ปกิณณกธรรม ตอนที่ 956


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๙๕๖ สนทนาธรรมที่ โรงแรมแอตต้ารีสอร์ท เขาใหญ่

    จังหวัดนครราชสีมา วันที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙

    ผู้ฟัง คือคล้ายกับว่าให้เราทำจิตสงบ สงบพอเราใกล้ตาย

    ท่านอาจารย์ เราน่ะทำแล้วก็สงบ ความจริงขณะนั้นเป็นโลภะ เพราะต้องการ นั่นเป็นเรื่องของกรรมด้วย เพราะว่าเดี๋ยวนี้ค่ะ เราห้ามไม่ให้เห็นได้ไหม กรรมที่ได้กระทำแล้วในแสนโกฏฏ์กัปป์ทำให้เห็นเดี๋ยวนี้เกิด เพราะฉะนั้นกรรมหนึ่งที่ทำแล้ว ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ใครจะให้เราไปนั่งทำสงบ ไม่คิดอะไรก่อนตาย ชวนกันไป ก็ไม่เป็นผล เพราะเขาไม่เข้าใจเหตุที่จะทำให้เกิด

    ผู้ฟัง คืออย่างปัจจุบันเนี้ยนะครับ ผมก็มีญาติพี่น้อง พี่ป้าน้าอา อะไรเงี้ยที่อายุมากแล้วบางทีก็นอนโรงพยาบาลอะไรเงี้ยนะครับ เค้าก็นิยม นำพระมาอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็พระสวดบ้าง อะไรบ้างเงี้ย มันจะถูกต้องมั้ยครับ

    ท่านอาจารย์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำเนี่ยทิ้งไม่ได้ ทิ้งหมายความว่าเราเอาของคนอื่นมาแทรกแล้ว และเอาคำของคนอื่นมาแทรกอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ เปลี่ยนไม่ได้เลยค่ะ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา บังคับบัญชาได้มั้ย ใครเอาพระพุทธรูป และเอาอะไรไปให้พระเทวทัตก่อนจะจุตินี่ค่ะได้มั้ย ที่จะไม่ลงอเวจีไม่ไปเกิดที่นั่น เพราะฉะนั้นแล้วแต่เหตุธรรมทั้งหลายนี่ค่ะ ต้องเป็นไปตามเหตุ มีคำที่ตรัสไว้นะคะ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แม้เป็นอนัตตาก็ต้องเป็นไปตามปัจจัย แสดงความเป็นอนัตตาชัดเจน ทุกคำจะไม่ผิด และทุกคำสอดคล้องมา เพื่อที่จะให้เข้าใจชัดเจนขึ้น

    ผู้ฟัง แล้วถ้ายังงั้นเราจะช่วยเหลือญาติพี่น้อง คนที่ป่วยหนักได้ยังไงครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าช่วยเค้าเดี๋ยวนี้ได้ ก็ช่วยเขาตอนนั้นได้ แล้วเดี๋ยวนี้ช่วยได้ไหมตอนนี้

    ผู้ฟัง ก็ต้องแนะนำให้เขาฟังธรรม

    ท่านอาจารย์ แล้วช่วยได้มั้ย แนะนำแล้วช่วยได้มั้ย

    ผู้ฟัง เค้าไม่ค่อยฟังนะครับ

    ท่านอาจารย์ ก็อย่างเงี้ยค่ะ เพราะฉะนั้นตอนจะตายยิ่งเหมือนเลย ไม่ได้ต่างกับเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ตอนไหนก้อเหมือนกันทั้งนั้น ตอนเป็น ตอนตายก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ มีกุศล อกุศล ตามเหตุ ตามปัจจัย แล้วเขาเป็นญาติเฉพาะชาตินี้ใช่ไหม คุณพจน์มีญาติพี่น้องกี่คนคะชาติก่อน

    ผู้ฟัง ไม่ทราบครับ

    ท่านอาจารย์ ใครเป็นใคร อยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้เลย ชาติก่อนก็ห่วงใย คนที่จะใกล้จะตายอย่างนี้ละ แต่ถึงเวลาก็ไม่รู้จักกันเลย ไม่รู้จักแม้ตัวเรา เพราะไม่ใช่เราอีกต่อไป ใครก็ไม่รู้ นี่บ้านใครก็ไม่รู้ ที่แท้เคยอยู่มาตั้งนานใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่เป็นอนัตตาค่ะ ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนที่จะเป็นเราได้สักขณะเดียว เพราะหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวจริงๆ เลยค่ะไม่มีค่ะ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ก็หลงเข้าใจว่ายังมี แต่ความจริงทุกอย่างเนี่ยแค่จากไม่มี และก้อมีนิดเดียว แล้วก็หมด แล้วไม่เหลือเลย ก็เหมือนตอนที่ยังไม่มี ตอนที่ยังไม่เกิด ก็ไม่มีเราใช่ไหมคะพอเกิดเป็นเรา พอตายแล้วเราอยู่ไหน ก็ไม่มี ไม่รู้จะอายุยืนอายุสั้นแค่ไหนก็ตามแต่ค่ะ ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยคือไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมด เป็นเห็นแล้วก็จำ แล้วก็คิด แล้วก็สุข แล้วก็ทุกข์ตลอด เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในบรรดาธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น สังขารธรรมทั้งหลาย ปัญญาเป็นเลิศ แล้วอย่างนี้จะไปนั่งสมาธิ แล้วได้ประโยชน์อะไร ไปนั่งติดข้องไม่รู้อะไร ชวนกันไปแต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะไม่รู้เพราะติดข้อง

    สนทนาธรรมระหว่าง เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙

    อ.นภัทร กราบท่านอาจารย์สุจินต์ครับ ได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนที่ฟังธรรมกับ ท่านอาจารย์นะครับ แล้วก็บุคคลที่เป็นพื่อนเนี่ย มีความเข้าใจว่า ในขณะที่ดื่มเหล้าเนี่ย สติปัฐานเนี่ย สามารถที่จะเกิดได้ ในขณะที่เขาดื่มสุรา ที่เกิดได้เนี่ยเพราะว่ากลิ่นก็รู้ รสก็รู้ในขณะที่ดื่ม ผมก็บอกว่า ที่กินเหล้าเนี่ย สติจะเกิดได้อย่างไร เพราะขณะนั้นไม่ได้เป็นไปในกุศล เพราะฉะนั้นสติก็คือโสภณเจตสิกที่จะเกิดกับ กุศลที่ระลึกเป็นไปในทานบ้าง ในศีลบ้าง หรือในการที่จะอบรมเจริญสมาธิที่เป็นสมถะ หรือว่าเจริญปัญญาที่เป็นวิปัสสนา

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นนะคะ ก็รู้สึกว่าเราฟังธรรมเนี่ย เพื่อเราจะเจริญสติปัฏฐาน หรือว่า ฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ ที่กำลังกล่าวคือการเริ่มต้นนี่ค่ะ เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะ เพราะเหตุว่าเราประมาทคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าจะรู้ได้โดยง่าย แค่ได้ยิน ก็สติปัฏฐานละ เจริญสติปัฏฐานละ แต่ความจริงนะคะ ต้องรู้ว่าเดี๋ยวนี้อ่ะค่ะ ทุกคนกำลังมีจิตซึ่งไม่รู้จัก แล้วก็ยึดถือว่าเป็นจิตของตัวเอง แต่จิตนั้นน่ะมาจากไหน ในแสนโกฏฏ์กัปป์ นับไม่ถ้วนเลยนะคะ ทั้งเห็นแล้วก็ไม่รู้ ได้ยินแล้วก็ไม่รู้ และยึดถือว่าเป็นเรามานานแสนนาน แต่พอได้ยินคำสอน มุ่งหน้าที่จะเจริญสติปัฎฐาน แล้วก็ไม่รู้เลยว่าจิตของแต่ละคนนี่ค่ะ หนาแน่นไปด้วยกิเลสนะคะ ซึ่งเหมือนจมอยู่ใต้มหาสมุทร ไม่ได้โผล่ขึ้นมาให้เห็นชัดๆ อย่างเราจะพูดเรื่องโลภะเดี๋ยวนี้ก็มี เห็นหรือยัง นี่เห็น พูดเรื่องอะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดคนที่ศึกษาพระอภิธรรม ก็จะมีเรื่องของจิตเจตสิกรูป ตอบได้หมดเลย จิตมีเท่าไหร่ แล้วเดี๋ยวนี้ล่ะ หายไปไหน อยู่ที่ไหน จมอยู่ใต้มหาสมุทรหรือเปล่า มืดสนิท ไม่สามารถที่จะมีปัญญา ที่เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะลงไปถึงการที่จะรู้ลักษณะ ของสภาพธรรม ซึ่งไม่เคยปรากฏให้รู้เลย แม้ในขณะนี้นะคะ ก็เห็น ไม่ใช่ไม่มีเห็น แล้วเห็นก็ไม่ใช่เรา ฟังมากี่ครั้งก็ตามแต่ จะสติปัฏฐานเกิดมั้ย หรือว่าจะค่อยๆ ละความไม่รู้ ความติดข้อง ในเห็นที่กำลังเห็น โดยที่ว่าไม่ได้เจาะจงว่าแล้วเมื่อไหร่ล่ะ เราฟังนานเท่าไร สติสัมปชัญญะนี้จะเกิดแล้วก็เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ นั่นคือความเป็นตัวตนนะคะ มากมายมหาศาล ไม่เคยหายไปไหนเลย แม้แต่เพียงฟังนี่ แล้วเมื่อไหร่สติปัฏฐานจะเกิด จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ หารู้ไม่ว่าถ้าไม่ใช่ปัญญา อะไรอะไรก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจ สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ เราใช้คำว่าปัญญา เพราะเราชินกับคำนี้นะคะ ตั้งแต่เล็กแต่น้อย มาไปโรงเรียน คนนั้นก็คือสติปัญญามาก ได้คะแนนเท่าไหร่ อะไรๆ แต่นั่นไม่ใช่ความเข้าใจ สิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง ชั่วขณะที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นแต่ละคำนี่นะคะ เป็นคำที่ลืมไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นคำที่จะ ละความติดข้อง ความต้องการ แต่ถ้าเป็นคำอื่นนี่ จะมุ่งหน้าให้เราไปต้องการ ไปเป็นตัวตน ที่จะรู้อย่างนั้น จะรู้อย่างนี้นะคะ แต่ลืมสนิทว่าจิตที่สะสมอกุศลมา หนาแน่นมาก แม้พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ ก็ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน ในสังสารวัฎฏ์ที่ผ่านมาทั้งหมด เต็มไปด้วยเรา เต็มไปด้วยความต้องการ เต็มไปด้วยความอยากได้ แม้แต่เพียงการฟังธรรม ก็อยากจะรู้อย่างนี้ อยากจะเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งแสนที่จะยากค่ะ ว่าเมื่อไหร่ปัญญาจะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องอย่างนี้ค่ะ ไม่ใช่เรื่องตัวเราจะไปพากเพียรพยายาม แต่เป็นเรื่องสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ทีละเล็กทีละน้อย ตามความเป็นจริงนะคะ ซึ่งถ้าไม่อาศัยการฟังพระธรรม ด้วยความเคารพอย่างยิ่งเนี่ย ทุกคนประมาท โดยเฉพาะคนที่คิดว่าธรรมไม่ลึกซึ้ง กล่าวกันว่าธรรมไม่ลึกซึ้ง คำนี้เหมือนความว่ายังไงคะ ไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน ไม่เคารพในการที่ ธรรมเดี๋ยวนี้นี่ค่ะ ต้องบำเพ็ญบารมีกันนานเท่าไหร่ กว่าจะไม่ใช่เรา ที่กำลังเห็นถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำนี่ละเอียดมากนะคะ ไม่ใช่เรา ที่กำลังเห็นถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏ หลายชั้นมั้ยคะ ไม่ใช่เราที่กำลังเห็นถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องเริ่มต้นตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แล้วสิ่งที่กำลังปรากฏเนี่ยเป็นอะไร เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจได้ทันที ตรงตามที่ได้ฟัง เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เห็นมั้ยคะ แค่นี้ต้องอาศัยกาลเวลานานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ด้วยความเคารพ คือรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยาก ละเอียด ลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่าใครที่มีความเป็นตัวตน เป็นเราเนี่ยจะถึงได้เลย มีแต่ว่าขณะนั้นนะคะ เครื่องกั้นเกิดก็ไม่รู้ เพราะว่าไม่เคยรู้จักสภาพธรรมที่กั้นขวาง การที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เมื่อเป็นความติดข้องที่ฉาบทา ไว้เหนียวแน่นมากนะคะ หนาแน่นเหนียวแน่น แล้วจะเอาความเป็นตัวตน ออกจากสิ่งที่กำลังปรากฏเช่นเห็น หรือว่ากำลังได้ยิน กำลังคิดนึกได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมด้วยความเห็นที่ถูกต้องนะคะ ไม่ต้องไป ปรารภกันสนทนากันเรื่องดื่มเหล้าสติปัฏฐานเกิด หรืออะไรนะคะ แต่ว่าขณะนี้หรือขณะนั้น หรือขณะไหนก็ตามนะคะ จิตขณะนั้นปรากฏเอง ว่าไม่ใช่เรา และธาตุรู้เนี่ยเพียงได้ยินอย่างนี้นะคะ ไม่เห็นยากเลย ธาตุรู้ก็รู้สิ แต่เดี๋ยวนี้กำลังเห็น ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นรู้ว่าสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้ แค่เห็นแล้วดับ ชั่วหนึ่งขณะจิต จะเร็วสักแค่ไหน เพราะเหตุว่าเพียงแค่หลับตานะคะ อะไรอะไรก็หายไปไหนหมดเลย หายไปเลยไม่เหลือเลยนะคะ แต่พอลืมตาทำไมเยอะอย่างงี้ล่ะ และแต่ละ๑ซึ่งมีจริงๆ เนี่ยจะกระทบตา เป็นปัจจัยที่จะทำให้เห็นเดี๋ยวนี้กำลังเกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับไป ก็ไม่มีใครรู้เลย

    เพราะฉะนั้นการเกิดดับของสภาพธรรมเนี่ยนะคะ หรือวิสัยที่ตัวตน ความต้องการ ที่จะไปทำให้ประจักษ์แจ้งได้ จนกว่าจะเข้าใจถูกต้องว่าจริงๆ แล้วนี่ค่ะ ที่ภาษาไทยเราใช้คำว่าปัญญา หมายความว่าความเห็นถูก คือเข้าใจจริงๆ ในลักษณะที่เป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งไม่มีโอกาสจะเกิดได้เลย ถ้าอาจไม่ได้ฟังพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเริ่มเห็นความต่าง พระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญพระบารมี ยิ่งด้วยปัญญา ต้องถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ยิ่งด้วยปัญญา แต่ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ที่ยิ่งด้วยศรัทธานะคะ ก็ถึง ๘ อสงไขยแสนกัปป์ ถ้ายิ่งด้วยวิริยะ และเราล่ะคะยิ่งด้วยอะไรรึเปล่า หรือว่าฟังก่อนนะคะ ถ้ายิ่งด้วยวิริยะก็ถึง ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ แล้วฟังกี่ครั้งแล้ว ฟังเท่าไรแล้ว นานพอที่สติสัมปชัญญะจะเกิด ไม่ใช่เรา เพราะมีเหตุปัจจัยพอที่สติสัมปชัญญะจะเกิด ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นนะคะ แล้วก็มีผู้ที่บอกให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ ในพระไตรปิฏกไม่มี เพราะเหตุว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริง เพื่อที่จะให้คนอื่นเนี่ย มีโอกาสได้ฟังความจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ฟังเนี่ยนะฮะ ต้องไตร่ตรองว่าจริง อย่างที่ได้ฟังหรือเปล่า ไม่ใช่ให้เชื่อเลยค่ะ แต่ว่าพูดถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะพูดความจริง ของสิ่งที่มีจริงถึงที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าให้เราเพียงฟังนะคะ เก็บความสงสัย เก็บความข้องใจ เป็นเรื่องอื่นหมด แต่ลืมว่ากำลังฟังเรื่องจิต ธาตุรู้ สภาพรู้ มีจริงๆ ถ้าไม่มีขณะนี้ก็ไม่มีใคร มานั่งอยู่ตรงนี้เลยทั้งสิ้นใช่ไหมคะ แต่เพราะเหตุว่ามีธาตุซึ่งเป็นธาตุรู้ แล้วก็มีธาตุซึ่งไม่ใช่ธาตุรู้ สองอย่างนี้ ค่ะเท่านั้นซึ่งเกิดดับเพราะเหตุปัจจัย แล้วใครก็จะหยุดยั้งไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เมื่อวานนี้ก็ผ่านไปหมดไม่เหลือเลย วันนี้ก็กำลังจะผ่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดวันนี้ และก็ต้องมีพรุ่งนี้ต่อจากวันนี้อีกฉันใดนี่ค่ะ ชาติก่อนก็เหมือนอย่างนี้อย่างแหละ อยากรู้มั้ยคะชาติก่อน เป็นใคร อยู่ที่ไหน อยากรู้มั้ย ไม่อยากนะคะ แต่พอถึงชาติหน้าชาตินี้แหละเป็นชาติก่อนของชาติหน้า รู้ชัดเจน ไม่ต้องย้อนมานึกถึงว่า เอ๊ะชาติก่อนเราเป็นใคร ก็เป็นอย่างนี้ไง พอถึงชาติหน้าจะได้รู้ว่า ทำอะไรบ้างในชาติ ดีชั่วมากน้อยแค่ไหน

    แต่ว่าจริงๆ แล้วนะคะ ก็คือว่าถ้ามีความเข้าใจจริงๆ นี่ค่ะ เราจะไม่ละโอกาส ที่มีโอกาสจะได้เข้าใจความจริงของสิ่งซึ่ง ไม่สามารถจะเข้าใจได้เลย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เพื่อละ ไม่ใช่เพื่อที่จะรู้ว่าสติปัฎฐานเป็นยังไง เมื่อไหร่จะเกิด เกิดแล้วเป็นยังไงนะคะ นั่นคือจุดประสงค์ของการฟังพระธรรม เพื่อจะรู้สติปัฏฐาน เพื่อจะทำสติปัฎฐาน หรือว่าจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเรื่องละเป็นเรื่องหนึ่งนะคะ เพราะไม่รู้ก็ฟัง ฟังเรื่องอะไร เรื่องที่มีจริง ฟังแล้วยังไม่รู้ ก็ยังไม่พอ แต่ทุกคำที่ได้ฟังเนี่ย พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ใช่ไหม ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น โดยความเป็นอนัตตา อันนี้ลืมไม่ได้เลยค่ะ มิฉะนั้นอัตตาก็ขวางตลอด โดยที่ว่าไม่รู้เลย เพราะเคยขัดขวาง การที่จะเข้าใจ สิ่งที่กำลังปรากฏนี่ค่ะ มานานแสนนาน เพราะความติดข้อง ด้วยเหตุนี้นะคะ การสนทนาทั้งหมด ก็เพื่อที่จะได้เข้าใจสิ่งที่มี ซึ่งแล้วแต่ มีข้อสงสัยหรือว่า ต้องการที่จะเข้าใจเรื่องอะไร ก็เพื่อให้จิตซึ่งสะสมอกุศล ความไม่ดีมามากมายมหาศาล ทรงอุปมาว่าเป็นโรคร้ายแรงมากนะคะ เน่าเหม็น สกปรกทุกอย่าง ขณะนี้ก็กำลังเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นการเข้าใจพระธรรมจริงๆ เท่านั้นค่ะ จะเป็นสิ่งที่ค่อยๆ ชำระล้างความไม่รู้ ซึ่งเปรียบเหมือนกับเชื้อโรค และความสกปรก ความเน่าเหม็นต่างๆ นี้ออกได้ เพราะเหตุว่าตราบใดที่ยังมีความไม่รู้ ก็ต้องมีกิเลส เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดนะคะ ที่ว่าต้องเข้าใจก่อนในขั้นต้นว่าฟังเพื่ออะไร เพื่อชำระล้างจิตของแต่ละคน ซึ่งสะสมมานับประมาณไม่ได้ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก เพิ่มเข้าไปอีกเรื่อยๆ ตราบใดที่ไม่เข้าใจธรรม

    อ.นภัทร ที่นำมากราบเรียน ก็เพื่อที่จะเกื้อกูลให้เขาค่อยๆ เข้าใจถูกขึ้น

    ท่านอาจารย์ ค่ะนี่เป็นเหตุที่พูดเรื่องนี้ไงคะ เราฟังเพื่อขัดเกลาจิตซึ่งแต่ละหนึ่งคน เนี่ย สะสมมาหลากหลายมาก เพราะอะไรคะ จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะทีละหนึ่งขณะ ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่สิ่งที่สะสมมานะคะ ก็จะสะสมสืบต่อ ปรุงแต่งต่อไปให้เป็นแต่ละหนึ่ง ไม่ซ้ำกันแม้แต่คนเดียว จิตหนึ่งขณะที่เกิดดับไปก็ไม่ซ้ำ ไม่มีอะไรซ้ำ ดับคือไม่กลับมาอีก

    อ.นภัทร เพราะฉะนั้นเพื่อนเค้า มีความคิดเห็นว่า ในขณะที่ดื่มสุราเนี่ยครับ รสก็รู้กลิ่นก็รู้ ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ที่กำลังปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ต้องมีปัญญามาก

    อ.นภัทร เขาบอกว่าระลึกรู้สภาพธรรม ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ เป็นกุศลไม่ใช่หรือ

    ท่านอาจารย์ ใครพูดอย่างนี้นะคะ ต้องมีปัญญามาก แต่ถ้ามีปัญญาไม่ถามใคร เห็นไหมคะ มีกุศลเป็นปกติ มีสติปัฏฐานเป็นปกติ ต้องไม่ใช่เรา และถ้าขณะนั้นน่ะจะไม่รู้หรือว่าเป็นกุศล ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะฟังเผินๆ ค่ะ ใครจะพูดยังไงก็สะสมมาที่จะคิดอย่างนั้น ที่จะพูดอย่างนั้นนะคะ ตัดไปเลย ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราจะต้องไปคิดถึงเรื่องอื่น แต่ว่าให้รู้ตามความเป็นจริงว่า เมื่อไรก็ตาม ชาติไหนก็ตาม สภาพธรรมเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย แม้แต่เห็นขณะนี้ค่ะ ถ้าไม่มีตาแค่เนี้ยก็ไม่เห็นละ ไม่มีสิ่งที่กระทบตา ขณะนั้นก็ได้ยิน เพราะสิ่งนั้นไม่ได้กระทบตา จิตจะเห็นเกิดขึ้นไม่ได้เลย ทุกอย่างละเอียดมากเพื่อรู้ เพราะฉะนั้นผู้นั้นเป็นผู้ที่หมดความสงสัยนะคะ หรือคลายความข้องใจ ด้วยความเห็นถูกของตนเอง ไม่มีการที่เราจะไปคิดว่า เอ๊ะแล้วคนนี้เค้าพูดถูกหรือเปล่า ขณะนั้นก็คือว่าไม่มีความสำคัญ เขาพูดก็คือเขาคิด แต่ถ้าเราจะฟังนะคะ ไตร่ตรองสักนิดหนึ่ง เดี๋ยวนี้สติปัฏฐานเกิดรึเปล่า ถ้าไม่เคยฟังมาก่อนเลยคำว่าสติปัฏฐานคืออะไรก็ไม่รู้ เป็นผู้ที่ตรงตามความเป็นจริง ตอนเป็นเด็กนะคะ ไปโรงเรียน ก็มีสมุดพก ไม่ทราบสมัยนี้มีหรือเปล่านะคะ สมัยก่อนก็จะบอกว่าเด็กคนนี้มีสติปัญญาดี เก่งจัง นะคะ แต่ว่านั่นเป็นภาษาไทย เพราะเหตุว่าภาษาไทยนี่ค่ะ ใช้คำของภาษาอื่น แต่ไม่ได้เข้าใจตามความหมายของคำนั้นเลย สติเป็นอกุศลไม่ได้ สติรู้อะไร ไม่ใช่สติ เรียนหนังสือเก่ง เห็นไหมคะ ผิดละ

    เพราะฉะนั้นเราก็ไม่เคยมีความเข้าใจคำที่เราพูด ตั้งแต่เกิดจนตาย อันนี้แน่นอนที่สุดนะคะ พูดผิดพูดถูก เพราะเหตุว่าแล้วแต่ภาษา ถ้าเราภาษาอื่นมาใช้ แต่ไม่ได้เอาความหมายในภาษานั้น อย่างถูกต้องมาใช้ เราก็เข้าใจผิด เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้หลายอย่างนะคะ ว่าถ้าไม่พิจารณาแล้วก็เอาคำของทางโลกมาใช้เนี่ย ไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมได้เลย ด้วยเหตุนี้ก็ตั้งต้นใหม่นะคะ ด้วยคำธรรมดา ที่เราใช้เป็นประจำวัน แต่ว่าค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มี ทำไมเราใช้คำธรรมดา เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีเป็นปกติธรรมดา แล้วก็ถ้าเราใช้คำอื่นนะคะ ที่เราไม่รู้จักเลยอย่างนี้ จะมาเข้าใจได้มั้ย อย่างขณะนี้สติเกิด ไม่รู้อะไรสติคืออะไร เอาคำของเขามาใช้ สติ แต่ถ้าศึกษาธรรมนะคะ เราเริ่มที่จะเข้าใจ คำที่ได้ยินถูกต้องขึ้น ว่าถ้าใช้คำว่าสติ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีธรรมที่เป็นสติ แต่ธรรมเนี่ย หลากหลายมากเลยค่ะ ตั้งแต่ตื่นมา เฉพาะวันนี้วันเดียวนะคะ เห็นไม่รู้อะไรบ้าง เหมือนไม่ได้ดับไปเลย พอตื่นแล้วนี่ ตื่นแล้วก็เหมือนเห็นตลอดเวลา ทั้งวันเลย แต่เอ๊ะได้ยิน ก็ไม่ใช่เห็น

    เพราะฉะนั้นเริ่มค่อยๆ เข้าใจว่า ฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีเป็นปกติ แล้วใช้คำที่สามารถที่จะเข้าใจได้ ตามปกติด้วยนะคะ แล้วทุกคำที่พูดก็ต้องค่อยๆ เข้าใจความหมายของคำที่พูดนั้นชัดเจน แม้ว่าคำนั้นจะเป็นคำภาษามคธี ซึ่งดำรงรักษาพระศาสนาไว้ จึงใช้คำว่าปาละหรือปาลี หรือคนไทยก็ใช้ บาลี ภาษาบาลี เพราะฉะนั้นแต่ละคำเดี๋ยวนี้นะคะ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ถ้ายังไม่เคยฟังธรรมเลย เอ๊ะ เดินดีๆ นะ อย่าให้หกล้มต้องระวัง ต้องมีสติ ใช้คำอย่างนี้ค่ะ แล้วจะเข้าใจว่ายังไง ถ้าไม่ศึกษาธรรม ก็ไม่มีทางจะเข้าใจเลยนะคะ เพราะฉะนั้นเขาจะว่าอะไรก็ตามแต่ ถ้าบอกว่ามีสติ ในขณะที่เห็น เก่งมั้ย ถ้าเป็นสติปัฎฐาน ระดับไหน เพราะเหตุว่า สติมีหลายระดับ แต่ต้องเข้าใจว่าสติหรือไม่ใช่สติ เพราะเหตุว่านั่งอย่างเนี่ยนะคะ ก็ไม่ได้ตกเก้าอี้ มีสติ หรือเปล่า เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะกล่าวว่ากำลังมีสติ เพราะฉะนั้นทุกคำประมาทไม่ได้เลยค่ะ ใครจะได้ฟังธรรม หรือไม่ได้ฟังธรรม ใครจะได้ฟังผิดหรือถูก ใครจะได้ฟังมากหรือน้อย ใครจะเข้าใจ ละเอียดยิ่งขึ้น หรือว่าเผินๆ ก็เป็นเรื่องของแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องคำนึงเลยนะคะ ถ้าเข้าใจจริงๆ เพราะอะไรคะ เพราะเหตุว่าธรรมเกิดขึ้นทีละหนึ่ง เป็นเรารึเปล่า ไม่ใช่เรา ก็ไม่รู้ แล้วก็ธรรมจริงๆ หนึ่งเนี่ย เกิดมาเป็นคนหรือยัง ที่เป็นอะไร หรือเปล่า แค่หนึ่งจิต ธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป ฟังดีๆ เข้าใจถูกต้องก็คือว่า เป็นอะไรไม่ได้เลยค่ะ นอกจากเป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นรู้แล้วดับ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 179
    11 พ.ค. 2567