ปกิณณกธรรม ตอนที่ 933


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๙๓๓

    สนทนาธรรม ที่ โรงละครวังหน้า

    วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙


    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าคฤหัสถ์กี่คนจะมีอัธยาศัยที่จะละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิตตามความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้เมื่อมีอัธยาศัยใหญ่สามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์ได้ก็ต้องมุ่งหน้าต่อการที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต นอกจากเพื่อประโยชน์ตนเอง ยังเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น ซึ่งเขาแม้แต่จะถวายให้สิ่งของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เหมาะควรแก่บรรพชิต ยังต้องกราบไหว้บูชาในคุณความดีที่สามารถที่จะสละกิเลสของคฤหัสถ์ทั้งหมด แล้วก็กิจที่ใหญ่กว่านั้นประโยชน์กว่านั้นคือศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งยาก ละเอียดลึกซึ้ง เพื่อใคร เพื่อตนเอง และสงเคราะห์บุคคลอื่นซึ่งไม่มีเวลาที่จะเป็นกุศล ตั้งแต่ตื่นจนหลับเหมือนอย่างบรรพชิตต้องมีความสำนึกอย่างนี้ จึงสมควรแก่การกราบไหว้ ของผู้ที่เป็นคฤหัสถ์ทั้งหลาย มิฉะนั้นเราจะกราบไหว้ทำไม เราฟังธรรมเป็นส่วนที่จะทำให้พระพุทธศาสนาดำรงต่อไปได้ ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมแล้ว่าพระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นจะถวายเงินพระอรหันต์ไหม พระอรหันต์นะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระอนุรุทธะ และพระภิกษุทั้งหลายไม่ว่ายุคไหนบวชเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นถ้าหนทางที่จะต้องบริสุทธิ์ ต้องไม่ใช่หนทางรับเงิน และทอง ถ้าเป็นหนทางที่รับเงิน และทองไม่มีทางที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นให้เงินกับใคร คนนั้นไม่มีทาง ที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะเป็นผู้ที่ไม่ตรง และไม่เคารพในพระวินัยในพระธรรมด้วย

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชน ต้องไตร่ตรองประโยชน์มหาศาลของพระธรรมแต่ละคำ จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ศึกษาเข้าใจ รู้จักความต่างกันของเพศคฤหัสถ์ และบรรพชิต พร้อมที่จะเกื้อกูลซึ่งกัน และกัน ว่าสิ่งใดที่ควรก็ให้รู้ทั่วกันว่าควร สิ่งใดที่ไม่ควรก็ให้รู้ทั่วกันว่าไม่ควร ในพระไตรปิฏกจะมีคำว่า เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนา ถ้าไม่เข้าใจความจริงก็คิดว่าทำสิ่งที่เลวร้ายมาก ไปเพ่งโทษคนนั้นคนนี้ แต่ธรรมเป็นเรื่องที่ตรง โทษต้องเป็นโทษจะเป็นคุณไม่ได้ จะเป็นประโยชน์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพ่งโทษ คือให้รู้จริงๆ ว่าสิ่งนั้นเป็นโทษ เมื่อรู้จริงๆ แล้ว ติเตียนด้วย ไม่ใช่เข้าข้างกันใช่ไหม ไม่เป็นไรสมัยนี้ยุคนี้เปลี่ยนมาแล้ว แต่ความจริงก็คิดให้ซึ้งว่าจะถวายเงินพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม จะถวายเงินพระอรหันต์ไหม เพราะผู้ที่บวชทุกคนเพื่อถึงการรู้แจ้งเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุว่า ถ้าเพียงเป็นพระโสดาบัน รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบัน ขั้นพระสกทาทาคามี ขั้นพระอนาคามีบุคคล ก็ยังไมต้องบวช

    เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของการบวชมีข้อความกล่าวไว้ว่า เพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ แล้วเราจะให้เงินถวายเงินพระอรหันต์ไหม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างต้องตรงตามความเป็นจริง และถ้าพูดถึงหน้าตาของประเทศ หรือหน้าตาของโลก หรือหน้าตาของอะไรก็ตามหน้าตาของพระพุทธศาสนา หน้าตาไหน จะใส่หน้ากากไหน หรือว่าหน้าไหนเห็นหน้าที่บริสุทธิ์ ผ่องใส เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่ควรแก่การเคารพกราบไหว้ เพราะฉะนั้นหน้าตาของพระศาสนา หรือของประเทศ ไม่ใช่อยู่ที่มี ผู้ประเภทผิดพระวินัย และไม่ศึกษาพระธรรมนั้นไม่ใช่หน้าตาของประเทศเลย แต่ประเทศจะมีหน้าตาเป็นที่เคารพสรรเสริญ ก็ต่อเมื่อมีผู้ที่เป็นบรรพชิต และพุทธบริษัทศึกษาพระธรรม และสำหรับผู้ที่เป็นพระภิกษุต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย พร้อมเมื่อไหร่งามเมื่อนั้น เป็นที่สรรเสริญเป็นหน้าตาของประเทศแน่นอน

    สนทนาธรรม ที่ คุ้มภูผาหมอก จ.เลย

    วันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙


    ท่านอาจารย์ ทุกคนก็ปลื้มปิติ ที่มีโอกาสได้มาที่นี่ โดยเฉพาะเพื่อที่จะได้สนทนาธรรม เพื่อที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งยากที่จะได้ฟัง เพราะเหตุว่าความลึกซึ้งของธรรม จากการที่ได้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องมากกว่าที่เราสามารถที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด ก็คือว่ารู้ทุกคำเป็นคำจริงที่มีประโยชน์ เพราะพูดถึงสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเลย พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งตั้งแต่เกิดมาก็เป็นอย่างนี้ คือมีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึกทุกวัน แต่ไม่รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แล้วก็ทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงให้คนอื่นได้รู้ด้วย จึงสามารถที่จะรู้ว่าบุคคลนี้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทุกคำของพระองค์ ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ยิ่งเข้าใจยิ่งลึกซึ้ง เกินกว่าที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ประมาทในการฟังพระธรรม เป็นผู้ที่ศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจจริงๆ ว่า ทุกคำสามารถที่จะเข้าถึงได้ด้วยปัญญาตามลำดับขั้น ขั้นแรก ซึ่งหลายคนคงไม่คิดว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ตามปกติ มีใครเคยคิดบ้างไหม ว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ตามปกติ เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะถ้าไม่ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แล้วจะตรัสรู้อะไร จะมีอะไรให้ทรงตรัสรู้

    เพราะฉะนั้นคำว่าตรัสรู้ต่างกับคำว่ารู้ เพราะเหตุว่าสามารถที่จะรู้ความจริงถึงที่สุดของสิ่งที่มีจริง ซึ่งกว่าพระองค์จะได้ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานกว่าบุคคลอื่นใด ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัลป์ กัลป์นี่ไม่ใช่วัน เดือน ปี หรือชาติ แต่อย่าไปนับเลยเพราะว่านานแสนนาน ทำไมถึงนานอย่างนี้เพราะว่าสิ่งที่กำลังปรากฏรู้ยาก ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ รู้ยาก เหมือนกับถูกปิดบังไว้ด้วยความไม่รู้มาตลอดนานมาก กว่าความรู้จะค่อยๆ เริ่มเข้าใจจากการฟัง ต้องจากการฟังก่อน ฟังคำใคร ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ฟังคำของคนอื่น

    เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องต่างกับของคนอื่นคนอื่นสอนให้ทำ สอนให้เพียร สอนให้พยายาม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นการทำความเพียรต่างๆ กับความเข้าใจต้องต่างกัน การฟังธรรมต้องละเอียดมากถึงจะรู้ว่าคำใดเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำใดเป็นคำของคนอื่น ทั้งหมดไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า ผู้ใดที่กล่าวถึงคำจริงทั้งหมด ผู้นั้นตรัสรู้คำของพระองค์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่คำของคนๆ นั้น คนนั้นเป็นใคร รู้ได้อย่างไรสภาพธรรมกำลังปรากฏ แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้นแสดงว่าเดี๋ยวนี้เรารู้อะไรในสิ่งที่กำลังมี ที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่รู้หมายความว่าเรายังไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่พ้นจากสิ่งที่กำลังให้เข้าใจขึ้น จะเห็นได้เลยว่าทั้งวันเราเข้าใจสิ่งที่มีจริงหรือเปล่า คิดเองไม่ออกแน่ และคำใดก็ตามซึ่งไม่ใช่คำที่ทำให้เข้าใจถูกต้อง ในสิ่งที่มีจริง คำนั้นไม่นำไปสู่การรู้ความจริงซึ่งใช้คำว่าตรัสรู้

    เพราะฉะนั้นรู้ความจริงถึงที่สุดที่เป็นอริยสัจจธรรม เป็นการตรัสรู้เมื่อนั้น ถ้าตราบใดที่ยังไม่ใช่การที่รู้แจ้งสัจจธรรม ก็ยังไม่ใช่การตรัสรู้ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ฟังพระธรรม แล้วอบรมเจริญปัญญา และรู้ตามเช่นบุคคลในครั้งก่อน เป็นผู้ที่ได้อบรมปัญญาความเข้าใจถูกมามาก ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะฟังแล้วเป็นพระโสดาบันตรัสรู้ความจริงในขณะนั้นซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นไม่ประมาท ในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าลึกซึ้ง ไม่ง่ายเลย แต่ว่าค่อยๆ เข้าใจแล้วจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ละน้อย จนกระทั่งเมื่อมีศรัทธาที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ขณะนั้นก็มั่นคงว่าผู้นี้เป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง

    เพราะฉะนั้นธรรม คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทุกคำ ควรจะศึกษาคือฟังอย่างละเอียด จนกระทั่งรอบรู้ และแทงตลอด แม้ในคำซึ่งยังไม่ใช่ตัวธรรม เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีในพระไตรปิฏก แต่ต้องค่อยๆ ศึกษาค่อยๆ เข้าใจด้วยความไม่ประมาทเพราะว่าสอดคล้องกันทั้งหมด มีใครตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้บ้าง มีไหม มีหรือไม่มี มีได้อย่างไรในเมื่อยังไม่ได้ฟังคำของพระองค์ตั้งแต่ต้นตามลำดับ คือปริยัติหมายความถึงฟังพระพุทธพจน์ แล้วก็ฟังด้วยความเคารพ หมายความว่าอย่างไรฟังด้วยความเคารพ ทุกคำลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นแม้แต่คำที่เราใช้แต่ละคำเพราะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งของแต่ละคำ แต่ละคำ เช่น เห็น ไม่เห็นมีใครสงสัย เพราะเห็นกำลังมีใช่ไหม ไม่มีใครไม่มีเห็นแต่รู้จักเห็นหรือเปล่า แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เห็นหรือเปล่า ถ้าไม่ตรัสรู้ความจริงของเห็น จะแสดงธรรมประกาศความจริงของเห็นไหม ว่าเห็นเดี๋ยวนี้ ซึ่งทุกคนไม่เคยรู้เลยเห็นเกิด ถ้าไม่เกิด ไม่เห็น แต่ละคำลึกซึ้งมาก

    เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดด้วยความเคารพ จะเข้าใจธรรมผิดซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะคำใดที่ไม่ใช่คำจริง ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจขึ้น คำนั้นตรงกันข้ามกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำนั้นแหละจะลบล้างคำของพระองค์ เพราะว่าเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นผู้ที่เคารพนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องเป็นผู้เคารพในพระธรรม คือในแต่ละคำด้วย ด้วยเหตุนี้เราจะไม่ประมาทในการที่จะเข้าใจแต่ละคำ

    บางคนปัญหาธรรมยาวมาก หลายคำ กว่าจะค่อยๆ รู้ความจริงของทีละคำ ก็จะรู้ได้เลยว่าแต่ละคำต้องศึกษา ต้องเข้าใจ ไม่ใช่ทั้งหมดยาวมากแต่ไม่เข้าใจเลยสักคำ สนทนาธรรมเพื่อที่จะได้เข้าใจ คำใดเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำใดไม่ใช่ คำที่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีไหม ธรรมไม่ใช่เรื่องที่เราจะฟังเผิน เผิน แต่ไตร่ตรองจนเป็นผู้ที่ตรง ถูกคือถูก ผิดคือผิด ไม่ใช่ผิดๆ ถูกๆ ถ้าผิดๆ ถูกๆ ก็เอาผิดออกไม่ได้ใช่ไหม แล้วจะถูกจริงๆ ก็ไม่ได้ เพราะมีผิดเข้ามาแทรก ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่ได้ฟังพระธรรม ต้องเป็นผู้ที่ตรง จึงจะได้สาระจากพระธรรม สาระคือสิ่งที่มีประโยชน์ ทุกคำ ๔๕ พรรษาเป็นประโยชน์ทั้งหมด

    อ.อรรณพ กราบท่านอาจารย์ แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าคำใดเป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำใดเป็นคำของคนอื่นเพราะก็มีผู้บอกแนวทางกันอยู่มากมาย

    ท่านอาจารย์ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำจริงกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง แล้วก็ทุกกาลสมัย สิ่งนั้นมีเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะทรงตรัสรู้ความจริง

    อ.อรรณพ ซึ่งถ้าพูดถึงกล่าวคำจริง ที่คนอื่นกล่าวกันก็เป็นความจริง เช่น เขาบอกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็จริง

    ท่านอาจารย์ ใครไม่รู้บ้าง ทำดีได้ดี ใครไม่รู้บ้าง ว่าทำชั่วก็ต้องได้ชั่ว ก็เป็นคำไม่ยากเพียงแค่ไตร่ตรองก็รู้ว่าถูกต้อง แค่นี้หรือเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือมากกว่านี้อีก

    อ.อรรณพ แล้วก็อย่างเช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ดีก็ละ ก็ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ ละก็ไม่ต้องอาศัยพระธรรม ถ้าละได้ได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่เข้าใจว่าคำของพระองค์ต้องลึกซึ้ง ละสิ ละอย่างไร ไม่รู้แล้วละได้หรือ

    อ.อรรณพ อย่างนี้ก็คือรู้อะไร รู้แค่ไหน จึงจะเป็นการรู้แล้วละ

    ท่านอาจารย์ รู้ว่าธรรม คำนี้ไม่ได้บอกว่าใครเลย แต่ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ธรรมไม่ใช่คุณอรรณพ ไม่ใช่คุณธิดารัตน์ ธรรมเป็นธรรม เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นคุณอรรณพ มีจริงๆ ใช่ไหม เป็นธรรม ทุกอย่างต้องเป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่งด้วยไม่ปะปนกัน เห็นเป็นได้ยินได้ไหม ได้ยินเป็นคิดได้ไหม ชอบเป็นจำได้ไหม ถ้ามีการเริ่มเข้าใจ ว่าตลอดชีวิต เห็น ได้ยิน จำ ชอบไม่ชอบ ทั้งหมดล้วนเป็นธรรม จริงหรือเปล่า จริงคือเกิดแล้ว ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม คิดว่าเป็นเรา แต่ว่าความจริงก็คือว่าไม่ใช่เรา ถ้าไม่มีธรรมเกิดเลยจะมีเราแต่ไหน แต่เพราะเหตุว่ามีธรรมเกิดแล้วไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจึงยึดถือธรรมนั้นว่าเป็นเรา ถูกหรือผิด ต้องเริ่มพิจารณาตั้งแต่ต้น ธรรมต้องเป็นธรรม ธรรมจะเป็นเรา เป็นเขา เป็นคนนี้ เป็นคนนั้นได้ยังไง

    ถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นไหม ไม่มี เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ ถ้าไม่เห็นเลยจะชอบหรือไม่ชอบอะไร ก็ไม่มีสิ่งที่จะชอบไม่ชอบ แต่เมื่อมีเห็นแล้ว ก็ชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เห็นเป็นเห็น ชอบเป็นชอบ คิดเป็นคิด เข้าใจว่าเป็นเราก็เป็นธรรมด้วย คือไม่พ้นจากธรรมเพราะมีจริงๆ แม้จะไม่เรียกชื่อเลยธรรมก็มีจริงๆ ถ้าเราเข้าใจถูกต้องว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงแน่นอนเพราะปรากฏให้รู้ลักษณะที่เป็นธรรมนั้นๆ หลากหลายมาก แล้วก็ที่เราไม่รู้ก็คือว่า สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ต้องเกิด เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฎ จะกลับไปเป็นเด็กอีกได้ไหม เมื่อวานนี้เห็นอะไรก็ไม่รู้ จะกลับไปเห็นสิ่งนั้นอีกได้ไหม ไม่มีทางเลย

    นี่เป็นการที่เราเริ่มเห็นความจริงของชีวิตว่า มีสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดแต่ว่าซับซ้อน เกิดสืบต่อเร็วมากทำให้ไม่รู้ความจริง ก็รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น นี่ไม่ใช่ปฏิปัตติ แต่เป็นปริยัติหมายความว่าฟังพระพุทธพจน์ จนกระทั่งรอบรู้ มั่นคงว่าธรรมเป็นธรรม บังคับบัญชาไม่ได้ เห็นเกิดแล้ว ได้ยินเกิดแล้ว คิดเกิดแล้ว ทุกอย่างเกิดแล้วทั้งหมด ใครทำให้เกิดได้ยินเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปทำเลยเป็นธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย แต่ก่อนที่จะไปรู้ปัจจัยที่ทำให้แต่ละธรรมเกิด ต้องรู้จักธรรมก่อน เพราะว่าปัจจัยที่จะให้เกิดธรรมแต่ละหนึ่ง ต้องหลากหลายต่างกัน เช่นปัจจัยที่ทำให้เกิดเห็นเดี๋ยวนี้ ก็ต้องมีตา ปัจจัยที่ทำให้เกิดได้ยินเดี๋ยวนี้ก็ต้องมีหู ทั้งหมดเป็นธรรม หูก็เป็นธรรมเกิดมาได้อย่างไร ไม่รู้เลยจนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดง เพื่อให้ค่อยๆ ละความไม่รู้ จึงสามารถที่จะละความติดข้องซึ่งปิดบังสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ ซึ่งเป็นอย่างนี้ แต่อวิชชามากมายมหาศาล เพราะเราไม่รู้ความจริงของธรรมมานานแสนนาน เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ก็เป็นเครื่องปิดกั้น จนกว่าความไม่รู้จะค่อยๆ น้อยลง จนกระทั่งสามารถที่จะละคลายความเป็นเรา สภาพธรรมจะปรากฏเมื่อไหร่ก็โดยปัจจัยคือความเข้าใจเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มีใครต้องไปนั่งทำอะไร ถ้าไปนั่งทำอะไรจะรู้อะไร ก็เป็นเราซึ่งกำลังนั่ง แล้วก็ทำเพราะเข้าใจผิด

    ผู้ฟัง กราบเท้าท่านอาจารย์ สภาวะจริงที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เราได้ฟังอาจจะไม่เหมือนกัน หรือไปด้วยกันไม่ได้ บางอย่างดิฉันก็ข้างกับตัวเองว่าทำอย่างไรถึงจะไม่มีตัวตน เพราะบางทีเห็นอะไรทุกอย่าง คือเราหมดเลย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร จึงจะไม่เป็นเราใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ และความจริงก็คือว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นความรู้ยังไม่พอ ก็ยังสงสัยอยู่นั่นแหละ แม้แต่คำว่าทำอย่างไรก็เป็นธรรม คือมีความเป็นเราที่ต้องการจะทำให้รู้ ผิดหรือถูก

    ผู้ฟัง ผิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปัญญารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด นี้เป็นเบื้องต้น เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าแทงตลอด ในปริยัติคือมีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ว่าธรรมเป็นธรรม จะอย่างไรจะสงสัยก็เป็นธรรม แม้ความสงสัยก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจนกว่า ตั้งแต่เช้ามาที่คุณสมุย ฟังมาตั้ง ๕ ชั่วโมง ทั้งหมดก็เป็นเรา เห็นไหมกว่าความเข้าใจธรรมจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย เพราะเราสะสมความไม่รู้มานานมากในสังสารวัฎ ยิ่งกว่าภูเขาที่ล้อมรอบเราในจักรวาล ยิ่งกว่ากี่จักรวาลรวมกัน ไม่รู้มากี่ชาติ เพราะฉะนั้นเพียงได้ฟังแค่นี้สะสมที่จะเข้าใจให้มั่นคงขึ้นจนกระทั่งเป็นสัจจญาณ ความจริงซึ่งไม่เปลี่ยนเลยว่าเดี๋ยวนี้แหละ เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ จากการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ แล้วเราฟังนานเท่าไหร่ ยังมีความเป็นเราที่คิดวุ่นวายใช่ไหม ที่อยากจะรู้จะทำอย่างไร นี่คือขณะนั้นแสดงความติดข้องในความเป็นเรา มากเท่าไร จนกว่าไม่ต้องทำอะไรปัญญาถึงระดับนั้นก่อน รู้ความจริงอย่างมั่นคงว่าแม้คิดอย่างนั้นก็เป็นธรรม จนกว่าทั้งหมดเป็นธรรม

    เพราะฉะนั้นการที่มีเราจะมารู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นปัญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความต่างกันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศความจริงของสิ่งที่มีให้คนอื่นเข้าใจ ที่พระองค์ทรงแสดงธรรมลึกซึ้งมาก เหมือนกับมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทร และคนที่เพิ่งเริ่มฟังก็เหมือน จะงอยปากยุง ที่จุ่มลงในมหาสมุทร เพื่อที่จะได้เห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจธรรม เราหมิ่นมากเลยในการที่จะประมาทว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คงเหมือนใครๆ เหมือนอย่างเราแค่สอนให้ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่นั่นไม่ใช่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ แล้วกับเราที่ฟังอย่างไรถึงจะได้เข้าใจธรรม เทียบกันไม่ได้เลย เพราะว่าฟังอย่างไรนำมาซึ่งความติดข้องแล้ว ต้องการแล้วยิ่งบอกให้ทำก็ยิ่งคิดว่าทำได้ แล้วจริงๆ ค้านกับคำที่ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริงคือธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา เห็นแล้วทำอะไรให้เห็นเกิดขึ้นหรือเปล่า ได้ยินแล้วใครไปทำอะไรให้ได้ยินเกิดขึ้นหรือเปล่า คิดแล้วด้วย เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มีจริง เรายังไม่รู้เลยว่ามีปัจจัยที่ทำให้แต่ละหนึ่งเกิดขึ้น ไม่สับสนไม่ปะปนกันเลย แต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ความเข้าใจที่มั่นคง ที่จะรู้ว่าปริยติที่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดให้คนฟังเข้าใจถูกทุกคำทั้งหมดประโยชน์อย่างยิ่ง คือมรดกที่ทุกคนจะได้รับคือปัญญา ความเห็นถูกความเข้าใจถูก จากการได้ฟังคำจริง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้บอกให้ใครทำอะไร แต่ให้เข้าใจความจริงตั้งแต่ต้นอย่างมั่นคง ปฏิปัตติไม่มีใครทำได้เลยเป็นการถึงเฉพาะลักษณะสภาพธรรมที่ปรากฏ โดยศัพท์ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง เดี๋ยวนี้สภาพธรรมนับไม่ถ้วน เกิดแล้วดับแล้วไม่รู้สักอย่าง ต้องอีกนานไหมกว่าความเข้าใจจะมากพอ ที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิดโดยความเป็นอนัตตา ถึงเฉพาะลักษณะนั้นโดยไม่ได้เจาะจงเลย จึงจะเข้าใจความหมายของคำว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มั่นคงขึ้น เพื่อละความเป็นเรา ถ้ายังคงเป็นเราทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็จะได้เข้าใจอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือปฏิเสธคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงกันข้ามเลย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 179
    19 ก.ค. 2567