ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๖๐
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑
อ.วิชัย ก่อนการสนทนามีท่านที่ปรารภว่า เหตุใดชาวพุทธจึงต้องศึกษาและฟังธรรมด้วย
ท่านอาจารย์ ก็ชื่อว่าชาวพุทธ จะให้ทำอะไรดี ไม่รู้พุทธศาสนา หรือว่าเพียงแค่ชาวพุทธ แต่ว่าตามความเป็นจริง ถ้าเข้าใจพระพุทธศาสนาจะรู้ได้เลยว่า พุทธศาสนาที่ชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่ได้รู้จักเลย รู้จักแต่เวียนเทียน สวดมนต์ใช่ไหม แต่ว่าพุทธศาสนา ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ให้เราสวดมนต์ โดยที่เราไม่ได้เข้าใจเลย แม้แต่คำว่ามนต์คืออะไร และสวดคืออะไร แต่การตรัสรู้ของผู้ที่ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อนี้ไม่มีใครสามารถที่จะมีได้เลย เพราะเป็นชื่อของคุณธรรมสูงสุด ซึ่งไม่มีใครเปรียบปานได้ ใครจะชื่ออะไรในโลกมนุษย์ ชื่อได้หมด แต่จะชื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย ไม่ว่าในโลกนี้หรือว่าบนสวรรค์ชั้นพรหมใดๆ ก็ตาม
เพราะฉะนั้นเราเคยคิดไหมว่า ผู้ที่มีปัญญาสูงสุดท่านตรัสรู้อะไร เพราะฉะนั้นเมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ทรงพระมหากรุณาให้เราได้รู้ตาม โดยการที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา บางคนคิดว่าฟังธรรมแค่ ๒, ๓ ปีก็คงจะจบ หรือว่ามากกว่านั้นอีกหน่อยหนึ่ง แต่ว่าถ้าศึกษาแล้วเพียงแค่คำเดียวชาตินี้ไม่จบ ค่อยๆ ฟังว่าจริงหรือเปล่า เช่น คำว่าธรรม ได้ยินกันบ่อย ถ้าได้ยินคำว่าพระพุทธ ก็ได้ยินคำว่าพระธรรม และได้ยินคำว่าพระสงฆ์ด้วย แต่ถ้าไม่ศึกษา เขาบอกว่าอย่างไร เราก็ฟังมาอย่างนั้น ไม่เคยคิดเลยถึงความลึกซึ้งว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นรัตนะ และพระธรรมคืออะไร ก็คือสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้และทรงแสดง ที่เมื่อได้ฟังแล้วก็จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าก่อนนั้นไม่มีทางจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
พระองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา เราเห็นพระพุทธรูปทุกวัดเลย และบางวัดก็มีตั้งหลายองค์ รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า หรือว่าพระพุทธรูปองค์นี้ งามกว่าองค์โน้น วัดโน้นใหญ่กว่าวัดนี้ แต่นั่นไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะมีพระรูปที่งดงามเกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นรูปที่เป็นพระพุทธรูปใดๆ ไม่ว่าประเทศไหน ไทย จีน พม่า ญี่ปุ่น ลาวหรืออะไรก็ตามแต่ ทุกรูปไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือพระรูปกายภายนอก แต่พระปัญญาจะยิ่งกว่านี้สักแค่ไหน เพราะเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดได้ ต้องมีเหตุ แม้แต่รูปร่างกาย ก็ต้องมีเหตุที่จะทำให้เกิดหลากหลายต่างกัน มีสัตว์นานาชนิด มีมนุษย์ก็ไม่เหมือนกันสักอย่างเดียว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของทุกอย่าง ไม่เว้นเลยถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นคำใดที่ตรัสแล้ว คำนั้นเป็นคำจริงเปลี่ยนไม่ได้เลย แล้วก็จะเห็นได้ว่าความลึกซึ้งของแต่ละคำของพระองค์ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ คิดว่าไม่ยาก เพราะว่าบางคนบอกว่าพระพุทธศาสนาไม่ยาก คำใดไม่ยาก ลองพูดสักคำ เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า เราขาดการฟังพระธรรม เรามีประเพณีหลายอย่าง แต่ประเพณีซึ่งมีค่าที่สุดที่ไม่สืบทอดมาเลยก็คือการฟังธรรม บางคนก็อาจจะบอกว่าฟังเทศน์ เทศนา แต่ว่าพูดเรื่องอะไร
เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นคำซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะพูดเรื่องสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เลย เพียงแต่จะถามว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรบ้างที่มีจริงๆ จะตอบก็ต้องคิดตั้งนานใช่ไหม แต่ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าธรรมดาที่สุด เห็นก็มี ได้ยินก็มี คิดก็มี ทุกอย่างจริงทั้งนั้น แต่ใครรู้ความจริงของสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งไม่พ้นจากเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกแล้วก็หลับ ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ทั้งวันที่ผ่านไปไม่เหลือเลย ตื่นใหม่ เห็นใหม่ ได้ยินใหม่ ได้กลิ่นใหม่ ลิ้มรสใหม่ รู้เรื่องใหม่ คิดนึกใหม่ ทั้งวันแล้วก็หลับอีกแล้ว แล้วก็หมดเลยวันนั้นก็ไม่เหลือ ก็เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนกว่าจะจากโลกนี้ไปโดยรู้อะไรในสิ่งที่มีจริง ทุกๆ วันก็ไม่มีเลย
เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ต้องเป็นคนที่ไตร่ตรอง รู้ว่าแต่ละคำสำหรับเข้าใจ ไม่ใช่สำหรับแค่ฟังเผินๆ แต่ต้องไตร่ตรองถึงที่สุด แม้แต่คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้อย่างไรถ้าไม่มีจริง แค่นี้บางคนบอกแล้วก็จะรู้อะไร ก็ธรรมดาเท่านี้เอง แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะเหตุว่าเพราะไม่รู้จึงฟังพระธรรม แค่นี้ ทุกคนที่มานั่งที่นี่ เพราะไม่รู้จึงฟัง ถ้ารู้แล้วก็ไม่ฟัง แต่ว่าการที่จะรู้เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ พิจารณาทุกคำ
สิ่งที่มีจริง ภาษาบาลีไม่มีคำว่าสิ่งที่มีจริง แต่มีคำว่าธรรม เพราะฉะนั้นธรรมก็คือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง และตรัสว่าสิ่งที่มีจริง คือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อัตตาคือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเราเป็นเขา เป็นดินสอ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ รวมกันแล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แค่นี้ต้องพิจารณาแล้ว ธรรมเหมือนกันหรือเปล่า ธรรมแต่ละหนึ่งใช่ไหม เห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม เพราะฉะนั้นหนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง แต่ละหนึ่ง รวมทั้งหมดคือธรรมทุกอย่าง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
คำว่าเป็นอนัตตาก็หมายความว่า ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ใช่เรา พูดอย่างนี้เชื่อไหม สิ่งที่มีจริงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แม้เห็นเดี๋ยวนี้ก็มี ได้ยินก็มี แต่ไม่ใช่เรา เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง ที่ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แล้วใครก็ไปทำให้เกิดไม่ได้ด้วย แต่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกขณะเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย แต่ความไม่รู้ก็ทำให้ไปแสวงหาธรรมที่อื่น พยายามจะไปรู้อย่างอื่น แล้วจะรู้สิ่งที่เดี๋ยวนี้ปรากฏเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยหรือไม่ นี่แค่คำไม่กี่คำ แต่ว่าอะไรเป็นของเราบ้าง ตรงไหมกับที่ว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรม
ถ้าธรรมไม่เกิดขึ้น จะมีเราไหม ถ้าไม่มีอะไรเลยในโลก มีเราไหม เราจะมาแต่ไหน แต่พอมีเห็นเป็นเราเห็น กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ก็เป็นเราได้ยิน ถูกไหม ถ้าไตร่ตรองก็จะรู้ได้เลย ได้ยินเมื่อสักครู่นี้อยู่ไหน หมดแล้ว เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เข้าใจชีวิต และสิ่งที่มีที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นที่ต้องการยินดีติดข้องตั้งแต่เกิดจนตาย แสวงหาด้วยความยากลำบาก เพื่อจะให้สิ่งที่เราต้องการมาเป็นของเรา แต่เป็นของเราจริงๆ หรือเปล่า เวลานี้บ้านอยู่ไหน ถ้าไม่คิดมีไหม ตายไปเลยจากโลกนี้ ไหนบ้านเรา ยังไม่ได้คิดหรือถึงคิดแล้ว ก็เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้เป็นห้องใช่ไหม
เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดชัดเจน ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงบำเพ็ญบารมีเพื่อจะรู้ความจริงอย่างนี้ เพราะเหตุว่าความจริงอย่างนี้มี สุขก็มี ทุกข์ก็มี ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ยั่งยืนเลย เพียงชั่วคราวแสนสั้น ขณะเห็นไม่มีได้ยิน ขณะได้ยินก็ไม่ใช่คิด แต่ละหนึ่งขณะเกิดมีชั่วคราวแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นความติดข้องด้วยความไม่รู้ ทำให้เกิดความทุจริตต่างๆ กิเลสต่างๆ มากมายเดือดร้อน อย่างที่ทุกคนรู้ว่า โลกขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เป็นอย่างนี้เฉพาะวันนี้ เป็นมานานแล้ว แต่ไม่มีใครจะรู้ทั่วถึงเหมือนอย่างยุคนี้สมัยนี้ ซึ่งรู้ข่าวคราวกันได้รวดเร็ว แต่ให้ทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเราจริงๆ เพราะแม้แต่ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ของเราจริงหรือเปล่า
ถ้าจริงเป็นของเรา ตอนตายแล้วอยู่ไหน เป็นของเราหรือเปล่า ตอนตายจะไม่เหมือนตอนนี้เลย นึกถึงสิ่งที่อยู่ในโลงศพ ก่อนเข้าไปอยู่ในนั้น เหมือนอย่างนี้เลย ใช่ไหม แต่พอเข้าไปอยู่ในนั้น นับวันนับเดือน ดูใหม่ เลือดหนอง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่น่ารังเกียจ ของใคร แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลาเป็นอย่างนั้น ก็มีการหลงเข้าใจว่ายั่งยืนเป็นของเรา แต่ว่าทุกคนหนีไม่พ้นเลย เพราะเหตุว่าเป็นความจริง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา บังคับบัญชาอะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่เกิดจนตาย เลือกเกิดก็ไม่ได้ เลือกเห็นก็ไม่ได้ เลือกให้เป็นสุขก็ไม่ได้ เลือกอะไรก็ไม่ได้เลยทั้งสิ้น
ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะรู้ความจริงว่า ชีวิตที่เกิดมา สิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่มีค่าที่สุดคืออะไร อยู่ไปวันๆ สุขทุกข์ไปวันๆ แล้วก็จากโลกนี้ไป แล้วก็มีอีก เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ต้องการเกิดเลยในชาตินี้ก็เกิด มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดก็เกิด เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดอย่างนี้ ถึงแม้ว่าจะจากโลกนี้ไป แต่เหตุปัจจัยที่จะทำให้ต้องเกิดอีก ก็ต้องเกิดอีก แล้วแต่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่มีวันสิ้นสุดเลย ยังคงเป็นเราเป็นของเราไปทุกชาติ ต่อเมื่อไหร่รู้ว่า แสงสว่างเป็นของเราหรือเปล่า พระอาทิตย์เป็นของเราหรือเปล่า ดวงจันทร์เป็นของเราหรือเปล่า อะไรอะไรเป็นของเราหรือเปล่า เมื่อไม่ใช่เรามีทำไม ต้องเกิดดับหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ทำไม แล้วหยุดยั้งก็ไม่ได้ด้วย ก็เริ่มจะเข้าใจความจริงว่า แท้ที่จริงที่ไม่สิ้นสุดความต้องการ เพราะยึดถือว่าเป็นเรา
เพราะฉะนั้นความต้องการ เป็นเหตุที่จะให้เกิดแล้วเกิดเล่า ไม่มีใครสามารถที่จะหยุดการเกิดได้เลย ต่อเมื่อไหร่ไม่ใช่ของเรา ก็ปล่อยไปเลยใช่ไหม ไฟจะไหม้ น้ำจะท่วมโลก โลกจะแตกก็ไม่ใช่ของเราทั้งนั้น ก็ไม่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นความจริงก็คือว่า ถ้าสามารถจะรู้ได้จริงๆ ว่าแม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีเรา จะเบาสบายไหม เพราะรู้ว่าบังคับไม่ได้ จะสุขหรือทุกข์บังคับไม่ได้ จะเห็นหรือได้ยินบังคับไม่ได้ ใครจะรักจะชังจะโกรธจะเกลียดอย่างไรบังคับไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุ
ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ก็รู้ว่าเหตุดีทำให้เกิดผลดีแน่นอน และเหตุไม่ดีก็ทำให้เกิดผลที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นสุขต้องเกิดจากเหตุที่ดี ทุกข์ต้องเกิดจากเหตุที่ไม่ดี แม้ไม่ใช่เรา แต่สภาพนั้นเป็นที่พอใจไหม ความเจ็บมีแน่ๆ ไม่ได้มีใครต้องการเจ็บ แต่ว่าเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย แล้วถ้าเหตุมีที่จะเจ็บมากๆ ในนรก ใครช่วยได้ เพราะฉะนั้นเราไม่เห็นโลกอื่นๆ อีกตั้งหลายโลก อดีตก็ไม่รู้ อนาคตก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้กำลังอยู่ตรงนี้ แต่ต่อไปข้างหน้าจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ จะจากโลกนี้ไปได้ทันทีเลย หรือจะเกิดไฟไหม้ อะไรๆ ได้หมดทุกอย่าง ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่ก็มีสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง เมื่อยึดถือว่าเป็นเรา ก็คือเราสุขบ้างเราทุกข์บ้าง แต่ความจริงก็คือใครก็เปลี่ยนสุขให้เป็นทุกข์ไม่ได้ หรือขณะที่ทุกข์กำลังเกิด ใครก็เปลี่ยนทุกข์นั้นให้เป็นสุขไม่ได้ ก็เป็นธรรมทั้งหมด
เพราะฉะนั้นถ้าฟังธรรม ก็คือว่าฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตาย โดยไม่สามารถที่จะรู้ความจริงถึงที่สุดได้ด้วยตัวเอง นอกจากจะฟังคำจริงและพิจารณาว่าจริงไหม ขณะนี้ไม่ใช่ว่าเราต้องไปเชื่อหรือเราต้องไปปฏิบัติ หรือเราต้องไปทำอะไร แต่เราไม่ได้ฟังคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ได้ยินได้ฟัง เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจว่า สิ่งที่เราได้ฟังถูกต้องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ฟังเพื่อเข้าใจคำที่เราจะสนทนากัน เพราะว่าทุกคำที่เราจะพูดถึงที่สนทนามีอยู่เดี๋ยวนี้
อ.วิชัย ความรู้หรือปัญญาที่พระองค์แสดงว่า เป็นธรรมอย่างหนึ่ง จะมีลักษณะอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็เป็นความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมี ซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย เห็นไหม แต่ละคำเข้าใจในสิ่งที่กำลังมี ซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย แต่ละคำฟังดูธรรมดามาก แต่ว่าลึกซึ้งและก็ยากแก่การที่จะเห็น อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ เช่นถามว่า เดี๋ยวนี้มีเห็นไหม
ผู้ฟัง เห็นมี
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีเห็น ถ้าเห็นไม่เกิด มีเห็นไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าได้ยินไม่เกิด มีได้ยินไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ ไม่มีใช่ไหม เพราะฉะนั้นก่อนได้ยินเกิด ไม่มีได้ยิน
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ก่อนเห็นเกิด ไม่มีเห็น
ผู้ฟัง ไม่มีเห็น
ท่านอาจารย์ แล้วกำลังเห็น เกิดแล้วใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ได้ยินไม่ใช่เห็นแน่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้ากำลังมีเสียงปรากฏ จะมีกลิ่น จะมีอย่างอื่นปรากฏ ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง ก็เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก ก็คือสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ให้ได้รู้ความจริงว่า อย่างไรอย่างไรเราอยู่ในโลกนี้ไม่นานแน่ และก็ไม่มีใครรู้ด้วยว่า จะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ ก่อนจากไปได้เข้าใจสิ่งที่มีแล้วไม่เคยรู้มาเลยตลอดชาติ ได้ไหม ดีไหม หรือว่าจากไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ที่่ผ่านมาหมดแล้วไม่เหลือ คำนี้เป็นคำจริง
เมื่อสักครู่นี้เรากล่าวว่าก่อนเห็นไม่มีเห็น แล้วเวลามีได้ยินแสดงว่าต้องเห็นดับไป จะมีเห็นกับได้ยินพร้อมกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเห็นดับแล้ว ได้ยินเกิด ได้ยินดับแล้ว อย่างอื่นก็เกิดสืบต่อไป สิ่งที่ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่ละคำแต่ละคำสำหรับพิจารณาไตร่ตรอง เพื่อเป็นความเข้าใจถูกว่า นี่แหละคือสิ่งที่มีจริงมีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี แต่มีเมื่อเกิดขึ้น เกิดขึ้นมีจริงชั่วขณะที่แสนสั้นซึ่งใครก็ไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดและดับเร็วสุดที่จะประมาณ แต่สืบต่อดูเหมือนซ้อนกัน จนปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง คือเดี๋ยวนี้เหมือนกับมีทั้งเห็นด้วย มีทั้งได้ยินด้วย มีทั้งคิดด้วย มีอะไรตั้งหลายอย่าง
นั่นคือผู้ที่ไม่รู้ความจริงว่าแต่ละหนึ่ง เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ใครไม่ใช่ของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย นี่คือพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก ถ้าไม่ได้ฟัง แต่ถ้าเริ่มฟังก็เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ มานานเท่าไหร่ในสังสารวัฏ แล้วก็จะไม่รู้ต่อไปอีก ถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ฟังแล้ว จากไม่รู้แล้วก็รู้ แล้วพิจารณาด้วยตัวเองว่าจริงไหม ถูกต้องไหม
เมื่อถูกต้องแล้ว สิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมด ก็ไม่ตรง แล้วก็ไม่จริง เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกของความลวงของสภาพธรรมที่เกิดดับ ลวงให้เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีค่า แต่ความจริงก็แค่ปรากฏแล้วหมดแล้ว หมดจริงๆ สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ปรากฏ แค่จำว่ามี ขณะนี้ทุกคนจำว่ามีอะไรบ้าง อาจจะจำว่ามีบ้าน เดี๋ยวนี้บ้านถูกไฟไหม้ก็ได้ อาจจะจำว่ามีสมบัติ ถูกขโมยเอาไปเมื่อสักครู่นี้เองก็ได้ ใครจะรู้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมีเมื่อปรากฏ ตอนหลับสนิทชื่ออะไร ตอนหลับสนิทเลย ชื่ออะไร ไม่มีชื่อ มีเห็นไหม มีได้ยินไหม มีจำไหม ไม่มีเลย โลกนี้หมดเลย นั่นคือก่อนที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้น
ตื่นขึ้น มาแล้ว มีแล้ว เกิดแล้ว จำแล้ว เป็นเราแล้วตลอดวัน พอนอนหลับสนิทหายไปไหนหมด ก็ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นชีวิตก็คือตื่นและก็หลับ แล้วก็วุ่นวายมากเลยตอนตื่น พอถึงตอนหลับ สิ่งที่เคยคิดว่าสำคัญมากเหลือเกิน ไม่เหลือเลย คนป่วยที่เจ็บหนักทรมานทุกข์ยาก พอหลับแล้วเจ็บปวดไหม ไม่ ใช่ไหม ไปไหน หายไปไหน พอตื่นมา มาอีกแล้ว ความเจ็บความปวดมาอีกแล้ว ยับยั้งได้ไหม ไม่ได้เลย นี่คือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้นธรรมไม่ใช่ต้องไปหาที่อื่นที่ไหนเลยทั้งสิ้น กำลังเผชิญหน้าทุกขณะ ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วก็ "ไม่มีอะไร แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่" เพราะฉะนั้นเราติดข้องในสิ่งที่ไม่มีถูกต้องไหม แค่เมื่อสักครู่นี้มี เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เสียงเมื่อสักครู่นี้มี เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แล้วเราก็ชอบฟังเสียงเพราะๆ แล้วก็แค่ได้ยิน แล้วก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นเราติดข้องในสิ่งที่ไม่มี ลองคิด ฉลาดหรือไม่ฉลาด หรือจะใช้คำอีกคำว่า โง่หรือฉลาด หรือจะใช้คำว่าไร้ปัญญา หรือว่ามีปัญญาที่ไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งเหลือเชื่อ เกินกว่าใครจะคิดได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ที่กำลังเกิดดับในขณะนี้
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์จะไม่สามารถทรงแสดงความจริง ตามที่เรากำลังได้ฟัง และกำลังเริ่มเข้าใจถูกว่า ความจริงเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ปฏิเสธได้ไหม มีใครว่าไม่จริงบ้าง คิดว่าเห็นอยู่ตลอดวันหรือ ไม่มีอย่างอื่นเลยหรือ หรือว่าได้ยินอยู่ตลอดวันหรือเปล่า เปล่าเลยทั้งสิ้น ชั่วขณะเล็กน้อยแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นพระพุทธคุณ ไม่ใช่ไปนั่งพูดว่าพุทโธ แต่ไม่รู้เลยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร และทรงแสดงธรรมให้คนอื่นเข้าใจ ใครได้ฟังแล้วเห็นประโยชน์ ก็ศึกษาสนใจที่จะเข้าใจมากกว่านี้อีก เพราะรู้ว่าไม่รู้ทุกอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทุกคำเลย ตั้งแต่คำว่าธรรม ตั้งแต่คำว่าอนัตตา ตั้งแต่คำว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ทุกคำเป็นความจริงเดี๋ยวนี้เอง ไม่ต้องรอเลย แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ แน่นหนาเพียงใดในสังสารวัฏ ตั้งแต่เกิดมาก่อนจะได้ฟังก็ไม่รู้แล้ว แต่พอฟังเริ่มรู้เริ่มเข้าใจว่าถูกต้องจริง วันหนึ่งต้องจาก ไม่สามารถที่จะอยู่ในโลกนี้นานได้ สวรรค์อยู่นานกว่ามนุษย์ พรหมโลกก็อยู่นานกว่าสวรรค์ แต่ก็เป็นอย่างนี้แหละ คือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากไม่มี ก็มี มีแล้วก็หมดไป เกิดแล้วดับไม่ว่าจะที่ไหนทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นจากสวรรค์ ก็มีเหตุที่จะทำให้เกิดที่หนึ่งที่ใดก็ได้ เพราะว่าจะอยู่ในสวรรค์ตลอดไปไม่ได้ อยู่ที่หนึ่งที่ใดตลอดไปไม่ได้ เพราะว่ามีเหตุที่จะต้องเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นประโยชน์คือได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนที่จะนั่งพูดว่า พุทโธ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260
