ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๑๑
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ผู้ฟัง เราทราบว่ากุศลธรรมเป็นธรรมฝ่ายดี เป็นกลุ่มเดียวกับบุญ แต่ก็ยังมีคนที่กล่าวว่าเบื่อความดี
ท่านอาจารย์ น่าจะเป็นทุกคน ไม่ใช่เฉพาะบางคนใช่ไหม ถ้าคิดลึกๆ ฟังดูเหมือนแปลก ความดีใครๆ ก็น่าจะชื่นชมชอบ แต่เกิดไม่ได้ถ้าไม่มีปัจจัย เพราะฉะนั้นหมายความว่า ทุกคนสนใจอย่างอื่น ยังไม่เบื่ออย่างอื่น ก็มีความสนใจในเรื่องอกุศลมาก ลืมว่าในขณะที่ไม่เบื่ออกุศล ก็เหมือนกับเบื่อกุศล เพราะฉะนั้นทุกคนหรือไม่ แต่อาการหนักจนกระทั่งถึงแสดงความเบื่อ เพราะเหตุว่าเราชอบจริง เราไม่ชอบก็จริง แต่พอบอกว่าเบื่อนี่ไม่ธรรมดา เพราะฉะนั้นเวลาที่ทุกคนปกติธรรมดา ก็เป็นอกุศลมากๆ กุศลน้อย ขณะนั้นก็ไม่รู้ว่ากำลังไม่เบื่ออกุศล เมื่อไม่เบื่ออกุศลก็คือเบื่อกุศล แต่ยังไม่แสดงอาการออกมา แต่ถ้าแสดงอาการถึงกับเบื่อกุศล หมายความว่า ขณะนั้นไม่รู้จักประโยชน์ของกุศล ไม่ใช่ว่าเรานี่นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็เห็นประโยชน์ของกุศลมากมาย แต่ฟังแล้วกุศลดี แต่เห็นประโยชน์ของความดีมากแค่ไหน หรือแค่รู้ว่าดี ถ้าเห็นว่าความดีมีประโยชน์มาก มีหรือที่จะรีรอ ก็เป็นไปตามความเข้าใจทั้งหมด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
ผู้ฟัง ก็ทราบว่าความดีนี่ดี แล้วก็เห็นผู้ที่กระทำกุศล เจริญกุศล ก็รับรู้ว่าขณะนั้นกำลังทำความดี แต่ก็รู้สึกว่าดีเกินไป
ท่านอาจารย์ เพราะยังชอบความไม่ดีอยู่ สนุกดีกว่า เพลิดเพลินดีกว่า อาหารอร่อยทุกสิ่งทุกอย่าง ไปเที่ยวสนุกสนานดีกว่า
อ.วิชัย แต่ก็น่าคิด เพราะว่าปกติแล้ว การเบื่อหรือการไม่พอใจในสิ่งที่มี อย่างเช่นรับประทานอาหารที่ซ้ำๆ กัน ก็รู้สึกว่าจะเบื่อในอาหารนั้น แต่ว่ามีความรู้สึกเบื่อหรือไม่พอใจในความดีที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เพราะยังพอใจในอกุศล จะเป็นความละเอียดอย่างไร
ท่านอาจารย์ เวลาที่เราเบื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราอยากได้สิ่งอื่นใช่ไหม
อ.วิชัย อยากได้สิ่งอื่น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกำลังเบื่อกุศล เพราะอยากได้อกุศล
อ.วิชัย ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามาฟังธรรม มาพิจารณาธรรม ซึ่งไม่ได้เป็นไปด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่ว่าเป็นไปด้วยความประณีตของปัญญาที่จะค่อยๆ เข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ และอกุศลจะยอมไหม ให้เป็นอย่างนั้นไปนานๆ เรื่อยๆ ทั้งวัน
อ.วิชัย ก็ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดา นี่คือธรรม ถ้าใครไม่เบื่อกุศล นั่งอยู่ที่นี่ทั้งวัน อ่านหนังสือบ้าง ทำอะไรบ้าง ฟังบ้างอย่างนั้นหรือ อกุศลไม่ยอม
อ.วิชัย ดังนั้นจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของบุคคลที่สะสมมาที่จะมีความเป็นอย่างนั้นได้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ฟังวิทยุ รายการธรรมฟังแล้วหลายรอบ คุณวิชัยทำอย่างไร
อา.วิชัย ก็บางครั้งก็จะไปฟังเรื่องอื่น
ท่านอาจารย์ แล้วถ้าเรื่องอื่นก็ฟังอีกหลายรอบ
อ.วิชัย ก็หาฟังเรื่องอื่นไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ ทั้งวันหรือ สักกี่ครั้งที่หาเรื่องอื่น บางทีก็ไม่ต้องหาเรื่องอื่น แค่นี้พอแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นปกติ ให้ทราบว่ากำลังของอกุศลนี่มหาศาลแค่ไหน ประมาทไม่ได้เลย ขณะที่กำลังไม่ประมาท ชั่วขณะนั้นเท่านั้นที่ไม่ประมาท ขณะต่อไปก็ประมาทแล้ว
อ.วิชัย แต่ถ้าคิดถึงว่า บุคคลที่ถึงกับกล่าวว่าเบื่อความดี มีความเข้าใจในความดีแค่ไหน หรือว่ากุศลแค่ไหน
ท่านอาจารย์ ถึงไม่พูดทำก็ได้ เบื่อแล้ว อ่านหนังสือธรรมมากหลายเล่มแล้ว เบื่อแล้ว ไปทำอย่างอื่น ไปทานขนม ไปทำอะไรๆ ก็ได้ ไม่ต้องพูด แต่ขณะนั้นก็เป็นอย่างนั้นแสดงอาการเบื่อแล้ว
อ.วิชัย ก็หมายถึงว่ายังมีอัธยาศัยที่สนใจในเรื่องที่น่ายินดีพอใจ ต่างกับขณะที่อาจจะอ่านหนังสือ หรือว่าอาจจะฟังธรรม แล้วก็มีความสนใจในเรื่องอื่น
ท่านอาจารย์ กิเลสสะสมมานานเท่าไหร่ แล้วกุศลสะสมมานานเท่าไหร่
อ.วิชัย อกุศลนี่ก็สะสมมานานมาก ประมาณไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรจะชอบอะไรมากกว่ากัน ธรรมดา
อ.วิชัย อกุศลก็ยังมีกำลังมากอยู่
ท่านอาจารย์ ถ้าผิดธรรมดา จะรู้ความจริงไหม นี่คือสิ่งที่คนไม่รู้และไม่เข้าใจ แล้วก็เผินมาก ลืมว่าการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะละกิเลส จนกระทั่งดับได้เป็นสมุจเฉทละเอียดแค่ไหน ปัญญาต้องค่อยๆ สะสม จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีทั้งหมดที่ปรากฏ โดยความที่ว่าไม่หลงเหลือความเป็นตัวตนหรือความเป็นเราได้อีก ไม่เหลือเลย
อ.วิชัย อย่างเช่นที่กล่าวถึงว่ากุศลธรรม อกุศลธรรม แล้วก็อัพยากตธรรม แสดงให้เห็นถึงความต่างกันของธรรมแต่ละประเภท ที่จะเป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง หรือธรรมที่ไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศลบ้างอย่างไร
ท่านอาจารย์ อัพยากตธรรมก็เดี๋ยวนี้ กุศลก็เดี๋ยวนี้ อกุศลก็เดี๋ยวนี้ ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี พูดถึงสิ่งที่แม้มีก็ไม่รู้ ให้รู้เสีย เพราะไม่รู้ความจริงก็คือว่า เป็นอกุศลต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่คิดถึงผลจึงต้องการกระทำ อยากหมดกิเลสใช่ไหม หรือยัง หรือว่ายังไม่ต้องหมดกิเลส อยากเข้าใจธรรมมากขึ้น ใช่ไหม เห็นไหม จะไม่พ้นความอยากไปได้เลย แต่หารู้ไม่ว่านั่นไม่ใช่หนทาง ที่จะไปทำอย่างไร เราถึงจะอยากเป็นกุศลมากขึ้นหรืออะไร นั่นก็คือความเป็นตัวตน ซับซ้อนมาก ลึกซึ้งมาก แต่ต้องไม่ลืมกิเลสทั้งหลายจะหมดไปได้ ก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจ จะไม่ใช้ความรู้ก็ได้ ใช้คำว่าเข้าใจ เข้าใจได้แค่ไหน อย่างอัพยากตธรรม กุศลธรรม อกุศลธรรม พูดแล้วเข้าใจได้แค่ไหน ไม่ใช่ว่าไม่รู้ รู้จนพูดได้
กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา รู้จนพูดได้ แต่เดี๋ยวนี้เป็นอะไร เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตามที่ได้ฟังหรือไม่ เพราะฉะนั้นแม้แต่ความคิดหรือความเข้าใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ละเอียด ก็จะค่อยๆ ทำให้รู้ว่า หนทางที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งสภาพธรรม ตามความเป็นจริงลึกซึ้งแค่ไหน แล้วก็ไม่มีใครสามารถจะไปทำได้เลย นอกจากความเข้าใจค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นขณะที่ฟังเข้าใจ เริ่มที่จะรู้ว่าอะไรคืออะไร เข้าใจต่อไปก็จะรู้ว่าหนทางที่จะทำให้เข้าใจนี่คืออย่างไร จะไม่ไปทางผิดเลย เพราะรู้ว่าทางผิดไม่เข้าใจอะไร
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะต้องมีคำมากมาย ข้อความในพระไตรปิฎกอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า เพียงฟังเรื่อง แต่ว่าตัวจริงๆ ของธรรม แม้กำลังปรากฏก็ไม่รู้ ฟังเพื่อเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีตามที่ได้ฟัง แม้แต่คำว่าจิตอย่างนี้ ไม่มีใครที่บอกว่าเขาไม่มีจิต แต่ใครรู้จักจิต แล้วก็เข้าใจจิตด้วย ถ้าพูดถึงเบื่อ ถ้าเราเข้าใจจิต เราจะเดือดร้อนไหม เบื่อเป็นเราหรือไม่ เกิดแล้วมีลักษณะอย่างนั้น เป็นอะไรไม่ต้องเรียกชื่อ แต่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงชื่อละเอียดมาก แม้แต่โลภะลักษณะเดียว ก็แสดงคำหลากหลายตามความเป็นจริงว่า มีกำลังมากน้อยแค่ไหน
อย่างคำว่าเยื่อใย กับคำว่าโลภมากก็เห็นชัด ในภาษาบาลีก็ใช้คำที่ชาวบ้านชาวเมืองในยุคนั้น เขาเข้าใจได้ แต่ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ไม่ว่าจะใช้คำอะไรภาษาไหน ก็เปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้นที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นไม่ได้ แต่ไม่เคยรู้ แม้แต่จะฟัง ยังไม่เคยฟังเลย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เคยฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะพูดคำที่เขาไม่รู้จัก แต่เขาคิดว่าเขารู้ แต่ว่าผู้ที่ไม่ประมาทรู้ว่าคำเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับคนอื่นพูด ปัญญาระดับไหนที่ต่างกัน ของผู้ที่เปล่งคำแม้คำเดียวกัน เราจะประมาทคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย ทุกคำพูดถึงสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยเข้าใจมาเลย แล้วก็หลงหาทาง เบื่อแล้วจะทำอย่างไร เบื่อเป็นอย่างไร ก็ทั้งหมดเลย ทั้งวันทุกวันปัญหามากมายหมด แต่เพียงแต่จะรู้ว่าจิตเป็นอย่างไร ฟังทั้งหมด ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งสิ้นก็เพื่อให้เข้าใจจิต ไม่เรียกว่าจิตก็มี นั่นแหละสิ่งนั้นแหละซึ่งไม่เคยรู้
อ.กุลวิไล เพราะฉะนั้นเบื่อก็มีจริง สำคัญก็คือการฟังพระธรรม ก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง แน่นอนเมื่อสักครู่นี้ก็พอเข้าใจว่า เบื่อต้องเป็นอกุศลธรรม แล้วขณะที่เบื่อก็มีความรู้สึกไม่สบายใจทุกข์ใจ เพราะฉะนั้นแม้แต่สภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรมก็มี ที่สำคัญก็คือว่า ค่อยๆ สะสมความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงนั่นเอง แล้วแม้แต่คำที่เรากล่าว ถ้าเราไม่ศึกษาพระธรรมโดยละเอียดลึกซึ้ง แม้แต่ความเป็นเรา คำพูดก็ส่องให้เห็นว่า เราเข้าใจความเป็นธรรมแค่ไหน การที่เราได้ฟังคำที่เป็นคำจริงก็เป็นการสะสมความเห็นถูก แล้วธรรมก็ไม่พ้นจิตเจตสิกและรูปนั่นเอง ที่เกิดขึ้นทำกิจการงานในขณะนี้ แต่พระธรรมลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก แล้วก็เข้าใจในสิ่งที่มีจริงขณะนี้ แม้แต่ความเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้ว ก็คือธรรมนั่นเอง
ผู้ฟัง หนูชอบคิดอย่างหนึ่ง เวลาเรารับวิบากกรรมอะไร อย่างเช่นรับเสียง เสียงที่แบบเราไม่ชอบ ชอบคิดเทียบเคียงว่า ถ้าเป็นท่านผู้รู้อะไรอย่างนี้ ท่านแบบสั่งสมมาดีแล้ว ท่านจะไม่มีกิเลสอะไรอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ฟังธรรมเหมือนเข้าใจธรรม แต่เข้าใจว่าธรรมนั่นเป็นเรา ทุกเรื่องไปเลยเห็นไหม ฟังแล้ว คนนั้นเขาคิดอย่างไร เขาจะเข้าใจอย่างไร เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงความเป็นธรรมจริงๆ แม้แต่คำว่าอกุศลธรรม เราพูดธรรมดา ลึกซึ้งไหม ถ้าไม่ลึกซึ้ง ใครตรัสคำนี้ ปัญญาของใคร แล้วเราบอกอกุศลธรรมไม่ลึกซึ้ง
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงอกุศลเป็นสภาพที่ลึกซึ้งแน่นอน และก็พระองค์ยังแสดงกำลังระดับของอกุศลด้วย
ท่านอาจารย์ แล้วทำไมว่าลึกซึ้ง พูดแล้วต้องเข้าใจ ทำไมว่าลึกซึ้ง
อ.วิชัย เพราะว่ารู้ได้ยากมากเลย
ท่านอาจารย์ เพราะมี ก็ไม่รู้ กำลังมีด้วย ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้เลยว่า ที่เราเริ่มมาสนทนากัน พูดเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง เพื่อให้เข้าใจ ถูกไหม แม้ความเข้าใจก็เบาบางหรือไม่ ยังไม่หนาแน่นมั่นคง ที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏได้ แต่ถ้าไม่มีเลย ไม่มีหนทางเลย เพราะฉะนั้นการฟังแต่ละคำ แม้ว่าความเข้าใจจะไม่มากมาย อย่างที่คนที่ได้รู้ความจริงแล้วก็จริง แต่เป็นหนทางที่ว่า ก่อนจะรู้ความจริงอย่างนั้น ถ้าไม่มีทีละเล็กทีละน้อยอย่างนี้ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร จึงรู้ว่ามีหนทางเดียว ไม่ใช่ใครด้วย แต่ความเห็นถูกความเข้าใจถูกต่างหาก เกิดขึ้นจากการฟัง มีการเข้าใจไตร่ตรอง แม้เพียงเล็กน้อยค่อยๆ เป็นสังขารขันธ์ ผสมผสานกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีความเห็นถูกในคำที่ได้ฟัง และในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นขาดไม่ได้ แต่ว่าน้อยเหลือเกินก็จริง แต่ก็ค่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย เมื่อเข้าใจแล้วท้อถอยไหม เพราะเป็นหนทางที่ชัดเจนว่าไม่มีทางอื่น
ผู้ฟัง ไม่ท้อถอย
ท่านอาจารย์ ถ้าคนคิดว่ายังมีทางอื่น เขาอาจจะไปหาทางอื่น ท้อถอยที่จะฟังให้เข้าใจ แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีหนทางอื่นเลย หนทางนี้เท่านั้นไม่ท้อถอยเลย เพราะเหตุว่าได้เริ่มต้นค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เพราะฉะนั้นคำทุกคำเป็นการละโลภะ ความติดข้อง ซึ่งถ้าไม่ละโลภะซึ่งปิดบังสภาพธรรมทุกอย่างที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็ไม่สามารถจะรู้ความจริงของทีละหนึ่งจนกว่าจะเข้าใจจริงๆ ก็เป็นหนทางที่ละเอียด แต่ละคำต้องเข้าใจ เมื่อสักครู่นี้ได้ยินคำว่าสังขารขันธ์ กำลังพิจารณาสังขารขันธ์ ชื่อนี้ แล้วก็ความจริง
ถ้าเราไม่พูดถึงจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ มีหน้าที่อย่างเดียว เห็นแจ้งลักษณะสิ่งที่มีที่ปรากฏในขณะนั้น ก็รู้ว่าแยกไปต่างหากเลย จิตเมื่อไหร่เห็น รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ได้ยินรู้แจ้งเสียง ได้กลิ่นก็รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็ยังมีความรู้สึกอีก และก็มีความจำอีกที่กำลังมี แต่ก็แยกเป็นแต่ละหนึ่งว่า ขณะที่จิตกำลังรู้แจ้งลักษณะไม่ใช่ขณะที่จำ แต่เดี๋ยวนี้มีจำแน่นอน ใครจำอะไรไม่ได้บ้าง ถึงอย่างไรก็ต้องจำ จะรู้หรือไม่รู้ก็จำพร้อมกับการเห็น และใครจะรู้สึกอย่างไรก็ตามแต่ แต่ความรู้สึกก็เป็นความรู้สึก ที่เหลือทั้งหมดที่ไม่ปรากฏ เป็นธรรมที่เป็นสังขารขันธ์ เจตสิกทั้งหมด
การที่จะเข้าใจธรรม เรากล่าวถึงโดยนัยหลากหลาย ให้พิจารณาจนกระทั่งไม่ใช่เพียงเข้าใจแค่คำ สังขารขันธ์ แต่พอพูดถึงจิตเห็น เราไม่ได้คิดถึงว่าจะไปปรุงแต่งอะไร แต่ว่าเวลาที่รู้สึกก็รู้สึกแล้ว สุขบ้างทุกข์บ้าง เวลาจำก็จำ แต่อื่นๆ ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง ก็มีหน้าที่ของตนของตน ซึ่งปรุงแต่ง ถ้าชอบก็ปรุงแต่งไปตามความชอบ ถ้าไม่ชอบก็ปรุงแต่งไปตามความไม่ชอบ ทั้งหมดเราก็เริ่มจะเข้าใจความจริงของชีวิตว่า ทำไมสภาพธรรมจึงต่างกันเป็นขันธ์ ๕ เจตสิกมีเท่าไหร่ ไม่ให้จำเพียงจำนวน แต่กล่าวให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ หมายความว่าสิ่งนั้นมีจริง แต่การฟังว่าเป็นเจตสิกไม่ใช่จิต จำนวนที่เราได้ฟัง และอ่านเจตสิกในหนังสือ ก็แสดงว่าเจตสิกมี ๕๒ ประเภท แต่เวลาที่เจตสิกหนึ่งปรากฏ ไม่รู้ว่าเป็นเจตสิก แต่ว่าโดยการอ่าน เจตสิกในหนังสือมี ๕๒ อย่างความรู้สึกเกิดขึ้น เราก็ไม่ต้องไปเรียกว่าเจตสิก แต่เพราะมีจิตสิ่งนี้จึงมี ถ้าไม่มีจิตจะมีความรู้สึกไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะฉะนั้นไม่ต้องเรียกว่าเจตสิกก็ได้ แต่เริ่มเข้าถึงความหมายของคำว่าเจตสิก เพราะเหตุว่าจิตมี สภาพธรรมอื่นๆ ก็เป็นไป ในขณะที่จิตเกิดขึ้นตามสมควร แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ทั้งหมดก็มีเจตสิก ๕๒ ประเภท จำจำนวนไว้ก่อนก็ได้ จะได้รู้ว่า วันนี้เจตสิก ลองคิดดูกี่เจตสิกที่เกิดบ้าง ที่พอจะรู้ได้ มีไหม แม้เกิดก็ไม่รู้ ก็เป็นเราไปหมดเลย แต่กว่าปัญญาจะรู้จริงๆ ไม่ใช่เพียงอ่านแล้วจำ แล้วบอกว่านั่นเป็นเจตสิกอะไร นี่เป็นสัญญาเจตสิก นั่นเป็นเวทนาเจตสิก นั่นเป็นเจตสิกนั้นๆ ซึ่งเป็นสังขารขันธ์ ก็เอาความเข้าใจซึ่งไม่มีใครไปทำเลย แต่ขณะนี้ความเข้าใจค่อยๆ ปรุงแต่ง แต่ละหนึ่งหลากหลายมาก จนกระทั่งปรากฏว่าคิดก็ต่างกัน รู้ก็ต่างกัน ความเข้าใจก็ต่างกันเป็นแต่ละหนึ่ง แม้ว่ารู้ความจริง ก็ความจริงซึ่งปรากฏกับแต่ละคน โดยการสะสมมา ซึ่งเป็นปัจจัยละเอียดมากเลย ทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เราในขั้นการฟัง
ความเข้าใจปริยัติศาสนา หรือปริยัติสัทธรรม หรือคำว่าปริยัติ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบริบูรณ์เป็นสัจธรรม ต้องการยิ่งกว่านี้ไหม เอาไปถึงนิพพานเลยเอาไหม เพียงแค่ที่ว่าจะเข้าใจจริงๆ มั่นคง พร้อมกับการที่รู้ว่า แม้ว่าไม่ใช้คำว่าเจตสิก แต่นั่นแหละถ้าไม่มีจิตก็ไม่เกิดแน่ๆ เลย ไม่มีเห็น จะไปชอบอะไร จะไปโกรธอะไร พอไม่มีการได้ยิน ก็อยู่ดีๆ ก็ชอบขึ้นมาเฉยๆ จะไปชอบอะไรได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าที่เราได้ฟังว่า จิตและเจตสิกอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เกิดพร้อมกัน แต่แม้กระนั้นจิตก็ไม่ใช่เจตสิก เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เจตสิกทั้งหมดไม่สามารถที่จะกระทำกิจของจิตได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ฟังเพื่อขณะนี้ความเข้าใจเขาค่อยๆ เข้าใจ กำลังทำงานไป ไม่มีเราเลย
อ.วิชัย ฟังเพียงแค่นี้ คิดว่าเพียงพอหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
อ.วิชัย เพราะว่าเพียงเริ่มที่จะค่อยๆ รู้ขึ้นใช่ไหมว่า ธรรมชาติคือจิตเกิดขึ้น จะปราศจากเจตสิกไม่ได้ ดังนั้นจิตที่มีความหลากหลายเป็นประเภทต่างๆ เดี๋ยวโกรธบ้าง เดี๋ยวโลภบ้าง นั่นไม่ใช่จิตเป็นสภาพที่โกรธ หรือว่าจิตเป็นสภาพที่โลภ แต่ขณะนั้นจิตประกอบด้วยธรรม ซึ่งเป็นเจตสิกนั่นแหละที่เป็นความโลภ ความติดข้องที่ว่าเป็นโลภะบ้าง หรือว่าความโกรธ ความไม่พอใจที่เรียกว่าเป็นโทสะบ้าง ดังนั้นความเข้าใจความเป็นจริงของธรรม จะค่อยๆ ละเอียดขึ้นจนมั่นคงว่า ทุกๆ ขณะของชีวิต ก็คือเป็นธรรมที่เขาเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่จริงๆ แล้วแต่ว่าจะมีปัจจัยจากการสะสมที่จะให้ธรรมใดเกิดขึ้นก็เป็นอย่างนั้น แต่ปัญญาที่สะสมมาเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดแล้ว เหมือนอย่างนี้เลย เกิดแล้วทั้งหมด แต่ปรากฏหรือไม่ ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะแสดงความเป็นจริงของธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แล้วจะรู้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ เจตสิกมีเท่าไหร่
ผู้ฟัง มี ๕๒
ท่านอาจารย์ ตอนนี้รู้แล้ว ถามว่าเจตสิกในชีวิตประจำวันที่มีที่รู้ ตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งปรากฏให้รู้ว่ามี มีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง สัญญา
ท่านอาจารย์ สัญญาเจตสิก แค่เดี๋ยวนี้จำ สัญญาแล้ว กว่าจะไปถึงตัวจริง ก็โดยเข้าใจว่าแม้ขณะเห็นก็จำ จะไปจำตอนไหนถ้าไม่เห็น จะมาจำอย่างละเอียดอย่างนี้ได้ไหม แต่ละดอก เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ชีวิตประจำวันตื่นมาก็จำแล้ว ทั้งวันก็จำหมด สภาพจำไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิต แล้วก็จำทุกอย่าง จะใช้คำว่าสัญญาเจตสิก หรือจะใช้คำว่าจำก็ได้ หนึ่งแล้ว มีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ ก็เดี๋ยวนี้นั่นเองจำ ถ้วยแก้ว นี่โต๊ะ ก็กำลังมีจริงๆ เพียงแต่ไม่ได้ชี้ลงไปว่านั่นคือธรรมมีจริง แต่ไม่ใช่เห็นเป็นสภาพที่จำ หนึ่งแล้วปรากฏให้เข้าใจได้ว่ามี เพราะฉะนั้นกำลังจำเมื่อไหร่ สามารถจะเข้าใจลักษณะนั้น ในความไม่ใช่เรา กว่าจะถึงวันนั้น ก็ต้องอาศัยการฟังแล้วฟังอีก อะไรอีก หนึ่งแล้ว ในชีวิตจริงของตัวเอง ไม่ต้องไปคิดถึงคนอื่น ที่ปรากฏที่รู้ได้ อย่างจำเดี๋ยวนี้มีจริงๆ
ผู้ฟ้ง ไม่สบายใจ สบายใจ
ท่านอาจารย์ ไม่สบายใจเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิกชนิดไหน
ผู้ฟัง เป็นความรู้สึก
ท่านอาจารย์ เป็นความรู้สึก ๒ แล้ว ไม่ปนกัน สัญญาเจตสิกกับความรู้สึกคือเวทนาเจตสิก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260
