ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๓

    สนทนาธรรม ที่ หอศิลป์

    วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ผู้ละอายคือผู้ที่รู้ว่า ถ้าตราบใดที่ไม่ได้ฟังคำที่จะทำให้เกิดความเข้าใจก็จะไม่รู้อย่างนี้ กี่ภพกี่ชาติก็จะเป็นอย่างนี้ ละอายหรือยัง เพราะรู้ว่ามีคำที่จะทำให้เข้าใจได้ ถ้าจะเห็นประโยชน์ของการที่เกิดมาแล้วสามารถเข้าใจสิ่งที่มี ขณะนั้นเริ่มเป็นผู้ละอายต่อความไม่รู้

    อกุศลสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดเป็นสิ่งที่ควรละอาย แต่ไม่มีใครคิดเลยที่จะฟังธรรมและศึกษาธรรม ทั้งๆ ที่กล่าวว่าผู้ที่เคารพสูงสุดเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเคารพในพระธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เลยเพราะผู้นั้นไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีผู้ที่ได้เข้าใจธรรมโดยอาศัยการฟังเป็นสาวก แม้ปัญญาไม่ถึงระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ก็ได้เข้าใจความจริง ขณะที่เข้าใจความจริงจะรู้เลยว่าต่างกับขณะที่ไม่เข้าใจ

    ขณะที่เริ่มละอายก็จะเริ่มเข้าใจแล้วสามารถที่จะเข้าใจขึ้นๆ แล้วเหตุใดไม่เห็นประโยชน์ที่จะเข้าใจ จะจากโลกนี้ไปโดยไม่เข้าใจเหมือนเดิม หรือว่าอย่างน้อยก็เข้าใจตามสมควร แต่ถ้าผู้ที่เห็นประโยชน์มาก ไม่เคยละเว้นการฟังพระธรรม อะไรจะมีประโยชน์กว่า ฟังเรื่องอื่นตื่นเต้น ตกใจ สนุกสนาน เพลิดเพลิน แล้วหลับก็หมด ลืมเลย อาจจะจากโลกนี้ไปทั้งๆ ที่กำลังหลับสนิทก็ได้ สิ่งที่เป็นความสำคัญในชีวิตทั้งหมดไม่มีความสำคัญใดๆ เหลือเลยทั้งสิ้น

    สิ่งที่สำคัญคือสิ่งที่กำลังปรากฏ เมื่อวานนี้หมดแล้วใช่หรือไม่ เมื่อวานนี้มีอะไรบ้างที่สำคัญ แต่วันนี้ที่กำลังมีสำคัญกว่าเพราะกำลังมี เมื่อถึงพรุ่งนี้สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญมากกว่านี้ก็หมดความสำคัญแล้ว ไม่มีเหลือที่จะสำคัญอีกต่อไป แต่มีสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้นสำคัญต่อไป ถ้าจากโลกนี้ไปก็คือทุกอย่างในโลกนี้หมดสิ้นความสำคัญเพราะว่าไม่ปรากฏอีก แต่ว่าปัญญาความเข้าใจถูกจะสะสมไปเหมือนอัธยาศัยของแต่ละคน แต่ละขณะ บางคนชอบดนตรี อีกคนหนึ่งชอบทำอาหาร อีกคนหนึ่งชอบเรียนเรื่องการรักษาโรคเป็นนายแพทย์ จะทำอะไรก็ตาม แต่ละหนึ่งคนบังคับไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้หรือไม่ แม้แต่ขณะที่กำลังฟังเดี๋ยวนี้ก็คิดไม่เหมือนกัน เห็นประโยชน์ไม่เหมือนกัน เข้าใจไม่เหมือนกัน

    แต่ละหนึ่งขณะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามขณะนี้ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น แต่มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น เช่นเห็น เห็นธรรมดา เราไม่ได้ไปทำให้เห็นเกิดเลยก็มีเห็น แล้วเพราะอะไรต้องมีเห็น ไม่ให้มีเห็นได้หรือไม่ ไม่ให้เห็นเกิดขึ้นได้หรือไม่ ไม่มีทางเลยเพราะเป็นอนัตตา กว่าจะเข้าใจจริงๆ และวันหนึ่งไม่ได้มีแต่เห็น คิดเรื่องอะไร ดีหรือชั่ว ทุจริตหรือสุจริต ต้องมีเหตุที่ได้กระทำไว้ แต่ไม่รู้เลยว่านั่นเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลคือวันนี้ และต่อไปในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นการสะสมความเข้าใจถูกต้องมากขึ้นในวันนี้ เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้าด้วย

    ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมและเห็นคุณจริงๆ จะไม่ละเลยการที่จะไตร่ตรองและดำรงสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะว่าถ้าใครก็ตามมีความเห็นที่ถูกต้อง หวังที่จะให้คนอื่นเข้าใจด้วยหรือไม่ เราเป็นมิตรที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี ให้สิ่งที่ดีกันมามากแล้ว แต่การให้สิ่งที่ดีที่สุดยิ่งกว่านั้นคือ ให้สิ่งซึ่งใครก็ให้ไม่ได้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคำของพระองค์แต่ละคำ จะรับหรือไม่รับ ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้เพราะเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้น ละอายมีจริง แต่ว่าส่วนใหญ่เราคิดถึงละอายในทางที่จะไม่ทำทุจริต แต่ไม่คิดว่าละอายแม้แต่เพียงคำพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ ทุกอย่างละเอียดมากและประโยชน์คือ ปัญญาความเข้าใจถูกต้องว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดชั่ว สิ่งใดดี สิ่งใดจะนำมาซึ่งผลที่ถูกที่ดีที่ควร สิ่งใดจะนำมาซึ่งผลที่ไม่ดี ถ้าเข้าใจเช่นนี้ความเห็นที่ถูกต้อง ภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา หรือจะใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิ หรือญาณก็ได้ เพราะว่าความเข้าใจถูกมีหลายระดับ ตั้งแต่เริ่มฟังคำแรกจนถึงขณะนี้ ความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้นหรือไม่ เท่านี้ แต่ถ้ามากกว่านี้ มากกว่านี้ คำที่ใช้สำหรับความเห็นถูกก็ต้องมากตามระดับของความเห็นถูก

    พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษานับคำไม่ถ้วน และเป็นความจริงทุกกาลสมัย ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่ไม่สามารถบังคับบัญชาคนอื่นได้ แต่หวังดีได้ เมื่อหวังดีให้สิ่งที่ดีที่สุดคือให้เข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วประเทศไทยจะมีแต่สิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ โลกจะมีแต่ความถูกต้องหรือไม่ แต่ถ้าไม่รู้แล้วจะแก้ปัญหาซึ่งเกิดจากความไม่รู้ จะสำเร็จได้อย่างไร เพราะว่าความไม่รู้ก็นำมาสู่ความไม่รู้และปัญหาต่อๆ ไป ดังนั้นผู้ที่รู้ทางแก้ไขคือผู้ที่เข้าใจธรรม เริ่มแก้ไขตั้งแต่ความไม่ละอาย

    ผู้ฟัง เริ่มที่จะมีความละอายในความไม่รู้ ขอถามว่า มีลำดับขั้นตอนอย่างไรที่จะเกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องได้

    ท่านอาจารย์ ปัญหาของคุณลักษณ์คือ จะเข้าใจได้อย่างไร จนกระทั่งถึงเข้าใจมากๆ จะเริ่มต้นอย่างไร เข้าใจได้อย่างไร ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง หลายคนอยากรู้ขั้นตอนว่าจะเริ่มอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ด้วยตัวเองจากการฟังและไตร่ตรองสิ่งที่ได้ฟัง ใช่หรือไม่ เพราะต่างคนก็ต่างคิด คนนั้นอ่านพระธรรมข้อนี้ พระวินัยข้อนั้น พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก เรามาร่วมกันฟังว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เข้าใจความจริงยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่มาเราพูดกันแล้วกี่คำ

    ผู้ฟัง หลายคำเลย

    ท่านอาจารย์ หลายคำ แต่ละคำนำมาซึ่งความเข้าใจขึ้นหรือไม่ แม้แต่คำว่าละอายต่ออกุศล สิ่งที่ไม่ดี ถ้าใช้คำว่าละอาย คือละอายต่อความไม่ดีจึงไม่กระทำ แต่ถ้าไม่ละอายก็ต้องทำ เราพูดกันหลายคำมากแม้แต่คำว่าละอาย เข้าใจขึ้นบ้างหรือไม่ เพราะได้ยินแล้วไตร่ตรอง ฟังกี่คำก็เข้าใจเท่าที่ได้ฟังนั้น นอกจากคำว่าละอายยังมีอีกมากมาย ฟังไป เข้าใจไปเรื่อยๆ นั่นคือเหตุที่จะให้เข้าใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่มีประโยชน์เลย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสแล้วผู้ฟังไม่ใส่ใจ ผู้นั้นจะไม่ได้สาระจากพระธรรม เฉพาะผู้ที่เห็นคุณประโยชน์ของความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เริ่มเห็นประโยชน์ เริ่มฟัง เริ่มไตร่ตรอง เริ่มเข้าใจขึ้นทีละคำ

    ผู้ฟัง ยังมีคำถามเพิ่มเติมอีกว่า ตนเองจะเป็นประโยชน์ในการที่จะแก้วิกฤตทางพระพุทธศาสนาอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าตนเองยังไม่รู้เหมือนเดิม แก้ได้หรือไม่ แต่ถ้ารู้ว่าเหตุต้นตอของวิกฤตคืออะไรจึงจะแก้ได้ หาต้นตอของวิกฤตเจอหรือยังว่าคืออะไร ถ้ายังไม่พบ แก้กันไปทั้งโลกก็ไม่มีทางที่จะแก้ได้ ผู้พบคนแรกคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม พระองค์ทรงเป็นกัลยาณมิตร ผู้หวังดี ผู้เป็นเพื่อนที่ดีเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น

    เราจะรู้ได้เลยว่าเหตุใดเรามานั่งที่นี่ ไม่เคยรู้จักกันตั้งหลายท่านแต่เพราะหวังดี มีคำที่เป็นประโยชน์ เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำของใครทั้งสิ้น ใครก็จะพูดเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย และคำของพระองค์จะทำให้เกิดความเข้าใจถูก ใครก็ตามเมื่อศึกษาแล้วเห็นประโยชน์ รู้ว่าควรที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจด้วยดีหรือไม่ หรือว่าไม่ต้องพูดอะไรเลย ไม่ต้องกล่าวอะไรเลย ผิดก็ปล่อยให้ผิดไป ไม่แก้ไข ดังนั้นจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเห็นจริงๆ ว่าต้องรู้ต้นตอ

    ต้นตอของความผิดและความทุจริตทั้งหมด ไม่มีใครอยากเลว ไม่มีใครอยากชั่ว ไม่มีใครอยากโกง แต่ถ้าไม่มีความละอายก็ทำได้ ส่วนคนที่ไม่ทำเพราะละอาย แล้วจะมีความละอายได้อย่างไร ละอายละเอียดมากจนกระทั่งละอายต่อความไม่รู้ เพราะฉะนั้น รู้เลยว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตาม ไม่มีใครมีพระปัญญาเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ใครจะแก้ปัญหา

    หนทางเดียวคือ แก้โดยการศึกษาเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น รู้ว่าภิกษุคือใคร ภิกษุคือผู้ละอายต่อความไม่ดีทั้งหมด เพื่อที่จะละขัดเกลากิเลส ต้องประพฤติตามสิกขาบท ซึ่งทรงบัญญัติไว้ตั้งแต่ตื่นจนหลับ คำพูดใดไม่เป็นประโยชน์เป็นโทษ คิดดู นี่คือภิกษุในพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นถ้าภิกษุไม่ละอาย นั่นคือไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย เพราะแม้คำพูดที่ไม่สมควรแก่การเป็นภิกษุ รู้สึกหรือไม่ว่านั่นเป็นกิเลส ละอายหรือไม่ ถ้าไม่ละอายก็ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย

    แม้คำพูดที่เราพูดเล่นกันทุกวัน แต่สำหรับพระภิกษุพูดไม่ได้ เป็นอาบัติทุพภาสิต เพราะเหตุว่าเมื่อสละเพศคฤหัสถ์แล้ว ลองคิดดูว่ายากหรือไม่ สละเพศคฤหัสถ์ วงศาคณาญาติ พ่อแม่พี่น้อง ความสะดวกสบายทุกประการในบ้าน อาหารอร่อย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์ทั้งหมดของคฤหัสถ์ไม่ใช่สำหรับผู้ละอายต่อกิเลส ที่จะขัดเกลากิเลส ละคลายกิเลสโดยการเข้าใจพระธรรม ความเข้าใจทำให้ละกิเลส ใครก็ตามที่ไม่เข้าใจธรรมละกิเลสไม่ได้ ไม่มีทางเลย แต่ว่าผู้ที่เริ่มเข้าใจ ปัญญาเห็นว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว ปัญญานำไปในสิ่งทั้งปวง ถือเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทิ้งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ โดยผู้นั้นต้องสำนึก แม้แต่พูดล้อเล่นเพื่อความสนุกสนาน

    สำนึกแล้วจะทำอย่างไร ไม่ใช่คฤหัสถ์ เป็นบรรพชิตทำเช่นนี้ได้หรือไม่ คฤหัสถ์ทำได้แต่บรรพชิตทำไม่ได้ สำนึกแล้วต้องปลงอาบัติ ปลงหมายความว่าอะไร รู้ว่าได้กระทำผิดต่อพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เพื่ออนุเคราะห์ให้ขัดเกลากิเลสในเพศที่สูงยิ่ง คือสละทุกอย่างเพื่อที่จะขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นต้องปลงอาบัติ ปลงหมายความว่าแสดงโทษ รับรู้ว่าเป็นโทษ โดยไม่กระทำอย่างนั้นอีก จึงชื่อว่าลัชชี มิฉะนั้นก็เป็นภิกษุไม่ละอาย เป็นอลัชชี รู้จักภิกษุหรือยัง

    ภิกษุต้องฟังพระธรรม มิฉะนั้นจะเป็นภิกษุเพื่ออะไร และก่อนบวชก็ต้องรู้ด้วยว่าเหตุใดจึงบวช ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะทำอะไรก็บวช ย่ำยีพระศาสนา คิดว่าใครก็บวชได้ ไม่ต้องรู้อะไรก็บวช บวชแล้วทำอะไรในเมื่อไม่รู้และไม่เห็นประโยชน์เลย ฟังพระธรรมหรือไม่ รักษาพระวินัยหรือไม่ ถ้ากระทำทั้งหมดที่ไม่ตรง คือธรรมก็ไม่ศึกษา สิกขาบทก็ไม่ศึกษาและไม่ประพฤติตาม แล้วเป็นภิกษุหรือ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ด้วยพระองค์เอง มีการกล่าวถึงผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัยอย่างไรบ้าง

    อ.วิชัย แสดงถึงระดับของความไม่ละอาย ที่จะไม่ละอายต่ออกุศลแม้เพียงเล็กน้อย จนมีกำลังเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ภิกษุผู้เป็นอลัชชีคือ เป็นผู้ที่ล่วงละเมิดสิกขาบททั้งๆ ที่รู้อยู่ นี่คือภิกษุอลัชชี หรือภิกษุผู้ทุศีล หมายความว่าเป็นผู้ที่มีความประพฤติ ล่วงละเมิดสิกขาบท โดยที่ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสิกขาบทที่พระองค์บัญญัติแล้ว เป็นภิกษุทุศีล

    ถ้าบุคคลใดที่ไม่มีคุณภายใน เพียงแต่ทรงผ้ากาสาวพักตร์ พระองค์ตรัสว่าเป็นภิกษุเพียงดังแกลบ เพราะว่าภายนอกเหมือนภิกษุ แต่ว่าคุณความดีภายในไม่มี เปรียบเหมือนข้าวที่ลีบไม่มีเนื้อภายใน หรือถ้ายิ่งกว่านั้นอีก ที่บางรูปถึงขั้นปาราชิกแล้วยังความเป็นภิกษุอยู่ก็เหมือนภิกษุหยากเยื่อ คือเป็นสิ่งที่เขาไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่อาลัย และไม่มีความสำคัญ จึงทิ้งไปเพราะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นภิกษุหยากเยื่อ เมื่อศึกษาแล้วก็รู้ว่าผู้ใดที่จะควรแก่การเป็นภิกษุในธรรมวินัย

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทสำหรับภิกษุไว้ประการใดบ้าง ก็ละเมิดสิกขาบท คฤหัสถ์ก็ให้เงินพระภิกษุ ช่วยกันบ่อนทำลายพระศาสนา นี่คือวิกฤตเพราะว่าชาวพุทธไม่ได้เข้าใจพระธรรม และไม่ได้สนใจที่จะให้พระภิกษุดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตโดยรักษาพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นสำหรับพุทธบริษัท ในครั้งอดีตมีภิกษุแน่นอนแล้วก็มีภิกษุณี ซึ่งในครั้งนั้นพระองค์ไม่ปรารถนาที่จะให้มีภิกษุณี

    ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอานนท์ต้องทูลขอ และอ้างถึงการที่พระมหาปชาบดีโคตมีที่ได้ทรงเลี้ยงดูพระองค์ ตั้งแต่ครั้งที่เป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ มีอุปการคุณมาก และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ทรงทราบว่าพระนางจะถึงความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วจะไม่สามารถเป็นเพศคฤหัสถ์ได้ต่อไป จึงทรงอนุญาตให้มีพระภิกษุณี โดยรู้ว่าในกาลต่อไปคำสอนของพระองค์ จะค่อยๆ ไม่มีผู้ศึกษาจนกระทั่งมีความเข้าใจจริงๆ ศาสนาค่อยๆ เสื่อมลงแล้วสตรีจะไม่ได้เป็นผู้ที่สามารถจะถึงความเป็นพระอรหันต์

    ด้วยเหตุนี้ ทรงวางกฏเกณฑ์ของการที่สตรีจะสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้ไว้เป็นสิกขาบทเกินกว่าภิกษุ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธประสงค์ไม่ต้องการให้มีพระภิกษุณี เพราะเหตุว่าเพศบรรพชิตเป็นเพศของพระอรหันต์ เมื่อกาลสมัยล่วงไปไม่ใช่โอกาสที่จะมีพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่โอกาสที่จะมีภิกษุณี

    ผู้ฟัง วิกฤตทางศาสนานี้จะทำอย่างไร องค์กรใดหรือชาวพุทธทุกคนต้องช่วยกัน

    ท่านอาจารย์ เริ่มต้นคงไม่ลืมว่ามาจากความไม่รู้ ถ้าทุกคนไม่รู้ ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ต้องผิดเพราะไม่รู้ ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าจะให้ใครมาแก้แต่ต้องเป็นความรู้แก้ ถ้ายังคงไม่รู้อยู่ต่อไปก็แก้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือความเข้าใจถูก ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ผิด แต่ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดลึกซึ้งที่จะเข้าใจ ซึ่งถ้ามีความเข้าใจแล้วพุทธบริษัทสามารถที่จะดำรงพระศาสนาได้ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยก็ย่ำยีพระธรรมวินัย เพราะเหตุว่าแม้แต่การบวช ถ้าไม่เข้าใจธรรม ถามว่าบวชเพื่ออะไร

    ในครั้งพุทธกาล ผู้บวชฟังพระธรรมเข้าใจแล้วรู้ตนเองว่า สามารถที่จะขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าเพศคฤหัสถ์ โดยประพฤติปฏิบัติธุระ ๒ อย่าง คันถธุระคือฟังพระธรรม เข้าใจพระธรรม อีกธุระหนึ่งก็คือเมื่อเข้าใจแล้วปัญญานำไปสู่ปฏิปัตติ ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเริ่มปฏิบัติกิจของปัญญามากขึ้น

    สิ่งที่ได้ฟังขณะนี้เราพูดเรื่องเห็น เพียงแค่จะถามว่าเห็นเป็นธรรมหรือไม่ จะตอบว่าอย่างไร ยังไม่ไปถึงไหนเลย ต้องเป็นคนที่ตรง ได้ยินเป็นธรรมหรือไม่ เป็น ขณะนี้ถ้าเราไม่รู้ว่า ไม่มีเรา แต่เมื่อสักครู่นี้บอกว่าเป็นธรรมก็ต้องเป็นเราไม่ได้ ใช่หรือไม่ ทุกคำต้องตรง เช่น เห็นต้องเป็นเห็น เห็นเป็นได้ยินไม่ได้ คิดเป็นคิด ไม่ใช่ได้ยิน ธรรมเป็นอื่นไม่ได้นอกจากเป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมคืออะไร คือสิ่งที่มีจริงๆ เหตุใดว่าจริง เพราะมีลักษณะเฉพาะของตนซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อย่างเช่น แข็ง ใครจะเปลี่ยนแข็งให้เป็นเสียงไม่ได้ ใครจะเปลี่ยนหวานให้เป็นคิดก็ไม่ได้ แต่ละสิ่งซึ่งมีจริงเป็นธรรม คือเป็นธา-ตุ เป็นสิ่งที่ใครก็เปลี่ยนความเป็นจริงของสิ่งนั้นไม่ได้เลย

    ขณะนี้เราไม่รู้เลยว่าเห็นไม่ใช่เรา แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย ถ้ากล่าวว่าธรรมทั้งหลาย และเริ่มต้นรู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจเช่นนี้จะให้ใครไปสอนใครที่ไหน ก็ไม่รู้ ก็สอนตามความไม่รู้ ก่อนอื่นที่จะพ้นวิกฤตคือเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจจนชาวต่างประเทศคิดว่าสำนักปฏิบัติคือพระพุทธศาสนา ก็เป็นวิกฤตอย่างยิ่งเช่นนี้ในปัจจุบัน เพราะไม่รู้ใช่หรือไม่ คิดถึงในครั้งพุทธกาลที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง แล้วสมัยนี้ใครจะบอกว่าพระพุทธศาสนารุ่งเรือง พูดด้วยความเข้าใจหรือไม่ หรือว่าพูดตามๆ กันเพราะว่าไม่เหมือนในครั้งพุทธกาล

    ในครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของสภาพจิตใจ เรื่องของกิเลส เรื่องของกุศล เรื่องของความดีความชั่ว กายทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีใจ จะกะพริบตาก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ใจสามารถทำให้รูปเคลื่อนไหวไปได้ จะพูดหรือจะทำก็ตามแต่ ทั้งหมดต้องเป็นไปตามจิตใจ ด้วยเหตุนี้พระศาสนารุ่งเรืองในครั้งนั้นเพราะผู้ที่ได้ฟังพระธรรม มีทั้งพระมหากษัตริย์ มหาอำมาตย์ ชาวบ้าน ทุกเพศทุกวัยไม่จำกัด ในครั้งนั้นอายุแค่ ๗ ขวบก็ถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ไม่ใช่ทุกคน หวังไม่ได้เพราะไม่รู้ แต่เป็นได้เพราะรู้

    เพราะฉะนั้น ความรู้ตามลำดับขั้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เหมือนทุกอย่างที่ต้องเริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อย ผู้ที่ได้ฟังธรรมในครั้งนั้นมีศรัทธาเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คฤหัสถ์บำรุงพระภิกษุ คฤหัสถ์มีตั้งแต่พระมหากษัตริย์ มหาอำมาตย์ พ่อค้า ชาวบ้านธรรมดา ทั้งหมดใครก็ตามที่เห็นประโยชน์ พระภิกษุไม่ลำบากเดือดร้อน ไม่ต้องแสวงหาสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะตามพระธรรมวินัยหุงหาอาหารเองไม่ได้ ความละเอียดของการขัดเกลากิเลส พวกเราหุงหาอาหารเองตามใจชอบ ใครชอบอะไรก็ทำอย่างนั้นใช่หรือไม่ แม้แต่จะเจียวไข่ ทอดไข่ ยังต้องทำตามแบบที่ตนชอบ จะสุกมากสุกน้อยอย่างไร กิเลสหรือไม่ มีความติดข้องที่ไม่รู้เลย ไม่เคยรู้เลยว่าคำว่าปุถุชนในความหมายของของผู้รู้ คือหนาแน่นด้วยความไม่รู้ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    25 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ