ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๒

    สนทนาธรรม ที่ หอศิลป์

    วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.วิชัย ความสำคัญของพุทธศาสนาคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เมื่อได้ยินคำว่าพระพุทธศาสนา ต้องรู้จัก มิฉะนั้นแล้วเราก็เพียงแต่พูดคำว่าพุทธศาสนา พุทธะคือรู้ หรือปัญญาที่รู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดเลยที่ปัญญาระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นโลกไหนทั้งสิ้นในสากลจักรวาล ถ้าไม่สามารถที่จะรู้ความจริงถึงที่สุดของทุกอย่างก็จะไม่ได้รับพระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งชื่อนี้เป็นที่เคารพสูงสุดของทุกท่าน ใช่หรือไม่ เคารพใครสูงสุดในชีวิต ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าเราจะเคารพโดยที่ไม่รู้เลยว่า พระองค์ตรัสรู้อะไรและทรงแสดงความจริงเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น เพราะคำของพระองค์ไม่เหมือนคำของใครทั้งนั้น เป็นคำใหม่ ถ้าเกิดมาไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะพูดคำที่ไม่รู้จักเลยตลอดชีวิต ทุกคำตั้งแต่เกิดจนตาย ฟังแล้วน่าอัศจรรย์เหลือเชื่อ แต่เมื่อได้เข้าใจแม้แต่แต่ละคำที่พระองค์ตรัสก็จะรู้ความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากความเข้าใจที่เกิดจากการได้ฟัง เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงผ่านหู เพราะว่าเป็นคำของผู้ที่ทรงตรัสรู้ พระองค์ตรัสคำใดด้วยพระปัญญาถึงระดับที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คนฟัง ฟังแล้วปัญญาระดับไหน เทียบไม่ได้เลย ดังนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นที่เคารพสูงสุด สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้เข้าใจคำของพระองค์

    ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัทต้องรู้ความละเอียดลึกซึ้งของแต่ละคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ประมาทที่จะคิดเอง หรือคิดว่าเราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วได้ เราเป็นใคร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร ระดับปัญญาของผู้ที่ไม่เข้าใจคำแม้แต่คำว่าธรรมที่พระองค์ตรัส กับผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงและทรงแสดงธรรมไว้ ๔๕ พรรษา ทุกคำต้องศึกษาด้วยความเคารพ ด้วยความละเอียด ด้วยความลึกซึ้งอย่างยิ่ง จึงสามารถที่จะเข้าถึงพระคุณที่พระองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสคำเหล่านั้น เพื่อที่จะให้ผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังและได้เข้าใจ

    ดังนั้นแต่ละคำประมาทไม่ได้เลย คิดว่าเราจะอ่านพระไตรปิฎกด้วยตัวเอง ไม่มีทาง เพราะแม้แต่คำแต่ละคำต้องเข้าใจจริงๆ มิฉะนั้นจะสับสน ความหลงผิดและเข้าใจผิดจะทำลายพระศาสนา ซึ่งมีค่ายิ่งกว่ารัตนะใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคือ ฟังด้วยความเคารพที่จะเข้าใจความจริง ไม่มีคำใดที่พระองค์ไม่ได้ตรัสไว้ที่จะทำให้เรารู้ความจริงในขณะนี้ ทุกคำไม่ว่าคำใดทั้งสิ้นสามารถที่จะเข้าใจ พระธรรมคือสิ่งที่มีจริงแน่นอนและเดี๋ยวนี้ก็มีด้วย มีใครบ้างที่คิดว่าได้ฟังพระธรรมแล้ว สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เป็นธรรม

    อ.วิชัย การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แล้วทรงส่งสาวกจาริกไปในการที่จะประกาศพระศาสนา เพื่อประโยชน์และความสุขของชนเป็นอันมาก การที่พระธรรมประกาศเผยแพร่ไป จะเป็นประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมากอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก่อนฟังพระธรรมไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม แต่เพียงฟังแล้วว่าขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง คำว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ด้วย กำลังมีอยู่นั่นเองเป็นธรรม มีใครเคยรู้หรือไม่ว่าเป็นธรรมทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด

    อ.วิชัย ก่อนฟังพระธรรมไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่ายังมีความไม่รู้และยังมีความเห็นผิดว่าเป็นเราอยู่

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร ชาวพุทธก็ทำลายพระพุทธศาสนาโดยการที่เข้าใจกันเอง คิดเองแต่ไม่รู้เลยว่า แต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ เป็นคำที่พระองค์ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก แม้แต่ที่จะกล่าวคำว่าธรรม ปริยัติธรรม ปฏิปัตติธรรม และปฏิเวธธรรม คนที่ใหม่มากคงจะไม่เข้าใจคำ ๓ คำนี้ เพราะแม้แต่คำว่าธรรมเพียงคำเดียว ชัดเจนในความลึกซึ้งหรือไม่ แต่ว่าได้ยินคำว่าสำนักปฏิบัติ คงไม่มีใครไม่ได้ยินใช่หรือไม่ สำนักปฏิบัติ แต่ธรรมคืออะไรรู้หรือไม่ สำนักคืออะไร และปฏิบัติ ซึ่งภาษาบาลีคือปฏิปัตติ คืออะไร ไม่รู้สักคำ แต่พูดและตั้งสำนักปฏิบัติ ทั่วโลกก็ปฏิบัติและคิดว่าพระพุทธศาสนาคือปฏิบัติ แต่ไม่รู้อะไร จะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร พระองค์ไม่ได้ทรงอนุเคราะห์ให้คนไม่รู้ แต่ว่าทรงอนุเคราะห์ให้คนเข้าใจความจริง ซึ่งคือเดี๋ยวนี้เอง ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์ก็จะไม่เข้าใจแม้แต่คำว่า ปริยัติ ปฏิปัตติและปฏิเวธ

    ปริยัติคือรอบรู้ ไม่ใช่เพียงแค่รู้ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ เพราะเหตุว่าปัญญาของพระองค์ กว่าจะได้ตรัสรู้ต้องบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์นานเท่าไร เพื่อรู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ซึ่งใครก็ไม่รู้ แต่เริ่มจะเข้าใจได้เมื่อฟังคำของพระองค์ เมื่อได้ยินคำว่าปริยัติ ศึกษาปริยัติ มีการอุดหนุน สนับสนุนการศึกษาปริยัติใช่หรือไม่ แต่ปริยัติคืออะไร เมื่อไม่ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

    ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรม ค่อยๆ ลบเลือนไปจากความเข้าใจของชาวพุทธ ซึ่งเราได้กล่าวแล้วว่า ไม่มีที่เคารพใดจะเทียบเท่าความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคารพสูงสุด ทุกคนที่เป็นชาวพุทธเคารพพระรัตนตรัยสูงสุด แต่ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจแล้วคิดเองก็ทำลายคำสอนของพระศาสนา เช่น สำนักปฏิบัติ สงสัยคำนี้หรือไม่ เพราะว่าไม่รู้ว่าสำนักคืออะไร ไม่รู้ว่าปฏิบัติคืออะไร แต่ไปสำนักปฏิบัติ แล้วปฏิบัติ แล้วรู้อะไร ถ้าไม่รู้ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นคนตรงแล้วมีความเคารพอย่างยิ่งในพระรัตนตรัย มิฉะนั้นเราซึ่งมีกิเลสอยู่แล้ว จะไม่สามารถเข้าถึงความลึกซึ้งของแต่ละคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว

    ด้วยเหตุนี้ ปริยัติธรรมไม่ได้ศึกษาเรื่องอื่น ไม่ใช่วิชาการอื่นที่จะให้ถึงปริญญาตรี โท เอก แต่ว่าปริญญาในพระพุทธศาสนามีโดยไม่ต้องมีใครให้ ใครก็ให้ใครไม่ได้ เพราะฉะนั้นมีญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา ๓ ระดับ แต่เราไปหาปริญญาอื่นแล้วคิดว่าปริญญาอื่นสำคัญกว่า แต่สำหรับชาวพุทธ ปริญญาต้องเป็นความรู้ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย เป็นความรู้ที่ฟังด้วยความเคารพ ยิ่งเข้าใจ ยิ่งมีศรัทธาที่มั่นคงแต่ยังไม่ถึงปริญญา

    เพราะฉะนั้น ต้องรู้และเข้าใจจริงๆ ว่า สำนักปฏิบัติ หรือว่าไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบัน บางแห่งก็อาจจะบอกว่าถึงความเป็นพระอนาคามี พระอรหันต์ แต่รู้อะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้ เป็นความรู้ที่มีความลึกซึ้งซึ่งใครก็ให้ใครไม่ได้ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองได้มอบมรดก คือคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้วเป็นศาสดาแทนพระองค์ ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่มั่นคง ถ้ากล่าวว่าเคารพพระรัตนตรัยสูงสุดก็ต้องศึกษาทีละคำ

    ผู้ฟัง เรื่องที่สำคัญที่เป็นปัญหา ณ ขณะนี้ก็คือ เรื่องภิกษุรับเงินและทอง สะสมทรัพย์สิน ซึ่งท่านก็มีเหตุผลอธิบายต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอะไรมากมาย ซึ่งไม่ตรงกับพระพุทธพจน์ที่ท่านบัญญัติไว้เป็นพระวินัยไว้ว่า ภิกษุไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง แม้ว่ามีผู้อื่นเก็บไว้ให้แก่ตน

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องเป็นผู้ที่ละเอียดทุกคำ ภิกษุคือใคร เราเรียกว่าภิกษุ เราเห็นภิกษุ แต่ภิกษุคือใคร เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรม คนฟังคือชาวบ้านธรรมดาเหมือนเช่นเรา แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วมีความเข้าใจในความลึกซึ้งของพระธรรม และรู้อัธยาศัยของตนเองว่าจะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

    สำหรับคฤหัสถ์ก็สามารถที่จะฟังพระธรรมเข้าใจได้ ขณะใดที่เข้าใจ ขณะนั้นก็ละความไม่รู้ซึ่งมีมานานแสนนาน ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่ปุถุชนที่ไม่รู้อะไร ไม่เคยฟังธรรม คฤหัสถ์สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา ต้องเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมด พุทธะคือปัญญา

    เพราะฉะนั้น ทุกคำต้องนำมาสู่ความเข้าใจ แม้แต่คำว่าพระ หรือวร (วะ-ระ) คือผู้ประเสริฐ ซึ่งต้องประเสริฐมากกว่าคฤหัสถ์เพราะรู้ตัวเองว่า สามารถที่จะดำเนินรอยตามพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตซึ่งมีความต่างกัน คฤหัสถ์ทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง ศึกษาธรรม ศึกษาวิชาไหนก็ได้ และเห็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจถูกในพระธรรมก็ฟังพระธรรม แล้วสามารถที่จะบรรลุคุณธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน สูงกว่านั้นอีกเป็นพระสกทาคามี สูงกว่านั้นอีกเป็นพระอนาคามี สูงกว่านั้นถึงที่สุดของพรหมจรรย์ พรหมคือความดี จรรย์คือความประพฤติ การอบรมความประพฤติที่ดีถึงที่สุดคือ ดับกิเลสหมดถึงความเป็นพระอรหันต์

    พระเจ้าสุทโธทนะบรรลุความเป็นพระอรหันต์แล้วสิ้นพระชนม์ เพราะว่าใครก็ตามที่เป็นคฤหัสถ์และสามารถที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ จะไม่เป็นเพศคฤหัสถ์อีกต่อไป แสดงให้เห็นความต่างของเพศภิกษุกับคฤหัสถ์ ต้องเริ่มเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เห็นพระครองผ้าจีวรเท่านั้นคือภิกษุ แต่ต้องรู้ว่าภิกษุต้องต่างกับคฤหัสถ์โดยสถานใดบ้าง ตั้งแต่เริ่มฟังพระธรรม ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์ก็ขัดเกลากิเลสรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา หมอชีวกโกมารภัจจ์ พระเจ้าพิมพิสาร มหาอำมาตย์ ท่านเป็นพระอริยบุคคลกันโดยที่ไม่ต้องบวชเลย เพราะฉะนั้นการบวชต้องสูงกว่าคฤหัสถ์

    ด้วยเหตุนี้ คฤหัสถ์จึงกราบไหว้ในความประเสริฐยิ่งของผู้ที่เห็นโทษของการที่ยังมีกิเลส ซึ่งถ้ายังคลุกคลีมีชีวิตอย่างคฤหัสถ์ก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ แต่เมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์แล้วต้องเป็นพระภิกษุ เพราะฉะนั้น ผู้นั้นรู้อัธยาศัยของตนเอง เห็นคุณอย่างยิ่งที่จะอุทิศชีวิต สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ต้องไม่ลืม อุทิศชีวิตหมายความว่าอะไร เจาะจงต่อพระรัตนตรัยที่ให้เป็นที่พึ่ง ที่จะทำให้สามารถละอายต่ออกุศลแล้วสะสมความเห็นถูก จนกระทั่งเมื่อมีความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้น ความเข้าใจถูกก็ค่อยๆ ละความไม่รู้และความไม่เข้าใจซึ่งเป็นกิเลส จนดับหมดได้

    ในครั้งพุทธกาลมีพระอรหันต์มาก พระศาสนารุ่งเรืองเพราะทุกคนมีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้คิดเองว่าสามารถที่จะรู้มากกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ท่านพระสารีบุตรอัครสาวก ท่านพระมหาโมคคัลลานะอัครสาวก พระอรหันต์รูปอื่นๆ เมื่อสนทนากันก็ยังไปเฝ้ากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยความเคารพว่า คำของพระองค์ต้องต่างมากกับความเห็นแม้ตนที่ได้ถึงความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นเอตทัคคะในทางต่างๆ นี่คือในครั้งนั้นมีความเคารพจริงๆ ในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง

    ด้วยเหตุนี้ ภิกษุต่างกับคฤหัสถ์เพราะเป็นผู้ละอายในอกุศล คฤหัสถ์สนุกสนานได้ ฟังเพลงได้ ฟังธรรมได้ เข้าใจได้ รู้แม้ว่าขณะนั้นก็เป็นธรรม เพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นธรรม ถ้าปัญญาไม่สามารถที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรมก็ยังคงเห็นผิดว่าเป็นเรา ยังนำมาซึ่งกิเลสต่างๆ เพื่อเรา เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ความเห็นถูกคือ สัมมาทิฏฐิหรือปัญญา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งก่อนฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใครก็มีไม่ได้ น่าอัศจรรย์ เพียงแค่คำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ สามารถทำให้ความไม่รู้ซึ่งมีมาเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ ค่อยๆ ลดน้อยลงไปจนสามารถที่จะดับกิเลสได้

    เพราะฉะนั้น พระภิกษุในครั้งนั้นต้องขออนุญาตอุปสมบท เพื่อที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ดำเนินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังพระธรรมเข้าใจ ขัดเกลากิเลสตามสิกขาบท สิกขาคือศึกษา บทคือสิ่งที่จะต้องประพฤติตาม ดังนั้นสิกขาบทสำหรับพระภิกษุ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง ใครจะเปลี่ยน ลองคิดดูว่าเคารพหรือไม่ กว่าจะได้ยินได้ฟังธรรม กว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น กว่าจะมีความละอายต่อกิเลส สำหรับเพศบรรพชิตแม้กิเลสเพียงเล็กน้อยต่างกับคฤหัสถ์ คฤหัสถ์ละอายทุจริตซึ่งเป็นกิเลสที่หยาบมาก สามารถจะประทุษร้ายบุคคลอื่นได้ แต่สำหรับพระภิกษุ ลืมตาตื่นก็ต้องสำนึกว่าเราไม่ใช่คฤหัสถ์

    ดังนั้น ชีวิตของพระภิกษุสมควรที่คฤหัสถ์จะกราบไหว้ เพราะว่าพระปัญญาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อยละเอียดยิ่ง แต่เป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งกิเลสใหญ่ จึงได้ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ทุกประการสำหรับผู้ที่เป็นภิกษุคือ ศากยบุตร เป็นบุตรที่เกิดจากพระอุระ คือพระปัญญาที่ทรงบัญญัติสิกขาบทน้อยใหญ่ ๒๒๗ ข้อ ขัดเกลาทั้งกาย วาจา และใจ จนกระทั่งหมดกิเลส

    เราไม่ชอบกิเลส จริงหรือไม่ ได้ยินคำว่ากิเลสไม่มีใครชอบ แต่สนุก อร่อย เสียงเพราะ รสดี เพลิดเพลิน กิเลสทั้งหมด แต่สำหรับคฤหัสถ์ต่างกับบรรพชิต คฤหัสถ์ไม่มีสิกขาบทอย่างบรรพชิต คฤหัสถ์ร้องเพลงได้ พระภิกษุไม่ได้ ก็ละอายมิใช่หรือในการที่จะมีชีวิตครองเรือนอย่างคฤหัสถ์ เห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อยว่าเป็นโทษที่ใหญ่ ที่สมควรจะค่อยๆ ขัดเกลาโดยสิกขาบททั้งหลาย จนสามารถที่จะดับกิเลสได้

    เพราะฉะนั้น เพศบรรพชิตกับเพศคฤหัสถ์ต่างกันที่ว่า คฤหัสถ์มีปัญญาเท่ากับบรรพชิตที่เป็นพระโสดาบัน ความเป็นพระโสดาบันคือ การรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้กำลังปรากฏ ซึ่งถูกปิดบังไว้โดยคำของคนอื่นทั้งหมดที่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำไม่เหมือนคำของคนอื่น คนที่ได้ฟังแล้วจะรู้เลยว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นคำของคนอื่น ซึ่งมีความต่างกันมากเมื่อมีความเข้าใจ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นบรรพชิตต้องละอายต่ออกุศล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำว่า ลัชชี และอลัชชี

    อ.วิชัย ถ้ากล่าวถึงคำว่า ลัชชีคือความละอาย ถ้าเป็นอลัชชีคือความไม่ละอาย จะเห็นถึงความที่พระองค์ตรัสรู้ธรรมโดยประการทั้งปวง ที่จะให้รู้ว่าธรรมอะไรที่เป็นเหตุให้เกิดความละอายต่อบาปแม้เพียงเล็กน้อย พระองค์ตรัสรู้จนถึงว่ามีธรรมประการหนึ่งคือ หิริคือความละอาย โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อบาป โดยพระองค์ทรงแสดงธรรมเหล่านี้ให้เห็นว่า ความเป็นบรรพชิตต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาที่จะเห็นอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย

    ถ้าลองพิจารณาศึกษาในสิกขาบทแต่ละสิกขาบท พระองค์จะบัญญัติแม้ในเสขิยวัตร ที่จะกล่าวถึงความงดงามแม้ในการนุ่งห่ม แม้ในการฉันอาหาร มีอิริยาบถต่างๆ เพื่อขัดเกลากิเลส และเมื่อพระภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความละอายบาปแม้เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ เพราะด้วยความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์บัญญัติสิกขาบท เป็นเหตุให้พิจารณาเพื่อเข้าใจและประพฤติตาม แต่ถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีหิริไม่มีโอตตัปปะ รู้ว่าสิ่งใดที่พระองค์บัญญัติแล้วแต่ยังเป็นผู้ที่จงใจล่วงละเมิดสิกขาบท นั่นคือผู้ไม่มีความละอาย

    ท่านอาจารย์ เรื่องของความละอายเป็นเรื่องที่ละเอียดมากเกือบไม่รู้สึก ถ้าไม่ฟังพระธรรม ละอายหรือไม่ที่จะไม่รู้ต่อไป ทั้งๆ ที่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ฟังเมื่อไรก็จะมีปัญญาความเข้าใจสิ่งที่มีในชีวิตทุกขณะตามที่ได้ทรงแสดงไว้

    ความละอายไม่ใช่ถึงกับว่าต้องไปฆ่าคนอื่น หรือว่าทำทุจริตกรรม แต่ความละอายอย่างละเอียดยิ่งคือ ความละอายที่เกิดมาแล้วไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีทุกขณะ รู้แต่เพียงว่าเกิดแล้วเห็น แล้วได้ยิน แล้วได้กลิ่น แล้วลิ้มรส แล้วรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วคิดนึก แล้วหลับ แล้วก็ตื่น ขณะหลับไม่มีอะไรปรากฏเลย แต่เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นก็นำมาซึ่งเรื่องราวมากมายมหาศาล เต็มไปด้วยความไม่รู้ต่อไปๆ ๆ ทุกขณะ เพราะไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เห็นคืออะไร

    เห็นเป็นอนัตตา ได้ยินคำว่าอนัตตา แต่คิดกันเองว่า เกิดแก่เจ็บตายนั่นเองคืออนัตตา แต่ความละเอียดยิ่งของพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำต้องตั้งต้นให้เข้าใจให้ถูกต้อง อนัตตาไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เท่านี้ วันนี้ทั้งวันเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ เมื่อคืนนี้คงจะมีคนนอนไม่หลับ อยากหลับก็ไม่หลับ บังคับให้หลับได้หรือไม่ อยากจะหลับต่อก็ตื่น บังคับบัญชาไม่ได้สักอย่าง เดี๋ยวนี้สิ่งที่ทุกคนไม่รู้และไม่มีวันจะรู้เลย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมคือ เดี๋ยวนี้เห็นแล้วใช่หรือไม่ ใครทำให้เห็นเกิดขึ้น ไม่ให้เห็นได้หรือไม่ และขณะที่เห็นต้องไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้นเห็น สั้น เพียงแค่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีเสียงซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา

    ดังนั้นแต่ละหนึ่งละเอียดอย่างยิ่ง ไม่มีทางที่ใครจะรู้จักสิ่งที่เกิดมีจริงๆ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นผู้ละอายคือผู้ที่รู้ว่า ถ้าตราบใดที่ไม่ได้ฟังคำที่จะทำให้เกิดความเข้าใจก็จะไม่รู้อย่างนี้ กี่ภพกี่ชาติก็จะเป็นอย่างนี้ ละอายหรือยัง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    22 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ