ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๔๕

    สนทนาธรรม ที่ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ผู้ฟัง การที่เราจะดำรงชีวิตในการประกอบอาชีพการงาน การเป็นปุถุชนคนธรรมดาในการทำงาน เราจะใช้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ในการดำเนินชีวิตของเราอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เป็นปัญหาซึ่งไม่หมดและยังคงมีปัญหาต่อไปเรื่อยๆ เวลามีปัญหาเกิดขึ้นเราจะหาที่พึ่งกันว่า เราจะพึ่งอะไรที่ทำให้แก้ปัญหานี้ได้ และโดยทั่วไปบางคนบอกว่าต้องใช้พระพุทธศาสนา แต่ลืมว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร ไม่ใช่สิ่งของที่เราจะนำมาใช้ได้ แต่ว่าศาสนาคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ยินว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนที่สนใจก็มี คนที่ไม่สนใจก็มี บางคนอาจจะสนใจวิชาการอื่นหรือบุคคลอื่น คิดว่าพอที่จะแก้ปัญหาได้ แต่ลืม ลืมที่ว่าเราพูดว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

    เมื่อมีปัญหาจริงๆ พึ่งอะไรได้ พึ่งใครได้หรือ พึ่งคนนั้นคนนี้ได้หรือ ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้ แต่ถ้าไม่ลืมว่าเรามีพระรัตนตรัย คือมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสาวกเป็นที่พึ่ง เราจะรู้ว่าถ้าเข้าใจถูกต้องในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในพระธรรมที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา จะเป็นที่พึ่งได้จริงๆ แต่ว่าส่วนใหญ่เราคิดง่ายๆ ว่าเราจะใช้ แล้วเราจะใช้คำไหนดี ตั้ง ๔๕ พรรษาที่ตรัสไว้มากมาย แต่ละคำใครตรัส ลืมไม่ได้เลย ผู้ที่ไม่มีใครเปรียบได้เลย ไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้ สากลจักรวาลทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น ชาวพุทธยังไม่ได้รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ตราบใดที่ไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่ได้ฟังธรรมแล้วมีความเข้าใจ ความห่างไกลกันมากระหว่างความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับผู้ที่ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงได้ยินชื่อแล้วกราบไหว้กันต่อๆ มา เราเกิดมาก็กราบไหว้ตามๆ กันไป แต่ยังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้แต่ว่าเป็นผู้ที่ควรบูชาเพราะเป็นผู้ที่เหนือบุคคลใดทั้งสิ้น แต่พอหรือไม่ ยังไม่รู้จักพระองค์จริงๆ เพียงได้ยินชื่อ แล้วพระองค์เป็นผู้ที่ควรบูชาอย่างไร ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย จนกว่าจะได้ฟังคำของพระองค์จึงสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า คำที่เราได้ยินชินหูแต่ถ้าไม่ศึกษา ไม่ฟังจริงๆ ก็จะไม่รู้ว่าผู้ที่ตรัสคำว่าธรรมที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ ผู้นั้นต่างกับบุคคลอื่นห่างกันไกลแสนไกล เพราะฉะนั้น ประมาทในคำที่เรากล่าวว่าเป็นที่พึ่งไม่ได้

    ไม่ว่าโลกจะวุ่นวายสักเท่าไร มีปัญหามากมายสักเท่าไร คนนั้นคิดจะแก้ คนนี้คิดจะแก้ ก็แก้กันไป แต่ก็เป็นอย่างที่เห็นว่าแก้ไม่ได้แน่นอน จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเข้าใจกันมากเท่าไรจะไม่มีปัญหาหรือปัญหาจะน้อยลง แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่ได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ อย่างไรๆ ก็แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาทในเหตุที่แท้จริงว่า เพราะความไม่รู้ เพราะกิเลส และไม่รู้จักที่พึ่งก็หาที่พึ่งอื่น บางคนพึ่งเครื่องรางของขลัง แล้วจะพึ่งได้อย่างไร ผ้ายันต์หรือตะกรุดจะทำอะไรได้ มีกันตั้งมากมาย แต่ประเทศชาติก็ยังคงเป็นอย่างนี้

    แสดงให้เห็นจริงๆ ว่าเหตุต้องตรงกับผล เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาเพราะไม่รู้จึงมีปัญหา ปัญหานั้นจะหมดไปได้ต่อเมื่อมีความเข้าใจว่า ปัญหานั้นอยู่ที่ไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไร จะแก้ปัญหาได้จริงๆ ต่อเมื่อเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้ายังคงไม่รู้อย่างไรๆ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ นี่คงจะเป็นการตอบปัญหาข้อแรก ที่จะให้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาว่า เป็นสิ่งซึ่งสามารถที่จะทำให้คนที่ไม่เคยรู้อะไรเลยและอาจจะเข้าใจว่ารู้ เมื่อได้ฟังแล้วเริ่มรู้และเริ่มเข้าใจ

    เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจในเหตุและรู้ว่าอะไรเป็นเหตุของความเป็นปัญหา ก็สามารถที่จะแก้ปัญหานั้นได้ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งผู้ที่ฟังแล้วบอกว่าพระพุทธศาสนานั้นลึกซึ้ง ผิดหรือถูก ต้องถูกแน่ ถ้าไม่ลึกซึ้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนานเช่นนั้นหรือ หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งแล้ว พระองค์ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ไม่ใช่วันเดือนปี

    เราจึงต้องเข้าใจแต่ละคำที่ตรัสแล้วจริงๆ ว่าเป็นความจริงที่สามารถรู้ได้ แต่ไม่ใช่รู้ได้ทันที ต้องเป็นผู้ตรงว่าค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ถ้าได้เข้าใจคำสอนจะช่วยประเทศชาติและแก้ปัญหาได้มาก แม้ว่ายากและลึกซึ้งแต่รู้ได้ เข้าใจได้ทุกคำตั้งแต่คำแรก แต่ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงจริงๆ ว่า ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถเข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยง่าย เพียงไปที่ไหนสักแห่งหนึ่งเพื่อนั่ง เดิน ยืน แล้วจะสามารถหมดกิเลสหรืออะไรอย่างนั้น นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง

    อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงปัญหาต่างๆ เกิดจากความไม่รู้ ซึ่งถ้าเราพิจารณาตามสื่อต่างๆ จะเห็นถึงความประพฤติที่เป็นไปด้วยอำนาจของทุจริต ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือวาจาก็ตาม ที่กล่าวว่าเพราะไม่รู้เป็นเหตุให้บุคคลนี้กระทำสิ่งที่ไม่ดี อย่างเช่น ประทุษร้ายบุคคลอื่น หรือว่ามีการลักวัตถุสิ่งของของคนอื่น โทษต่างๆ ที่เกิดเพราะธรรมฝ่ายไม่ดีที่เป็นอกุศลธรรม เนื่องด้วยความไม่รู้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ว่าไม่ดี แน่ๆ เลยใช่หรือไม่ ดีหรือ อยู่เฉยๆ ไม่มีความเดือดร้อนอะไร ก็เกิดโกรธจนกระทั่งประทุษร้ายคนอื่น ซึ่งถ้าเราถูกประทุษร้าย เราก็บอกว่าไม่ดีแน่ เพราะฉะนั้น การประทุษร้ายต้องเริ่มคิดว่าดีหรือไม่ดี ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่ละเอียด ต้องเป็นคนตรงแล้วไตร่ตรอง และรู้เหตุด้วยว่าเพราะอะไรจึงเกิดสิ่งนั้นขึ้น

    อ.วิชัย จากคำถามของท่านคณบดีได้กล่าวถึงการที่มีพระพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิต ที่กล่าวถึงพุทธะคือผู้รู้ การได้ฟังพระธรรมแล้วเกิดความรู้ จะเป็นไปในการที่จะดำรงชีวิตที่ดีงามสู่ความเจริญอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คุณวิชัยต้องตายหรือไม่

    อ.วิชัย ต้องตาย

    ท่านอาจารย์ ก่อนตายเป็นคนดีหรือไม่ รู้อะไรหรือไม่ เราจะรู้หรือไม่ว่าเราจะตายเมื่อไร วันนี้ก็ได้ โดยที่ยังเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย กิเลสก็มาก โลภะก็มาก โทสะก็มาก จะฆ่าใครวันไหน จะทำร้ายใครเพียงใด จะทุจริตอย่างไร ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะเราไม่รู้ว่ากิเลสที่มีกำลังจะเกิดเมื่อไร วันไหน เพียงแค่คำพูดของคนอื่นไม่กี่คำเป็นปัจจัยให้เกิดการทำร้ายร่างกายได้ เป็นไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก่อนตายสิ่งที่ควรรู้ คือ เกิดมาแล้วต้องตายโดยที่ไม่รู้อะไรเลย กับรู้ความจริงทีละเล็กทีละน้อย อย่างน้อยที่สุดก็คืออะไร เพราะอะไร อะไรดี อะไรชั่ว ยังดีกว่าไม่รู้เลย ถ้าทุกคนมีความเมตตาแล้วช่วยกันทำประโยชน์ จะเดือดร้อนหรือไม่

    อ.วิชัย ไม่เดือดร้อน

    ท่านอาจารย์ แต่เหตุใดจึงเดือดร้อน ก็เพราะไม่ได้เป็นมิตรสหายกันอย่างจริงใจ ถ้าหวังประโยชน์ตนแล้วก็ไม่พอ เท่าไรก็ไม่พอ อยากได้ก็ทำทุจริตกรรมหรือเบียดเบียนคนอื่นเพราะไม่รู้ว่าเป็นโทษ ปัญญาความเห็นถูกต้องว่า ดีคือดี ชั่วคือชั่ว ถูกคือถูก ผิดคือผิด ปัญญาตรงมาก ดังนั้นปัญญาไม่มีทางที่จะนำไปสู่การประพฤติที่ไม่ดี เราเห็นเพียงการกระทำและคำพูดที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมและเข้าใจขึ้น จะเริ่มเห็นความละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งไม่คิดเลยว่าจะมีบุคคลใดที่สามารถที่จะรู้ความจริงยิ่งกว่านี้อีกมาก นั่นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น สามารถที่จะเข้าใจขึ้นได้เรื่อยๆ ถ้ามีความสนใจที่จะได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าได้ฟังคำสอนของพระองค์ที่ลึกซึ้งและมีปัญญาจะทำให้ไม่ทำชั่ว

    อ.อรรณพ ขออนุญาตกล่าวถึงคำถามที่หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าพระพุทธศาสนาย่อมเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้ศึกษาและเข้าใจพระพุทธศาสนา เช่น ทำงานร่วมกันต้องมีการกระทบกระทั่งกัน โทสะเกิดในชีวิตประจำวัน เคยเป็นเราที่มีโทสะ แต่เมื่อเราได้ยินได้ฟังว่า โทสะเป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะคลายโดยปรุงแต่งไปเอง แต่ไม่ใช่ความเป็นเราที่คิดจะนำพุทธศาสนามาปรับหรือประยุกต์ใช้ คือมีเราที่จะไปนำพุทธศาสนามาใช้ แต่จริงๆ แล้วพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ควรศึกษาให้เข้าใจ แล้วความเข้าใจนั้นปรุงแต่งนำไปในทางที่เป็นประโยชน์เอง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน ชีวิตประจำวัน หรือกระทั่งชีวิตในสังสารวัฏฏ์ที่จะเป็นไป

    ท่านอาจารย์ แต่ละท่านมีส่วนที่จะแก้ปัญหาเมื่อมีความเข้าใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่เราจะไม่คิดมอบภาระนี้ให้คนอื่น และคนอื่นก็มอบภาระให้คนอื่น แล้วคนอื่นก็มอบภาระให้คนอื่นอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาใดๆ ได้เลย ดังนั้น ทุกคนต้องมีความจริงใจที่จะเสียสละ ทำประโยชน์เพื่อที่จะแก้ปัญหา ซึ่งต้องมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น โดยที่เราต้องเริ่มเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าปราศจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาใดๆ ได้เลย เพราะปัญหานั้นอยู่ที่ตัวทุกคนที่ยังไม่ได้เข้าใจพระธรรม ที่ได้ทรงแสดงไว้อย่างละเอียดและมั่นคงพอ แล้วก็เป็นความคิดความเห็นของแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่อ่านธรรมจากตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ความละเอียด ไม่ได้ความชัดเจน

    แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ได้เข้าใจจริงๆ เราแก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้นต้องเห็นว่า การฟังธรรมหรือการสนทนาธรรม ประโยชน์จริงๆ คือเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง แม้แต่เพียงเล็กน้อยสักคำเดียวก็ยังดีกว่าเข้าใจผิด หรือเข้าใจเพียงเล็กน้อย ไม่กระจ่าง ไม่ชัดเจน ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไตร่ตรองแล้วสนทนากัน ถ้ามีข้อสงสัยจะได้ช่วยกันคิดไตร่ตรองให้ชัดเจนขึ้น

    อ.วิชัย แล้วอย่างไรจึงเป็นการเริ่มต้นที่จะรู้จักพระธรรม เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะศึกษาพระธรรมที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป

    ท่านอาจารย์ น่าคิด พระธรรมทรงแสดง ๔๕ พรรษา ในครั้งนั้นมีผู้ที่เข้าใจ สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นจำนวนมาก นี่คือในอดีตเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี แต่สำหรับยุคนี้สมัยนี้ห่างไกลกันมาก และการที่จะศึกษาธรรมเป็นเรื่องที่ต้องอดทน เพราะต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ของแต่ละคน ไม่ใช่เชื่อคำที่ใครพูดแต่ฟังแล้วไตร่ตรอง เมื่อเข้าใจถูกต้องเมื่อไรไม่เปลี่ยนแปลง

    ผู้ฟัง การเกี่ยวเนื่องด้วยปัจจัยเรื่องเงินกับภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าอย่างไร และจะมีผลกับพระพุทธศาสนาอย่างไร

    อ.ทวีศักดิ์ ในเรื่องของภิกษุ สิกขาบทในพระวินัยมี ๒๒๗ ข้อที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อเป็นการขัดเกลากิเลส ดังนั้นที่ท่านคณบดีได้กล่าวถึงว่า เงินทองเป็นสิ่งที่เหมาะควรแก่ภิกษุหรือไม่นั้น ในสิกขาบทพระวินัยเป็นโทษสถานหนึ่งที่เรียกว่า เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งถ้าอาบัติแล้วภิกษุไม่ปลงอาบัติก็เป็นภิกษุทุศีล

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่เกี่ยวกับพระภิกษุกับเงินและทอง เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจแต่ละคำ แม้แต่คำว่าภิกษุคือใคร เหตุใดรับเงินรับทองไม่ได้ แล้วเหตุใดจึงรับเงินรับทองกัน ปัญหาที่เกิดขณะนี้มากมายมหาศาล เป็นที่สงสัยว่าภิกษุเป็นอย่างนี้หรือ ก่อนอื่น เหตุใดเป็นภิกษุ ต้องเท้าความไปจนกระทั่งถึงว่าเหมือนเราที่นั่งฟังธรรมดาอย่างนี้ แล้วถ้ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมก็เหมือนเดี๋ยวนี้ แม้พระองค์ปรินิพพานแล้วแต่เรายังมีโอกาสได้ฟังคำ ซึ่ง ณ กาลครั้งหนึ่งพระองค์ตรัสจากพระโอษฐ์แต่ละคำ เพราะฉะนั้น ทุกคำที่ได้ฟังในขณะนี้ก็มาจากการตรัสของพระองค์เหมือนในครั้งนั้นเลย

    ดังนั้น จากคฤหัสถ์ธรรมดาอย่างนี้แล้วเหตุใดเป็นภิกษุ ทุกอย่างต้องชัดเจน เป็นความละเอียดของความประพฤติเป็นไปของผู้ที่เป็นภิกษุ ซึ่งมีความละเอียดในเรื่องของพระวินัยด้วย แต่ก่อนอื่นควรจะทราบว่าภิกษุคือใคร และเหตุใดเป็นภิกษุแล้วจึงต้องรักษาสิกขาบท คือสิ่งที่จะต้องประพฤติปฏิบัติในเพศบรรพชิตมากถึง ๒๒๗ ข้อ ถ้ากล่าวจริงๆ ก็มากกว่านั้นอีก แต่นี่คือหัวข้อใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ต้องตรง เราฟังธรรม เราไม่เป็นภิกษุ แต่เพราะเหตุใดคนที่ฟังธรรมแล้วเป็นภิกษุ มีความต่างกันตรงไหน

    อ.วิชัย ดังนั้นความหมายหนึ่งของภิกษุคือ เป็นผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งแม้เป็นคฤหัสถ์ ถ้าเป็นผู้ที่มีปัญญาเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ก็ชื่อว่าภิกษุ และอีกประการหนึ่งคือ ภิกษุด้วยความเป็นเพศ หมายความว่าเป็นผู้ที่เห็นโทษของการครองเรือน คือเห็นว่าความประพฤติดีงามบริสุทธิ์ บริบูรณ์ทั้งกายวาจาและใจที่จะถึงความเป็นผู้สงบอย่างยิ่งนั้น คือการประพฤติคล้อยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นผู้ที่ใคร่อุปสมบทในพระศาสนานี้

    ท่านอาจารย์ เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไม่มีภิกษุเลยในสวรรค์ แต่ตรัสว่าภิกษุ ในความหมายที่ว่าผู้เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าความเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์นั้นต่างกันตามอัธยาศัย อย่างเช่น เราฟังธรรมแล้วรู้ว่าต้องจากโลกนี้ไป แต่จากโลกนี้ไปแล้วต้องเกิดเพราะมีเหตุที่จะต้องให้เกิด เหมือนกับจากโลกก่อน มาจากไหน เป็นใครไม่รู้ ก็มาเป็นบุคคลนี้ตามเหตุคือกรรมที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งถ้าเห็นว่าสังสารวัฏฏ์ไม่มีวันจบ เมื่อวานนี้ก็เห็น ได้ยิน สุข ทุกข์ วันนี้ก็เหมือนเมื่อวานนี้ พรุ่งนี้ก็อย่างนี้อีก เรื่อยไปไม่รู้จักจบ และถ้ายังไม่เห็นโทษภัยของสังสารวัฏฏ์ เบื่อหรือยัง หรือเกิดอีกก็ไม่เป็นไร ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็แล้วแต่จะคิด แต่ให้คิดว่าถึงจะไม่อยากจะเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะมีเหตุที่จะให้เป็นอย่างนี้ ยังพ้นจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้ แต่มีผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ และรู้หนทางที่จะออกจากสังสารวัฏฏ์ด้วย บุคคลนั้นคือพระโพธิสัตว์ ซึ่งบำเพ็ญพระบารมีจนถึงการตรัสรู้ความจริงในขณะนี้ ตามความเป็นจริงทุกอย่างถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง จึงไม่ต้องมีการที่จะต้องเห็นอีก ได้ยินอีก ไม่เป็นสังสารวัฏฏ์อีกต่อไป

    ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมของแต่ละคนก็ตามอัธยาศัยที่หลากหลายมาก บางคนฟังเพราะว่าบังเอิญได้ฟังและสนใจ แต่บางคนได้ยินบ่อยๆ ทุกวันก็ยังไม่สนใจ ทั้งหมดนี้ให้ทราบว่าเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเพียงคำนี้ ขยายคำนี้ออกไปได้ทุกอย่าง ทุกวัน เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่มีการฟังพระธรรมแล้วตามอัธยาศัยที่ต่างกัน บางคนก็สะสมมามีบารมีคือ ความดีที่ได้ฟังธรรมมาก่อนมากจนกระทั่งมีปัญญา เมื่อได้ยินคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีศรัทธาที่จะสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ต่างกันหรือไม่

    คฤหัสถ์คือผู้ที่ครองเรือน สนุกสนาน นึกอยากจะรับประทานอะไรก็ได้ จะไปไหนก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ว่าเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ เพราะรู้ว่ามีหนทางที่จะไม่ต้องเกิดอีก ไม่ต้องเป็นอย่างนี้อีก โดยมีอัธยาศัยที่จะขออุปสมบท คือขอประพฤติปฏิบัติตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติตาม คิดว่ายากหรือไม่ แต่เพราะศรัทธาที่สะสมมามีกำลังจนกระทั่งขอบวช ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ได้ฟังธรรมแล้วจะบวช แต่ต้องเป็นผู้มีอัธยาศัยที่มั่นคงและได้สะสมบุญมา ที่คิดว่าตนเองสามารถสละเพศคฤหัสถ์ได้ เพียงคำว่าสละเพศคฤหัสถ์ พูดง่ายๆ แต่ทำจริงลำบากหรือไม่ ออกจากบ้านแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ตามป่าตามเขาหรืออย่างไร สละทั้งหมด พ่อแม่ พี่น้อง วงศาคณาญาติ เพื่อนฝูง ไม่มีการเกี่ยวข้องเหมือนเดิม เครื่องบันเทิงใจทั้งหลาย อุปกรณ์ทั้งหลาย ความสะดวกสบายในชีวิตทั้งหมด ยอมสละเพื่อที่จะได้รู้ความจริงตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์จึงมีความเคารพในภิกษุซึ่งสะสมมา ที่สามารถสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต นี่คือภิกษุในธรรมวินัย เพราะว่าเราจะได้เข้าใจความต่างกันจึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า ภิกษุกับคฤหัสถ์ต่างกันอย่างไร ภิกษุจะมารับเงินรับทองอย่างคฤหัสถ์ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นภิกษุ สละแล้วจะรับคืนเพื่อไปทำอะไร

    เราเกิดมามีตา เห็นสิ่งที่น่าพอใจ มีหู ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ มีจมูก ได้กลิ่นที่น่าพอใจ มีลิ้น ลิ้มรสอร่อยๆ ที่น่าพอใจ มีกายที่กระทบสัมผัสสิ่งที่เราชอบ เก้าอี้ก็ต้องนั่งสบายๆ หนาวก็ต้องห่มผ้าให้อุ่น เป็นต้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมามีใครพ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจก็เพลิดเพลินไปในเรื่องที่เราคิดนึกถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่คิดนึกเรื่องอื่นเลย คิดบ่อยๆ เรื่องทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจนี่เอง แล้วจะเห็นได้จริงๆ ว่า สามารถที่จะสละชีวิตเดิมๆ สู่ชีวิตซึ่งไม่ติดข้อง ไม่ต้องการ ไม่ขวนขวายเหมือนเดิม ที่จะไปแสวงหาสิ่งที่เคยพอใจมาแล้วทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

    คฤหัสถ์รับประทานอาหารอร่อยๆ ภิกษุก็รับประทานอาหารอร่อยๆ เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าภิกษุจะไม่ได้รับประทานอาหารที่อร่อยๆ แต่ว่าไม่ติดข้องเหมือนเดิม เพราะเห็นว่ากว่าจะได้อาหารอร่อยๆ มา ลำบากหรือไม่ในเพศคฤหัสถ์ ดังนั้น ชีวิตที่สะสมมาในสังสารวัฏฏ์อัธยาศัยต่างๆ กันมากมาย ก็ทำให้เฉพาะผู้ที่จริงใจ มั่นคงที่จะขัดเกลากิเลสต่างจากเพศคฤหัสถ์ จึงขออุปสมบท

    เมื่อมีศรัทธามั่นคงที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังแล้วรับประทานอาหารอร่อยเป็นเพศคฤหัสถ์ ก็เป็นเพศคฤหัสถ์แต่เข้าใจธรรม จากการที่รับประทานอาหารอร่อย เป็นเพศคฤหัสถ์แต่ไม่เข้าใจธรรม ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ ถ้ารับประทานอาหารอร่อย เข้าใจธรรมแล้วยังคิดที่จะสละเพศคฤหัสถ์ ก็ต้องยิ่งมีศรัทธาที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งเป็นความต่างอย่างยิ่ง ดังนั้น คฤหัสถ์เพียงเห็นผู้ที่เคยเป็นคฤหัสถ์ เมื่ออุปสมบทครองผ้ากาสาวพัสตร์ก็กราบไหว้ในคุณความดี เพราะฉะนั้น กราบไหว้ภิกษุในคุณความดีของภิกษุ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    15 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ