิเลสเพิ่มขึ้นเท่าไร ความไม่รู้มากแค่ไหน และต่อไป ถ้าไม่เข้าใจ วันนี้ เดี๋ยวนี้ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก็ไม่มีทางเลยที่จะเป็นผู้ที่เบาบางจากกิเลส เพราะฉะนั้นความเข้าใจวันนี้แม้น้อย มีแล้ว เป็นเม็ดพืชที่ต้องอาศัยการทะนุบำรุง จนกระทั่งสามารถที่จะเติบโต มีดอก มีผลได้ บนสวรรค์ก็มีดอกไม้ที่หลายพันปีกว่าจะบาน ผู้ที่อยู่บนสวรรค์ก็คอยเมื่อไรดอกไม้นี้จะบาน จนกระทั่งได้พบดอกไม้บาน แต่ว่าเราได้พบธรรม เข้าใจธรรม ที่กำลังมีหรือไม่
เพราะฉะนั้น แม้ว่าธรรมมี แต่ไม่รู้ไปเรื่อยๆ แล้วก็คิดว่าวันละนิดวันละหน่อย ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร นั่นก็ผิด เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีเลย ก็ไม่มีโอกาสเลย ที่จะถึงวาระนั้นที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้ยิน เพราะปัญญามีกำลังพอที่จะละ การยึดถือสภาพธรรมที่ยึดถือมานาน ด้วยความไม่รู้ว่าเป็นเรา
ผู้ฟัง นั่นหมายความว่า ในหมู่ผู้ฟัง เมื่อทราบว่า ฐานะของตัวเอง เข้าใจธรรมยาก สะสมความที่เป็นเรามามาก ก็มีทางเดียว คือ ฟังให้เข้าใจ สะสมความเข้าใจตรงนี้
ท่านอาจารย์ และก็รู้ด้วยว่าธรรมเป็นปกติ เพราะฉะนั้นฟังสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เข้าใจสิ่งที่มีตามปกติเมื่อใด นั่นคือ ความเข้าใจถึงระดับขั้น ที่จะสะสมความเห็นถูกเป็นสัจจญาณ ความจริงที่มั่นคงแน่นอนขึ้น
อ.คำปั่น ในความลึกซึ้งของความเป็นจริงของธรรมที่ว่า ธรรม คือเดี๋ยวนี้ อย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่คุ้นเลยกับธรรม เห็นไหม
อ.คำปั่น เห็น
ท่านอาจารย์ ได้ยินไหม
อ.คำปั่น ได้ยิน
ท่านอาจารย์ คิดไหม ทำไมรู้ เพราะเห็นมี แต่เพียงบอกว่าเห็นเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช้คำว่า ธรรม ชัดเจน และยังต่อไปอีกว่า สิ่งที่มีจริงนี่แหละเกิดแล้วจึงปรากฏว่ามี มีแล้วก็ดับไป แล้วจะบอกว่า ฟังเรื่องทุกอย่างเป็นธรรม และก็เป็นธรรม แต่ก็หาธรรม ไม่เจอ เพราะเหตุว่าเราไปใช้คำว่าธรรม แล้วเดี๋ยวนี้เห็นไหม เห็น เห็นนั่นแหละเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ต้องใช้คำว่า ธรรม เพราะฉะนั้นภาษากั้น ไม่ใช่น้อยเลย อย่างบางคนไม่ได้รับคำพูด เรื่องความจริงของธรรมเลย เพียงได้ยินก็ไปหาธรรม เข้าป่าก็มี ขึ้นเขาก็มี ไปไหนๆ ก็มี ไปหาธรรม ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ไม่มีคำถามเรื่องไม่มีธรรม หรือว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม เพราะว่าไม่รู้ว่า เห็นเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้ารู้อย่างนี้ ทุกอย่างที่มีเดี๋ยวนี้ เป็นธรรมทั้งหมด คือ เป็นสิ่งที่มีจริง
ผู้ฟัง การให้ด้วยความคิดนึก ด้วยความเป็นเราหนึ่ง ทุกคนก็ยังคิดว่าเราจะต้องให้ทาน ต่างกับด้วยความคิดนึกด้วยความเป็นธรรม หรือด้วยความเป็นความจริงที่คิดนึกอย่างไร มีความต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มี เพื่อให้รู้ว่าเราศึกษาอะไร เพื่ออะไร เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ มีการคิดเรื่องทานหรือไม่
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ไม่มี
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ไม่มี เพราะฉะนั้นจะศึกษาธรรม คือสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง ถ้าเดี๋ยวนี้มี ก็คือที่กำลังเป็นอารมณ์อยู่ตอนนี้ก็คือ กำลังคิดนึก
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ทุกคนคิดใช่ไหม หรือไม่มีใครคิด ต้องคิดแน่นอน แล้วก็ไม่รู้จักคิด คิดก็หมดไป แต่ละเรื่อง แต่ละวัน ลืมตาขึ้นมา เห็นแล้วก็คิด เดี๋ยวนี้ก็คิด คิดมาก จิตเป็นสภาพที่มากด้วยความคิด ถ้ารู้จริงๆ ว่า เห็นแสนสั้น ต่อจากนั้นคือคิดแล้ว ได้ยินก็เล็กน้อยมาก ต่อจากนั้นก็คือคิด เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของความคิด โดยไม่รู้เลยว่า เห็นไม่ใช่คิด ได้ยินไม่ใช่คิด
เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ว่าคิดมี แต่คิดเกิดแล้วก็ดับไปด้วย ไม่ได้อยู่ที่ไหนอีกแล้ว เพียงเกิดขึ้นคิดแล้วก็ดับไป นี่คือการศึกษาธรรมที่มีในชีวิตประจำวัน แต่ว่า กำลังฟัง ยังไม่ได้รู้จักคิดด้วย ยังไม่รู้จักเห็นด้วย ยังไม่รู้จักได้ยินด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง เพื่อเข้าใจสิ่งนั้น จนกว่าจะมั่นคง จนกว่าเป็นสัจจญาณ รู้แน่ว่าความรู้ใดๆ ที่ได้ยินได้ฟังมาทั้งหมด ไม่ว่าจะโดยการฟัง การอ่าน การสนทนา การคิด การไตร่ตรอง ก็เพื่อที่จะให้ความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และก็เป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นยากมากด้วย เพราะเหตุว่า ในขณะนี้ สภาพธรรม ก็เกิดดับไปนับไม่ถ้วน และไม่สามารถที่จะไปบังคับให้ไปรู้จักคิด หรือว่าไปเข้าใจเห็นในขณะนี้ แต่อาศัยการที่เป็นผู้ที่ฟังวาจาจริงอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้รู้ว่า แม้ขณะนี้ที่คิดก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราจะไปคิดเรื่องอื่นมากมาย อย่างไรก็ตาม ก็ไม่รู้ว่า ไม่ใช่เราที่คิด
เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ก็คือว่า ให้รู้จริงๆ ว่าไม่ใช่เรา แต่ให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ให้รู้ว่าศึกษาธรรม คืออะไร และเมื่อไร และเข้าใจอะไร ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ ทั้งหมดในพระไตรปิฎกที่อ่านจบ ไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ทุกอย่างเป็นธรรม เหตุที่เกิดด้วยเหตุและปัจจัย ถ้าเป็นสิ่งที่ดี หรือสิ่งไม่ดี ในสิ่งดังกล่าวสำเร็จ ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนใดๆ เลย อยากจะให้ท่านอาจารย์อธิบาย
ท่านอาจารย์ ไม่ว่าพูดถึงอะไร ต้องคืออะไรก่อน ทั้งหมดเป็นธรรม ทีละหนึ่ง ละหนึ่ง ละหนึ่ง จะชัดเจน ถ้ารวมไปแล้วก็ไม่รู้ว่าพูดเรื่องไหน ธรรมอะไร เพราะธรรม หลากหลายมาก มีปัจจัยเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีก ลองคิดถึงความหลากหลายว่าจะหลากหลายแค่ไหน แม้ดับไปแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย แต่ก็มีธรรม ซึ่งจากการที่เคยเกิดนั้นแล้วดับไป ก็ปรุงแต่งทำให้หลากหลายสืบต่อไปเรื่อยๆ จากเมื่อเช้าจนถึงเดี๋ยวนี้หลากหลายไหม
ผู้ฟัง หลากหลาย
ท่านอาจารย์ กลับมาอีกได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้ แล้วการทำร้ายผู้อื่น
ท่านอาจารย์ การทำร้ายผู้อื่นคืออะไร
ผู้ฟัง คืออกุศล
ท่านอาจารย์ อกุศลคืออะไร
ผู้ฟัง คือสิ่งที่ไม่ดี
ท่านอาจารย์ คืออะไร
ผู้ฟัง คือธรรม
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นเป็นอะไร
ผู้ฟัง ก็เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ แต่ธรรมหลากหลาย มีความคิด มีความจงใจ ที่จะทำร้ายหรือไม่
ผู้ฟัง ต้องมี
ท่านอาจารย ์เพราะฉะนั้น สภาพที่จงใจก็มีใช่ไหม สภาพที่ไม่รู้ก็มี สภาพที่ติดข้องก็มี สภาพที่ขุ่นเคืองก็มี เวลาทำร้ายคนอื่น มีความเมตตาสงสารคนนั้นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มีแน่นอน
ท่านอาจารย ์ไม่มี เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็เป็นสภาพธรรมที่หลากหลาย ไม่ใช่สภาพธรรมที่กำลังหวังดีใช่ไหม เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมจึงต้องละเอียด เริ่มลึกซึ้งเข้าใจจริงๆ ว่าอะไร ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร เรามองไม่เห็นเลย ว่าเป็นอะไรบ้าง แต่ความจริงเป็นจิตแต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ พร้อมเจตสิกหลากหลายมาก ซึ่งเกิดกับจิตแต่ละประเภท นี่คือสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น แต่ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในวันหนึ่งๆ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริง ชั่วขณะที่กำลังเห็นแล้วหมด ทั้งสิ่งที่ปรากฏให้เห็นและเห็น ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของสภาพธรรม ซึ่งเกิดสืบต่อปรุงแต่งเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ไม่จบ
เพราะฉะนั้นการศึกษาว่าในขณะนั้นที่ไม่ใช่เราเพราะอะไร ก็ต้องอาศัยความละเอียดที่จะรู้ความต่าง และความหลากหลายของสภาพธรรม เดี๋ยวนี้มีเราไหม
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ไม่มี
ท่านอาจารย ์ไม่มีเลยสักคนใช่ไหม ที่นี่
ผู้ฟัง ไม่มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ แล้วมีอะไร
ผู้ฟัง มีแต่สภาพธรรม ที่เกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ อะไร ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ไม่ปนกัน ปนกันไม่ได้เลย ปนแล้วเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทันที แต่จะไม่เป็นสิ่งนั้น ก็ต่อเมื่อทีละหนึ่ง เกิดเป็นอย่างนั้นแล้วดับไป แยกขาดโดยละเอียดยิบจึงจะปรากฏว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งละเอียดมากเวลานี้ ไม่ปรากฏกับอวิชชา กับปุถุชน แต่จะปรากฏกับปัญญาที่ได้อบรมแล้ว มิฉะนั้นก็ไม่มีการที่ใครจะดับกิเลสได้ ถ้าไม่รู้ความจริงอย่างนี้ ไม่มีใครเลย ไม่มีใครสักคน ไม่มีอะไรสักอย่าง แต่มีสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งยากที่จะรู้ได้ เพราะว่าละเอียดมาก และหลากหลายมากด้วย นี่คือความจริง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920