ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิอิมเพรส จ.น่าน

    วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นหนทางเดียว จากการเริ่มเข้าใจถูกว่า ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีทุกขณะ ไม่ว่าที่ไหนได้เลย ด้วยเหตุนี้ประเทศที่สมควรคือ ที่ที่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ฟังและเข้าใจ บนรถยนต์ก็ได้ รถไฟก็ได้ ที่บ้านก็ได้ ในสวนสาธารณะก็ได้ ที่ไหนก็ได้ที่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวต่างประเทศอยู่แสนไกล แต่เขาก็ได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเข้าใจ นั่นก็คือประเทศที่สมควร เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยคำซึ่งเป็นเหมือนศาสดาแทนพระองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร มิตรที่ดี คำว่ามิตรที่ดีคือหวังดี พร้อมที่จะเกื้อกูลทำประโยชน์กับบุคคลอื่น ไม่คิดร้ายไม่หวังร้ายไม่แข่งดี ไม่ทำอะไรที่เป็นโทษแก่คนอื่น

    เพราะฉะนั้นมิตรแท้ คือผู้ที่ให้สิ่งที่ดีที่สุดที่จะให้ได้ เราทุกคนที่อยู่ที่นี่ เป็นมิตรแท้หวังดีต่อกัน พยายามให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีกว่าอย่างอื่น เพราะว่าให้อย่างอื่นก็ได้ชั่วคราว ให้ดอกไม้สวยๆ เย็นนี้ก็ต้องทิ้งไปแล้ว แต่ถ้าให้ความเข้าใจ ความเข้าใจจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เมื่อรู้ประโยชน์และไม่ขาดการฟัง เพราะอะไร ออกจากห้องนี้ก็ลืมหมดแล้ว ธรรมที่ได้ฟัง เร็วยิ่งกว่านั้นอีก กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ก็คิดเรื่องอื่น ห้ามไม่ได้ เพราะว่าสะสมมาที่จะติดข้อง ในรูปที่ปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ ตามความคิดนึก แต่ความจริงก็เพียงปรากฏให้เห็น แต่การคิดถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งต่างๆ นำมาซึ่งเรื่องราวทั้งโลกทุกประเทศ เหตุการณ์ต่างๆ จากเห็น ยังได้ยินอีก แค่เสียงใช่ไหม เสียงเป็นเสียง แต่ว่ากว่าแต่ละคน จะเข้าใจความหมายของเสียงในแต่ละเสียง ในภาษาของตน เกิดมาเข้าใจทันทีหรือเปล่า ต้องฟังตั้งนาน ใช่ไหม กี่วันกี่เดือน ค่อยๆ คุ้นกับเสียงในภาษาที่ได้ยินบ่อยๆ จนกระทั่งรู้ว่าเสียงนั้นหมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้นเสียงนำมาซึ่งเรื่องราวต่างๆ มากมายมหาศาลใช่ไหม เดือดร้อนกันเพราะเสียงใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็แสดงให้รู้ว่า ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่ากว่าจะละทุกข์อย่างที่ต้องการ ไม่ใช่มีใครไปทำให้ทุกข์ไม่เกิดได้ นอกจากปัญญาที่เห็นโทษตามลำดับขั้น สิ่งที่ไม่ดีก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง แต่จะเป็นเราทำ เราใช้ เราคิดเองเป็นไปไม่ได้ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นแม้แต่ความคิด หรืออะไรก็ตามทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด ความเข้าใจเป็นธรรมไหม

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรา ถ้าตอบว่าเป็นธรรมคือไม่ใช่เรา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ความไม่เข้าใจเป็นธรรมไหม

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็น เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร จะปฏิบัติธรรมได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะยังไม่รู้เลยว่า ปฏิบัติธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นต้องทุกคำ ปฏิปัตติไม่ใช่ปริยัติ เพราะว่าความเข้าใจธรรมมี ๓ ขั้น คือขั้นแรกที่สุดต้องฟังก่อน ใช่ไหม แต่ฟังแล้วไตร่ตรอง เข้าใจมั่นคงขึ้นเป็นสัจจญาณ ปัญญาที่ตรงต่อความเป็นจริงไม่เปลี่ยน เช่น อะไรก็ตามที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมด ดีก็เป็นธรรม ชั่วก็เป็นธรรม โกรธก็เป็นธรรม ไม่โกรธก็เป็นธรรม ทุกอย่างหมดเลย แล้วเมื่อไหร่จะรู้ เพราะว่าทั้งหมดคือชีวิตประจำวัน ทั้งหมดเลยไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม จึงเป็นเราหาวิธีที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ลืมว่าถ้าเข้าใจจริงๆ มั่นคงจริงๆ รอบรู้จริงๆ เป็นสัจจญาณ ก็รู้ว่าไม่มีเราที่จะไปทำอะไร แต่ว่าเป็นกิจหน้าที่ของธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งทำแทนกันไม่ได้

    อย่างความเห็นถูก จะไปทำหน้าที่ของความไม่รู้ก็ไม่ได้ ความไม่ติดข้องจะไปทำหน้าที่ของความติดข้องก็ไม่ได้ ความไม่โกรธจะไปโกรธก็ไม่ได้ เพราะลักษณะนั้นเกิดขึ้นไม่โกรธ จะให้เป็นโกรธก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมีความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีแต่ธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งถ้ายิ่งเข้าใจความเป็นธรรมมากเท่าไหร่ ความเข้าใจนั้นต่างหากที่ค่อยๆ ละความเป็นเรา ไม่ใช่ละวางเสียปลงเสีย โดยไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ต้องรู้เหตุด้วยว่าที่จะเป็นอย่างนั้นได้เพราะเข้าใจ และที่ไม่เป็นอย่างนั้นก็เพราะไม่เข้าใจ

    เพราะฉะนั้นปฏิปัตติธรรมต้องมีความเข้าใจธรรมก่อน รู้ว่าปัญญารู้อะไร ปัญญารู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เพราะเกิดแล้วก็ดับ ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดแล้วดับ อะไรเกิดดับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราไปทำ แต่สิ่งที่มีอยู่แล้วถูกปกปิดด้วยความไม่รู้มานานมาก แม้ว่าได้ฟังว่าเป็นธรรม ก็ยังไม่สามารถจะปล่อยวางได้ เพราะความรู้ขั้นนี้ไม่พอคือขั้นปริยัติ แต่ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจขั้นนี้ ปฏิปัตติก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีการไปปฏิบัติที่ไหนเลยทั้งสิ้น แต่เดี๋ยวนี้ที่เข้าใจ ธรรมปฏิบัติหน้าที่ของธรรม เพราะฉะนั้นสำนักปฏิบัติ ผิดหรือถูก

    ผู้ฟัง ผิด

    ท่านอาจารย์ ผิดก็คือผิด ผิดเพราะอะไรต้องมีเหตุผล ไม่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น ทำไมต้องไปเดิน เดี๋ยวนี้ไม่ได้เดินรู้ได้ไหม มีธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ กำลังเดินก็มีธรรมเหมือนกับที่นั่งใช่ไหม มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก แล้วทำไมต้องไปเดิน แล้วต้องไปเดิน ใครเดิน ใครอยากเดิน ถ้าไม่อยากเดินจะเดินไหม

    ผู้ฟัง ไม่เดิน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกอย่าง ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เราก่อน แล้วถึงจะถึงปฏิปัตติธรรมได้

    ผู้ฟัง ผมก็ปฏิบัติมา ผมก็กว่าจะเข้าใจแต่ละอย่างไม่ใช่ง่ายๆ อย่างสมถะ วิปัสสนาอย่างนี้ ต้องทำความเข้าใจต้องทำให้แจ้ง

    ท่านอาจารย์ การฟังและก็รู้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง และก็เป็นผู้ที่ตรง ในพระไตรปิฎกจะมีคำว่า เมื่อฟังธรรมเข้าใจ ผู้ที่เข้าใจอาจหาญร่าเริง เพราะว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งใดถูก แล้วพูดสิ่งที่ถูกให้คนอื่นได้เข้าใจถูกเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษเลย เพราะฉะนั้นเราทุกคนที่เข้าใจแล้ว ก็คงจะพูดธรรมให้คนอื่นได้เข้าใจตามสมควร ถ้าเห็นว่าคนอื่นสนใจที่จะเข้าใจ พร้อมที่จะฟัง ก็ให้เขาได้ยินได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง นี่ก็จะทำให้พระศาสนาดำรงอยู่ เพราะเหตุว่าแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองพระองค์ก็ทรงประกาศพระศาสนา และเมื่อมีผู้ที่บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ทรงส่งพระภิกษุอรหันต์นั้น ไปประกาศพระศาสนาด้วย เพราะฉะนั้นพระธรรมของพระองค์ ยิ่งพูดยิ่งประกาศให้คนเข้าใจก็ยิ่งรุ่งเรือง

    เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นมิตร หวังดีกับทุกคน ก็คือพูดคำจริงที่เป็นประโยชน์ ที่จะให้เขาเข้าใจว่า นั่นคือประโยชน์สูงสุดในชีวิต เหมือนกับอยู่ด้วยกันตั้งหลายคน แต่ถ้าเข้าใจธรรมแล้ว ไม่มีใครเลย ถ้าไม่คิด มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏแล้วก็ดับไป กว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะต้องมีสิ่งนั้นแหละเกิดดับสืบต่อ ปรากฏลักษณะให้เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น เราจุดก้านธูปหนึ่งดอก แกว่งให้เป็นวงกลม ไม่ได้เห็นหนึ่ง เห็นวงกลมเลย ฉันใด แม้เห็นดอกกุหลาบสักดอกเดียว หรือใบไม้สักใบเดียว กว่าจะเห็น เห็น เห็นซ้ำจนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน ให้สภาพจำ ไม่ใช่เรา ธรรมหลากหลายมาก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียด ถึงความต่างกันของแต่ละหนึ่งว่าจำ ไม่ใช่โกรธ จำเป็นจำ เกิดแล้วจำเท่านั้น

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน เป็นธาตุรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏว่าชัดเจนเลย เสียงที่กำลังได้ยินต้องชัดเจนกว่าเสียงที่ไม่ได้ยินแต่คิดใช่ไหม หรือว่าเสียงนั้นดับไปแล้ว ก็พยายามไปคิดถึงเสียงนั้น ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับขณะที่คิด เพราะฉะนั้นให้รู้ว่า ที่เสียงเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ชัดอย่างนี้ ก็เพราะมีธาตุรู้ซึ่งเราใช้คำว่าจิตเกิดขึ้น รู้แจ้งในสิ่งที่จิตกำลังรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสิ่งที่เกิดดับสืบต่อปรากฏ สภาพธรรมที่เกิดกับจิตคือสภาพจำ ภาษาบาลีใช้คำว่าเจตสิกะ ภาษาไทยก็ออกเสียงว่าเจตสิก เป็นสภาพรู้แต่ไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานอย่างจิต แต่เกิดกับจิต อาศัยจิตเกิด อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ขาดกันไม่ได้เลย เพราะปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เจตสิกซึ่งจำ เกิดขึ้นจำ เพราะฉะนั้นจึงจำได้ เดี๋ยวนี้ที่จำได้ ไม่ใช่เราและไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกที่จำ นี่คือทั้งหมดที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา กว่าจะเข้าใจรอบรู้ในขั้นปริยัติ ก่อนจะถึงปฏิบัติ ถ้าไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานอย่างมั่นคง ไม่มีปัจจัยที่จะให้สติสัมปชัญญะซึ่งรู้ขึ้น ในสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง ในความเป็นธรรมทีละเล็กทีละน้อยได้ ด้วยเหตุนี้การฟังธรรม พอเข้าใจรู้ความต่างของขณะที่ไม่เข้าใจกับเข้าใจ เพราะฉะนั้นเข้าใจมาก ร่าเริง อาจหาญ จะเกรงกลัวอะไรในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นประโยชน์ด้วย

    เพราะฉะนั้นชาวพุทธทุกคน ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็กล้าที่จะพูดสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์กับคนอื่น เพราะฉะนั้นขอถามว่า คนที่ไปสำนักปฏิบัติเพราะไม่รู้ ถูกต้องไหม ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเวลานี้มีสำนักปฏิบัติ ใครไปสำนักปฏิบัติ เพราะไม่รู้ ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่า ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด เพราะว่าเราหวังดี เราก็จะต้องไม่ให้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเมื่อเขาทำเราก็ทำ แต่ได้อย่างไร เขาชวนให้เราไม่รู้ เราก็ไม่รู้ไปด้วยอย่างนั้นจะถูกหรือ เพราะฉะนั้นแต่ละคำแต่ละประโยคที่สนทนา ถามกลับไปกลับมา ก็เพื่อที่จะดูให้ชัดเจนว่า ความเข้าใจมั่นคงหรือยัง ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไปสำนักปฏิบัติไหม ไม่ไป ไม่มีทางไปเลย เพราะรู้ว่า เดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้จะรู้ได้ต่อเมื่อฟังไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    อ.อรรณพ ผมเองก็เหมือนจะเห็นใจท่านผู้ที่ท่านยังเข้าใจผิดอยู่ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ที่ท่านต้องไปสำนักปฏิบัติ แต่ถ้าเขายังสนใจที่จะศึกษาพระธรรมที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วย ก็ค่อยๆ ให้เขาได้เข้าใจขึ้น แต่ท่านอาจารย์ก็ตอบว่า ถ้าอะไรที่ไม่ถูกต้องจะเก็บเอาไว้ทำไม

    ท่านอาจารย์ ถ้ารู้จริงๆ จะทิ้งไหม สิ่งที่ผิด แต่เพราะรู้ไม่จริง ก็ยังคงมีความคิดว่า คงจะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเป็นคนที่มั่นคงจริงๆ ไม่เป็นประโยชน์แล้วทำทำไม อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แต่เฉพาะทำลายความเห็นถูก ทำลายประเทศชาติด้วยหรือเปล่า ทำลายพระพุทธศาสนาด้วยหรือเปล่า ต้องคิดให้ละเอียด คนที่ไปสำนักปฏิบัติทำให้คนอื่นหลงผิดว่า พระพุทธศาสนาคือสำนักปฏิบัติ ซึ่งเดี๋ยวนี้ทั่วโลกเข้าใจว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจะเข้าใจว่าพระพุทธศาสนารุ่งเรือง ถูกหรือผิด ถ้ารุ่งเรืองจะมีทุจริตทุกหนทุกแห่งไหม เป็นไปได้อย่างไร นั่นก็แสดงให้เห็นว่าไม่รุ่งเรืองแน่ จะกล่าวว่าพระพุทธศาสนารุ่งเรืองตรงไหน วัดวาอารามไม่ได้ทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรือง

    เพราะฉะนั้นต้องรู้พุทธศาสนาเป็นเรื่องละ ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุ หมายความว่าสละเพศคฤหัสถ์ ต้องตรง หน้าที่อื่นทั้งหมด การบำรุงวัดวาอาราม หรือว่าวัฒนธรรมประเพณีอะไรทั้งหมด เป็นเรื่องของคฤหัสถ์ ไม่เกี่ยวข้องกับพระภิกษุ ต้องแยกกัน เพราะว่าพระภิกษุถ้าจะทำอย่างนั้น ก็กลับมาเป็นคฤหัสถ์อีก จะไปสร้างโรงพยาบาลก็ไม่ใช่หน้าที่ของพระภิกษุ จะสร้างวัดก็ไม่ใช่หน้าที่ของพระภิกษุ หน้าที่ของพระภิกษุคือ คฤหัสถ์มีเวลาศึกษาธรรมน้อยกว่า แต่ว่าพระภิกษุตั้งแต่ตื่นจนหลับ ถ้ามีความรู้มีความเข้าใจ ก็สามารถที่จะอนุเคราะห์ให้คฤหัสถ์ได้ฟังธรรม แต่ถ้าไปวัดไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้เข้าใจธรรม ไปทำไม มีคำตอบไหม ต้องเป็นผู้ตรง ถ้าไม่ตรงไม่มีทางอย่างที่คุณอรรณพว่า ถูกบ้างผิดบ้าง ครึ่งๆ กลางๆ ส่วนที่ผิดก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นไม่มีความเข้าใจพอที่จะละความเห็นผิด แต่ถ้ามีความเข้าใจแล้ว มั่นคง ความเข้าใจมั่นคงนั่นแหละละความเห็นผิด

    ผู้ฟัง เรื่องสมาธิเป็นเรื่องวิกฤตในพุทธศาสนามาก การที่ทางมูลนิธิฯ ได้มาเผยแพร่เรื่องนี้ ก็น่าจะได้เข้าถึงหูของผู้บริหาร หรือระดับอาจารย์บ้าง

    ท่านอาจารย์ ความเห็นผิดมีมากทุกเรื่องทุกประเด็นก็ว่าได้ เพราะว่าโดยมาก ผู้ใหญ่จะคิดห่วงเยาวชน อะไรก็เยาวชน แล้วก็สอนเยาวชนให้เป็นคนดี สอนเยาวชนให้เข้าใจธรรม แต่ผู้ใหญ่ไม่ได้เข้าใจธรรม แล้วใครจะสอนเยาวชน เมื่อผู้ใหญ่ไม่รู้ ก็เข้าใจว่าที่สอนถูกต้อง เพราะเหตุว่าไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เยาวชน แต่ผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นคนที่ตรงว่า ที่จะแก้ปัญหาทุกเรื่อง ต้องเข้าใจจริงๆ ถึงเหตุ มิฉะนั้นก็แก้ไม่ได้ แล้วก็ทำลายสิ่งที่ถูกต้องโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น หลักสูตรของเด็กนักเรียน พูดเรื่องอริยสัจธรรม ผู้ใหญ่รู้ไหม ถ้าผู้ใหญ่ไม่รู้แล้วเอาอะไรไปให้เด็กรู้ได้ ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าเด็กรู้ แต่ผู้ใหญ่ไม่รู้ แต่ความจริงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าความรู้ของเด็กมาจากใคร ก็ต้องมาจากผู้ใหญ่

    เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่นั่นแหละ สนใจธรรมเห็นประโยชน์ของธรรม รู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด และก็แก้ไขหรือเปล่า ถ้ายังไม่แก้ไขด้วยความเข้าใจ ก็ต้องผิด เช่น สำนักปฏิบัติทำลายพระพุทธศาสนา ใครคิดบ้าง เพราะว่าคำไม่จริงทั้งหมดทำลายคำจริง ไม่ได้เกิดปัญญาอะไรเลยทั้งสิ้น แล้วสนับสนุนให้ไปสำนักปฏิบัติ ให้ไปไม่รู้ แล้วก็เสียเงินเสียทองด้วย ทำลายเงินทองของประเทศชาติ และก็ยังทำลายความเห็นถูกด้วย ทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง แล้วก็รู้จริงๆ ว่าเมื่อเป็นสิ่งที่ถูกควรทำ ทำทันที จะรีรออะไร เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ เราก็จะมีโอกาสที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้างเหมือนเดิม แต่เข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ที่นี่เห็น แต่ได้พูดในสิ่งที่มีประโยชน์ และฟังก็ฟังแล้วก็เข้าใจขึ้น แทนที่จะฟังเรื่องอื่นใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นทุกขณะที่สามารถที่จะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่าฟังอย่างอื่น พอมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ปัญญานั่นแหละนำไปสู่การที่ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วย ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และพระศาสนาซึ่งวิกฤตเพราะไม่รู้ เงินทองสูญไปเท่าไหร่ จากการที่ภิกษุซึ่งไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินและทองเลย เพราะว่าไม่ใช่คฤหัสถ์ ไม่ได้รับการอนุญาตจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยว่าไม่รับ แต่มีเงินได้ ก็ไม่ใช่ ไม่ยินดีในเงินและทองด้วยประการใดๆ จึงสามารถที่จะสละความติดข้องได้

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่า ลับๆ ล่อๆ เล็กๆ น้อยๆ แอบแฝงตรงนี้ตรงนั้น แต่ต้องตรงจริงๆ ว่าพระภิกษุต้องไม่รับ ไม่ใช่ว่าไม่จับ รับคือเป็นของตนใช่ไหม จะจับหรือไม่จับก็เป็นของเราใช่ไหม ใครจะรักษาไว้ให้ ก็ยังเป็นของเราใช่ไหม นั่นคือรับเงิน แต่ถ้าไม่รับก็คือว่าไม่ใช่เงินของเรา ตั้งแต่บวชไม่มีเงิน ถ้าทายกหรืออุบาสกอุบาสิกา ใคร่ที่จะถวายสิ่งที่เหมาะสม ไม่ใช่ให้กับพระภิกษุ เพราะรู้พระวินัย แล้วก็มอบให้กับผู้ที่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร และก็พระภิกษุนั้นต้องไม่ยึดและไม่ยินดีว่า นั่นเงินของเรา ต่อให้เขาจะถวายสักเท่าไหร่ก็ตามแต่ ไม่ใช่เงินของพระภิกษุ พระภิกษุไม่มีเงิน เงินนั้นสำหรับเพื่อที่จะใช้เพื่อปัจจัยคือสิ่งที่ดำเนินชีวิต โดยเป็นจีวร หรือว่ายารักษาโรค หรือว่าอาหาร สิ่งที่จำเป็นที่ทรงบัญญัติไว้เท่านั้น

    นี่คือการเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์เดียวที่สามารถที่จะกำจัดกิเลสได้ โดยการทั้งทรงแสดงธรรมและทรงแสดงวินัยอย่างละเอียดยิ่ง เพราะฉะนั้นภิกษุใดที่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุนั้นจะประพฤติตามสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ ด้วยความเคารพและด้วยความสบายใจ แต่ถ้าภิกษุใดเดือดร้อน อยากจะมีเงินมีทอง นั่นไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นถ้าคฤหัสถ์ส่งเสริม เพราะไม่รู้ ก็เท่ากับเป็นการทำลายพระภิกษุและพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ถ้าต้องการที่จะให้พระศาสนาดำรงอยู่ ดำรงอยู่ด้วยความเข้าใจธรรมเท่านั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม ไม่สามารถจะดำรงพระศาสนาไว้ได้

    อ.อรรณพ เรียนอาจารย์จริยา การรับเงินรับทองของภิกษุ อาจารย์จะมีข้อเสนอหรือมีแนวทางอะไรในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการร่างกฏหมายที่จะให้เหมาะสมขึ้น หรือการดำเนินการของภาครัฐ หรือภาคประชาชน ที่จะเอื้อเฟื้อพระธรรมวินัยในข้อนี้

    อ.จริยา ในทางกฏระเบียบของทางราชการเอามาจับไม่ได้เลย เป็นเรื่องของพระธรรมวินัย และผู้ที่จะตระหนักถึงพระธรรมวินัย ก็คือตัวภิกษุเอง แล้วก็ผู้ใหญ่ทุกคนต้องศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ เพื่อจะรู้หน้าที่ของเราว่า เราไม่ควรให้เงินกับพระ เพราะฉะนั้นถ้าฆราวาสตระหนักว่า หน้าที่ของเราศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ รู้ว่าภิกษุรับและยินดีในเงินและทองไม่ได้ ฆราวาสตระหนักตรงนี้แล้ว ก็เท่ากับช่วยภิกษุอีกด้านหนึ่ง ในกรณีที่ภิกษุท่านไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของท่าน ถ้าฆราวาสไม่นำเงินไปให้ท่าน ก็จะหมดปัญหาไป

    ท่านอาจารย์ ถ้าคฤหัสถ์เข้าใจจริงๆ จะให้เงินทองพระภิกษุไหม

    อ.จริยา คงไม่ให้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ความเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจก็ให้อยู่นั่นแหละ แต่ถ้าเข้าใจเมื่อไหร่ ก็เท่ากับอนุเคราะห์ภิกษุไม่ให้ผิดพระวินัย ซึ่งเป็นโทษหนักมาก จะต้องสละเงินจึงจะสามารถปลงอาบัติได้ แล้วก็ถ้ายังไม่ปลงอาบัติ ใครจะรู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไหร่ ถ้าจากโลกนี้ไปโดยที่ยังไม่ได้ปลงอาบัติก็ไปสู่อบายภูมิ แล้วเราจะให้ผู้ที่เราเห็นๆ ไปสู่อบายภูมิหรือ นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง และในขณะเดียวกัน ก็ทำลายพระศาสนาด้วย เพราะการกระทำของพุทธบริษัทที่ไม่เข้าใจ จึงได้ถวายเงินแก่พระภิกษุ

    เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่แต่ละบุคคล จะทำลายพระพุทธศาสนา หรือว่าจะทำให้พระศาสนาดำรงต่อไป ด้วยความเข้าใจเท่านั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจ ทุกอย่างเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา บางท่านบอกว่าแล้วพระจะอยู่อย่างไร พระในครั้งพุทธกาลคิดดู เป็นพระอรหันต์ เป็นพระโสดาบันแล้วแต่ อยู่ได้ตลอดมาโดยไม่รับเงินและทอง และก็น่าจะถาม คำถามที่จะตอบไหม คนที่จะบวช ถามว่าถ้าคิดว่าพระภิกษุรับเงินทองได้และจะรับ จะบวชไหม นี่ข้อที่หนึ่ง ถ้าบวชแล้วรับเงินทองไม่ได้ ไม่รับเงินทองจะบวชไหม นั่นคือคนที่เข้าใจถูกต้อง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    6 ก.พ. 2569