ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๓๘
สนทนาธรรม ที่ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตอบใหม่ได้ใช่หรือไม่ว่า ธรรมคืออะไร ไม่ตอบเหมือนเดิมว่าธรรมชาติ
ผู้ฟัง ธรรมเกิดขึ้นแล้วก็เป็นอยู่
ท่านอาจารย์ ยังไม่ละเอียดพอ ต้องทีละหนึ่ง เพราะธรรมหลากหลายมาก ปนกันไม่ได้ ถ้าปนกันก็คือไม่เข้าใจ ทีละหนึ่ง
ผู้ฟัง ธรรมคือผมมาตอบอยู่ที่นี่
ท่านอาจารย์ หมายความว่าขณะนี้มีตัวเรา ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ลองยกมาทีละหนึ่ง ตัวเราอยู่ไหน คืออะไร
ผู้ฟัง ตัวเราอยู่ในห้อง
ท่านอาจารย์ อยู่จริงๆ หรือ
ผู้ฟัง อยู่จริงๆ
ท่านอาจารย์ ลองกระทบที่ตัว ตัวเราอยู่ไหน
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี แต่มีอะไร
ผู้ฟัง คือมีจิตอยู่ในกายเนื้อ
ท่านอาจารย์ เรื่องนี้เราคิดเอง หยาบ ยังไม่ละเอียด แต่ต้องละเอียดกว่านั้น ธาตุรู้ จิตรู้ใช่หรือไม่ จิตเกิดขึ้นต้องรู้ เพราะฉะนั้นขณะนี้อยู่ไหน
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าแล้วจริงๆ มีตัวเราหรือ ลองแยกตัวเราออกมาว่าอะไรเป็นเราบ้าง
ผู้ฟัง อะไรเป็นเราบ้าง ...
ท่านอาจารย์ ที่ยืนอยู่แล้วบอกว่าเรายืนอยู่ มีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง มีร่างกายเรา
ท่านอาจารย์ ร่างกาย ลองบอกว่าตรงไหน ทีละหนึ่ง
ผู้ฟัง มีตัว มีแขน มีมือ
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าแยกออกไปได้ตั้งหลายส่วน ไม่ใช่ทั้งตัวใช่หรือไม่ แขนจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากเป็นแขน แขนเป็นเห็นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่ว่าเป็นเราอยู่ตรงนี้ถูกหรือไม่ หรือว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแต่ละหนึ่งรวมกัน ไม่รู้ว่ากำลังเกิดดับ เหมือนว่ายังอยู่ครบถ้วนเลยเข้าใจว่าเป็นเรา เห็นเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ใช่หรือไม่ ได้ยินเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ โกรธเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ แล้วเราอยู่ไหน
ผู้ฟัง เราไม่มี
ท่านอาจารย์ เราไม่มี ต้องมั่นคง
อ.ทวีศักดิ์ ระหว่างหลับตากับลืมตา ต่างกันหรือไม่
ผู้ฟัง ต่างกัน
อ.ทวีศักดิ์ ลืมตาเห็นอะไร
ผู้ฟัง ลืมตาก็เห็นข้างหน้า เห็นปัจจุบัน
ท่านอาจารย์ ยังไม่รู้เลยว่าอะไรใช่หรือไม่ ตอบได้เพียงว่าปัจจุบัน
ผู้ฟัง ผมอาจจะยังไม่มีปัญญาพอ
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า พระธรรมคำสอนทำให้เราเริ่มรู้ว่าเราไม่รู้ ถ้าคนที่คิดว่ารู้แล้วเขาจะไม่ฟัง ซึ่งคนที่ไม่ฟังมี ๒ อย่างคือ ไม่เห็นประโยชน์ของการที่เกิดแล้วมีโอกาสได้ฟังก็ไม่ฟัง กับคนที่ไม่สนใจเลย ไม่คิดว่ามีประโยชน์ ไม่มีทางที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นไม่รู้กับรู้ อะไรดีกว่ากัน
ผู้ฟัง รู้ดีกว่า
ท่านอาจารย์ รู้ดีกว่า เพราะฉะนั้นเพียงแค่เห็น ถ้ารู้จริงๆ ว่าคืออะไร ดีกว่าไม่รู้ใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นถามอีกนิดหนึ่งให้คิด เดี๋ยวนี้เห็น
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้เห็น
ท่านอาจารย์ หลับตา เห็นอะไร
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ลืมตา
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นมากหรือไม่
ผู้ฟัง เห็นมาก
ท่านอาจารย์ มากเลยใช่หรือไม่ เมื่อลืมตามีคนตั้งมากมาย มีดอกไม้ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ แล้วลองหลับตา หายไปไหนหมด เพียงแค่หลับตา บังคับบัญชาว่าให้หายไปไม่ให้เหลือหรือไม่ หรือว่าความจริงเป็นอย่างนี้ เพราะเห็นไม่ได้เกิดขึ้นเห็นสีสันวัณณะต่างๆ เหมือนลืมตา หลับตาแล้วสีต่างๆ ไม่เหลือเลย
เพราะฉะนั้น เห็นสิ่งที่สามารถกระทบกับตา ถ้าไม่กระทบตาไม่เห็น ใช่หรือไม่ ข้างหลังมีอะไรบ้าง ไม่มีใครเห็นเพราะไม่ได้กระทบตา เพียงเท่านี้ก็เห็นความที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เกิดขึ้นและหมดไปเพราะว่าขณะที่ได้ยินก็ไม่ใช่เห็นแล้ว คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงแสดงลึกซึ้งหรือไม่ ให้รู้ความจริงว่าไม่มีเราที่เห็นเลย เห็นเป็นเห็น เมื่อเห็นแล้วก็ดับ แล้วเมื่อหลับตามีอะไร
ผู้ฟัง มีความมืดอย่างเดียว
ท่านอาจารย์ แต่มีธาตุรู้ จะเห็นได้ว่าสภาพรู้หลากหลายมาก เห็นเป็นหนึ่ง ได้ยินเป็นหนึ่ง ได้กลิ่นเป็นหนึ่ง ลิ้มรสเป็นหนึ่ง กระทบสัมผัสร่างกายก็รู้แต่ละหนึ่งๆ เมื่อสภาพรู้เกิดขึ้นแต่ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้เป็นอวิชชา ได้แก่ โมหเจตสิก ไม่มีเราเลย ถ้าศึกษาธรรมต้องตรงกับคำแรกที่ได้ฟังว่าไม่มีเรา แต่ไม่พอ ไม่มีเราแล้วมีอะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เพียงตรัสว่าอนัตตา แต่ทรงแสดงว่าสิ่งที่มีที่ไม่ใช่เรานั้นคืออะไรให้เข้าใจมั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าตอบว่า เห็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็น ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ก็ถูก เพราะว่าเราจะเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น
ท่านอาจารย์ เห็นจิตได้หรือไม่
ผู้ฟัง เห็นจิตไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นเจตสิกได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นโกรธได้หรือไม่
ผู้ฟัง เห็นโกรธไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นเสียงได้หรือไม่
ผู้ฟัง เห็นเสียงก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นโลภะได้หรือไม่
ผู้ฟัง เห็นโลภะก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นแข็งได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เริ่มเข้าใจถูกต้อง มีสิ่งเดียวเท่านั้นไม่ว่าโลกไหนกี่ชาติ ธรรมอย่างเดียวที่สามารถปรากฏให้เห็นได้คือ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ ที่ใดที่มีมหาภูตรูป ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่ใดที่มีแข็ง ที่นั่นมีสิ่งที่กระทบตาได้ แต่สิ่งที่กระทบตาได้ไม่ใช่แข็ง คือความละเอียดเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งถ้าเข้าใจขึ้นจะรู้ว่า ไม่มีเราเลยแต่เป็นธรรมทั้งหมด นี่คือปริยัติ ยังไม่ถึงปฏิบัติ ไม่มีทางที่จะไปปฏิบัติที่สำนักใดทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าต้องเป็นความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นอนัตตา คือปัญญาเจตสิกที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้ฟัง เช่น แข็งปรากฏ ขณะนั้นไม่เห็น แข็งปรากฏแต่ก่อนนี้คิดว่าโต๊ะ เก้าอี้ นิ้วเท้า นิ้วมือ ไหล่ แขน เข้าใจว่าอย่างนั้น แต่ต่อไปคือแข็งเท่านั้นที่ปรากฏ เมื่อกระทบสัมผัสจะเป็นอื่นไม่ได้ ถ้าไม่มีแข็ง มีแขนหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีแข็ง มีภูเขาหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีแข็ง มีดินหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีแข็ง มีอาหารหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เห็นรสหวาน รสเค็มหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นไม่ได้ เห็นได้เพียงสิ่งเดียว แต่ต้องอยู่ที่รูปซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ซึ่งเราคงจะเคยได้ยินคำที่คนโบราณใช้ว่ามหาภูตรูป รูปที่เป็นใหญ่ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คือลักษณะใดที่แข็งหรืออ่อน เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ตรงนั้นเองมีสิ่งที่สามารถกระทบตา แต่แข็งกระทบตาไม่ได้ เป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่กระทบตาเป็นอีกรูปหนึ่งซึ่งต้องเกิดขึ้น ไม่เกิดไม่มี และเกิดที่แข็งนั่นเอง ไม่มีเรา ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ นี่คือคำตอบที่ถูกต้อง เพราะเหตุใดคนถึงไม่ศึกษาธรรม
ผู้ฟัง เพราะคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าธรรมเป็นเรื่องของคนแก่ เรื่องไกลตัว
ท่านอาจารย์ เพราะคิดว่าธรรมไกลตัว เป็นเรื่องของคนแก่เฒ่าแต่จริงๆ แล้วคือไม่รู้จักธรรม จึงพูดว่าธรรมเป็นเรื่องไกลตัวอย่างนั้น ใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มฟังธรรมจะรู้ว่าธรรมอยู่ที่ตัว ไม่ต้องไปซื้อ ไปหา ไม่ต้องไปทำอะไรเลยทั้งสิ้น เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีคุณค่าเหนือสิ่งใดทั้งหมด แต่คนไม่รู้มองไม่เห็น เหมือนไก่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเพชรพลอย เห็นแต่หนอน เห็นแต่สิ่งที่มีชีวิตที่เป็นอาหารของไก่ แต่มีคนที่เห็นค่าของความเข้าใจถูกซึ่งยากแสนยากที่จะมีได้เพราะว่าคิดเองไม่ได้ และเข้าใจอะไรถูก เข้าใจสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลย สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ไม่เว้นเลยสักอย่างเดียว เกิดมาแล้วไม่รู้และไม่รู้ต่อไปเพราะไม่เห็นประโยชน์ แต่ลองคิดดูว่า วิชาใดจะเทียบเท่ากับวิชาที่ทำให้รู้จักสิ่งที่มีที่ตัว ที่ใกล้ที่สุดและเป็นประโยชน์ที่สุด เพราะคนเราจะดี จะชั่ว เลือกได้หรือไม่
ผู้ฟัง เลือกได้
ท่านอาจารย์ เลือกได้ ไหนเลือก
ผู้ฟัง ถ้าผมเลือกที่จะไม่ปล้น ผมก็เป็นคนดี
ท่านอาจารย์ แล้วโกรธหรือไม่
ผู้ฟัง ก็มีบ้าง
ท่านอาจารย์ เลือกได้หรือไม่
ผู้ฟัง เลือกที่จะ ...
ท่านอาจารย์ ไม่โกรธ
ผู้ฟัง เลือกที่จะไม่โกรธได้
ท่านอาจารย์ เลือกไม่โกรธได้หรือ
ผู้ฟัง ก็บางครั้ง
ท่านอาจารย์ แล้วถ้าอย่างนั้นจะโกรธเพื่ออะไร
ผู้ฟัง เราก็ปล่อยๆ ไป
ท่านอาจารย์ นั่นไม่ใช่เพราะเราเลือก จริงๆ แล้วต้องไตร่ตรองให้ลึกซึ้งกว่านั้นอีกว่า สิ่งนั้นเกิดแล้วไม่ใช่ว่าเราไปเลือกให้เกิดหรือไม่เกิด ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น จะห้ามโกรธได้อย่างไร โกรธเกิดแล้วจะไปคิดห้าม แต่โกรธเกิดแล้วใครก็ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ เลือกเกิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง เลือกเกิดไม่ได้
ท่านอาจารย์ เกิดแล้ว เลือกเห็น เลือกได้ยิน ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า ทั้งหมดเริ่มเข้าใจถูกต้อง เป็นวิชาที่มีประโยชน์หรือไม่เพราะว่าอยู่ที่ตัว เราทุกคนไม่ชอบความชั่ว แต่ก็ชั่วเพราะไม่รู้ ซึ่งถ้ารู้จะไม่ชั่ว จะดีขึ้นๆ แล้วเป็นประโยชน์สำหรับตนเองและคนอื่นหรือไม่ เป็นสิ่งที่คนมองไม่เห็น ข้ามไปเลย คิดว่าต้องไปหาเหตุอื่นปัจจัยอื่นที่จะทำให้ดี แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ซึ่งทำหน้าที่ของความเข้าใจถูก จึงเห็นถูกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควร เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าคนแก่หรือคนมีอายุจะเรียน แล้วเด็กๆ หรือคนที่ยังไม่สูงวัยจะไม่เรียน ถ้าเห็นประโยชน์จริงๆ วัยไหนก็เรียน ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี ดีหรือไม่
ผู้ฟัง ดี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง
ผู้ฟัง คำว่ากิเลสหมายถึงคำว่าอยาก ใช่หรือไม่
อ.วิชัย กิเลสหมายถึงธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ขณะใดที่จิตเศร้าหมอง แสดงว่าขณะนั้นจิตประกอบด้วยกิเลส ถ้าจะกล่าวถึงกิเลสที่เป็นมูลหรือว่าเป็นเหตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้ ๓ อย่างคือ โลภะ โทสะ และโมหะ ดังนั้นเราจะคุ้นเคย เมื่อใดที่ติดข้องพอใจเราจะรู้ว่า ขณะนั้นเศร้าหมองแล้วด้วยความติดข้องยินดีพอใจ หรือขณะที่โกรธ ขณะนั้นจิตเศร้าหมองด้วยความโกรธ แต่ว่าความไม่รู้ยากที่จะรู้ เพราะว่าขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมดเลย แต่ไม่สามารถจะรู้ความเป็นจริงได้ นั่นคือความไม่รู้ อย่างที่ถามว่าธรรมคืออะไร ก็ตอบตามที่เคยได้ยินได้ฟังกันมาหลายอย่าง แต่นั่นแสดงถึงความไม่เข้าใจธรรมคือไม่รู้ความเป็นจริงของธรรม ถ้าผู้รู้ย่อมต่างกัน เมื่อเข้าใจความเป็นจริงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถามมาก็รู้ตามที่เข้าใจแล้ว
ดังนั้นความเศร้าหมองคือกิเลส จะมีธรรมที่เป็นอกุศลหรือธรรมที่เป็นโทษ ๑๔ ประการ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเรื่องของกิเลสที่เป็นธรรมที่เศร้าหมองไว้ ๑๐ ประเภท แต่ที่เป็นมูลหรือว่าเป็นเหตุคือโลภะ โทสะ และโมหะ
ผู้ฟัง ถ้าเราบวชเป็นพระ เราต้องละซึ่งกิเลสถูกหรือไม่ กิเลสในความหมายของผมคือความอยาก ไม่ว่าจะเป็นอยากอะไรแบบไหนก็ตาม เช่น หิวแล้วอยากรับประทานข้าว ความอยากเช่นนั้นผิดหรือไม่
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วต้องรู้ก่อนว่าเป็นธรรมที่ดีหรือไม่ ถ้าดีก็ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่อกุศล ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เจตนาใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ มีหลายอย่าง เจตนาก็มีจริง ไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท ที่เป็นอกุศลที่ไม่ดี ๑๔ ประเภท เราจะยังไม่พูดถึงรายละเอียดว่าแบ่งเป็นประเภทอะไรบ้าง แต่ให้ทราบก่อนว่าความไม่รู้เป็นหนึ่งในนั้น คือโมหเจตสิก เพราะฉะนั้นจะบวชใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ รู้จักหรือยังว่าบวชคืออะไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้แล้วจะบวชเพื่ออะไร เห็นหรือไม่ว่าผิดแล้ว ใช่หรือไม่ เพราะถ้าจะทำอะไรด้วยความไม่รู้ก็ถูกไม่ได้เพราะไม่รู้ แต่ถ้าทำด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกจึงถูกต้อง ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครก็จะบวชเพราะอยากบวช คนที่บวชเพราะอยากบวชทั้งนั้นเลยใช่หรือไม่ ถ้าไม่อยากบวช จะบวชเพื่ออะไร แต่เพราะอะไรจึงอยากบวช อย่างที่คุณทวีศักดิ์ได้กล่าวถึงแล้วว่ามีหลายสาเหตุเลย ซึ่งนั่นไม่ใช่เหตุของการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทรงอนุญาตการบวช ไม่ใช่ว่าใครก็จะบวชได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรมแล้วมีความเข้าใจและรู้จักตนเอง เหตุใดจึงมีผู้ที่เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามีบุคคล แต่ท่านเป็นชาวบ้าน เป็นคฤหัสถ์ที่ไม่บวช แล้วเหตุใดบางคนบวช แล้วเราจะเป็นอะไรดี
ผู้ฟัง จริงๆ อยากจะบวช
ท่านอาจารย์ อยากเท่านั้น ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ รู้หรือไม่ว่า บวชแล้วจะเป็นอย่างคฤหัสถ์ไม่ได้อีกต่อไป ทำหน้าที่ของคฤหัสถ์ไม่ได้เลย เพราะต้องฟังพระธรรมเพื่อขัดเกลากิเลส โดยที่รู้ว่าถ้าไม่เข้าใจธรรม กิเลสจะหมดไปไม่ได้เลย อย่างที่ถามเมื่อสักครู่นี้ว่าหิวข้าว เหล่านี้ไม่ใช่ธรรมฝ่ายดี ไม่ใช่ทาน ไม่ใช่ศีล ไม่ใช่ภาวนา แต่เป็นจิตที่ประกอบด้วยโลภเจตสิกเป็นปกติในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น ทั้งวันถ้าไม่ได้ทำสิ่งที่ดี ไม่ได้เข้าใจธรรมก็เป็นอกุศลธรรมทั้งหมด เป็นอกุศลจิตประกอบด้วยอกุศลเจตสิก แม้แต่อยากบวช อยาก ดีหรือไม่
ผู้ฟัง อยาก ไม่ดี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อยากบวชดีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ดี
ท่านอาจารย์ ไม่ดี แต่ถ้าบวชเพราะเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ เพราะได้ฟังธรรมแล้วรู้จักตนเองว่า สามารถที่จะไม่กระทำอย่างคฤหัสถ์อีกเลย ล้อเล่นกันก็ไม่ได้เพราะไม่ใช่การละกิเลส แต่เป็นการเพิ่มกิเลส ทุกอย่างที่เป็นการเพิ่มกิเลสไม่ใช่วิสัยของผู้ที่จะขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่มั่นคง สละชีวิตจริงๆ ที่รู้ว่า ทุกอย่างตั้งแต่ตื่นจนหลับ กายวาจาต้องเป็นไปเพื่อการละกิเลส จึงสมควรที่จะบวช แล้วจะบวชหรือไม่
ผู้ฟัง อยากจะบวช
ท่านอาจารย์ เข้าใจธรรมหรือยัง
ผู้ฟัง ยังไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ยังไม่เข้าใจธรรมแล้วบวชเพื่ออะไร ทุกคนต้องตรงและจริงใจ ไม่ใช่ว่าเขาบวชกัน เขาชวนกันบวชแล้วก็บวช แต่ไม่รู้ว่าบวชคืออะไร เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง ไม่เช่นนั้นไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ต้องคิดไตร่ตรอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อให้บวช หรือให้เข้าใจธรรม
ผู้ฟัง ต้องบวชเพื่อเข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ บวชเพื่อเข้าใจธรรม แล้วคนที่บวชเข้าใจธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง ผมไม่สามารถตอบได้
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจธรรม ไม่มีสำนักปฏิบัติ เพราะรู้ว่าไม่ใช่เราจะไม่รู้แล้วก็ไปปฏิบัติ แต่ต้องเป็นปัญญาที่ปฏิบัติ รูปปฏิบัติไม่ได้ใช่หรือไม่ ต้องเป็นธาตุรู้ที่เกิดความเข้าใจ เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์ก็ปฏิบัติธรรมได้ บรรพชิตก็ปฏิบัติธรรมได้ ไม่ใช่โดยใครแต่ต้องเป็นปัญญาระดับนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ปฏิบัติธรรมได้หรือ
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเข้าใจสำคัญที่สุด ถ้าคิดอยากจะบวชต้องรู้ ถ้ายังไม่เข้าใจธรรมเลยแต่อยากบวช ถูกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ ไม่ถูก แต่ถ้าเข้าใจธรรมแล้วยังอยากบวช เป็นไปได้หรือไม่
ผู้ฟัง เป็นไปได้
ท่านอาจารย์ เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น วิธีที่จะรู้ว่าจะบวชได้หรือไม่ มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี ต้องเข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ เข้าใจธรรมแล้วยังมีวิธีที่จะรู้ว่า จะบวชได้หรือไม่ เพราะเข้าใจธรรมแล้วบวชก็มี ไม่บวชก็มี ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจธรรมแล้วอยากจะบวช มีวิธีจะรู้ได้หรือไม่ว่า สมควรบวชหรือไม่ บวชได้หรือไม่เพราะอะไร ศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลของคฤหัสถ์นั้น ปกติธรรมดาขาดตกบกพร่องบ้างหรือไม่
ผู้ฟัง ขาด
ท่านอาจารย์ แล้วไปเป็นภิกษุมิยิ่งกว่านี้หรือ แล้วเป็นโทษด้วย ถ้าคฤหัสถ์กระทำผิด ไม่ต้องแสดงอาบัติเลยใช่หรือไม่ แต่ภิกษุไม่ได้เลย ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงใจ มิฉะนั้นเป็นโทษ ถ้าไม่ปลงอาบัติก็ไปสู่อบายภูมิ เมื่อสิ้นชีวิตโดยที่ยังไม่ได้ปลงอาบัติ
ก่อนอื่นต้องทราบว่าอาบัติคืออะไร อาบัติคือ สิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เพื่อให้เพศภิกษุประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลส ไม่ใช่ให้พอกพูนกิเลส ทุกข้อเพื่อขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าเพศของคฤหัสถ์ แต่ด้วยอัธยาศัยที่ไม่สามารถจะประพฤติตามสิกขาบทได้ทำให้ล่วงสิกขาบท เพราะฉะนั้นสำนึกเลยทันทีว่า เราไม่ใช่ผู้ที่สมควรจะเป็นภิกษุ เพราะเหตุว่าไม่ได้กระทำตามพระวินัยบัญญัติ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วประสงค์จะเป็นภิกษุต่อไปหรือไม่ ถ้าประสงค์จะเป็นภิกษุต่อไปต้องปลงอาบัติ
ปลงอาบัติหมายความว่า สำนึกและแสดง ซึ่งต้องทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ถ้าเป็นการละเมิดสิกขาบทข้อนี้ จะพ้นโทษจากการละเมิดกลับคืนสู่ร่วมกับภิกษุอื่นๆ ได้ ต่อเมื่อได้กระทำให้ถูกต้องตามพระวินัย มิฉะนั้นแล้วไม่สามารถที่จะพ้นอาบัติได้ ละเอียดมาก
ดังนั้นสามารถที่จะรู้ได้ว่า แม้เข้าใจธรรมแล้วยังต้องรู้ตัว เพราะปัญญาที่เข้าใจธรรมทำให้รู้จักตัวเองว่า สามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ หรือว่าจะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต เพราะว่าคฤหัสถ์สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบันได้ เป็นพระสกทาคามีดับกิเลสได้มากกว่าพระโสดาบัน เป็นพระอนาคามีดับกิเลสได้มากกว่าพระสกทาคามี ดับความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ต่อเมื่อใดบรรลุอรหันต์ เมื่อนั้นเป็นคฤหัสถ์ต่อไปอีกไม่ได้ หมายความว่าอะไร หมายความว่าเพศภิกษุเป็นเพศของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น คนที่บวชประสงค์ที่จะขัดเกลากิเลสจนถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ถ้าไม่มีความรู้อะไรเลยแล้วอยากบวชก็เป็นโทษ จะบวชหรือไม่
ผู้ฟัง คงยังไม่ใช่ตอนนี้แล้ว
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ตอนนี้ และเมื่อไรจะบวช
ผู้ฟัง เมื่อเข้าใจธรรมมากกว่านี้
ท่านอาจารย์ เมื่อเข้าใจธรรมแล้วรู้ว่าสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติตามได้ ยังไม่ต้องบวชแล้วประพฤติตามก่อนได้หรือไม่ ลองดู ถ้าได้ครบถ้วนก็บวชได้ ไม่รับเงินรับทองได้หรือไม่
ผู้ฟัง ตอนนี้ยังไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ก็บวชเป็นภิกษุไม่ได้ ไม่เช่นนั้นคฤหัสถ์กับบรรพชิตจะต่างกันตรงไหน ทำทุกอย่างเหมือนคฤหัสถ์ ต่างกันแต่เพียงผ้าที่ครองอยู่เท่านั้นเอง ผ้าสีขาวหรือสีใดๆ ก็เปลี่ยนบุคคลไม่ได้ สะสมมาที่จะมีกิเลสขณะนั้นธรรมดา ความเป็นไปของจิตคือศีลเป็นอกุศลศีลก็ต้องรู้
การศึกษาธรรมเป็นการขัดเกลาความไม่รู้ คนที่ไม่ศึกษาธรรมไม่ฟังธรรมเพราะเขาไม่รู้ว่า คุณค่าสูงสุดในชีวิตทุกชาติคือได้มีความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งไม่รู้อะไรเลย เกิดมาตายไปโดยไม่รู้เลยว่าเห็นอะไร ถ้าเป็นความเข้าใจที่มั่นคงไม่ลืมเพราะเข้าใจจริงๆ ถ้าความเข้าใจไม่พอก็เพียงแค่ผ่านหู เพียงแค่จำ แต่ยังไม่ได้พิจารณาในความเป็นความจริงว่า สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้เลยว่า ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เป็นเพียงสิ่งที่สามารถกระทบตา ถ้าจิตเห็นไม่เกิดก็ไม่ปรากฏสีสันต่างๆ เพียงแค่ไม่เห็น โลกนี้ก็ไม่มีสัตว์บุคคลที่ปรากฏทางตาให้เห็นเป็นบุคคลนั้น บุคคลนี้ เป็นธรรมแต่ละหนึ่งจริงๆ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งบวช เพราะถ้าบวชโดยไม่เข้าใจธรรมเป็นโทษ เนื่องจากจุดประสงค์ของผู้บวชคือ เพื่อขัดเกลากิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นคฤหัสถ์ศึกษาธรรมให้เข้าใจได้
เรามีศีลมากกว่า ๕ ข้อได้ ถ้าศึกษาพระวินัยจะเห็นเลยว่าเราสามารถมีศีลมากกว่า ๕ ข้อ เพราะว่าเป็นเรื่องของความประพฤติทางกายทางวาจาที่เหมาะควร ตั้งแต่ตื่นจนหลับเราสามารถที่จะมีศีลมาก แต่ไม่ต้องบอกใคร จะมีศีล ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ก็ได้ทั้งหมด ไม่นับเพราะไม่จำเป็นต้องนับ เราไม่ได้รักษาศีลเพื่อนับ แต่เรารักษาศีลเพราะเห็นคุณค่าของการที่จะประพฤติปฏิบัติตาม แล้วการประพฤติปฏิบัติตามนั้นไม่เป็นโทษ ไม่จำกัด และไม่ต้องบอกใครด้วย ถ้าบวชแต่ไม่เข้าใจธรรม ลวงคนอื่นหรือไม่
ผู้ฟัง ลวง
ท่านอาจารย์ ลวง เป็นโทษหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นโทษ
ท่านอาจารย์ เป็นโทษ จะบวชหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เป็นคำตอบที่เกิดจากการคิดไตร่ตรองและมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า ศึกษาธรรมได้ ขัดเกลากิเลสได้ เพราะว่าเพศบรรพชิตเป็นเพศที่ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่ได้สะสมมา แล้วจะไปเป็นภิกษุในธรรมวินัยได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260