พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 327


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๓๒๗

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ผู้ฟัง บางทีอาจจะถูกกับอัธยาศัยของเราก็ได้

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้สภาพธรรมเกิดแล้วปรากฏตามการสะสม ซึ่งเป็นอัธยาศัย

    ผู้ฟัง เป็นอยู่แล้วใช่ หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เป็นอยู่แล้วทุกขณะ จะรู้ว่าอัธยาศัยอย่างไร ไม่ใช่ไปวาดภาพคิดเอง ว่าเราคงสะสมมาอย่างนี้ เราคงจะเป็นอย่างนั้น แต่ธรรมใดเกิดขึ้นปรากฏ นั่นส่องถึงอัธยาศัยที่ได้สะสมมา เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย

    ผู้ฟัง คนที่ไม่ได้นั่งฟังอย่างธรรมดาๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นวิธีที่ลำบากๆ อย่างนั้น เข้าป่าเข้าดง ไม่ถาม ไม่พูดกับใครอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนเมื่อไรคือผิดปกติเมื่อนั้น เพราะว่าสภาพธรรมเกิดแล้ว แล้วจะเปลี่ยนได้อย่างไร นอกจากเมื่อเกิดก็รู้ตามความเป็นจริงว่า เป็นธรรม ที่สะสมมาก็เกิดเป็นอย่างนั้น

    ผู้ฟัง คือคนอื่นไม่เห็นว่า ท่านองค์นี้ผิดปกติ หรือท่านอื่นๆ

    ท่านอาจารย์ จะเห็นได้อย่างไร ก็เป็นปกติของท่านแต่ละคน ท่านพระอานนท์ปกติเป็นอย่างไร

    อ.นิภัทร ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีภิกษุที่ปฏิบัติอย่างนี้องค์เดียว ใครอย่าไปเอาอย่างท่านนะ เอาอย่างไม่ได้

    ผู้ฟัง ก็แสดงว่าผิดด้วยใช่ หรือไม่

    อ.นิภัทร ไม่ผิด ก็ปฏิปทาของท่านอย่างนั้น ไม่ได้หมายความว่าท่านทำโดยงมงาย ท่านมีความรู้ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ ไม่ใช่เข้าป่าไปแสวงหาธรรม การปฏิบัติอย่าลืมว่า ไม่ใช่นั่ง ไม่ใช่นอน ไม่ใช่ยืน ไม่ใช่เดิน โดยอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งโดยเฉพาะ คือ ถ้ามีความเข้าใจธรรมดีแล้ว ธรรมเกิดตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะเหยียด จะคู้ จะก้ม จะเงย จะเหลียว จะแล จะเดินหน้าถอยหลัง ธรรมมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าเข้าใจแล้วขณะไหนก็ได้ คำว่า “ปฏิบัติ” หมายความว่า ธรรมที่เราฟังเข้าใจแล้วนั่นแหละเขาเกิดขึ้นทำหน้าที่ของเขา สมมติเราฟังเรื่องสติปัฏฐาน เข้าใจแล้ว เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติเกิด สติเกิดระลึกรู้สภาพธรรม รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางใดทางหนึ่งแล้วแต่ การที่สติเกิดระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารต่างๆ เขาเกิดขึ้นทำหน้าที่ของเขา เรียกว่า ธรรมปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีใครปฏิบัติ ถ้าขืนไปมีคนปฏิบัติ นาย ก. นาย ข. หรือภิกษุ ก. ภิกษุ ข. ไปปฏิบัติ ก็แสดงว่าเข้าใจธรรมไม่ตรง คลาดเคลื่อน เพราะว่าไม่มีใครปฏิบัติ เป็นแต่ธรรมเกิดขึ้นทำหน้าที่ ในทางอกุศลธรรมก็เหมือนกัน เวลาเราโกรธ ต้องปฏิบัติความโกรธหรือเปล่า เวลาโกรธ ก็ทำหน้าที่ของโกรธนั่นเอง โกรธเกิดขึ้นก็เป็นฟืนเป็นไฟ อาจใช้อาวุธใช้ไม้ตีเขา หรืออาจจะด่าเขาสารพัดสารเพ แปลว่าเราปฏิบัติความโกรธหรือเปล่า โกรธเกิดก็ทำหน้าที่โกรธ แล้วแต่จะแสดงอาการต่างๆ ในทางบุญกุศล การเจริญสติปัฏฐานก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปทำท่า ไม่ต้องไปทำที ไม่ต้องไปเดินแบบนี้ นั่งแบบนี้ อะไรแบบนี้ ไม่ต้องไปอย่างนั้น เพราะทำอย่างนั้น ทำอย่างไรๆ ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจธรรม และไม่เข้าใจว่าสติเกิดเป็นอย่างไร หลงลืมสติเป็นอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ แล้วจะไปทำให้สติเกิด จะไปทำให้ธรรมเกิด ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้

    ผู้ฟัง อยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ถึงอารมณ์ของจิต เช่น ไม่ว่าเราจะเห็น หรือได้ยิน สภาพที่เกิดในชีวิตประจำวัน ถ้าจะกล่าวว่า ได้ยิน คือแค่สภาพเสียง และเราก็คิดนึกต่อไป ก็เลยมาพิจารณาดูว่า จริงๆ แล้ว ไม่มีใครทำให้เราทุกข์ได้ นอกจากความนึกคิดของตัวเราเอง ก็เลยมีความสงสัยในเรื่องจิตที่รู้อารมณ์

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ท่านผู้ถามมีจิตหรือไม่ มี จิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตกำลังรู้ เพราะฉะนั้นแม้ขณะนี้จะมีจิต และมีสิ่งที่ปรากฏ เพราะจิตกำลังรู้สิ่งนั้น เป็นธรรมดา แต่ว่าพื้นฐานพระอภิธรรม คือ ธรรมที่กำลังมี ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นธรรมที่เกิดจึงปรากฏ แล้วที่จะเกิดได้ก็ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่ใครอยากให้อะไรเกิดแล้วสิ่งนั้นก็จะเกิดได้ เป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่จิต มีใครอยากมีไหม มีแล้วดีหรือเปล่า จิต กำลังเห็นนี่ดีไหม อยากมีไหม อยากมีต่อๆ ไปอีกไหม นอกจากเห็น ยังมีได้ยินอีก ยังมีได้กลิ่นอีก ยังมีลิ้มรสอีก คิดนึกอีก สุขบ้าง ทุกข์บ้าง อยากมีต่อๆ ไปอีกไหม นี่ก็แสดงให้เห็นว่า จะอยาก หรือไม่อยากอย่างไรก็ตาม บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีปรากฏเนิ่นนานมาแล้วในสังสารวัฏฏ์ แต่ไม่เคยเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง แม้ขณะนี้จะตอบว่ามีจิต เมื่อมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่จิตกำลังรู้ อันนี้คือการที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา และกำลังมีด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ละอะไรไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะรู้โดยชื่อ แต่ไม่ได้เข้าใจถูกต้องในสภาพธรรมที่มีจริงๆ

    เพราะฉะนั้นถ้าเพียงคำที่บอกว่า จิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ และตามธรรมดาในวันหนึ่งๆ ต้องมีเห็น เป็นเรา หรือเป็นธรรม ซึ่งกว่าจะรู้ว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรม เห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสิ่งที่ปรากฏเพราะถูกเห็น อะไรเป็นอารมณ์ของจิต ถ้าถามเรื่องอารมณ์ ก็ต้องหมายความว่า สิ่งที่จิตกำลังรู้ เพราะปรากฏให้รู้ได้ และจิตก็กำลังรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏ เพราะฉะนั้นทั้งวัน ไม่ว่าอะไรปรากฏ นั่นคืออารมณ์ของจิต ยังสงสัยในคำว่า อารมณ์ของจิต หรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้ามีสติพอที่จะระลึกสภาพของปรมัตถธรรมที่ปรากฏได้ ก็คงจะมีความเข้าใจได้แจ่มแจ้ง ทีนี้จากจริงๆ ในชีวิตประจำวัน จากการศึกษา ก็พอจะเข้าใจว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นอารมณ์ของจิตเห็น เสียงที่ปรากฏทางหู ก็คืออารมณ์ของหูที่ได้ยิน คือ การได้ยิน ทีนี้ทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป แต่ในชีวิตประจำวัน สภาพความเป็นเราเหนียวแน่น จนกระทั่งเราคิดต่อ ระลึกต่อ ก็เลยทำให้สับสนว่า จริงๆ แล้ว ขณะที่ทุกข์เกิด หรือคิดนึกเกิด จิตที่เกิด และรู้ลักษณะนั้น อะไรเป็นอารมณ์ของจิต

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ต้องไประลึกรู้ลักษณะของอารมณ์นั้นเลย การศึกษานี่ข้ามขั้นไปแล้ว เพราะว่าส่วนใหญ่ได้ยินคำว่า “ระลึกรู้” แล้วก็ยังสงสัยด้วยซ้ำไปว่า อะไรเป็นอารมณ์ของจิต ในเมื่อใช้คำว่า “ระลึกรู้” ต้องมีสภาพรู้ และสิ่งที่ถูกรู้

    อารมณ์หมายถึงอะไรก็ตามที่กำลังถูกรู้ ต้องมีจิตที่กำลังรู้ และสิ่งนั้นถูกรู้ ถ้ามีความเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจตามลำดับ ไม่ต้องไปคิดถึงสติ ไม่ต้องไปคิดถึงอะไรเลยทั้งสิ้น ส่วนใหญ่คิดเรื่องสติปัฏฐาน แต่ไม่ได้คิดเรื่องการอบรมความเห็นถูกในชีวิตประจำวัน สติปัฏฐานถ้าเกิดแล้วไม่มีความเห็นถูกต้อง มีประโยชน์อะไร แต่ว่าสติปัฏฐานก็เป็นอนัตตา ไปได้ยินคำว่า สติปัฏฐาน และได้ยินคำว่า จิต และได้ยินคำว่า อารมณ์ ก็อยากรู้เลย อยากรู้ว่า เมื่อไรสติเกิด และเวลาสติเกิดแล้วมีอะไรเป็นอารมณ์ ที่ถามหมายความถึงอย่างนี้ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ยกตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ดี เราก็รู้ว่า อันนี้เป็นผลของอกุศล อันนี้คือขั้นคิดนึกว่า เป็นผลของอกุศลที่เราได้ยินเสียงที่ไม่ดี แต่ความคิดนึกเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็คิดต่อเนื่องยืดยาว ทีนี้การคิดต่อเนื่องยืดยาวไม่ใช่ไม่รู้สึกตัว ก็รู้สึกตัว และจากการที่เราฟังธรรม เราก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ทีนี้ก็มีความสงสัยว่า ทำไมอารมณ์เหล่านี้ คือ สิ่งที่จิตรู้ และจิตรู้อะไรในขณะนั้น คือ ยังไม่เข้าใจลักษณะจิตที่รู้ลักษณะของนามธรรม

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้กำลังเห็น ยังไม่ต้องพูดเรื่องสติ มีสิ่งที่ปรากฏ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง มีสิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ใช่ เพราะมีจิต รู้แค่นี้ใช่ หรือไม่ ที่คุณสุกัญญาบอก และหลังจากนั้นก็คิดยาวเลย จริงๆ แล้วคุณสุกัญญาบอกว่า รู้สึกตัว ภาษาธรรมดา ใครก็รู้สึกตัวได้ใช่ไหม เป็นปัญญา หรือเปล่า ไม่เป็นแล้วจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อขณะไหนก็ตาม จะใช้คำอะไรก็ตาม แต่ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมตา หู จมูก ลิ้น กาย

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม อบรมให้มีความเห็นถูกในสิ่งที่มี ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเรา นี่คือเริ่มเข้าใจคำว่า อบรม ไม่ใช่ให้ไปทำ ไม่ให้ไปหวัง ไม่ใช่ให้ไปแยก ไม่ใช่ขณะนี้สติมีอะไรเป็นอารมณ์ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ยังไม่เข้าใจลักษณะของสติ เพียงแต่ได้ยินคำว่า “รู้สึกตัว” รู้สึกตัว เป็นคุณสุกัญญารู้สึกตัว ไม่ใช่สติที่เกิดเพราะเข้าใจว่า ขณะนี้ไม่ใช่เรา แต่มีจริงๆ เห็นก็มีจริง สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มีจริง

    นี่ขั้นฟัง ขณะที่ฟังถ้าโดยศึกษา จะทราบว่าไม่ใช่คุณสุกัญญา แต่เป็นจิตที่ประกอบด้วยโสภณเจตสิกซึ่งมีสติเกิดร่วมด้วย และมีเจตสิกอื่นๆ เกิดขึ้นทำกิจการงานอย่างรวดเร็ว เกิดแล้วก็ดับไปพร้อมจิต ไม่ต้องอยากจะไปรู้อันหนึ่งอันใดที่เป็นสติที่เกิดร่วมกับโสภณจิตในขณะนั้น ไม่ต้องไปอยากรู้ผัสสะ เวทนา สัญญาอะไร ฟังให้เข้าใจ อบรมความรู้ถูก ความเห็นถูก ถ้ามีความรู้ถูก ความเห็นถูก จะรู้ว่า ขณะไหนสติสัมปชัญญะเกิด ซึ่งไม่ใช่เรารู้สึกตัว ถ้าเป็นเรารู้สึกตัว ไม่มีทางที่จะเอาเราออกได้ และจะไม่เข้าใจด้วย สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เป็นเรื่องราวของสิ่งที่มี ซึ่งละเอียด ต้องไตร่ตรอง ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ขณะไหนเป็นกุศล ขณะไหนเป็นอกุศล ขณะไหนเป็นความเห็นถูก ขณะไหนเป็นเรา แม้ได้ยินได้ฟังก็เป็นเรารู้สึกตัว ถ้าจะเป็นเรารู้สึกตัว ก็จะเกิดความสงสัยอย่างที่คุณสุกัญญาสงสัย แล้วขณะนั้นมีอะไรเป็นอารมณ์ แต่ที่เคยฟังมาแล้ว อารมณ์คือสิ่งที่ปรากฏเมื่อจิตกำลังรู้สิ่งนั้น ค่อยๆ เข้าใจ แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏตลอด ทางตาก็มี ทางหูก็มี ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็มี แต่เพราะหลงลืม เพราะการได้ยินได้ฟังว่าเป็นธรรมน้อยมาก เมื่อเทียบกับความไม่รู้ ที่เนิ่นนานมาในสังสารวัฏฏ์

    เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่า การฟัง เพื่อสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องไปคิดเรื่องสติมีอะไรเป็นอารมณ์ เพราะว่าขณะใดก็ตามที่จิตเกิด ไม่ว่าจะเป็นอกุศลจิต ก็ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏกับจิต และจิตขณะนั้นก็เป็นอกุศล แล้วถ้าเป็นทางฝ่ายดี ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ปรากฏ จิตกำลังรู้สิ่งนั้น และธรรมฝ่ายโสภณก็เกิด และรู้สิ่งนั้นด้วย คือ ไม่ใช่ตัวตน ต้องมีความมั่นคงที่จะเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นสภาพธรรม

    ผู้ฟัง อย่างนั้นจิตที่เกิดดับอยู่ทุกขณะ ก็จะต้องมีสิ่งที่รู้อารมณ์ เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถทราบได้ พิจารณาได้ จนกว่าจะมีปัญญาที่จะเข้าใจลักษณะของปรมัตถธรรมที่แท้จริง

    ท่านอาจารย์ เรียนให้เข้าใจว่า ไม่มีเรา ไม่ใช่เรียนจนกว่าเราจะรู้ นี่เรียนไปจนกว่าเราจะรู้ใช่ไหมคะ หรือเรียนให้เข้าใจว่า ไม่มีเรา เป็นธรรม จริงๆ ยิ่งฟังยิ่งเห็นว่า เป็นธรรม ยิ่งเข้าใจถูกต้องว่า ไม่มีเรา ไม่ใช่เรียนไปจนกว่าเราจะรู้

    ผู้ฟัง เรียนไปก็เหมือนอยู่ในสมองว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน

    ท่านอาจารย์ สักครู่ ขอประทานโทษ เรียนไปเหมือนอยู่ในสมอง ไปเอามาจากไหน เพราะว่าขณะนี้มีเห็น ไม่มีใครไปแนะนำว่าให้อยู่ในสมอง หรือขณะนี้กำลังอยู่ในสมอง ก็ไม่ใช่ แต่ให้เข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรม แม้แต่ “ธรรม” คำเดียว สมอง เราพูดทำไม เป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง แต่เราคิดทุกขณะจิตเลยค่ะว่า ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน

    ท่านอาจารย์ คิดว่าอย่างไรคะ

    ผู้ฟัง ก็ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าสิ่งใดนี้ รวมไปหมดเลย แล้วจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเปล่า เพราะรวมไปหมดว่า ไม่ว่าสิ่งใด เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ความรู้ลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้น ต้องทีละอย่างค่ะ

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์บอกว่า ไม่ใช่ให้เรียนจนเราไปรู้ แต่ให้รู้ว่า ไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ อบรมความเห็นถูก อย่าลืมว่า ความเห็นถูกเป็นเราหรือเปล่า ที่จะรู้ถูกต้องว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ขณะที่กำลังเห็น ความเห็นถูกที่จะต้องสะสมไป ก็คือว่า เป็นธรรมที่กำลังเห็น

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์บอกว่า เรียนไม่ให้เป็นเรา ให้รู้ว่าเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เรียนให้รู้ว่า เป็นธรรม เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม ถ้าไม่เรียน ก็เป็นเราเห็น เราได้ยิน เราคิดนึก

    ผู้ฟัง แต่เหมือนกับความเป็นอนัตตาที่บังคับบัญชาไม่ได้ ก็เป็นเราเรียน

    ท่านอาจารย์ จนกว่าเมื่อไร

    ผู้ฟัง จนกว่าจะรู้

    ท่านอาจารย์ จนกว่าอบรมสามารถที่จะประจักษ์ความจริง ไม่ใช่มีตัวเราไปทำ ไปอบรม แต่ขณะกำลังฟัง ค่อยๆ เข้าใจ คือ ปัญญาที่กำลังอบรมให้เจริญขึ้น

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นขั้นนี้เหมือนปัญญายังไม่พอ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน ถ้าถามอย่างนี้ ปัญญาไม่พอหรอก จะพอได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ปัญญายังน้อยมาก คือ ยังเป็นเรา เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ น้อยที่สุดเลย น้อยมากๆ ๆ เลย

    ผู้ฟัง อยากให้ท่านอาจารย์อธิบายนามธรรม คือ จิต และเจตสิก ยังไม่เข้าใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งสนทนากับอาจารย์ท่านหนึ่ง เรื่องปสาทรูป ที่กล่าววถึงคนที่อายุมากขึ้น ปสาทรูปก็จะเสื่อมลง ทำให้เห็นภาพสิ่งที่ปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ แล้วเวลานี้กำลังเห็น ปสาทรูปเสื่อม หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ทราบครับ

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบ แล้วรู้ หรือไม่ ว่าขณะนี้มีปสาทรูป จึงมีเห็น

    ผู้ฟัง ตอนนี้มีปสาทรูป

    ท่านอาจารย์ แล้วไปคิดเรื่องปสาทรูปเสื่อมเมื่อไร อย่างไร ทำไมไม่เข้าใจให้ถูกต้องว่า ขณะนี้ไม่มีเรา แต่ที่จะเห็นได้ ไม่มีใครไปรู้ปสาทรูปได้ แต่เข้าใจได้ว่า ถ้าไม่มีปสาทรูป คือ รูปที่สามารถกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น กระทบอื่นไม่ได้เลย เพื่อให้เห็นว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ให้มีความเข้าใจถูกขึ้น ในความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่ของใคร ใครก็บันดาลไม่ได้ เพื่อที่จะมีความมั่นคงว่า ไม่มีเรา เป็นธรรมแต่ละลักษณะ นี่คืออบรมความเห็นถูกค่ะ ไปสงสัยเรื่องอะไร

    ผู้ฟัง เรื่องจิต อย่างพอปสาทรูป ...

    ท่านอาจารย์ สักครู่ ขณะนี้กำลังเข้าใจ หรือไม่ ที่กำลังฟัง เข้าใจไหม สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร ไม่มีคน ไม่มีวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสิ่งที่กระทบจักขุปสาท แล้วปรากฏเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ ต้องกระทบจักขุปสาททุกครั้ง จึงสามารถปรากฏเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ ฟังอย่างนี้เข้าใจ หรือไม่

    ผู้ฟัง เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจขณะนั้นเป็นท่านผู้ถาม หรือเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ขณะนั้นก็ต้องเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจ ไม่มีตัวเรา ก็ต้องเป็นธรรม สติมี หรือเปล่าขณะที่เข้าใจ ขั้นเข้าใจก็มีสติ แต่ยังไม่รู้ ใช่ หรือไม่ เพราะฉะนั้นอบรมจนกว่าจะเห็นถูก จนไม่มีเรา อบรมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก

    ฟังธรรม อย่าลืมว่า ไม่ใช่ว่าต้องไปทำอะไร แต่อบรม กำลังฟังให้เข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง แต่ที่สงสัย คือ ลักษณะของนามธรรม

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มี หรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจนามธรรมขณะนี้ จะสามารถเข้าใจนามธรรมขณะอื่นด้วย หรือไม่

    ผู้ฟัง ด้วย

    ท่านอาจารย์ แล้วจะหมดสงสัย เมื่อเข้าใจ เมื่อฟัง แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้งความจริง ก็ยังคงสงสัยอยู่ จนกว่าจะไม่สงสัย เพราะประจักษ์แจ้ง

    ผู้ฟัง แต่อยากให้อธิบายลักษณะของจิต และเจตสิก ที่บอกว่าเป็นเพียงรู้

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีเห็น เป็นเจตสิกอะไร

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เป็นจิต หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นจิต

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นจิต นั่นคือ เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ส่วนเจตสิกก็เกิดกับจิต เวลาที่จิตเห็นเกิดขึ้น จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภทเท่านั้น รู้ไหม ผัสสเจตสิก ไม่รู้ แต่มี เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะรู้ว่า แม้แต่เห็นขณะนี้เพียงชั่วขณะที่เห็นเกิดขึ้น ก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง ความเข้าใจขั้นคิดนึก คือ จริงๆ แล้ว พอฟังพระธรรม ก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ว่าโอกาสที่จะเข้าใจผิดก็สูงมาก เนื่องจากว่า ไม่ใช่เป็นปัญญาที่รู้ลักษณะปรมัตถธรรมที่แท้จริง ซึ่งจริงๆ แล้วต้องมีลักษณะของเราเข้าใจ กับลักษณะของปัญญาเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องที่กำลังคิด ระหว่างเราเข้าใจ กับปัญญาเข้าใจ ถูกต้องหรือไม่ เป็นเราแน่นอนที่คิด หรือใครคิดว่า ไม่ใช่เราที่คิดอย่างนี้

    ผู้ฟัง ทีนี้จะให้ความเข้าใจถูก และตรง

    ท่านอาจารย์ จะให้ หรือที่จะเข้าใจถูก และตรงได้ เพราะพิจารณาไตร่ตรองว่า สิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังถูกต้อง หรือเปล่าไม่ใช่ไปจะให้ตรง จะให้เป็นอย่างนั้น จะให้เป็นอย่างนี้ แต่ขณะที่กำลังฟัง ก็ไม่ใช่เราที่พิจารณาไตร่ตรอง เป็นธรรมทั้งหมด จะไตร่ตรอง จะคิดพิจารณา ก็เป็นธรรมทั้งหมด แต่เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เข้าใจถูกตามความเป็นจริงว่า ที่เรากล่าวว่า ทุกอย่างเป็นธรรม พอถึงเวลาจริงๆ เพียงแค่พูดว่า ทุกอย่างเป็นธรรม พอถึงเวลานี้ก็จะให้เป็นอย่างนั้น หรือจะให้เป็นอย่างนี้ ใช่ หรือไม่ ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรมจริงๆ กว่าจะมีความมั่นคง ก็คือว่าเมื่อฟังธรรมแล้วเข้าใจ แล้วแต่อะไรจะเกิด หรือเปล่า ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ เมื่อเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นธรรม สภาพธรรมปรากฏในขณะนี้เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย เปลี่ยนไม่ได้ บังคับไม่ให้เกิดไม่ได้ บังคับไม่ให้ดับไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า ก็มีเหตุปัจจัยจะให้เกิด มีความเข้าใจอย่างนี้มั่นคง หรือเปล่า ยังไม่ต้องไปถึงการประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม เพียงความมั่นคงว่า ขณะนี้เข้าใจ ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น ทำไมเดือดร้อน ในเมื่อเข้าใจอยู่แล้วว่า ทุกอย่างต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย เตรียมตัวไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะไม่ให้สงสัยก็ไม่ได้ จะไม่ให้คิดก็ไม่ได้ แต่สะสมความมั่นคงในการเข้าใจว่า เป็นธรรม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 167
    4 พ.ค. 2567