ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๒๓

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมนิวซีซั่น หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ คนที่เกิดมาไม่เคยได้ฟังพระธรรมเลยแล้วจากโลกนี้ไป เขารู้อะไรหรือไม่ ก็ไม่รู้อะไร เกิดอีกเป็นอะไรก็ตามแต่ และในที่สุดก็เกิดเป็นคนอีก เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ก็ไม่รู้อีก เพราะฉะนั้น จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง ไปอีกชาติหนึ่ง ความไม่รู้เป็นความมืดสนิทที่ยึดถือสิ่งที่ปรากฏโดยความไม่รู้ว่า สิ่งนั้นไม่มีแล้วเกิดมี จึงเป็นที่ตั้งที่ยึดถือแล้วดับไป แต่เมื่อไม่ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปซึ่งจริง พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ต้องเชื่อ แต่ค่อยๆ ฟังก็จะต้องเห็นจริงๆ ว่าได้ยินเกิดแล้วดับ เสียงเกิดแล้วดับ ขณะที่ได้ยินปรากฏต้องไม่มีเห็น แต่เพราะความรวดเร็วของสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อกันปรากฏเป็นนิมิต เป็นรูปร่าง เป็นสัณฐาน ให้มีความเข้าใจสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปจนตายก็ไม่รู้ความจริง

    เพราะฉะนั้น การเข้าใจความจริงว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังคำจริงคำที่ถูกต้อง แต่เมื่อมีการได้ยินได้ฟังคำใดและเข้าใจในคำนั้นจริงๆ ใช้คำว่ารอบรู้ รู้ทั่วมั่นคงเป็นสัจจญาณ เห็นมี ไม่ใช่เรา เท่านี้ แล้วมีอีกตั้งมากมายทั้งวัน ไม่ใช่เราทั้งหมดสักอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยและต้องมั่นคงด้วย ถ้าขณะนี้เข้าใจแล้วว่าเห็นเกิด เมื่อครู่นี้ไม่เห็น แต่เมื่อเห็นเกิดเห็นแล้วดับไป ยังไม่ประจักษ์แจ้งแต่ความจริงเป็นอย่างนั้น ถ้าความจริงไม่เป็นอย่างนี้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสไม่ได้เลย จากการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนสามารถประจักษ์แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ทรงอนุเคราะห์ชาวโลกให้สามารถรู้ความจริงได้ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริงนั้น

    ดังนั้นแต่ละคำที่ได้เข้าใจแล้วในวันนี้ อย่างเช่น จักขุนทรีย์ ภาษาบาลี จักขุคือตา อินทรีย์คือเป็นใหญ่ ทุกคนกำลังมี จักขุนทรีย์นี่เองไม่ใช่ใครเลยและไม่ใช่ของใครด้วย กำลังเกิดดับ ไม่รู้เลยเพราะเพียงแค่ฟัง แต่ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงจนกว่าจะค่อยๆ รู้ความจริงที่กำลังมีจริง จนกว่าความจริงคือสิ่งนั้นเกิดแล้วดับ เป็นปัญญาแต่ละขั้น ความเห็นถูกเป็นปัญญินทรีย์ ไม่ใช่จิต จิตเป็นธาตุรู้ เป็นมนะ หรือมโน เป็นมนินทรีย์ แต่ปัญญาเป็นความเห็นที่ถูกต้องเป็นปัญญินทรีย์ ซึ่งถ้าเข้าใจสิ่งที่เป็นอินทรีย์แล้วเราก็สามารถที่จะก้าวไปถึงขณะอื่น เช่น กำลังได้ยินต้องมีหู ถ้าไม่มีหู ก็ไม่ได้ยิน หูเป็นใหญ่หรือไม่ ลองคิดดู โลกทั้งโลก ตาก็เป็นใหญ่ หูก็เป็นใหญ่ เพราะว่าถ้าหูไม่มี เสียงกระทบอะไรไม่ได้ แต่เสียงกระทบหู นี่คือการที่จะต้องค่อยๆ เข้าใจความจริงซึ่งกำลังมีเดี๋ยวนี้

    ประโยชน์สูงสุดของการฟังธรรมคือเข้าใจขึ้น หรือว่าเข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วแต่การสะสมที่สะสมมามากน้อยเท่าไร แต่ประโยชน์ไม่ใช่อย่างอื่นเลย ไม่ใช่ลาภ ไม่ใช่ยศ ไม่ใช่เกียรติ ไม่ใช่อะไรทั้งหมด แต่สิ่งที่มีค่าเกินกว่าทุกสิ่งคือความเห็นที่ถูกต้อง คือความจริงซึ่งเป็นใหญ่จริงๆ เป็นอินทรีย์ เพราะฉะนั้น กว่าจะได้ถึงอินทรีย์ที่เป็นปัญญาระดับขั้นต่างๆ ขั้นพระโสดาบัน ขั้นพระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์ ปัญญาเป็นใหญ่ในหน้าที่ที่กำลังเข้าใจสิ่งนั้นในขณะนั้น เมื่อได้ยินคำว่าอินทรีย์ เป็นใหญ่ คือตาเป็นใหญ่ ไม่ใช่ขนาดใหญ่ แต่เป็นใหญ่เพราะสามารถที่จะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ โดยขณะนั้นจิตก็เป็นใหญ่ มนินทรีย์ เพราะสามารถรู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ คิดดู แต่ละคำ กำลังปรากฏให้เข้าใจ

    ขณะนี้จิตเป็นใหญ่ในการเห็นสิ่งที่ปรากฏให้รู้ว่า มีสิ่งนี้ สิ่งนี้ ในขณะนี้ เพราะอาศัยตาซึ่งเป็นใหญ่ ทางหู โสต (โส-ตะ) ในภาษาบาลี รวมกับคำว่าอินทรีย์ เป็นโสตินทรีย์เป็นใหญ่ เพราะเหตุว่าเสียงสามารถกระทบโสตปสาทเท่านั้น เป็นรูปชนิดหนึ่ง เราพูดเรื่องหู เราไม่ได้คิดถึงปสาทซึ่งเป็นรูปที่สามารถกระทบเสียง แต่เรารู้ว่ามีแน่ แต่เมื่อพูดถึงหู เราคิดถึงใบหูมากกว่าที่จะคิดถึงตัวปสาทรูป แต่นี่คือเรื่องทั้งหมด ซึ่งไม่มีการที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเองและคิดว่าไม่สำคัญ แต่สำคัญคือเมื่อมีความเข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้นก็จะรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรละเว้น อะไรเป็นสิ่งที่ควรถือเอา

    เพราะฉะนั้น ปัญญานำไปในการที่จะขัดเกลากิเลส ซึ่งมีคำอีกมากมายในพระไตรปิฎก ทุกคำถ้าเข้าใจขึ้นๆ อย่างมั่นคงรอบรู้จะทำให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งทุกชาติ เพราะเหตุว่าสามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ทีละเล็กทีละน้อย แม้วันนี้ที่ได้ฟังและเข้าใจคำว่าอินทรีย์ ตา หู จมูก เป็นอินทรีย์หรือไม่ ไม่ยาก ใครบอกว่าธรรมยาก ธรรมมี แต่อาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นคำที่ได้ตรัสรู้ประจักษ์แจ้งแล้ว จึงกล่าวคำซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะถึงที่สุดโดยส่วนเดียว จะเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลยทั้งสิ้น ตา หู จมูก ลิ้นเป็นใหญ่หรือไม่ รับประทานอาหารทุกวันแต่ลืมเลยว่า มีสภาพที่เป็นใหญ่ในขณะที่รับประทาน รสปรากฏได้เพราะรสนั้นกระทบลิ้น แต่เราไม่เคยคิดเลยว่ามีรูปที่สามารถกระทบลิ้น ถ้ารสนั้นไม่กระทบลิ้นจะไม่ปรากฏรสใดๆ เลยทั้งสิ้น

    ดังนั้น ชีวิตแต่ละขณะก็เป็นไปตามความเป็นจริงซึ่งไม่มีใครรู้ จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงเปิดเผยความเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นเรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริงตามเหตุตามปัจจัยซึ่งเกิดและดับ ไม่มีใครสามารถที่จะให้กลับคืนมาอีกได้เลย เคยสนุก คิดดูว่าจะเป็นอย่างนั้นอีกได้หรือไม่ ไม่มีทาง เคยโกรธมากๆ บางคนที่พยาบาทเขาบอกว่าไม่ลืมจนวันตาย ฟังแล้วน่ากลัวมากโกรธอะไรปานนั้น ไม่ลืมจนวันตาย แต่ขณะนั้นดับแล้วก็จำ แล้วก็คิด แล้วแต่ว่าความคิดนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร นี่เป็นสิ่งซึ่งทั้งโลกหรือกี่โลกก็ตามแต่เป็นธรรมคือ สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    อ.วิชัย ถ้ากล่าวถึงอินทรีย์ที่พระผู้มีพระภาคตรัส ที่จะอบรมและเป็นไปเพื่อการตรัสรู้ธรรม พระองค์แสดงธรรมที่เป็นอินทรีย์ ๕ ประการคือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ และปัญญินทรีย์ ๑

    ท่านอาจารย์ เพิ่มแล้วใช่หรือไม่ ทีละคำ ทีละคำ เพิ่มเร็วๆ จะจำได้หรือไม่ แต่ว่าค่อยๆ เข้าใจทีละคำ เพราะฉะนั้นที่เรากล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ จักขุ ตาเป็นใหญ่ ตารู้หรือไม่ว่าตาเป็นใหญ่

    อ.วิชัย ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    อ.วิชัย เพราะตาเป็นธาตุที่ไม่รู้อารมณ์

    ท่านอาจารย์ เพราะตาไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แม้เป็นใหญ่แต่ตัวเองก็ไม่รู้ เพราะเป็นลักษณะของธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นใหญ่ในการเห็น แต่ว่าสภาพธรรมสามารถที่จะจำแนกออกได้ ไม่ลืมเลยว่าเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งคือ เกิดแล้วไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เสียงไม่รู้ว่าใครได้ยิน เกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีจริงแต่ไม่รู้ เช่น แข็ง เสียง กลิ่น เหล่านี้ใช้คำว่ารูปธรรม รูปธรรมที่ดับไปเมื่อครู่นี้จะกลับมาอีกได้หรือไม่

    อ.วิชัย ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเลย เพราะฉะนั้นไหนเรา ไม่มี แต่มีปัจจัยที่จะให้ธรรมเกิดขึ้นแล้วหมดไป ด้วยความไม่รู้จึงยึดถือว่าเป็นเรา ความเข้าใจจะค่อยๆ เป็นอินทรีย์เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงตา หู ใจ จมูก ลิ้น กาย คิดเอง ตาบอกแล้ว หูบอกแล้ว จมูก ลิ้น กาย ก็รู้ได้ว่านั่นคือรูปธรรม แต่นามธรรมที่เป็นใหญ่ก็มี เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นสิ่งที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในโลกทุกโลก เปลี่ยนไม่ได้เลย เป็นจริงขณะนี้อย่างไร อยู่ที่ไหนก็ต้องเป็นอย่างนั้น

    ถ้าจะกล่าวถึงนามธรรมที่เป็นอินทรีย์ก็มีไม่รู้จบ หมายความว่าค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละหนึ่งๆ แต่ให้เข้าใจความหมายของอินทรีย์ก่อนว่า ในบรรดาธรรมทั้งหมด รูปที่เป็นอินทรีย์ก็มี และนามธรรมสภาพรู้ ธาตุรู้ที่เป็นอินทรีย์ก็มี นอกจากจิตซึ่งเป็นมนินทรีย์ก็ยังมีอินทรีย์อื่นด้วย เช่น ศรัทธา เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ ไม่รู้ใช่หรือไม่ ฟังเพื่อรู้ รู้ขึ้นๆ จนกระทั่งเข้าใจมั่นคงขึ้นในขั้นการฟังว่าไม่มีเรา และในที่สุดไม่ใช่ไม่มีเราเท่านั้น ไม่มีทุกอย่างเพราะเหตุว่าก่อนมีไม่มีเลย เมื่อเกิดมีแล้วหมดไม่กลับมาอีกเลยก็คือไม่มี

    ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงว่าไม่มี ถึงที่สุดแล้วคือไม่มี จึงจะละความติดข้องได้ ไม่มีแล้วจะติดข้องได้อย่างไร เพราะว่าดับไปแล้วก็จริงแต่มีอย่างอื่นเกิดสืบต่อไม่มีระหว่างคั่นเลยทั้งสิ้น รวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้น การไม่รู้ก็นำมาซึ่งความยึดถือว่ายังอยู่ ยังมีอยู่ ยังมีเราตั้งแต่เกิดจนตาย ตอนเด็กๆ ก็ไม่เป็นอย่างนี้ แต่ก็ยังเป็นเรา ขณะนี้ไม่ได้เป็นอย่างตอนเด็กๆ ก็ยังเป็นเรา ไม่ว่าอะไรก็ยึดถือไว้หมดเลย แต่ให้รู้ความจริงว่าไม่มี ไม่ว่าขณะไหนก็ตาม มีเพียงชั่วคราวแล้วก็หมด

    อ.วิชัย ดังนั้นการที่มีความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นอินทรีย์เป็นปัญญาซึ่งเป็นปัญญินทรีย์ แต่ถ้ากล่าวถึงธรรมที่เกิดพร้อมกัน เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ การที่ธรรมเหล่านั้นเป็นไปพร้อมกับปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจธรรมมากขึ้น แสดงถึงธรรมที่เป็นใหญ่นั้นค่อยๆ เจริญขึ้นที่จะถึงความเป็นอินทรีย์ คือปรากฏความเป็นใหญ่ของธรรมเหล่านั้น

    ท่านอาจารย์ ศรัทธาคืออะไร ทุกคำต้องมีการฟังและเข้าใจคำนั้น อย่าจำเพียงชื่อว่า ขณะนี้เรารู้อินทรีย์เพิ่มอีก ๕ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ได้ชื่อไป ๕ ชื่อ ไม่มีความหมายเลย แต่ว่าถ้าเข้าใจจริงๆ ต้องตอบได้ว่า เดี๋ยวนี้มีศรัทธาหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่ายังไม่รู้จักศรัทธา รู้จักแต่ชื่อและบอกว่าเป็นอินทรีย์ด้วย เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจธรรมละเอียดขึ้นมากๆ เลย จนกระทั่งรู้ว่าเมื่อไรศรัทธาเป็นอินทรีย์

    อ.วิชัย ดังนั้นถ้ากล่าวถึงศรัทธา เป็นสภาพธรรมที่ผ่องใส ที่จะเป็นเหตุให้ธรรมที่เกิดร่วมกันผ่องใสด้วย เป็นความเลื่อมใส เป็นไปในกุศลธรรมคุณความดี

    ท่านอาจารย์ เริ่มรู้จักคำศรัทธา มีคนชื่อศรัทธาหรือไม่ อาจจะมีแต่เขารู้หรือไม่ว่าศรัทธาคืออะไร ศรัทธาเป็นสภาพจิตที่ผ่องแผ้วไม่มีกิเลสใดๆ เลย ในขณะนั้นผ่องใสเพราะไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ และกิเลสอื่นๆ แต่ใครจะรู้เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก เพียงแค่ได้ยินชื่อไม่มีทางจะรู้จักได้เลย ต้องอาศัยความเข้าใจว่าเป็นธรรมจริงๆ ตั้งแต่ต้น และการฟังธรรมจะค่อยๆ เห็นความเป็นธรรมของแต่ละหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ที่ฟังธรรมผ่องใสหรือไม่ หรือว่าไม่เท่ากับรับประทานอาหารอร่อย คนละเรื่องเลยใช่หรือไม่ อาหารอร่อยทุกคนชอบ แต่ฟังธรรมเข้าใจ คิดดู เข้าใจต่างกับขณะที่ไม่เคยฟัง ไม่เคยเข้าใจ

    ขณะที่ฟังเข้าใจนั้นไม่มีอกุศล สภาพธรรมที่ไม่ดีงาม เพราะขณะนั้นจิตต้องปราศจากสภาพธรรมที่ไม่ดี ไม่มีโลภะ ไม่ได้ต้องการรับประทานอาหารอร่อยแต่ว่าฟังธรรมแล้วเข้าใจ ขณะที่เข้าใจจะต่างกับขณะที่ไม่เข้าใจ แต่ไม่ได้สังเกต ไม่ได้คิดอะไรเลยทั้งนั้น ต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำที่จะค่อยๆ นำไปสู่ความเข้าใจขึ้น ความเข้าใจขึ้นในสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลยทั้งสิ้น ไม่ต้องไปปรุง ไปแต่ง ไปทำ ไปซื้อ ไปหา มีแล้วแต่ไม่รู้ ขณะใดก็ตามที่สภาพจิตผ่องใสเป็นไปในทางที่ดีงาม เราไม่รู้เลยว่าความเข้าใจต่างกับความไม่เข้าใจ เพียงนิดเดียวเท่านี้ก็ต่างกันแล้ว แต่ถ้ายิ่งเข้าใจมากขึ้น ลักษณะของสภาพผ่องใสศรัทธาจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ จนเป็นที่ปรากฏได้ จนกว่าจะถึงเป็นอินทรีย์

    เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องของสภาพธรรมทั้งหมด ซึ่งหลากหลายมากแล้วมีหลายระดับด้วย แม้แต่ปัญญาความเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เริ่มฟัง ถ้าไม่ฟังเลยจะไปนั่งปฏิบัติที่สำนักปฏิบัติ จะไปดับกิเลสถึงความเป็นพระโสดาบัน ใครพูด ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ต้องรู้จริงๆ ว่าเป็นไปไม่ได้ คำของพระองค์ทำให้ผู้ฟังสามารถรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด แล้วไม่ถือเอาสิ่งที่ผิดเพราะปัญญาเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง

    ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมจึงฟังด้วยความเคารพยิ่งในแต่ละคำว่า คำนี้เพียงได้ยินเท่านี้ แล้ว ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงก็เป็นเรื่องของคำเหล่านี้ทั้งหมด จะมากมายที่จะทำให้เข้าใจละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น แจ่มแจ้งขึ้นได้เพียงใด นี่เป็นขั้นฟัง และยังมีขั้นที่สามารถที่จะอบรมจนกระทั่งเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะได้ฟังแล้วจึงมีปัจจัยที่จะทำให้ปฏิปัตติ เข้าใจเพียงหนึ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งขณะนี้ถามว่าเห็นอะไร ตอบได้มากเลย ไม่ใช่เพียงหนึ่ง แต่ถ้าเป็นปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ เฉพาะหนึ่งโดยความเป็นอนัตตา ซึ่งเกิดเพราะความเข้าใจแล้ว ไม่ใช่ไม่เข้าใจอะไรเลยแล้วจะไปนั่งปฏิบัติ นี่คือแต่ละคำที่มีค่ายิ่งที่ทำให้เราไม่เข้าใจผิด ไม่หลงตามคำที่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ดังนั้นต้องเข้าใจทุกคำ ศรัทธาเป็นสภาพธรรมที่ดี ขณะนั้นเป็นจิตที่ประกอบด้วยศรัทธา จะได้ยินคำว่า จิตกับศรัทธา ศรัทธาไม่ใช่จิต แต่ศรัทธาเกิดกับจิต เป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรมซึ่งใช้คำว่าเจตสิก ด้วยเหตุนี้ แต่ละคำนำไปสู่ความเข้าใจคำอื่นๆ ให้ค่อยๆ มั่นคงขึ้นทีละเล็กทีละน้อย พอที่จะรู้ได้ว่าขณะไหนที่กระทำสิ่งที่ดีหรือจิตใจที่ดีงามเกิดขึ้น ขณะนั้นจิตผ่องใสจากอกุศลแต่ไม่ปรากฏ เพียงแต่เริ่มเข้าใจ

    อ.วิชัย เป็นความละเอียดอย่างยิ่งของพระธรรมที่จะเป็นผู้ที่ฟังพระธรรม ฟังเรื่องอินทรีย์จนเป็นผู้ที่มีความมั่นคงว่า ธรรมที่เกิดขึ้นแม้เป็นอินทรีย์ที่เป็นใหญ่ก็ไม่ใช่เป็นบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไม่ใช่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นธรรมที่เมื่อเกิดแล้ว มีแล้ว กระทำกิจหน้าที่ของตน แสดงความเป็นใหญ่ในลักษณะของตนของตน หรือแม้การที่จะอบรมเจริญปัญญาต้องเป็นผู้ที่ฟังจนมีความมั่นคงที่จะรู้ว่า คือธรรมที่เป็นอินทรีย์ที่จะเป็นใหญ่ ที่จะเป็นเหตุให้เป็นไปในการรู้แจ้งธรรม ไม่ใช่มีบุคคลที่จะไปกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้เลย

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ทราบแล้วใช่หรือไม่ มีเห็น เป็นธรรม มั่นคงหรือไม่ หรือเราเห็น ต้องเป็นคนที่ตรง สัจจบารมีตรงต่อความจริง ขณะนี้ได้ฟังว่าเห็นไม่ใช่เรา ถูกต้อง เข้าใจได้ แต่กำลังเห็นเป็นเราเห็น เพราะฉะนั้น ความเข้าใจอย่างนี้ เท่านี้ยังไม่เป็นอินทรีย์ แสดงให้เห็นว่าเราเริ่มเข้าใจ แต่ยังไม่มากพอที่จะถึงความเป็นอินทรีย์ได้ ซึ่งต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ขณะนี้ตอบได้ว่าขณะที่เข้าใจเป็นศรัทธา จิตผ่องใสแต่ก็ยังไม่ใช่สัทธินทรีย์ การฟังธรรมไม่ใช่ว่าฟังนิดเดียวแล้วก็คิดเองมากๆ แต่ต้องตรวจสอบสวน ไตร่ตรอง รอบคอบ ละเอียด ลึกซึ้ง ตามข้อความที่ได้ทรงแสดงไว้ครบถ้วนในพระไตรปิฎก

    อ.อรรณพ ปัญญาที่เข้าใจธรรมขณะนี้ ที่เราเข้าใจอินทรีย์แล้วว่าถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะไม่มีจิตเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส ก็ไม่มีการที่จะรู้อะไรขึ้นมา

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาแล้วมีหลายระดับ ความโกรธมีหลายระดับหรือไม่ ความติดข้องมีหลายระดับหรือไม่ ทุกอย่างมีตั้งแต่เล็กน้อยที่สุดจนกระทั่งใหญ่ที่สุด เหมือนไฟตั้งแต่นิดเดียวจนกระทั่งไหม้บ้านได้ เพราะฉะนั้น ปัญญาก็สามารถที่จะเผาความไม่รู้ได้เมื่อมีกำลัง แต่ถ้ายังไม่มีกำลังจะไม่มีทางเลย บอกไปว่าเห็นไม่ใช่เราก็ยังเป็นเรา แต่ตอบได้ว่าเห็นไม่ใช่เรา เพียงคิดเพียงจำแต่ว่าไม่พอ เพราะว่าตลอดเวลาที่เห็นยังไม่รู้จักลักษณะสภาพเห็นแล้วจะเป็นอินทรีย์ได้อย่างไร แสดงให้เห็นว่าจากการค่อยๆ ฟังมากขึ้นจะเข้าใจความหมายของธรรมเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเหตุว่าธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี ๓ ระดับ ที่ว่าปริยัติ ความรอบรู้ในพระพุทธพจน์ เช่นคำว่า ธรรม

    ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ธรรมทั้งหลาย ทุกอย่างไม่เว้นเลย ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถ้าผิดจากนี้คือผิด ใช่หรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าการกระทำใดๆ ทั้งสิ้นที่หวังจะให้เกิดปัญญา ไม่ใช่การฟังธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นไม่มีทางที่จะเป็นปัญญาที่จะดับกิเลสได้ เพราะขณะนั้นหวังเป็นความติดข้อง เป็นตัวตน ไม่ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมั่นคงว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนไม่ได้เลยแล้วจะรู้ได้ด้วย บอกว่าเห็นไม่ใช่เรา ฟังทุกวันแต่ถ้าไม่มีความเข้าใจคำอื่นๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ที่จะช่วยทำให้ค่อยๆ เกิดความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งต้องใช้เวลาที่นานมาก เพราะเหตุว่าแม้จะฟังมา ๒๐ ปีก็เราเห็น ใช่หรือไม่ แต่เริ่มมั่นคงหรือไม่ เมื่อฟังรู้เรื่องว่าเห็นไม่ใช่เรา เชื่อว่าต้องไม่ใช่เราแต่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง

    ความรู้ขั้นนี้ที่ตรงคือปริยัติ จะนำไปสู่ขณะที่กำลังเข้าใจสิ่งหนึ่ง เฉพาะสิ่งหนึ่ง อะไรก็ได้ จะเป็นเห็นก็ได้ จะเป็นคิดก็ได้ จะเป็นแข็งก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้โดยความเป็นอนัตตา ขณะนี้เราฟังเรื่องของธรรมแต่ยังไม่ถึงเฉพาะลักษณะหนึ่ง เพียงหนึ่งตามความเป็นจริง ปฏิปัตติ ปฏิหมายความว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ปัญญาที่เริ่มถึงเฉพาะด้วยความเข้าใจสิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏ ยกตัวอย่างที่พอจะเข้าใจได้ ขณะนี้มีแข็งหรือไม่ ไม่ถามไม่รู้ ไม่ถามไม่คิด แต่มีหรือไม่ มี ความรู้แข็งเพียงใด คนที่ไม่เคยฟังเลยก็บอกว่าแข็ง แต่ถ้าได้ฟังธรรมก็รู้ว่ามีจริงๆ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่คน ไม่ใช่แขน แต่แข็งเป็นแข็ง มั่นคงขึ้นหรือไม่ และขณะที่แข็งปรากฏ แข็งต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีแข็งไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพียงแค่แข็งปรากฏ ความเข้าใจจะต้องลึกซึ้งไปถึงว่าแข็งนี้เกิดขึ้น และผู้ที่ประจักษ์ความจริงก็คือทันทีที่แข็งปรากฏ แข็งดับ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    23 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ