ปกิณณกธรรม ตอนที่ 958


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๙๕๘ สนทนาธรรมระหว่าง เดินทางไปนมัสการสังเวชนีย สถาน ประเทศอินเดีย วันที่ ๑๓ พฤศจิกายนพุทธ ศักราช ๒๕๕๙

    ท่านอาจารย์ แม้แต่คำที่ต้องละเอียด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ละเอียดนะคะ ไม่มีทางเข้าใจพระธรรมได้ ละเอียด รอบคอบ ลึกซึ้ง มั่นคงได้ในคำว่าไม่ใช่เรา เพราะเราพูดคำว่า..ไม่ใช่เรา..บ่อยมาก แต่ก็เป็นเรา แล้วจะถามเรื่องของเราต่อไป แต่ว่าถ้ารู้ว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง มั่นคงหรือยังคะ คือมั่นคงที่นี่ไม่ใช่เป็นมั่นคงคำเยอะๆ มากๆ เพียงแค่คำเดียวเนี่ยมั่นคงมั้ย ว่าจิตเกิดขึ้นหนึ่งดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย แต่ละหนึ่ง เจตสิกแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดพร้อมจิตใด ดับไปพร้อมจิตนั้น ไม่กลับมาอีกสักเจตสิกเดียว เรียกได้ว่าแต่ละหนึ่งซึ่งมีนะคะ มีชั่วขณะที่มีปัจจัยเกิดขึ้น เป็นอย่างนั้น แล้วดับเร็วปานใด พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ ทรงแสดง โดยละเอียดยิ่ง เพื่อใคร คนอื่นที่ไม่รู้จะได้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นต้องตรงค่ะ

    ผู้ฟัง ฟังธรรมเหมือนกัน อย่างเดียวกัน ความเข้าใจไม่เหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ แต่ละหนึ่งเห็นไหมคะ ถ้าแต่ละหนึ่งแล้ว จะสงสัยมั้ยเนี่ย นี่คือรอบรู้ หรือยัง มั่นคงหรือยังว่าแต่ละหนึ่งคือหนึ่ง ถ้ามั่นคงจริง ไม่สงสัยเลย เพราะว่าแต่ละหนึ่งนี่ จะเหมือนกันได้ยังไง แต่ละหนึ่งขณะจิตเกิด และก็ดับ สืบต่อเร็วที่สุดเหมือนไม่ดับเลย

    ผู้ฟัง แต่ความเข้าใจต่างกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะเป็นแต่ละหนึ่ง

    ผู้ฟัง ค่ะ แล้วจะเกื้อกูลกันได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เมตตามีมั้ย เป็นลักษณะยังไง เราใช้คำที่เราไม่รู้จักเลยค่ะ แต่ว่าเมตตาก็คือความเป็นเพื่อน ความเป็นมิตร เป็นเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เกิดแล้วดับค่ะ ทำหน้าที่ของสภาพธรรมนั้นๆ

    ผู้ฟัง ก็ต้องเป็นปัญญา

    ท่านอาจารย์ ปัญญาไม่ใช่เมตตา แต่ละหนึ่งนะคะ ทุกคำนี่ค่ะ รอบรู้จริงๆ มั่นคงจริงๆ ไม่เปลี่ยนจริงๆ แต่ละหนึ่งก็คือแต่ละหนึ่ง สติ ปัญญา เมตตา เป็นแต่ละหนึ่ง

    ผู้ฟัง ตราบใดที่ความเข้าใจเนี่ยไม่มั่นคงเพียงพอ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ก็ฟังให้ค่อยๆ มั่นคง ในแต่ละหนึ่ง เดี๋ยวนี้มั่นคงหรือยัง คำว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีปัจจัยเกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย เป็นหนึ่ง ไม่ย้อนกลับมา ไม่สามารถที่จะมาอีกได้เลยค่ะ เพราะแม้แต่จะเกิดก็เกิด อยากตามใจชอบ อยากจะให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เกิดเมื่อมีปัจจัย ที่จะให้เกิดจึงเกิดได้ เพราะแม้ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่ใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ก็ต้องเป็นไปตามปัจจัย

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะ ธรรมจะต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย พระตถาคตรู้ทางที่จะดับเหตุได้

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ความไม่รู้เดี๋ยวนี้มีมั้ย

    ผู้ฟัง มากมายค่ะ

    ท่านอาจารย์ จะดับได้รึเปล่า

    ผู้ฟัง มีหนทางที่จะดับได้

    ท่านอาจารย์ หนทางนั้นคืออะไร

    ผู้ฟัง ก็คือมรรคมีองค์ ๘ ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เห็นไหมคะ เป็นชื่อมาอีกละ ความไม่รู้มี มีปัจจัยที่จะเกิด เกิดแล้วก็ดับไป แต่จะดับไม่เกิดอีกเลยได้ไหม

    ผู้ฟัง ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะปัญญา

    ท่านอาจารย์ เพราะความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ตรงกันข้ามกับความไม่รู้ ขณะใดที่เข้าใจถูกขณะ นั้นก็ละความไม่รู้ ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะดับหมด ตามกำลังของปัญญา เพราะปัญญาขั้นนี้นะคะ ดับกิเลสไม่ได้ แต่เริ่มที่จะเข้าใจถูก รอบรู้หรือยังคะ มั่นคงหรือยัง นี่ค่ะคือการฟังธรรมเพื่อมั่นคง และรอบรู้ ไม่ใช่รู้อื่นเลยค่ะ รู้สิ่งที่มีจริงๆ ธรรมดาธรรมดาอย่างงี้

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ค่ะ นั่งฟังมานะคะ อย่างเช่นคำว่าแต่ละหนึ่ง แล้วก็ทุกอย่างเป็นธรรม มันเหมือนตรงกันข้ามกันเลยว่า ทุกอย่างเป็นธรรม กับแต่ละหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ทุกข์คือหนึ่งใช่ไหม หนึ่ง หนึ่ง หนึ่งใช่ไหม

    ผู้ฟัง ทุกข์คือหนึ่งหนึ่ง แล้วทุกอย่าง

    ท่านอาจารย์ หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง ทั้งนั้น เห็นก็เป็นเห็น เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ หนึ่งเห็นใหม่ไม่ใช่เก่า

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะ ทุกคำของพระพุทธองค์อ่ะ ก็เป็นธรรมอยู่แล้ว และก็ไม่ใช่สัตว์ตัวตนอยู่แล้ว แต่เพียงแต่ว่า ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ตามที่พระองค์ทรงตรัสรู้ใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ จุดประสงค์อย่างเดียว คือเพื่อเข้าใจ สิ่งที่มีจริง ซึ่งต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง ขออนุญาติเรียนถามความเป็นหนึ่งเนี่ย มันต้องเข้าใจพื้นฐานของสิ่งนั้นก่อน คือความเป็นจิตเจตสิกรูป ด้วยไหมครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ธรรมยากไหมคะ

    ผู้ฟัง ยากครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคำที่กล่าวถึงธรรมยากไหม

    ผู้ฟัง ก็ต้องยากด้วย

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องยากด้วย ทุกอย่างยากใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดว่า ธรรมง่ายเนี่ยไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นฟังคำไหนเข้าใจคำนั้น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่ง หลากหลายมาก ไม่ปะปนกันเลย เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

    ผู้ฟัง ก็ต้องพยายามเข้าใจพื้นฐานของแต่ละหนึ่งด้วย

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าฟังแล้วเข้าใจค่ะ พูดถึงอะไรเนี่ย พูดถึงสิ่งที่มีจริง อะไรมีจริงล่ะ ก็เห็นก็มีจริง เห็นเกิดเป็นเห็น ไม่มีใครไปทำได้เลย แต่มีปัจจัยที่เห็นจะเกิด เห็นจึงเกิดเป็นอื่นไม่ได้ แค่เกิดเห็นแล้วดับ หนึ่ง เห็นอีกครั้งนึง ก็ไม่ใช่เห็นก่อน นี่คือแต่ละหนึ่ง ได้ยินมีจริงจริง ฟังเรื่องได้ยิน ได้ยินไม่ใช่เรา แน่นอนค่ะถ้าฟังเข้าใจ แม้ว่าเคยเรามานานแสน ได้ประโยชน์ของการฟังที่เข้าใจให้ถูกต้อง ว่าแม้ได้ยินก็เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ฟังทำไมบ่อยๆ เพื่อกว่าจะรู้ความจริงว่า เป็นอย่างนี้ ตามลำดับขั้นของ ปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย สภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้เลยนะคะ มีปัจจัยเกิดแล้วดับ สะสมสืบต่อ เพราะฉะนั้นความเข้าใจวันนี้ ก็จะสะสมไปถึงวันต่อๆ ไป ไม่มีใครทำอะไรได้เลยนะคะ แต่ถ้าไม่ได้ฟังอีก หรือว่าฟังน้อยไม่พอ ก็ไม่คิดอีก ถึงธรรมที่ได้ฟัง ก็ยังสงสัยต่อไปอีก ในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็น การฟังเพื่อเข้าใจไงคะ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากเข้าใจ ไตร่ตรอง จนกระทั่งแต่ละคำนี่มั่นคง สภาพธรรมก็จะปรากฏตามความเป็นจริงได้

    อ.ธีระพันธ์ ท่านอาจารย์ครับ แล้วอยู่ในความมืดเนี่ย ก็มืดนี่แล้วจะสว่างได้ยังไง ที่จะรู้ความจริงก็ขณะนั้นมืด

    ท่านอาจารย์ เข้าใจเลยค่ะ

    อ.ธีระพันธ์ เข้าใจ สิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ทั้งๆ ที่สว่างอย่างนี้ยังไม่เข้าใจเลย เพราะฉะนั้นอะไรล่ะที่สว่าง เพราะๅเราคิดว่า ใช่ไหมคะ ขณะนี้สว่างแล้ว แต่เมื่อไม่เข้าใจก็ต้องมืดค่ะ แต่แม้ในความมืดสามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่ในความมืดได้ ลองคิดดูสิ แสงสว่างแค่ไหน ที่สามารถที่จะทำให้เข้าใจ สิ่งที่อยู่ในความมืดได้ ไปหาแสงไหนบอกมาสิคะ บอกให้นักวิทยาศาสตร์เข้าไป พยายามหาแสงมาส่อง ให้เข้าใจสิ่งที่อยู่ในความมืดได้ไหม แต่ความเข้าใจ สิ่งที่มี แม้ในความมืด แสงอื่นไม่สามารถที่จะเข้าใจ หรือทำให้เข้าใจได้ นอกจากปัญญา

    อ.ธีระพันธ์ คือผมก็มาพิจารณา ที่ท่านอาจารย์พูดถึงกับความมืด สว่างด้วยปัญญา ผมก็เลยคิดถึงว่า ขณะที่เสียงปรากฏ เสียงก็มืด เพราะว่าไม่ได้สว่าง ความเข้าใจก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ว่าเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกคำ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำจริงนะคะ ที่ควรที่จะเข้าใจ เนื้อความให้ถูกต้อง เดี๋ยวนี้นี่ค่ะ ที่ไม่เคยรู้ลักษณะของสิ่งที่มีเลยทั้งสิ้น มืดมั้ย นี่ค่ะตอนนี้ จะสว่างที่ไหน จะสว่างแล้วมืด กลางวันหรือกลางคืน ยังไงก็ตามแต่ แต่ทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้สภาพนั้นๆ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจะมืดยิ่งกว่าอะไรมั้ย ทั้งๆ ที่ปรากฎก็ไม่รู้ค่ะ เพราะฉะนั้นอวิชชาเป็นความมืด ความหลง ที่ไม่สามารถที่จะถึง การเข้าใจถูกต้องได้

    อ.อรรณพ ถ้าเกิดครับถ้ายังยึดมั่น เหนียวแน่นว่าเป็นสัตว์บุคคลขณะนั้นก็มืด เพราะว่าจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อวิชาความไม่รู้นะคะ เกิดกับอกุศลทั้งหมด ไม่เว้นเลยว่าจะมืดหรือจะสว่างยังไง ขณะที่อกุศลธรรมเกิด ก็ต้องมืด แต่ความจริงลองคิดดูนะคะ ว่า เราอยู่ในโลกมืด ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว อยู่ในความมืด เพราะว่าจริงจริงแล้วเนี่ย ถ้าโดยสภาวธรรมเนี่ย มีสิ่งเดียวที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ เท่านั้นที่สว่าง อย่างอื่นมืดหมด ธาตุรู้ จิตมืด เจตสิกทั้งหมดมืด เสียงมืด ได้ยินมืด กลิ่นมืด ทุกอย่างมืดนะคะ สิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็คือนี่แหละ ทางตานี่แหละ เพียงแค่ตาบอดสิ่งนี้จะปรากฏไม่ได้เลยทั้งสิ้น นี้่ป็นความมืดที่เราเข้าใจกัน ว่ามีมืดกับสว่าง เพราะฉะนั้นที่มืดก็คือว่าทั้งหมด เว้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่ค่ะค่อยๆ เข้าใจ ขณะที่กำลังเห็นนะคะ และเราสัมผัสสิ่งที่แข็ง เราไม่รู้หรอกว่า ขณะที่สัมผัสสิ่งที่แข็งขณะนั้นอ่ะ ไม่ได้สว่างอย่างนี้เลย แทนที่จะสว่างก็สลับ จนกระทั่งไม่ปรากฏลักษณะของสิ่งอื่น จึงปรากฏว่า กำลังคิดก็คิดในความสว่าง กำลังชอบก็ชอบในสิ่งที่สว่างทั้งหมดนะคะ เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้เลยนะคะ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เหลือเชื่อ ที่จะเป็นไปได้ ก็ลองคิดดูสิคะเนี่ย เหมือนกับสว่างหมด แต่ความจริงไม่ใช่นะคะ มืดหมด เว้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้แค่นี้ก็คนละโลกละ

    อ.อรรณพ อันนี้ เห็นประโยชน์ของปัญญา ที่รู้ความจริงมากๆ เพราะว่าตอนเนี้ยสวนทางเลยครับท่านอาจารย์ว่าตอนนี้ เรานึกว่าเราเห็นอยู่ตลอด สว่างอยู่ตลอด โรงแรมก็มีไฟเปิดสว่างตลอด แต่จริงๆ แล้วปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ว่า มืดมากกว่าสว่าง

    ท่านอาจารย์ ความจริงไม่มีเห็นคือทุกอย่างมืดสนิท แต่ว่าเห็นแล้วไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นเพียงเห็น ก็มืดด้วยความไม่รู้

    อ.อรรณพ แม้จะเห็น

    ท่านอาจารย์ อยู่ในโลกของความมืดมาทุกชาติ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เป็นแสงสว่างที่ค่อยๆ ส่องทีเล็กทีละน้อย จนกว่าสามารถที่จะสภาพธรรมปรากฏ ตามความเป็นจริง

    อ.อรรณพ ด้วยเหตุนี้ท่านถึงอธิบายเจตสิก ๒ อย่าง คือปัญญาเจตสิกกับโมหเจตสิก ว่าปัญญาเจตสิกเป็นวิชชา แล้วก็โมหเจตสิกเป็นอวิชชา ซึ่งเป็นสภาพที่สว่างแล้วก็มืด ตรงกันข้ามเลย

    ท่านอาจารย์ อยู่ในความหลงทุกชาติ ว่าสว่าง รู้นั่นรู้นี่ แต่ความจริงทั้งหมดนะคะ ถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ตามความเป็นจริงก็คือมืด แม้กำลังนั่งอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา

    อ.นภัทร กราบท่านอาจารย์ครับ บางครั้งสภาพที่ระลึกได้เห็นถูก ว่าเห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน ได้กลิ่นได้กลิ่น เกิดบ้างไม่ได้บ่อยครับ

    ท่านอาจารย์ เท่านี้ก่อน มาจากไหนที่เกิดได้

    ผู้ฟัง มาจากการฟังครับ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจระดับไหน

    อ.นภัทร ที่เจอะ

    ท่านอาจารย์ เพราะว่านะคะ ความเข้าใจขั้นฟัง เป็นอย่างหนึ่ง อย่างเราพูดถึงเวลานี้ค่ะ สว่างแต่มืดเพราะไม่รู้ ต่างกันแล้วใช่ไหมคะ ไม่เคยคิดเลย แต่ว่าได้ยินเนี่ยได้ยิน ก็ยังไม่ได้ปรากฏอย่างนั้น เพราะฉะนั้นความเข้าใจระดับที่จะรู้อย่างนั้นน่ะ ที่จะใช้คำว่าสติเนี่ย มาจากไหน เพราะเหตุว่า โดยนัยของพระธรรมที่ทรงแสดงนะคะ ทุกขณะที่สภาพธรรมที่ดีงามเกิดขึ้น ต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะว่าเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล นั่งๆ อยู่อย่างเงี้ยเป็นอกุศล อ่ะระลึกเป็นไปในกุศลเกิด แต่ขณะนั้นเป็นเรา เพราะไม่รู้ว่าขณะนั้นคือเจตสิกอะไรบ้าง ที่เกิดพร้อมจิตในขณะนั้น และหนึ่งเจตสิกซึ่งต้องเกิดทุกครั้ง ที่จิตฝ่ายดีเกิดขึ้นนะคะ คือสติเจตสิก เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล ไม่ไปดูที่อื่น แต่ฟังธรรมเป็นเราจะฟัง แต่ความจริงสติเจตสิกเกิดใครรู้เจตสิกนี้บ้าง ใครเห็นเจตสิกนี้บ้าง ใครรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เราบ้าง และจะรู้ได้อย่างไร เดี๋ยวนี้นะคะ มีแข็งใช่ไหมคะ กำลังรู้ที่ตรงแข็งเลยหรือเปล่า เห็นมั้ยคะ ทุกคนรู้ว่ามีแข็งหมดเลย โต๊ะแข็ง ดอกไม้แข็งอะไรแข็งหมด แต่กำลังรู้ลักษณะที่แข็งมั้ย ตรงแข็ง

    อ.นภัทร ตรงแข็งฮะ

    ท่านอาจารย์ ตรงแข็งเป็นธรรมดา มีใครบ้างไม่รู้แข็ง กระทบสัมผัสเมื่อไหร่มีแข็งปรากฏ มีใครบ้างไม่รู้ แล้วสติปรากฏไหม

    อ.นภัทร สติปรากฏตรงที่ระลึก ตรงที่สภาพแข็งปรากฏ ครับท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ นี่ค่ะ สติขณะที่กำลังปรากฏเกิด พร้อมกับปัญญาหรือเปล่า

    อ.นภัทร ปัญญาคือความเข้าใจถูก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องค่ะ แต่ในขณะที่สติเกิดต่างกับ ขณะที่กำลังรู้แข็งธรรมดา

    อ.นภัทร ครับ

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องไหมคะ เด็กก็รู้ว่าแข็ง แข็งมี และก็รู้แข็งเป็นประจำ จับช้อนช้อนแข็ง แต่บอกว่าจับช้อน จับถ้วยแก้ว ความจริงแข็งปรากฏ แต่บอกว่าจับถ้วยแก้ว เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังรู้แข็ง ตรงแข็งนั้นน่ะ เป็นธรรมดาหรือเปล่า ทุกครั้งที่

    อ.นภัทร แข็งปรากฏ ไม่ได้ปรากฏกับสติทุกครั้ง ที่บอกว่าไม่ได้ปรากฏกับสติเพราะว่า ผ่านเลยความแข็งตรงนั้นไป

    ท่านอาจารย์ ไม่มีการที่จะคิดว่า ผ่านหรือเลยเลย เพราะเหตุว่าสภาพธรรมนะคะ ขณะนั้นอะไรปรากฏ ไม่มีการที่จะคิด คิดไม่ใช่รู้แข็ง

    อ.นภัทร ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าเป็นธรรมดา

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เป็นธรรมดา แข็งปรากฏเสมอ เป็นธรรมดา กระทบสัมผัสเมื่อไหร่ แข็งก็ปรากฏเป็นธรรมดา

    อ.นภัทร แต่ในความธรรมดาที่รู้ในสภาพที่ปรากฏนั้น

    ท่านอาจารย์ ความรู้นั้นเกิดขึ้นอย่างไร มาจากไหน ทุกอย่างที่จะเกิด ต้องมีเหตุปัจจัยที่สมควร

    อ.นภัทร มาจากการฟัง

    ท่านอาจารย์ ฟังเข้าใจ ระดับไหน

    อ.นภัทร ก็เป็นการฟังเรื่อยๆ ฟังบ่อยๆ จนสามารถที่สติจะเกิดระลึกได้ จากสิ่งที่ได้ฟังครับท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความต่างขณะที่สติสัมปชัญญะเกิด รู้อะไร

    อ.นภัทร รู้ว่าแข็งกับสิ่งที่รู้แข็ง ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ ค่ะ รู้สภาพรู้เดี๋ยวนี้มั้ย

    อ.นภัทร บางครั้งไม่ได้ปรากฏกับสติ แต่ถ้าบางครั้งเนี่ย ที่สติเกิดระลึกได้ ก็ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เวลารู้ปรากฏ ปรากฏยังไง

    อ.นภัทร ปรากฏโดยความเป็นธรรมดา

    ท่านอาจารย์ เหมือนเดี๋ยวนี้มั้ย

    อ.นภัทร เหมือนเดี๋ยวนี้ครับ

    ท่านอาจารย์ ต่างกับเดี๋ยวนี้มั้ย

    อ.นภัทร ในขณะที่สติเกิดระลึกรู้ ในสิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ที่สภาพรู้ใช่ไหม ต่างกันยังไง

    อ.นภัทร ใช่ฮะ จะไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ ปนกับสภาพที่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต่างยังไงกับเดี๋ยวนี้

    อ.นภัทร ไม่ต่างฮะ

    ท่านอาจารย์ มิฉะนั้นนะคะ จะไม่มีปริยัติ ไม่มีปฏิปัติ ไม่มีปฏิเวธ มีแค่อย่างเดียว ขณะนี้สภาพธรรม ปรากฏสืบต่อกัน เร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่สภาพรู้ปรากฏ ต่างกับเดี๋ยวนี้ไหม

    อ.นภัทร ไม่ต่างฮะ

    ท่านอาจารย์ ไม่ต่างก็คือคิด คิดว่าเป็นสภาพรู้ ไม่ต่างกับเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวนี้ก็คิดได้แต่ไม่คิด แต่เวลาคิดก็คือคิดว่าสภาพรู้กำลังรู้ นี่คือปริยัติ หรืออาจจะไม่ใช่เลยก็ได้ เพราะเหตุว่าใครๆ ก็รู้ ไม่ต้องฟังเลยก็รู้

    อ.นภัทร แต่ที่รู้ถึงลักษณะของสภาพรู้ ว่ามีลักษณะอย่างเงี้ยที่เรียกว่าสภาพรู้

    ท่านอาจารย์ เป็นปริยัติ หรือเป็นปฏิปัติ

    อ.นภัทร ยังเป็นปริยัติ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่เหมือนกับ ขณะที่เป็นปฏิบัติ และไม่เหมือนกับขณะที่เป็นปฏิเวธ ทั้ง ๓ ขั้นนี้ต้องต่างกัน

    อ.นภัทร เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าถึง สภาพรู้จริงๆ ครับท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครไปเข้าถึงค่ะ เข้าใจขึ้นละไป เข้าใจขึ้นละไป เข้าใจขึ้นละไป จึงเข้าใจความเป็นอนัตตา มั่นคงขึ้น อันนี้สำคัญที่สุด สำคัญกว่าอย่างอื่น เพราะมีความเป็นตัวตน ซึ่งเรามองไม่เห็น แต่ความที่จะค่อยๆ ไม่ใช่เรา จะต้องมีสภาพธรรมที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ในแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง จึงรู้นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่เรา ขั้นปริยัติจนกว่าจะถึงขั้นปฏิปัติ ซึ่งยังไม่ถึงขั้นปฏิเวธ

    อ.นภัทร เพราะฉะนั้นการที่รู้แข็งก็ยังไม่ใช่ขั้นปฏิบัติ

    ท่านอาจารย์ และขั้นปริยัติล่ะคะ รู้แข็งที่ไม่ใช่ขั้นปริยัติมีมั้ย ค่ะ ทุกคนตอบได้ ถูกต้อง มีแน่นอน เพราะเหตุว่าถามใครก็แข็งทั้งนั้นแหละ เข้าไปในครัวสิคะ แล้วก็บอกนี้ก็แข็ง นั้นก็แข็ง นั่นไม่ใช่ขั้นปริยัติ แต่ก็รู้แข็ง เพราะฉะนั้นเราเรียนคำใช่ไหมคะ กายวิญญาณ มีมั้ย เคยผ่านหูมั้ย พระอภิธรรม ใช่ไหมคะ สภาพรู้ทางกายเท่านั้นเองค่ะ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว โดยไม่ได้ฟังปริยัติเลย แต่ธาตุรู้นี้ก็เกิดขึ้น ทางตาก็ต้องเห็นอย่างนี้ ไม่รู้เลยไม่ได้เคยฟังสักคำ แต่ก็ต้องมีเห็น ไม่รู้เลยไม่ได้ฟังสักคำ ก็มีการรู้แข็งเป็นธรรมดา

    แต่พอฟังพระธรรม และเริ่มเข้าใจถูกต้อง ว่าสิ่งที่มีทั้งหมดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ค่อยๆ เข้าใจแต่ละคำขึ้น ด้วยความที่ว่าไม่ใช่แค่จำ ไม่ใช่แค่คิดนะคะ อย่างแข็งไม่ใช่เรา เพราะอะไรคะ แข็งกระทบเมื่อไหร่ก็แข็ง แต่ก่อนนั้น เป็นทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย เป็นแขนเรา เป็นรองเท้าเรา เป็นผมเรา เป็นเรา หรือของเรา นั่นคือไม่ใช่ปริยัติ แต่พอปริยัติ และก็คือว่า แข็งเป็นสิ่งที่มีจริงนะคะ มีสภาพที่เกิดขึ้นรู้เมื่อไหร่ แข็งก็ปรากฏเมื่อนั้น แต่แข็งนั้นปรากฏเฉพาะกับสภาพรู้เท่านั้น ไม่ปรากฏกับสภาพขณะอื่น เช่นเห็น ขณะที่เห็นแข็งไม่ปรากฏ ขณะได้ยินแข็งไม่ปรากฏ แข็งจะปรากฏต่อสภาพที่กำลังรู้แข็ง นี่ปริยัติ แต่ลักษณะที่ไม่ใช่เราไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ยังไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะปรากฏ เป็นปฏิเวธก็ต้องมีปฏิปัติ สภาพที่เริ่มรู้ว่าขณะนั้นนะคะ มีการเริ่มเข้าใจลักษณะแข็ง เห็นไหมคะ ไม่พ้นความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นปริยัติก็เข้าใจ ปฏิปัติก็เข้าใจ ปฏิเวธก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังเริ่มรู้ลักษณะที่แข็ง เริ่มค่อยๆ รู้ ในขณะที่ว่าขณะนี้ไม่มีอย่างอื่นเลย เฉพาะแข็งเท่านั้นที่ปรากฏ ขณะนั้นก็ยังเป็นเรา เพราะเร็วมากเลยสภาพธรรม เกิดดับสืบต่อกันนะคะ สติสัมปชัญญะจะเกิดมั้ย ถ้าไม่มีการศึกษาเลย ที่จะรู้ว่าขณะนั้นก็เพียงรู้ แล้วก็แข็งคนละขณะ นี่คือขั้นปริยัติที่ฟัง แต่ขั้นปฏิปัติเป็นขั้นที่ ถ้าไม่มีการฟังที่เข้าใจในความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีการรอคอย ไม่มีการหวังไม่มีอะไร เพราะต้องละโลภะค่ะ จะละโลภะได้ก็ไม่มีใครไปละเลย นอกจากปัญญาที่เกิดเมื่อไหร่ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เป็นหน้าที่ของปัญญาโดยตรง เพราะฉะนั้นปัญญาไม่ได้ ทำให้ติดข้อง ไม่ได้ทำให้แสวงหา ไม่ได้ทำให้รอคอย ไม่ได้ทำให้ต้องการ แต่ปัญญาเริ่มเข้าใจว่าเป็นอนัตตา เป็นธรรม เพราะฉะนั้นปัญญา ไม่คิดถึงสติสัมปชัญญะ ถ้าขณะนั้นคิดถึงสติสัมปชัญญะ อยากไหมต้องการไหม เรารึเปล่า เพียงแค่นี้ ก็ไม่ใช่เฉลียวใจ ไม่รอบรู้ ว่าขณะนั้นนะคะ ธรรมเป็นธรรมคือทุกอย่างเป็นธรรม แม้แต่ขณะที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน ก็ไม่ใช่สติปัฎฐาน แต่ขณะที่เป็นสติปัฏฐานต้องพร้อมกับปัญญา และเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องมีความเข้าใจในปริยัติแล้วละด้วย ไม่ได้หวังเยื่อใยอะไรเลยทั้งสิ้น ในขณะนั้น สภาพธรรมก็ปรากฏความสงสัยหมดมั้ยคะ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 179
    14 พ.ค. 2567