ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๐๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ ลำพูน

    วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ แล้วจะมีคนนี้ชั่วชีวิตนี้เท่านั้น ชาติก่อนไม่มีคนนี้ ยังไม่มี ยังไม่เกิดเป็นคนนี้ จากโลกนี้ไปแล้วไม่มีคนนี้อีกเลยในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูปที่เกิดในชาตินี้ทำให้เข้าใจว่าเป็นคนนี้เฉพาะในชาตินี้ จิต เจตสิก รูปที่มีปัจจัยจะเกิดต่อไปในชาติหน้าจะเป็นอะไร ใครรู้ ยังไม่เกิดก็ไม่รู้ เหมือนเราชาติก่อนอยู่ไหน ทำกรรมอะไรมาก บุญกรรม บาปกรรม อะไรทั้งหลายก็มากมายแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่จากโลกนั้นไปแล้วพ้นความเป็นบุคคลนั้นมาเป็นคนนี้ เพราะปัจจัยหนึ่ง กรรมหนึ่ง ที่ทำให้เป็นคนนี้ตามกำลังและกำหนดของกรรมที่จะให้ผลว่า เป็นคนนี้ได้นานเท่าไร ต่อไปก็ไม่ใช่คนนี้แล้ว สิ่งที่เกิดมาแล้วทั้งกุศลและอกุศลใดๆ สะสมสืบต่ออยู่ในจิต ปรุงแต่งทำให้เกิดหลากหลายมาก

    ผู้ฟัง สืบต่อไปแล้วจะไปเป็นอย่างไรต่อไป

    ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่

    ผู้ฟัง สมมติว่าเกิดมาเป็นคนใหม่

    ท่านอาจารย์ คนก็ได้ ไม่ใช่คนก็ได้ เกิดแน่ แต่จะเป็นอะไรนั้นสุดปัญญาที่จะกล่าวถึงเพราะยังไม่เกิด

    ผู้ฟัง สิ่งที่สะสมมา

    ท่านอาจารย์ ไม่หายไปไหนเลย อยู่ในจิต ตอนเป็นเด็กจำได้หรือไม่ ไปโรงเรียนทำอะไรบ้าง สนุกสนานอย่างไร ทุกอย่างเก็บสะสมอยู่ในจิต

    ผู้ฟัง สะสมไปแม้ชาติหน้าด้วย

    ท่านอาจารย์ ถ้าชาตินี้มีความเข้าใจธรรม เมื่อถึงชาติหน้าความเข้าใจนั้นไม่ได้สูญหาย เมื่อได้ยินได้ฟังอีกก็เข้าใจ

    ผู้ฟัง จิตเกิดดับสืบต่อ แล้วเจตสิกเกิดดับสืบต่อสะสมเหมือนกับจิตหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ต้องมีความเข้าใจว่า สภาพนามธรรมถ้าแยกโดยประเภทมี ๔ ขันธ์ คือจิตและเจตสิกนั่นเอง เพราะฉะนั้นจิตเป็นวิญญาณขันธ์ ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง แต่มีเจตสิกทั้งหมด ๓ ขันธ์ ซึ่งยังไม่พูดถึงก็ได้ พูดเพียงจิตกับเจตสิกเกิดร่วมกัน ไม่แยกกันเลย เพราะกล่าวไว้ว่านามขันธ์ ๔ ไม่แยกกัน หมายความว่าจิตและเจตสิกไม่แยกกันเลย จิตเป็นธาตุรู้ เวลาที่ธาตุรู้เกิดขึ้น มีแต่เฉพาะธาตุรู้เท่านั้นหรือ ไม่มีอะไรเลยหรือ ลองคิด มีความรู้สึกหรือไม่ เราแทบจะไม่รู้จักความรู้สึกเลยว่าเดี๋ยวนี้รู้สึกอะไร แต่มีโดยที่ความรู้สึกนั้นไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่จิตกำลังรู้เป็นอารมณ์ที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นมีความรู้สึกด้วย ความรู้สึกที่เกิดกับจิตขณะที่จิตกำลังรู้สิ่งนั้น จะนำเจตสิกคือความรู้สึกนั้นออกไปจากจิตได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แยกกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน ดับพร้อมกัน แต่ว่าจิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก ต้องเข้าใจอย่างมั่นคง เป็นนามธาตุ เป็นธาตุรู้ แต่จิตไม่ใช่เจตสิก และเจตสิกไม่ใช่จิต ใครรู้ ใครตรัสรู้ ถ้าไม่มีการบำเพ็ญบารมีที่จะรู้ สิ่งเหล่านี้จะถูกปกปิดมิดชิดนานแสนนาน ไม่เปิดเผยเลยว่าแท้ที่จริงขณะนี้มีจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกันและดับพร้อมกัน เพราะฉะนั้น จิตเห็นเกิดแล้วดับ เจตสิกที่เกิดกับจิตเห็น ดับหรือไม่

    ผู้ฟัง ดับ

    ท่านอาจารย์ จิตเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ต้องมี จิตและเจตสิกดับพร้อมกันเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด

    ผู้ฟัง แล้วเป็นปัจจัยให้แก่เจตสิกใหม่เกิด

    ท่านอาจารย์ ถ้าจิตนี้ยังไม่ดับ จิตจะเกิดสืบต่อไม่ได้ จิตจะเกิดซ้อนกัน ๒ ขณะไม่ได้ จิตนี้ต้องหมดไปแล้วปราศไปโดยประการทั้งปวง ทั้งอุปาทขณะ ฐิติขณะ ภังคขณะ หมายความว่าขณะของจิต ขณะเกิดกับขณะดับไม่ใช่ขณะเดียวกัน นี่คือความละเอียดว่า จิตหนึ่งเกิดแล้วดับเร็วมาก แต่ยังแยกว่าขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ ขณะที่ตั้งอยู่ยังไม่ดับก็ไม่ใช่ขณะที่เกิด เพราะฉะนั้นต้องหมดไปทั้ง ๓ ขณะจึงจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดไปได้ และเจตสิกที่เกิดกับจิตดับไปพร้อมกับจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง พร้อม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จิตเท่านั้นหรือที่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น หรือจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันแยกกันไม่ออก เป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกใหม่เกิดสืบต่อแยกกันไม่ออก แยกไม่ได้เลย เจตสิกอยู่ในจิตเลย เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน ผสมกัน ใช้คำว่าสัมปยุตตปัจจัย เข้ากันสนิทเพราะเป็นนามธาตุ ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง แล้วที่กล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างสะสมอยู่ในจิต หมายรวมถึงสิ่งที่สะสมอยู่ในเจตสิกด้วยหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบก่อนว่า จิตกับเจตสิกแยกกันได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เมื่อจิตและเจตสิกเกิดแล้วดับ ทุกอย่างในจิตขณะก่อน ทุกอย่างคือรวมเจตสิกหรือไม่

    ผู้ฟัง รวม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่สะสมอยู่ในจิตสืบต่อไปสู่จิตขณะต่อไป หมายความว่าจิตที่ดับไปเป็นประเภทไหนและสะสมอะไรๆ ไว้บ้างทั้งหมด สิ่งที่ดับไปก็สืบต่อไปถึงจิตขณะต่อไปทั้งหมด ทั้งหมดก็ต้องรวมเจตสิกด้วย เพราะฉะนั้นจิตเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น จิตที่ดับไปเป็นปัจจัยให้เจตสิกเกิดหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ จิตที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกเกิด ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เจตสิกที่ดับไปเป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกเกิดหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เหมือนกันทั้งหมดเลย จิตกับเจตสิกเข้ากันสนิทเลย ดังนั้นเราไม่ต้องพูดบ่อยๆ ว่าจิตและเจตสิกที่เป็นอกุศล จิตและเจตสิกที่เป็นกุศล พูดจิตคำเดียวคือรวมเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง เหมือนเจตสิกที่เป็นสัญญาเจตสิก สิ่งที่เราจำได้ จะอยู่ในเจตสิกที่เป็นสัญญา จะอยู่ในจิต

    ท่านอาจารย์ ไม่มีการอยู่ในไหนเลย หมายความว่าเกิดแล้วดับไปแต่สะสมอยู่ในจิต เช่น เคยไม่ชอบ บางคนรับประทานอาหารบางอย่างไม่ได้เลย พยายามสักเท่าไรก็ไม่ชอบ รับประทานไม่ได้ สะสมมาอย่างนั้น แต่บางอย่างก็ชอบมาก ฝืนที่จะไม่ชอบก็ไม่ได้ ตามที่เคยชอบ เคยพอใจ เพราะฉะนั้นเราไม่รู้เลยว่าเราเกิดมา เราแสวงหาด้วยความติดข้อง ที่จะไม่แสวงหาไม่มี จากไม่มีเลยก็เกิดมีแล้วหมดไปแต่จำได้ สัญญาเจตสิกไม่ใช่จิต ปรุงแต่ง สร้างแสวงหาสืบต่อไปไม่หยุด รวมทั้งเจตสิกอื่นก็ปรุงแต่งให้เป็นไปตามสภาพของความรู้สึกและความจำในสิ่งนั้นๆ ที่เป็นที่พอใจก็แสวงหาไปเรื่อยๆ

    ผู้ฟัง ขอทราบเกี่ยวกับเรื่องของการสืบต่อของจิตและเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีอะไร เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลยแล้วยากที่จะเข้าใจ ยากจนกระทั่งไปคิดเองที่จะเข้าใจหมดเลย แทนที่จะค่อยๆ ฟังแล้วรู้ว่า ความจริงเป็นอย่างที่ได้ยินจากที่ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มคิดว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือไม่ หรือไม่มีอะไรเลย

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มี มีแน่ๆ มีอะไร

    ผู้ฟัง มีเห็น

    ท่านอาจารย์ มีเห็น เห็นเป็นตาหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะตาไม่เห็นแน่ใช่หรือไม่ เห็นเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เห็นมีจริง แต่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น และไม่ใช่ตาด้วย เพราะฉะนั้นที่เห็นหมายความว่า รู้ว่าอะไรเป็นอะไรที่ปรากฏข้างหน้า รู้ว่าเป็นดอกไม้ รู้ว่าเป็นโต๊ะใช่หรือไม่ แต่นั่นคือหลังจากเห็น เพราะก่อนที่จะคิดว่าเป็นดอกไม้ต้องมีเห็นก่อน ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เข้าใจ เพื่อที่จะรู้ลักษณะของธาตุรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้เลยอะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ แต่เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าต่อตา เป็นดอกไม้บ้าง เป็นพวงมาลัยบ้าง เป็นอะไรบ้าง แสดงว่าต้องมีธาตุที่กำลังเห็นสิ่งนั้น รูปร่างอย่างนั้น จึงกำลังปรากฏว่ามีได้ ถ้าไม่เห็น นึกถึงพวงมาลัยโดยไม่เห็น

    ผู้ฟัง นึกไม่ได้

    ท่านอาจารย์ นึกอย่างไรก็ไม่ปรากฏ ใช่หรือไม่ เพียงจำแล้วก็คิด แต่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งขณะในชีวิต ขณะเห็นเป็นขณะเห็น ขณะเห็นซึ่งไม่เคยรู้เลยว่า ถ้าไม่เห็นก็จะไม่มีอะไรปรากฏทางตาเลยทั้งสิ้น แต่บังคับไม่ได้ว่าไม่ให้เห็น เห็นเกิดแล้วและกำลังเห็นด้วย ดังนั้นก็เข้าใจเห็นที่เกิดแล้วว่าไม่มีใครไปทำให้เกิด มีใครสักคนหนึ่งที่จะทำให้เห็นเกิดขึ้น หรือจะห้ามไม่ให้เห็นเกิดได้หรือไม่ เมื่อมีปัจจัยเห็นก็เกิดขึ้น และเห็นคืออะไร

    ข้อสำคัญที่สุดที่เราจะเริ่มเข้าใจธรรมจริงๆ นั้นไม่ใช่คิดเอง และไม่ใช่ว่าฟังแล้วไม่ได้เข้าใจเลยเพราะไม่ไตร่ตรอง ที่ไตร่ตรองคือไตร่ตรองคำที่ได้ฟังกับสิ่งที่กำลังปรากฏ มีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ไม่ต้องเรียกก็มี แต่เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่สิ่งที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ ดังนั้นจึงมีคำที่แสดงความต่างของสิ่งที่มีจริง มีจริงๆ คือเห็นกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ใช่หรือไม่ ใครไปทำให้เกิดขึ้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ สภาพที่กำลังเห็นเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ปรากฏได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนั่นคือธรรม สิ่งที่มีจริงซึ่งต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ สภาพธรรมอย่างหนึ่งมีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นจริงๆ แต่ไม่รู้อะไร เช่น เป็นแข็งต้องเกิดเป็นแข็ง ไม่เกิดก็ไม่มีแข็ง เกิดเป็นแข็งแล้วจะเป็นอื่นไม่ได้ จะเป็นขมไม่ได้ จะเป็นเสียงไม่ได้ เป็นแข็ง ลักษณะนั้นคือเป็นธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลยทั้งสิ้น เพราะไม่มีใคร มีแต่ธรรมทุกอย่าง คิด ขณะนั้นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่เสียง แต่คิดมี ใช่หรือไม่ ไม่ให้คิดได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ให้คิดเป็นเห็นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ให้คิดเป็นได้ยินได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คิดเป็นธาตุรู้อีกอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่ ธาตุคิด รู้อะไร

    ผู้ฟัง รู้ในสิ่งที่คิด คือรู้ในเรื่องที่จำมา ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ผ่านๆ มา

    ท่านอาจารย์ ความน่าอัศจรรย์ที่คิดไม่ถึงก็คือ เห็นเกิดหนึ่งขณะแล้วดับไป และจิตที่รู้สิ่งที่กระทบตาสั้นมาก เร็วมาก ดับไปหมด ขณะนั้นไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการคิดนึก แต่มีจิตที่เกิดสืบต่อจนกว่าจะมีการคิดถึงสิ่งที่เห็น เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นอะไรก็คิดถึงสิ่งนั้นทันที โดยที่ไม่รู้เลยเพราะเร็วมากเหมือนติดกัน เหมือนไม่มีอะไรคั่น แต่หารู้ไม่ว่าจิตแต่ละหนึ่งขณะหลากหลายตามปัจจัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริงเพื่อให้รู้ว่า ที่เราเข้าใจว่าเห็นดอกไม้ เพียงแค่เห็นยังเป็นดอกไม้ไม่ได้ ต้องมีรูปที่ไม่ใช่ดอกไม้ ซึ่งรูปนั้นกระทบตาได้แล้วแต่ส่วนประกอบที่จะให้รูปนั้น เมื่อกระทบแล้วเห็นปรากฏเป็นสีสันวัณณะหลากหลายมาก ที่ปรากฏหลากหลายนั่นคือสีทั้งนั้นเลย ไม่ให้สีแดงเป็นแดงได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ให้สีเขียวเป็นสีเขียวได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้เลย นี่คือธรรม คือเริ่มเข้าใจคำว่าธรรมให้ลึกซึ้งขึ้นว่า เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย เป็นธรรมทั้งหมด เท่านี้ก็เริ่มเข้าใจว่า ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไรก็เป็นธรรม แต่ว่าธรรมหลากหลายมากโดยเฉพาะธาตุรู้ ถ้ามีแต่รูปธรรมเกิดขึ้น เช่น เย็น แข็ง เสียง แต่ไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ รูปเหล่านี้จะปรากฏหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโลกไม่ปรากฏ จนกว่าจะมีธาตุรู้กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจึงปรากฏ ใช่หรือไม่ แม้โลกคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น ก็ต่างกันว่าเป็นแต่เพียงสภาพที่ไม่รู้อะไร กับสภาพที่รู้เกิดขึ้นจึงรู้ว่ามีสิ่งนั้น ต่างกันเป็น ๒ อย่าง มีเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ นี่คือเริ่มเข้าใจว่าไม่มีเราตั้งแต่ต้น มั่นคงขึ้นและไม่ลืม ต้องย้อนกลับมาว่าไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะเกิดขึ้น ไม่ต้องไปคิดถึงน้ำกับลูกแก้วอะไรเลยทั้งสิ้น ค่อยๆ พิจารณาคำที่ได้ฟังแล้วว่าเป็นความจริงอย่างนั้นหรือไม่ ก็จะรู้ว่าจิต ธาตุรู้มีแน่ แต่เห็นก็ไม่ใช่ได้ยิน เริ่มต่างใช่หรือไม่ เกิดขึ้นเพราะปัจจัยต่างกัน เกิดแล้วต้องดับไปทีละหนึ่ง ปรากฏพร้อมกันไม่ได้เลย แต่เพราะการสืบต่อของการเกิดดับอย่างเร็วทั้งจิตเจตสิกและรูป ทำให้ไม่มีใครรู้ได้เลยว่า มีสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วดับ สืบต่อจนเป็นรูปร่างสัณฐานอย่างหนึ่งอย่างใด สำหรับรูปธรรม

    สำหรับจิต ธาตุรู้ ให้รู้ว่าธาตุรู้คืออย่างนี้ ไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน จะคิด ธาตุรู้ก็คือสืบต่อเป็นแต่ละหนึ่งๆ เร็วมาก เป็นธาตุรู้ เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงมีธรรมที่ต่างกันเป็นธาตุรู้กับรูปธรรม ค่อยๆ นำเราที่เคยยึดถือไว้ออกไป จากการไตร่ตรองว่าเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ประจักษ์แจ้งได้ แต่ไม่ใช่ฟังอย่างนี้แล้วรู้เลยซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะสภาพธรรมใครจะรู้หรือไม่รู้ก็เป็นอย่างนี้ ขึ้นอยู่กับว่าปัญญาระดับไหน สามารถจะรู้ความจริงของความจริงได้เพียงใด สภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้มี แม้ปรากฏแต่ยังไม่ประจักษ์การเกิดดับ แม้ขณะนั้นกำลังเกิดดับแต่ปัญญาไม่ถึงขั้นที่จะประจักษ์การเกิดดับ

    ด้วยเหตุนี้คำว่า วิปัสสนา ปัญญาที่รู้จริงๆ ประจักษ์จริงๆ จึงต้องมีหลายขั้น เพราะการเกิดดับรวดเร็วอย่างยิ่งของธรรมซึ่งปกปิดความจริง แม้เป็นธาตุรู้แต่การเกิดดับยังไม่ปรากฏสืบต่อกันให้รู้ว่า ธาตุรู้เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความรู้สึกหนึ่งขณะจิตที่เกิดขึ้นและดับไปไม่ปรากฏ เพราะดับแล้ว หมดแล้ว เร็วมาก แต่ถ้าเกิดดับเกิดดับสืบต่อประเภทเดียวกันก็ปรากฏว่าเจ็บ แล้วเจ็บอยู่นานเท่าไร มากหรือน้อยก็แล้วแต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น

    แม้แต่ความหิว หิวมาก หิวน้อย ความรู้สึกเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ปัจจัย แต่สิ่งที่มีจริงทั้งหมดสามารถที่จะให้เกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูกได้ เมื่อได้ยินได้ฟังคำที่กล่าวถึงความเป็นจริงของสิ่งนั้น แต่ถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังเลยแล้วไปคิดเองว่านี่คือสภาพธรรมเกิดดับ ต้องไปนั่งจ้องให้เกิดดับ เช่นนั้นไม่ใช่หนทาง เพราะว่าการเกิดดับปรากฏกับปัญญา ความเข้าใจที่ถึงระดับที่จะประจักษ์และเข้าใจในความเกิดดับนั้น ไม่เช่นนั้นไม่มีทาง เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นความเข้าใจที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยว่า กว่าจะรู้ว่าสภาพธรรมเกิดดับอีกนานเท่าไรก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเป็นจริงและรู้ได้ เบิกบานหรือยัง บังคับให้เบิกบานได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจนิดหน่อยจะเบิกบานหรือไม่

    ผู้ฟัง เบิกบานนิดหน่อย

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นคนตรง ไม่ใช่เราที่กำลังคิด ไม่ใช่เราเสียดาย เสียใจ ทำอะไรก็ไม่ได้ ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เหตุปัจจัย และรู้ว่าไม่ใช่เราเลยสักอย่าง ทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องเป็นปัญญาเท่านั้นที่รู้ว่าเบิกบาน เพราะหมดเยื่อใยความยึดถือว่าเป็นเรา ซึ่งตัดยากหรือไม่ เยื่อใยความยึดถือว่าเป็นเรา

    ผู้ฟัง ยาก

    ท่านอาจารย์ เพราะว่ายึดถือมานานแสนนานในสังสารวัฏฏ์ จะให้หมดทันทีไม่ได้ สัจจธรรมเป็นสัจจธรรม เป็นความจริงทุกกาลสมัย และคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวาจาสัจจะ ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ไม่ว่าพระธรรมและพระวินัย ต้องรู้เลยว่าคำนั้นเป็นคำของใคร เปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะอะไร เพราะรู้ความจริงถึงที่สุด เปลี่ยนอีกไม่ได้เลย ความจริงต้องเป็นอย่างที่ได้ทรงตรัสรู้

    ดังนั้นเดี๋ยวนี้เป็นเครื่องทดสอบ การฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ต้องเร่งรัดที่จะไปหมดความยึดถือว่าเป็นเรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะยึดถือมานานเท่าไร แต่เบิกบานที่ได้เข้าใจถูกต้อง เพียงเข้าใจถูกต้องไม่หลงทางก็เบิกบานแล้วไม่หลงผิดอีกในสังสารวัฏฏ์ ถ้าหลงผิดคือหันหลังให้พระสัทธรรม หันหลังให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่ไม่เข้าไปนั่งใกล้เพราะว่าสะสมความเห็นผิด ไม่เห็นค่าของการที่จะเข้าใจความจริงซึ่งรู้ยาก แต่รู้ได้

    อ.ธิดารัตน์ มีคำว่า ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง

    ท่านอาจารย์ คำว่า สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ถ้าไม่เข้าใจแต่ละคำ ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย เพราะฉะนั้นคำว่า สมาทาน คืออะไร ต้องเคยได้ยินแน่เลย แต่รู้จริงๆ หรือไม่ว่าสมาทานคืออะไร เพียงคำเดียวที่หลงเข้าใจว่ารู้แล้ว ผิดทันที ไม่มีทางที่จะกลับมาถูกได้ ซึ่งแต่ละคำที่ผิดกั้นไม่ให้มาสู่ทางที่ถูก จนกว่าจะรู้ว่าผิดเมื่อใด เมื่อนั้นไม่มีเครื่องกั้นที่จะทำให้สามารถค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ถูกขึ้น สมาทานคืออะไร

    อ.คำปั่น โดยความหมายคือ ถือเอาเป็นข้อประพฤติปฏิบัติด้วยดี

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าต้องรู้ก่อน ไปขอให้คนอื่นบอกเราให้ถือมั่นได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นรับศีลกันแบบไหน พูดตามจบก็ดื่มเหล้าทันที สมาทานแปลว่าอะไร หมายความว่าอะไร เข้าใจว่าเพียงพูดตาม แต่ใจรู้อะไร เข้าใจอะไร

    เพียงได้เห็นคนเบียดเบียนกันถึงกับชีวิต น่าสลดใจหรือไม่ ฆ่าได้ คนฆ่าคนได้ คิดดู เพราะอะไรจึงฆ่า ด้วยกำลังของกิเลสใช่หรือไม่ มีความรุนแรงจนกระทั่งสามารถที่จะทำร้ายชีวิตได้ เพียงทุบตีนิดหน่อยก็ยังเป็นกิเลสที่ปรากฏว่าไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน เจ็บบ้าง อะไรบ้าง แต่นี่คือถึงกับไม่ให้เขามีชีวิตต่อไป ดังนั้นเมื่อเห็นการกระทำอย่างนั้นแล้ว คนที่สะสมมาที่จะเห็นโทษ เขาไม่ฆ่าอะไรอีกเลย ขณะนั้นเห็นโทษเห็นภัยจริงๆ ว่าเพราะกำลังของกิเลส คนที่สูญเสียใครก็ตามจากการฆ่ากันหรืออะไรก็แล้วแต่ รู้ว่าไม่ควรจะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจากเรา แต่ถ้าจะเกิดก็บังคับบัญชาไม่ได้ ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น สมาทาน หมายความว่า บุคคลนั้นเห็นโทษของอกุศล จึงถือมั่นที่จะประพฤติในทางกุศลต่อไป โดยไม่ต้องบอกใครก็ได้ เพียงคิดจะไม่ฆ่า เวลานี้เข้าใจว่าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็คิดจะไม่ฆ่า ใช่หรือไม่ รู้หรือไม่ว่าขณะที่มีความตั้งใจมั่นอย่างนั้นเป็นการสมาทาน ถือเอาเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ เห็นมดเดินก็ไม่ฆ่า เห็นมดตอมอาหารก็ไม่ฆ่า ทุกอย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะถือมั่น สมาทาน ขณะนั้นไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครบอกให้มารับ แต่เป็นสภาพของจิตที่เห็นโทษของอกุศลแล้วจะไม่ประพฤติเช่นนั้น

    คนที่เคยไม่ระวังคำพูด พูดจาฟังไม่ได้เลย คนพูดไม่คิดเลย มีกำลังของกิเลสที่จะพูด แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นเดือดร้อนเพราะคำนั้น โดยเฉพาะผู้ที่ช่วยทำกิจการงานในบ้าน บางคนก็พูดอย่างไม่คิดถึงใจของเขาเลย งานจะสำเร็จด้วยการที่เขาเข้าใจถูกว่าทำอย่างไร แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจ ไปดุเขาเพื่ออะไร ไปใช้วาจาแรงๆ เพื่ออะไร ค่อยๆ พูด ค่อยๆ บอก รู้ว่าเขาไม่รู้ก็ค่อยๆ สอนเขาให้ทำได้ด้วยวาจาที่น่าฟัง ผลออกมาเท่ากันหรืออาจจะดีกว่าก็ได้ และใจของบุคคลที่พูดก็ผ่องใส เพราะช่วยให้คนอื่นเกิดความเข้าใจ ไม่ใช่ไปประทุษร้ายเขา เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางวาจาก็ดี สมาทาน ถือมั่นที่ต่อไปนี้เราจะไม่พูดคำหยาบ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    15 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ