ปกิณณกธรรม ตอนที่ 935


    ตอนที่ ๙๓๕

    สนทนาธรรม ที่ คุ้มภูผาหมอก จ.เลย

    วันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙


    ท่านอาจารย์ แต่ตัวธรรมแม้ไม่มีชื่อ แต่ใครเปลี่ยนลักษณะของธรรมนี้ไม่ได้ ไม่ต้องเรียกอะไรเลย ภาษาจีนจะเรียกอะไร ภาษาไทยจะเรียกอะไร ภาษาญี่ปุ่นจะเรียกอะไร ก็เรียกไปแต่ละภาษา เพื่อให้รู้ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เป็นลักษณะซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วยเหตุนี้ พอได้ยินคำว่าธรรม ก็จะได้ยินอีกคำหนึ่ง คือปรมัตถธรรมปรมะ ภาษาไทยเราใช้คำว่าบรม เราจะไม่ใช้ตัว ป ปลา แต่เราจะเปลี่ยน ป ปลา ให้เป็น บ ใบไม้ ปรมะก็คือบรม เพราะฉะนั้น ปรมะกับอัตถะ อัตถะหมายความมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเรากล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็หมายความถึงลักษณะสิ่งนั้นเฉพาะสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งอื่น เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมก็หมายความถึงตัวธรรมนั่นแหละ เป็นปรมัตถธรรมเพราะเหตุว่าใครก็ไม่สามารถเปลี่ยนลักษณะนั้นได้เลย ขยายจากคำว่าธรรมออกไปออกไปเรื่อยๆ ทำให้ความเข้าใจในความเป็นธรรมเพิ่มขึ้นค่อยๆ คลายความไม่รู้ ละความเป็นเรา เพราะเข้าใจในคำนั้นเพิ่มขึ้น

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมไม่ใช่รีบร้อนศึกษาให้จบไปสอบ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมอะไร จุดมุ่งหมายของการที่ทรงแสดงให้เข้าใจตัวธรรม เพื่อจะรู้ว่าตัวธรรมนี้ไม่ใช่เรา ไม่ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง กำลังฟังเรื่องธรรมทั้งหมดเลย แต่ยังไม่รู้จักตัวธรรม กำลังเป็นชื่อ และเรื่องราวต่างๆ ของธรรม เช่นวิญญาณ เช่นจิต เช่นสติ เช่นปัญญาธรรมทั้งหมดเลย แต่ไม่รู้จักสภาพธรรมเลย เพราะความเข้าใจยังไม่พอที่จะเห็นถูกต้องว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นทุกคำต้องไปสู่ความไม่ใช่เรา จึงจะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าคำไหนเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำใดไม่ใช่ ก็คือคำที่ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เรานั่นแหละเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าให้เราไปทำอะไร ก็ยังคงเป็นเราแล้วก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และทรงแสดงทีละคำ ตอนนี้ธรรมที่ไม่ใช่ปรมัตถธรรม ไม่มีลักษณะจริงๆ มีไหม ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริง ต้องเกิดขึ้นปรากฏว่ามี ตอนนี้ยังไม่เกิดก็ไม่มี ยังไม่เกิดมีได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แน่นอน เกิดแล้วดับไปแล้ว ยังให้อยู่ต่อไปได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริงทุกอย่างไม่เว้นเลย เกิด เห็นว่ามีแล้วก็ดับไป กว่าจะถึงปัญญาที่สามารถแทงตลอด อย่างบุคคลที่ได้ฟังธรรม และได้สะสมมาเนิ่นนานหลายชาติเป็นแสนกัลป์ ท่านเหล่านั้นฟังแล้วเข้าใจ เพราะฉะนั้นคนที่สะสมมาพรุ่งนี้ถามว่าธรรมคืออะไรก็เข้าใจ แต่ว่าถ้าไม่มีการฟังวันนี้ พรุ่งนี้ถามว่าธรรมคืออะไรจะเข้าใจไหม

    ผู้ฟัง ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องมีความมั่นคงในทีละคำ ศึกษาอะไร ฟังอะไร บอกได้ว่าเราฟังธรรม บอกได้ว่าเราศึกษาธรรม เราบอกได้ว่าเราสนทนาธรรม แต่ถ้าเราไม่รู้จักธรม ว่างเปล่าไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เหมือนเพ้อเจ้อ ไร้สาระ เพราะแม้ว่ามีสิ่งที่มีจริง ก็ไม่ได้พูดให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง นี่คือความต่างกันของคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำของคนอื่น เพราะฉะนั้นตอนนี้แน่ใจนะ เรื่องธรรม

    ผู้ฟัง ก็ต้องศึกษา แล้วก็ฟังเริ่มต้นใหม่เลย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราสนทนาอะไร

    ผู้ฟัง สิ่งที่มีอยู่จริง และกำลังปรากฏ

    ท่านอาจารย์ สนทนาธรรมให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี เพราะสิ่งที่มีนั้นแหละเป็นธรรม เราไม่ได้พูดเรื่องอื่นเลย สนทนาธรรมคือพูดให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี

    อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์ อย่างนี้ก็เป็นเหตุผลที่เราต้องศึกษาให้ละเอียดว่าที่ธรรม มีลักษณะแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง อย่างไรใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ใช่ คือเราจะรู้ได้จากที่เป็นประสบการณ์ของเราตั้งแต่ต้น ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เราศึกษาอะไร แต่ถ้าเราเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงแน่นอน เดี๋ยวนี้ก็มีเรา เริ่มรู้แล้วว่าเราจะศึกษาอะไร คือศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมก็คือศึกษาให้เข้าใจ สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ฟังธรรมก็คือฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ สนทนาธรรมก็เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น ถูกต้องตรงกับความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะว่าความไม่รู้ จะทำให้เราหลงผิด เข้าใจผิดได้ อย่างเมื่อครู่นี้ที่ถามซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่องธรรม เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม ก็เป็นการที่จะทบทวนให้มีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ โดยที่ว่าไม่ต้องไปหาหนังสือมาแล้วก็อ่าน แล้วก็พูดตามหนังสือ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีธรรมไหม ไม่ใช่น่าจะ คงจะ

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีแน่ๆ เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืมว่ามีธรรม แต่ไม่เคยรู้จักธรรม เข้าใจว่าเป็นโต๊ะ เข้าใจว่าเป็นคน แต่ความจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ถ้าไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการคิดนึกไม่มีการจำ ไม่มีอะไรเลย ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก มีคนไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี มีสัตว์ไหม มีสิ่งที่มีชีวิตไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่เพราะเหตุว่ามีธรรม ๒ อย่าง คืออย่างหนึ่ง เป็นธาตุรู้ สภาพรู้ เกิดแล้วต้องรู้ ต้นไม้ใบหญ้าไม่รู้เลย เก้าอี้ก็ไม่รู้ใครนั่งใช่ไหม เพราะฉะนั้นสภาพที่มีจริง ๒ อย่าง ต่างกันปนกันไม่ได้ สภาพที่ไม่รู้ก็เกิดมีปัจจัยเกิดขึ้น เดี๋ยวเป็นร้อน เดี๋ยวเป็นเย็น เดี๋ยวเป็นแข็ง เดี๋ยวเป็นหวาน เดี๋ยวเป็นเสียง ทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ไม่รู้อะไรเลย แต่ถ้าไม่มีธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างกับธรรมที่ไม่รู้โดยสิ้นเชิง เป็นธาตุที่เกิดขึ้นแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ เห็นมีจริงๆ เป็นธรรมฝ่ายไหน รู้ หรือไม่รู้ เห็น

    ผู้ฟัง รู้

    ท่านอาจารย์ รู้นะ แต่ถ้าถามว่าเห็นอะไร ก็ไม่รู้อีกละ เพราะว่าต้องฟังคำสอนอย่างละเอียดอย่างยิ่ง จึงจะเห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าไม่ทรงแสดง ไม่มีวันที่สัตว์โลก หรือใครสามารถที่จะเข้าถึงสภาพธรรมได้เลย เพียงคิดว่าเรียนธรรม เพียงแต่คิดว่าฟังธรรม เพียงแต่คิดว่าสนทนาแล้วเข้าใจธรรม แต่ความจริงธรรมละเอียดลึกซึ้งมาก ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าขั้นฟังกว่าจะฟังเข้าใจ นานไหม

    ผู้ฟัง นาน

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วลืมไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็ลืม

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าจะกล่าว ฟังปุ๊บลืมปั๊บ ใช่เลยหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องฟังอีกนานเท่าไหร่ จะรู้จักก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเพื่อให้เราได้มีความเข้าใจที่มั่นคง ฟังว่าเห็นเป็นธรรม แล้วก็เห็นเป็นเรา ใช่ไหม ลืมเลยกว่าจะถึงการที่รู้จริงๆ ว่าเห็นเป็นธรรม เพราะอะไร ต้องฟังอีกนาน ไม่อย่างนั้นจะไม่มีบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งทำให้ทรงตรัสรู้ความจริงเดี๋ยวนี้อย่างนี้เลย เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาจะค่อยๆ อบรม โดยไม่ประมาทเลยแต่ละคำจริงๆ เห็นเป็นธรรม อะไรอีกที่เป็นธรรม

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ อะไรอีก

    ผู้ฟัง ได้กลิ่น

    ท่านอาจารย์ อะไรอีก

    ผู้ฟัง ลิ้มรส

    ท่านอาจารย์ อะไรอีก

    ผู้ฟัง กระทบสัมผัส

    ท่านอาจารย์ อะไรอีก

    ผู้ฟัง ธัมมารมณ์

    ท่านอาจารย์ มีชื่อพิเศษมาแล้ว ธัมมารมณ์คืออะไร ถ้าไม่ตั้งต้นพูดเหมือนไม่ได้พูด หรือพูดเพราะเข้าใจผิด โดยไม่รู้ตัวว่าผิด แต่ว่าจำคำนี้แหละ แต่เพราะไม่ได้เริ่มต้นว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นก็ผิดมาเลย ธัมมารมณ์คืออะไร

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ ท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบแต่ก็พูดอย่างนี้แหละ ต่อไปนี้ เราจะพูดคำที่เราไม่รู้จักหรือ ถ้าเรายังคงพูดคำที่เราไม่รู้จัก ก็คือว่าเราไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระองค์ให้เกิดความเห็นถูกในแต่ละคำที่มีจริงที่พูดออกมา เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปถึงธัมมารมณ์ได้ไหมแค่ธรรม มั่นคงหรือยัง เกิดมานี่อะไรเกิด เกิดมาแล้วทุกคน อะไรเกิด

    ผู้ฟัง จิต หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ แค่ธรรมคำเดียวใช่ไหม ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง ยังไม่แจกออกไปว่าอะไรบ้าง แต่มีธรรมแน่ๆ สิ่งที่มีจริง

    ผู้ฟัง มีสภาพเกิด

    ท่านอาจารย์ สภาพรู้ ถ้าไม่รู้ก็จะไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นเห็นเดี๋ยวนี้เกิดใช่ไหม เห็นเป็นเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เห็นเป็นเรา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เป็นเราก็แค่เห็น

    ท่านอาจารย์ แต่เพราะยังไม่รู้ใช่ไหม ยังคงยึดถือเป็นเรา จึงต้องฟังพระธรรมต่อไป จนกว่าจะถึงเวลาที่รู้จริงๆ ว่าเห็นเกิดแล้วดับไม่ใช่เราแน่ๆ เพราะเกิดแล้วดับไป ไม่เหลือแล้วจะเป็นเราได้อย่างไร เห็นไหมว่าฟังธรรม ฟังจนกว่าจะเข้าใจ แล้วตามลำดับขั้นด้วย ยังไม่ถึงปฏิบัติเลย ถ้าไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานอย่างนี้ ไม่มีอะไรจะเป็นเหตุให้ปัญญาสามารถถึงเฉพาะลักษณะของสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่างได้ เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ เข้าใจอะไร เข้าใจคำที่ได้ยิน มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง

    ผู้ฟัง ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของอสูรกายที่ไม่อนุโมทนาผู้ที่ทุศีล

    ท่านอาจารย์ ธรรมดาทั่วๆ ไป มีใครอนุโมทนาพลอยยินดีกับความชั่วทุจริตบ้างไหม ไม่มี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะไปเกิดที่ไหนอย่างไร ก็คือว่าไม่มีใครอนุโมทนาความชั่ว แม้แต่ที่เป็นภิกษุที่ทุศีล และก็มีผู้ที่ตั้งใจจะไปทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่สิ้นชีวิตแล้ว ผู้นั้นก็ไม่อนุโมทนาในความทุศีลภิกษุ เพราะฉะนั้นก็เป็นการไร้ประโยชน์

    มีข้อความที่กล่าวว่า ภิกษุนั้นปล้นทรัพย์ของเปรตที่ควรจะได้ทราบเพราะอนุโมทนา แต่เมื่อไม่อนุโมทนากุศลจิตไม่เกิด ผลของกุศลก็ไม่มี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะดีชั่ว นอกจากตัวเองจะเป็นผู้รู้ คนอื่นก็ยังเห็นรู้ด้วย ถ้าเป็นการกระทำในที่เปิดเผยก็มีคนรู้เห็นมาก แต่ถ้าในที่ลับก็ยังคงมีผู้ที่รู้เห็นบ้าง ถ้าไม่มีคนเห็นเลย เทวดาหรือผู้ที่เป็นอมนุษย์ก็เห็นได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครจะอนุโมทนากับอกุศล จะรู้เรื่องเปรตอนุโมทนา หรือไม่อนุโมทนา ประโยชน์อยู่ที่ไหน อยู่ที่รู้จักเปรต อยู่ที่ไหนเพราะเหตุว่าใจของเปรต ไม่มีใครรู้ได้ เพราะฉะนั้นเปรตจะอนุโมทนา หรือไม่อนุโมทนาความจริงเป็นเรื่องของใคร ก็เป็นเรื่องของเปรต แต่ว่าผู้ฟังรู้หรือเปล่าว่าขณะนั้น จิตเป็นอะไร สำคัญที่สุดคือ ไม่มีการที่จะรู้สึกตัวเลย ว่าจิตไม่สะอาดแน่นอน เพราะอะไร เพราะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มี ทำให้เกิดมีความพอใจ ในสิ่งที่น่าปรารถนา น่าดูน่าชอบใจ และไม่พอใจ ขุ่นเคืองเมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็เป็นอย่างนี้ ชาติแล้วชาติเล่า มีตาเห็น มีเรื่องราวต่างๆ มีสิ่งที่ปรากฏทำให้ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้างด้วยความไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ปรากฏ ปรากฏเพียงชั่วขณะที่ปรากฏ จากนั้นแล้วไม่เหลือเลย แต่ไปจำไว้ว่ายังอยู่ นี่แสดงให้เห็นว่า ความไม่รู้ มากมายสักแค่ไหน เวลาที่ได้ยินเสียง มีเสียงปรากฏชั่วขณะที่ได้ยิน และเสียงปรากฏกับจิตที่ได้ยิน ต่อจากนั้นแล้วเสียงไปไหน เมื่อไม่มีเสียงจะได้ยินต่อไปก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เป็นสภาพธรรมซึ่งไม่มีใครรู้ ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้มานานแสนนาน จนกว่าจะมีการตรัสรู้ก็ทรงแสดงความจริงของสิ่งซึ่งกำลังมี แต่ไม่มีใครรู้มาก่อนเลย แม้เดี๋ยวนี้ที่พูดเรื่องเปรต รู้ไหมว่าจิตขณะนั้น ที่กำลังรู้เรื่องเปรต จิตเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ไม่รู้ใช่ไหม ลองคิดสิ เป็นอะไรถ้าไม่รู้ก็ลองคิดดูว่าเป็นอะไร เป็นผู้ตรงต่อธรรม ขณะนั้นสะอาดไหม จิต ทำอะไรที่เป็นความดีหรือเปล่า หรือฟังเรื่องเปรต ขณะที่ฟังไม่เข้าใจเลยว่า ขณะนั้นไม่ใช่เราที่ได้ยิน ต่างกันแล้วใช่ไหม ฟังเรื่องเปรตกับเข้าใจถูกต้องว่าขณะนั้นเป็นจิตที่เกิดขึ้นได้ยิน เมื่อได้ยินแล้ว ก็ยังจำเสียง เสียงคำว่าเปรตกับเสียงคำว่าเทพต่างกัน เพราะฉะนั้นแต่ละเสียง

    จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ตั้งแต่เกิดจนตายโดยไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ถ้าจะได้ยินคำว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เป็นธรรมดา ไม่ผิดธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ใครตรัสคำนี้ได้ ถ้าไม่รู้ความจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเริ่มเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัญญาแต่ละคำเลย มากมายมหาศาล เพียงแค่นี้ฟังมาหน่อยหนึ่ง สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น คิดถึงเดี๋ยวนี้หรือเปล่า ว่าสิ่งที่ปรากฏนี่แหละเกิดทั้งนั้น ถ้าไม่เกิดก็จะปรากฏแล้วจิตก็จะรู้ไม่ได้เลย แต่เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้น แล้วมีธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้น แล้วรู้ทุกอย่าง ทางตาก็เกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏ เป็นอย่างนี้ เห็น ทางหูก็เสียง เป็นอย่างนี้แหละ เสียงนี่แหละไม่ใช่เสียงอื่น จิตเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น ไม่มีใครสักคน นอกจากธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ มีปัจจัยเกิดขึ้นรู้ แล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นจิตที่รู้ก็ดับ ทั้งสิ่งที่ปรากฏให้รู้ก็ดับ แล้วจะเหลืออะไร แต่ความไม่รู้ ก็ยึดมั่นสิ่งนั้นยังมีอยู่ เพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับเลย จะพูดสักเท่าไหร่ก็ยังเป็นคนนั่นแหละ พบกันทีไรก็คนนั้นแหละ อยู่ที่นั่นแหละ หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มีเลยกว่าจะเข้าใจได้ลึกซึ้งจริงๆ ต้องฟังนานเพราะเหตุว่าเคยไม่รู้มานาน เคยไม่รู้มานานเท่าไหร่ กว่าจะรู้ก็นานเท่านั้นแหละ กว่าจะรู้ได้จริงๆ จนหมดความเป็นเรา เป็นแต่เพียงธรรมทั้งหมดเลย

    เพราะฉะนั้นจะไม่ลืมทุกคำที่ได้ฟัง ต้องสอดคล้องกับคำอื่นๆ ที่จะทำให้เข้าใจคำแรกชัดเจนขึ้น เช่นสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม แค่นี้กว่าจะรู้เป็นธรรม เห็นไม่ใช่เราเป็นธรรม เพียงมีจริงเกิดขึ้น แล้วดับไป เพราะฉะนั้นจะเหลืออะไร ไม่เหลือเลย แล้วเป็นอย่างนี้มานานด้วย แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็ยังคงเป็นเราต่อไปไม่สิ้นสุด ออกจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณค่าของความเข้าใจสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว แต่ละคำสำหรับที่จะให้ความเข้าใจ ค่อยๆ ลงไปสู่จิต มั่นคงขึ้น ว่าธรรมไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา เป็นธรรม ไม่ว่าจะยามไหน บังคับบัญชาไม่ได้เลย ทำไมนึกถึงเรื่องเมื่อ ๑๐ ปีก่อนได้ หรือว่าเมื่อ ๕ ปีก่อน หรือว่าต้นปีนี้มีอะไรเกิดขึ้น ไปที่ไหน ทำอะไรยังนึกได้

    เพราะฉะนั้นฟังธรรมเมื่อไหร่บ้าง และธรรมนั้นเรื่องอะไรบ้าง ไม่ต้องไปคิดจำเป็นเรื่องราวทั้งหมด แต่ความเข้าใจธรรมนั้น สามารถที่จะทำให้ฟังอีกเมื่อไรก็เข้าใจเพิ่มขึ้นเมื่อนั้น โดยไม่ต้องไปนั่งทบทวนแต่ละคำ แต่ละคำที่เคยได้ฟังแล้ว เพราะเข้าใจก็คือเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว สภาพธรรมที่เข้าใจไม่ใช่เรา ตรงกันข้ามกับความไม่รู้ เกิดแล้วก็ดับแต่สะสมสืบต่อ ที่นั่งอยู่ทุกคนนี่ อุปนิสัยเหมือนกันไหม ไม่เหมือนเลย พี่น้องเหมือนกันไหม แม่ลูกพ่อเหมือนกันไหม แต่ละหนึ่งมาจากไหน มาจากแต่ละขณะจิต ซึ่งสะสมความดีความชั่ว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นคนชั่วคนดี แต่ความจริงก็คือธรรมทั้งหมด ความดีที่สะสมมาความชั่วที่สะสมมาทำให้แต่ละคนเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยต่างๆ กัน เพราะธรรมที่สะสมมาต่างๆ กัน ด้วยเหตุนี้ สะสมมาเป็นคนดี สะสมความเข้าใจ เพื่อที่จะเข้าใจต่อไป แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย จะเอาอะไรที่จะไปสะสมต่อไปที่จะให้เข้าใจ เมื่อได้ยินคำนั้น

    เพราะฉะนั้นจากการที่เคยสะสมมาแล้วบ้างทำให้เห็นประโยชน์ของการที่จะได้ฟังพระธรรม สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตซึ่งไม่รู้ว่าจะหมดความเป็นบุคคลนี้เมื่อไหร่ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปไม่ได้เลย ธรรมที่เกิดแล้วเป็นคนนี้ได้แค่ชาติแล้วต่อไปก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่สะสมมาทั้งดี และชั่ว ทำให้เกิดที่ไหน เป็นใครไม่ใช่คนเก่าเลย จะติดตามไปไม่ได้เลย ทั้งสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ และสภาพที่ไม่รู้ คือทั้งร่างกายที่เข้าใจว่าเป็นของเราตามไปด้วยจิตใจ ความจำ ความเป็นบุคคลนี้ พ่อแม่พี่น้องชาติไหนก็หมดสิ้น ก็เกิดเป็นใครก็ไม่รู้ จิ้งจกเป็นน้องของเราหรือเปล่า ใครจะรู้ใช่ไหม งูเขียว ตุ๊กแก ช้าง เสือ หมี ในป่านี่เป็นญาติของเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วต่อไปเขาเกิดเป็นคน แล้วเราไปเกิดเป็นตุ๊กแก เขาก็ไม่รู้เหมือนกันใช่ไหม ไม่มีทางที่จะรู้อะไรได้เลย นี่คือธรรม ใครหยุดยั้งการเกิดขึ้น และดับไปของจิตสืบต่อได้บ้าง ต่อให้อยากจะตายคิดว่าตาย ก็จริงๆ แล้วก็ต้องเกิด เพราะว่าเป็นธรรม ไม่มีใครจะไปทำอะไรการเกิดดับสืบต่อของธรรมได้เลย

    ใช้คำว่าจิตนิยาม ความเป็นไปของจิต หรือจะใช้คำภาษาบาลีอีกคำหนึ่ง ธรรมดา ธรรมดาคนไทยก็ไม่ใช่ตัว ต เต่า ก็ใช้ตัว ด เด็ก เป็นธรรมดา พูดเหมือนเข้าใจ ทุกอย่างเป็นธรรมดา วันนี้อากาศเป็นอย่างนี้ก็เป็นธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่าเป็นธรรมดาของอะไร ของธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งจะต้องเป็นไปทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่จะต้องเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครมีอำนาจเป็นตัวตนที่จะบันดาล หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เมื่อมีเหตุอย่างใดก็ให้ผลเกิดขึ้น เมื่อถึงกาลเวลาที่จะเกิด

    เพราะฉะนั้นก็ให้ทราบฟังเรื่องเปรต กับรู้จิตซึ่งกำลังได้ยินต่างกันไหม อันไหนดีกว่ากันเรื่องเปรตเรื่องเทพ อะไรสารพัดอย่าง เรื่องเด็กคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ กับจิตที่กำลังเกิดดับสืบต่อทำกิจการงานทุก ขณะโดยถูกปกปิดไว้ ไม่มีใครรู้เลยจนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงแสดงความจริงว่า เพียงไม่มีจิตคือสภาพรู้อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ โลกก็ไม่มี ประเทศนั้นประเทศนี้ ลำธาร ภูเขาอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น แต่ทั้งหมดจิตกำลังเกิดดับ แต่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่รู้จักจิต เพราะฉะนั้นเราก็ยึดถือจิตนี้ว่าเป็นเราตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตาย เป็นคนนั้นคนนี้รู้ หรือสิ่งที่ไม่ใช่จิตแต่เกิดเป็นแข็ง เป็นกลิ่น เป็นอาหาร เป็นพืชผักผลไม้ต่างๆ โดยที่ไม่รู้ความจริงเลยว่า แท้ที่จริงแล้วอะไร ก็คือสิ่งที่มีจริงซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ต้องเข้าใจธรรม ถ้าไม่เข้าใจธรรม ไม่ชื่อว่าฟังธรรม สนทนาธรรมก็คือสนทนาเรื่องธรรม เพื่อที่จะรู้ว่าธรรมไม่ใช่เรา เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเรามานานมากเลย จนกว่าจะค่อยๆ ฟังโดยความไม่ใช่เรา ไม่ใช่ฟังโดยเป็นเรา เมื่อไหร่จะรู้อย่างนี้ นี่ก็ผิดทันที คือไม่สามารถที่จะแทงตลอดในคำว่าธรรมว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นแทงตลอดธรรม ไม่ได้แทงตลอดอย่างอื่นเลย มีความเข้าใจมั่นคงแน่นอนในความเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะฉะนั้นฟังเรื่องเปรต ลืมเรื่องจิต เพราะฉะนั้นก็ตั้งค่อยๆ เข้าใจธรรม บังคับให้รู้จิตขณะนี้ไม่ได้ เพราะอวิชชาที่มีมาก เป็นเครื่องกั้นที่หนาแน่นมาก แม้สภาพธรรมจริงๆ เป็นอย่างนี้ก็ต้องปรากฏกับปัญญาความเข้าใจที่ค่อยๆ ละความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมที่ปรากฏว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะต้องเริ่มตั้งแต่สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ก่อนฟังธรรม นี่เยอะเลยใช่ไหมตั้งแต่เริ่มรับประทานอาหาร จนกระทั่งสนทนากัน ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏ เมื่อเห็นเกิดขึ้น รู้ไหมว่าสิ่งที่เห็นก่อนที่เป็นขณะนี้ไม่เหลือเลย แต่จำไว้ผิด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่าวิปลาส วิ-ปะ-ลา-สะ หมายความว่าสภาพธรรมเป็นอย่างนี้ แต่คนเข้าใจว่าเป็นอย่างอื่น ไม่ได้เข้าใจตามความเป็นจริง ทำให้เกิดทิฏฐิความเห็นผิดที่ยึดมั่น ที่คนบอกว่าสภาพธรรมเกิดดับ ก็ไม่เห็นเลยนี่ว่าเกิดดับ ก็ยังคงเป็นเราอยู่อย่างนี้ น่าสงสัยเพราะไม่รู้ว่าแท้ที่จริง เดี๋ยวนี้เห็นอะไร เห็นไหมแค่นี้ก็ไม่รู้แล้ว

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 179
    19 ก.ค. 2567