ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๔๒

    สนทนาธรรม ที่ บัฟฟาโล รีสอร์ท อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

    วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ผู้ฟัง ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วตาเสียไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ตอนนี้วิทยาการสมัยใหม่สามารถที่จะเปลี่ยนดวงตาได้

    ท่านอาจารย์ คำใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเป็นคำที่ทรงตรัสรู้ความจริง เพราะฉะนั้นเปลี่ยนไม่ได้เลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดต้องดับ จิตเกิดดับเร็วมาก รูปที่มีจริงๆ ทุกประเภทจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ หมายความว่าเกิดพร้อมจิตใดนับไป ๑๗ ขณะจิตดับ รูปนั้นดับ นับได้ทันหรือไม่

    ผู้ฟัง นับไม่ได้

    ท่านอาจารย์ นับไม่ได้ แต่รู้ได้ว่า ไม่มีอะไรที่เที่ยงยั่งยืนเลย และสิ่งที่เกิดต้องมีปัจจัย ถ้าคนตายแล้ว เขามีจักขุปสาทหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้แน่นอนว่ามีแต่รูปใช่หรือไม่ แต่ว่าไม่มีตัวปสาท ซึ่งตัวปสาทต้องเกิดจากกรรมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นตาใคร ไม่เป็นตาใคร หรือไม่มีตาใครเลยก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่สามารถจะมีตาเกิดขึ้นต้องเพราะกรรมหนึ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่า ไม่มีใครทำให้จักขุปสาทเกิดได้เลย จิตก็ทำไม่ได้ อุตุ ความเย็น ความร้อน หรือว่าอาหารที่กลืนกินเข้าไป อะไรๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้จักขุปสาทเกิดได้นอกจากกรรม

    ขณะนี้มีเห็นและขณะนี้มีได้ยิน ดับไปก็ไม่รู้ เกิดก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะนำตาอะไรมาใส่ให้ใครหรือไม่ใส่ก็ตามแต่ ถ้าจักขุปสาทไม่เกิดเพราะไม่ใช่กรรมของคนนั้น พยายามไปเท่าไรก็ไม่มีจักขุปสาทได้ แต่ถ้ามีเกิดขึ้นก็คิดกันว่าเพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้ แต่สมุฏฐานที่แท้จริงคือกรรมเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น อย่างอื่นเป็นแต่เพียงส่วนประกอบ

    ผู้ฟัง แต่ว่าทางวิทยาศาสตร์นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ ก็ช่างเขา เขาจะรู้หรือไม่ว่าขณะนี้รูปเกิดจากกรรม รูปเกิดจากจิต รูปเกิดจากอุตุ รูปเกิดจากอาหาร เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใช่รูปที่เกิดจากกรรมก็เป็นรูปที่เกิดจากจิต ถ้าไม่ใช่รูปที่เกิดจากกรรมและไม่ใช่รูปที่เกิดจากจิตก็เป็นรูปที่เกิดจากอุตุ เราก็คิดได้ใช่หรือไม่ว่าคนตายแล้ว รูปที่ตัวคนตายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตาหรือเป็นอะไรก็ตามเป็นรูปที่เกิดจากอุตุ มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพัง ซึ่งไม่สามารถที่จะเป็นปสาทแล้วนำไปใส่ตาของคนอื่นได้เลย ส่วนที่เป็นไปได้ที่จะนำไปใส่นั้น เป็นเพียงส่วนประกอบที่เป็นอุตุชึ่งเหมาะสม สามารถจะทำให้รูปอื่นที่เกิดจากอุตุเท่านั้นเอง แต่ต้องมีกรรมเท่านั้นที่ทำให้ปสาทรูปเกิด เพราะฉะนั้นจะไปเพียรพยายามกันสักเท่าไร ถ้าไม่มีกรรมที่จะทำให้ปสาทรูปเกิดก็ไม่สามารถที่จะมีปสาทรูปได้ เกิดมามีตัวหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มี รู้หรือไม่ว่าที่ว่าตัวคืออะไร เห็นหรือไม่ว่า นี่คือก่อนฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่รู้อะไร ก็เลยเป็นตัวของเรา แต่ถ้าฟังพระธรรมคือแต่ละรูปมีอากาศธาตุแทรกคั่นจึงแตกทำลายได้ละเอียดยิบ แต่เพราะมีเหตุที่จะให้เกิดอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่ประจักษ์แจ้ง รูปใดที่เกิด รูปนั้นต้องดับ เราก็จำไว้ แม้ว่ารูปนั้นไม่ปรากฏก็เข้าใจว่ามี เพราะฉะนั้น ความจำวิปลาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สิ่งที่เกิดแล้วดับไปแล้ว ยังหลงเข้าใจว่ายังมีอยู่

    แต่ลองพิจารณา รูปที่ตัวทั้งหมดเกิดจากกรรมก็มี เกิดจากอุตุความเย็นความร้อนก็มี เกิดจากอาหารก็มี เกิดจากจิตก็มี แล้วรวมกันอยู่ทั้งหมดใครจะแยกออก ถ้าเราจะทำแกงสักชนิดหนึ่งต้องมีเครื่องปรุงอะไรบ้าง พริก กะปิ หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ โขลกตำให้ละเอียดยิบเป็นเนื้อเดียวกัน กลืนเข้าไป จะแยกออกหรือไม่ว่ากระเทียมอยู่ไหน พริกอยู่ไหน เกลืออยู่ไหน ทุกอย่างอยู่ไหน แต่ทั้งหมดต้องมีอยู่ตรงนั้นเอง

    ดังนั้นไม่ว่าตรงใดก็ตามที่มีรูป แม้เป็นรูปที่เกิดจากสมุฏฐานใดก็ตาม แต่ครบทั้ง ๔ สมุฏฐาน ไม่ขาดสมุฏฐานหนึ่งสมุฏฐานใดเลย แต่ไม่รู้ เช่น กระทบสัมผัสกาย มีธาตุที่ปรากฏอ่อนหรือแข็ง เกิดดับก็ไม่รู้ รวมกันก็ไม่รู้ว่าตรงนั้นเองมีทั้งที่เกิดจากกรรม มีทั้งที่เกิดจากจิต มีทั้งที่เกิดจากอุตุ มีทั้งที่เกิดจากอาหาร เหมือนน้ำแกงที่ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นอะไร แต่ก็มีครบทุกอย่าง

    ดังนั้นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะประมาณได้เลย เพราะว่าทรงตรัสรู้ว่าแต่ละหนึ่งกลาป หรือกลุ่มที่เล็กที่สุดเฉพาะกลุ่มนั้นว่าเกิดจากอะไรและมีกี่รูปด้วย เช่นที่ตา กระทบสัมผัสแข็ง แข็งตรงอื่นก็มี ใช่หรือไม่ แต่ที่ตามีจักขุปสาท ตรงอื่นไม่มีจักขุปสาท ถ้ากระทบที่แขนก็มีมหาภูตรูป มีสี มีกลิ่น มีรส และรูปนั้นก็เกิดจากกรรมได้ เกิดจากจิตได้ เกิดจากอุตุได้ เกิดจากอาหารได้ เพราะว่าที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่กระทบ ความจริงมีรูปตั้งเท่าไรที่รวมกันละเอียดมาก

    ตราบใดที่ปัญญาไม่ถึงการประจักษ์แจ้ง ตราบนั้นก็เข้าใจว่าเป็นชิ้นเดียวกัน เป็นส่วนเดียวกัน แต่ความจริงส่วนประกอบหลากหลายและแต่ละหนึ่งเกิดดับ ถ้าไม่ประประจักษ์อย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องเป็นเราไปตลอด จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ รู้ความจริงเพิ่มขึ้นๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีพระสาวก มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประจักษ์แจ้งความจริง แต่จากการที่เราได้ฟังทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่ไปจำหรือท่อง แต่เริ่มมีการที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราแน่นอน ค่อยๆ เพิ่มความเป็นธรรมยิ่งขึ้นจากการฟัง

    ปัญญาคือความเข้าใจถูก กำลังทำหน้าที่ค่อยๆ ละคลาย ถ้าไม่มีความรู้ก็ไม่มีทางที่จะละคลายความเป็นตัวตนได้เลย ตัวตนไปพยายามจะละคลายไม่มีทางสำเร็จ แต่ต้องเป็นความเข้าใจ และความเข้าใจมากหรือน้อยก็ทำหน้าที่ตามลำดับ ถ้าปัญญานิดเดียวจะไปประจักษ์แจ้งแล้วจะไปละคลายการยึดถือสภาพธรรมได้หรือไม่ แข็งก็แข็งอย่างนี้ จับเมื่อใดก็แข็ง เห็นก็เห็นอย่างนี้ แม้เราจะพูดเรื่องเห็น พูดแล้วพูดอีก แต่การเกิดดับของเห็นก็ยังไม่ปรากฏ เพราะปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะประจักษ์แจ้ง

    เพราะฉะนั้น ทรงแสดงขั้นของปัญญาไว้มากมาย ตั้งแต่ขณะที่เริ่มฟัง ถ้าฟังไม่เข้าใจก็ไม่มีทางที่จะละกิเลสได้เหมือนกัน ฟังเข้าใจยังไม่พอ ต้องรู้ว่าค่อยๆ รู้ว่าไม่ใช่เราในขณะไหน เห็นเดี๋ยวนี้ มีใครบ้างที่จะเริ่มเข้าใจว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่เป็นขั้นต้นจากการฟังที่รอบรู้ว่า ไม่ว่าขณะไหนก็ตามมีสิ่งที่ปรากฏแล้วหมดไป แต่ลักษณะที่เกิดดับยังไม่ปรากฏจนกว่าจะแยกเป็นแต่ละอย่าง ขณะที่กำลังเห็นต้องมีความเข้าใจว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย และเห็นก็ไม่ใช่เราเห็น ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งถึงเวลาที่สภาพธรรมจะปรากฏในความเป็นเห็น ไม่ใช่เรา ในความเป็นสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น คอยไหวหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ต้องคอย

    ท่านอาจารย์ ไหวหรือไม่ไหวก็ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นได้เลย นอกจากท้อถอยเมื่อไร เมื่อนั้นก็หมดหนทางที่จะเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นการฟังวันนี้ เข้าใจวันนี้ จะสะสมเป็นปัจจัยให้มีโอกาสได้ยินได้ฟังอีก อีก ๒,๐๐๐ ปีแต่ละชาติจะเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าชาติต่อไปมีโอกาสได้ฟังเพิ่มเติม เพราะเหตุว่าชาตินี้จะได้ฟังเท่าไรก็ไม่รู้ จะเข้าใจเท่าไรก็ไม่รู้ แต่ก็สามารถได้ยินได้ฟัง และค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยอย่างมั่นคงว่า สิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่สามารถรู้ความจริงได้ จากการที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครไปทำให้เกิด เกิดแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปทำอะไร แต่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ใครทำอะไรได้ เห็นหรือไม่ว่าไม่มีใครไปทำอะไรได้ แต่ก็ยังหลงไม่รู้แล้วพยายามไปทำซึ่งผิด

    คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำช่วยไม่ให้เข้าใจผิด ไม่ให้หลงผิด ไม่ให้ปฏิบัติผิด ถ้าหลงผิดห่างไกลจากพระสัทธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์ประทับอยู่ พระพุทธเจ้าพระองค์ไหนก็ตามแต่ที่ตรัสรู้ และถ้าผู้ใดมีโอกาสได้อยู่ใกล้แต่ไม่ได้สะสมมาก็ไม่คิดที่จะฟังธรรม เหมือนยุคนี้สมัยนี้ที่ยังมีพระธรรมแต่ก็มีคนที่ไม่คิดจะฟังธรรม

    ผู้ฟัง ลักษณะของการไปสำนักปฏิบัติ มีการสั่งสอนที่ไม่ได้สอดคล้องกับพระธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นลักษณะคล้ายๆ กับการจดจ้องจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องพิจารณา ต่อไปนี้ก็เป็นคนที่ช่างคิดแล้ว แต่ไม่ได้คิดเรื่องอื่น คิดเข้าใจคำที่ได้ฟัง ดีกว่าคิดอย่างอื่นใช่หรือไม่

    ถามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้เข้าใจหรือให้ดู

    ผู้ฟัง ผมว่าให้เข้าใจมากกว่า

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปสนใจเรื่องดูเพราะดู ก็ไม่เข้าใจแน่นอน ใช่ไหม ดูไป เข้าใจอะไร แต่ว่าคำที่ได้ฟัง กล่าวถึงสิ่งที่มีที่กำลังปรากฏ เช่น เดี๋ยวนี้เห็น มีเห็นแน่นอน ใครทำให้เห็นเกิดขึ้น

    ผู้ฟัง ไม่มีใครทำ

    ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะฉะนั้น ควรเข้าใจเห็นที่เกิดให้ถูกต้องว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เกิดแล้วด้วย ตามเหตุตามปัจจัยด้วย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย ไม่มีตา ไม่เห็นแน่ๆ ไม่มีสิ่งที่กระทบตา ข้างหลังกระทบตาไม่ได้ เพราะอยู่ข้างหลังจะมากระทบตาที่อยู่ข้างหน้าได้อย่างไร ก็ไม่ปรากฏว่ามี แต่ขณะใดก็ตามมีสิ่งใดปรากฏ สิ่งที่ถูกต้องคือว่าสิ่งนั้นต้องกระทบตาใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เท่านี้ กระทบตาแล้ว สิ่งที่กระทบตาไม่เห็น ตาก็ไม่เห็น มีธรรมคือไม่ใช่เรา แต่อาศัยการกระทบของสิ่งที่กระทบกันได้คือ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นกับตา ทำให้ธาตุอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ค่อยๆ เข้าใจแต่ไม่ใช่ไปดู เพราะเหตุว่าเราดูใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เราดู

    ท่านอาจารย์ เราดู ผิดหรือไม่ ไม่ได้เข้าใจเลยว่าธรรมอะไร ที่เริ่มเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ ที่ใช้คำว่าปฏิปัตติ แม้แต่คำก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ขณะที่ฟังอย่างนี้ไม่ใช่ปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ เพราะอะไรจึงไม่ใช่ปฏิปัตติ ไม่ใช่ปฏิบัติ เพราะเหตุว่าเพียงจะเริ่มฟังเรื่องเห็น และค่อยๆ มีความเข้าใจว่าเห็นไม่ใช่เราเห็น ให้เข้าใจเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เพราะฉะนั้นจะไปทำให้เห็นเกิดขึ้น จะไปดูเห็นไม่ได้ แต่เมื่อเห็นกำลังมีนี้เองค่อยๆ เข้าใจ จนกว่าสามารถที่จะเข้าใจขึ้น ละความเป็นเราเพราะเข้าใจขึ้นๆ ๆ ไม่มีความไม่รู้และความเป็นเราปิดกั้น เห็นจึงปรากฏกับปัญญาที่ค่อยๆ ละคลายการยึดถือว่าเห็นเป็นเรา ทุกคนได้ยินคำคนอื่นมามาก เช่น ละวาง ง่ายจังใช่หรือไม่ ละวางเสีย ละอย่างไร วางอย่างไรกำลังเห็น เป็นตัวตนจะละ เป็นตัวตนจะวางได้หรือ ละอะไร วางอะไรก็ยังไม่รู้ เพียงบอกให้ละวางก็จะละวางแล้ว คุณวีระจะละวางอะไร ถ้าได้ยินคนบอกว่าให้ละวาง

    ผู้ฟัง เป็นการเหมือนนึกคิดว่าเป็นโทษ

    ท่านอาจารย์ อะไรเป็นโทษ

    ผู้ฟัง สมมติว่าสุราเมรัยเป็นเรื่องของโทษ เราก็เลยละวางที่จะไม่เสพสุราอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ งดเว้นการดื่มสุรา แต่ละวางอะไร ดื่มสุราต้องยินดีที่จะดื่มใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง มีความต้องการที่จะดื่ม

    ท่านอาจารย์ มีความต้องการ ถ้าจะไม่ดื่มก็ต้องเป็นผู้ที่จริงใจ โดยรู้จริงๆ ว่าดื่มเพราะต้องการดื่ม เพราะฉะนั้นละวาง เขาให้ละวางอะไร

    ผู้ฟัง ละวางตัวตนที่ต้องการจะดื่ม

    ท่านอาจารย์ เพียงไม่ดื่มก็เป็นเราไม่ดื่ม ไม่เห็นละวางอะไร

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นโทษ แล้วเราจะละเว้นหรืองดเว้น

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเราอยู่นั่นเอง ไม่ได้ละวางอะไร

    ผู้ฟัง คำสอนของศีล ๕ เห็นชัดเจนว่าสอนไม่ครบถ้วนใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องศีลว่าเป็นธรรมหรือไม่ เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ศีลเป็นศีล

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นละวางอะไร

    ผู้ฟัง ละวางความไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้อะไร

    ผู้ฟัง ไม่รู้ความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ของอะไร

    ผู้ฟัง ของสภาพที่เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ สภาพอะไรกำลังเกิดปรากฏ

    ผู้ฟัง สภาพเห็น หรือสภาพได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เห็นกำลังมี เป็นเราเห็น เพราะฉะนั้น ละวางความเห็นผิดที่ไม่รู้ความจริงของเห็น ไหวหรือไม่ พูดง่ายมากใช่หรือไม่ ละวางเสีย ถ้าใครสอนง่ายๆ นั่นหรือจะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นตัวเขาทั้งนั้นเลย ไม่ได้ละวางความเป็นเราเห็น เราได้ยิน เราคิด เราละวาง

    ธรรมต้องละเอียดและลึกซึ้งกว่านั้น ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ถึงจะค่อยๆ ละความไม่รู้ได้ ถ้าตราบใดที่ไม่ใช่ความเข้าใจก็เป็นความไม่รู้อยู่นั่นเอง ละวางความเป็นเราจากอะไร กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เมื่อไรจะละวางว่าไม่ใช่เราเห็น ต้องอาศัยพระธรรมที่ทำให้เข้าใจขึ้น กว่าจะค่อยๆ ละวางต้องมีความเข้าใจมากเพียงใด ต้องรู้ลักษณะที่ไม่ใช่เราจึงจะละวางความเป็นเราได้ ใช่หรือไม่ ตราบใดสภาพที่ไม่ใช่เรายังไม่ปรากฏก็ยังสงสัยหรือยึดมั่นว่าเป็นเรา ความไม่รู้มีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ แล้วจะละวางอย่างไร

    ผู้ฟัง ก็ต้องรู้ถึงจะละวางได้

    ท่านอาจารย์ ดังนั้นไม่ว่าอะไรทั้งหมด เว้นไม่ได้เลย เลือกไม่ได้ ไม่ใช่เจาะจงลมหายใจ ไม่ใช่เจาะจงที่อิริยาบถ นั่นคือเราหมดเลย เมื่อความเป็นเรามีอยู่จึงเลือกแล้วไม่รู้ความจริงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นสำนักปฏิบัติ ไม่เข้าใจว่าปฏิบัติคืออะไร แล้วปฏิบัติ ก็คือทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง เหมือนกับมีขั้นตอนว่า ความเข้าใจที่จะเกิดขึ้นเป็นการเข้าใจเพียงเล็กๆ น้อยๆ แล้วค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นมากขึ้น

    ท่านอาจารย์ กว่าจะเป็นคุณวีระตรงนี้ก็ต้องมีคุณวีระตั้งแต่เกิด ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ปัญญาก็ต้องจากการฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้น กว่าจะถึงระดับขั้นที่ละวาง เข้าใจพระพุทธพจน์ ต่างกับที่เคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เกิดใช่หรือไม่ ไม่ว่าวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง ใช่ ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ ความเข้าใจพระพุทธพจน์ เข้าใจทั่วถึงมั่นคงจริงๆ หรือยังว่า ไม่มีเราแต่เป็นธรรม เท่านี้ไม่ต้องไปไหนเลย ถ้าไม่มีความมั่นคงก็เป็นเราอยู่ร่ำไป เดี๋ยวก็เป็นเรา เดี๋ยวก็เป็นเรา เห็นเดี๋ยวนี้เป็นเราใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้คิดก็เป็นเราใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ยังเป็นอยู่

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างก็เป็นเรา เพราะฉะนั้นเพียงแค่ปริยัติ ฟังพระพุทธพจน์แล้วเข้าใจขึ้นๆ ๆ ยังไม่รอบรู้อย่างมั่นคงก็ยังไม่เป็นปัจจัยที่จะให้ปฏิปัตติ ซึ่งเป็นปัญญาอีกขั้นหนึ่งเกิดขึ้น สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยความเป็นอนัตตา ไม่มีใครไปทำอะไรเลยแต่ความเข้าใจนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง

    ผู้ฟัง อย่างไรก็เป็นเราอยู่

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นอัตตาคือผิด ถ้าเป็นอนัตตาคือรู้ว่าไม่ได้ต้องการสติเลย ไม่ได้ไปพยายามจงใจ เพราะรู้ว่าอยากไม่ได้ จงใจไม่ได้ ขอไม่ได้ ทุกอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัย มั่นคงอย่างนี้หรือยัง

    ผู้ฟัง ไม่มั่นคงอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ ไม่มั่นคงก็ฟังจนกว่าจะมั่นคงว่า ทุกอย่างเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีปัจจัยพอที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ก็หลงทางเพราะนี่คือปริยัติ ความรอบรู้มั่นคงจริงๆ ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดเพราะเหตุปัจจัย จึงไม่ใช่เราทำและไม่มีเราด้วยเพราะเหตุว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป เท่านี้ ไม่ว่าจะฟังนานเท่าไร มากเท่าไร ประโยชน์อยู่ที่ตรงเข้าใจความจริงข้อนี้

    เพราะฉะนั้น ไม่รีบร้อนที่จะไปละกิเลส เพราะจะเป็นหนทางผิดที่คิดว่าเราละได้ก็มีความเป็นตัวตน แต่ถ้าเข้าใจว่าปัญญาความเข้าใจถูกค่อยๆ ละความเข้าใจผิด เห็นไม่ใช่เรา เท่านี้ ฟังแล้วมั่นคงหรือไม่ ไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้นได้ เห็นมีจริงๆ ทุกอย่างที่กำลังปรากฏมีจริงแต่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่างหลากหลายมาก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาทุกวัน ทุกคำเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีซ้ำแล้วซ้ำอีก เห็นไม่ใช่เรา ได้ยินไม่ใช่เรา ได้กลิ่นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ให้ไปท่อง แต่เริ่มพิจารณาความจริงว่าเป็นอย่างนั้นทีละเล็กทีละน้อย

    ผู้ฟัง คือตรงนี้เห็นว่าเป็นความหนามากเลย ที่จะเข้าไปถึงความเป็นความจริง

    ท่านอาจารย์ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้ง เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงเป็นใคร เรายิ่งเห็นความหนาของกิเลสมากเท่าไร จะเห็นพระปัญญาที่ทรงประจักษ์แจ้งความจริง จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสและทรงแสดงธรรมด้วยวิริยะ ต้องมีแน่ๆ ใช่หรือไม่ ด้วยพระมหากรุณา ด้วยความอดทน ด้วยความเป็นมิตรคือเมตตา ด้วยบารมีทั้งหมดเพื่อเราจะมีโอกาสได้ยินได้ฟัง

    ดังนั้น ใครก็ตามที่ได้ฟังธรรมเป็นผู้ที่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มเข้าใจขึ้นซึ่งเป็นหนทางเดียว เพราะว่าแม้เข้าใจก็ไม่ใช่เรา เดี๋ยวเข้าใจ เดี๋ยวไม่เข้าใจ เดี๋ยวเป็นเรา เดี๋ยวเข้าใจ เพราะฉะนั้นกว่าจะสะสมความเข้าใจมั่นคงขึ้น ค่อยๆ รู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา จะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะ ปฏิปัตติ เริ่มรู้ตรงลักษณะที่กำลังปรากฏโดยความเป็นอนัตตาว่า เราไม่ได้เลือก เราไม่ได้หวัง

    ผู้ฟัง เริ่มรู้ถึงเฉพาะที่ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ คุณวีระกำลังกระทบแข็ง

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ก่อนฟังก็กระทบแข็ง

    ผู้ฟัง กระทบ

    ท่านอาจารย์ แต่ฟังแล้วเริ่มรู้ว่าแข็งเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วถ้าเข้าใจกว่านี้คือใครก็เปลี่ยนแข็งไม่ได้

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่าขณะที่แข็งปรากฏเท่านั้นที่แข็งมีจริงๆ กำลังเห็น แข็งหายไปไหน

    ผู้ฟัง ก็เห็นอยู่

    ท่านอาจารย์ กำลังได้ยิน แข็งหายไปไหน เราคิดว่าหายไป แต่ความจริงดับแล้ว แล้วก็เกิดอีกตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่ปรากฏเพราะไม่มีธาตุรู้ที่กำลังรู้ เพราะฉะนั้นธาตุรู้เกิดทั้งวัน รู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย โดยไม่มีใครรู้เลยว่านั่นไม่ใช่เราแต่เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธรรมซึ่งใช้คำว่าจิตและเจตสิก ซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ แม้เวลานี้ก็หลากหลายมาก จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน และเจตสิกแต่ละหนึ่งเป็นสภาพธรรมที่เว้นจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ที่ปรากฏก็เป็นเจตสิกทั้งหมด แต่พระธรรมที่ทรงแสดงมากกว่านี้มาก แต่ปรากฏหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ ก่อนจิตเห็น มีจิตใช่หรือไม่ แล้วจิตก่อนจิตเห็นปรากฏหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เมื่อจิตเห็นเกิดแล้วดับไป มีจิตอื่นเกิดต่อจากจิตเห็น แล้วจิตที่เกิดต่อจากจิตเห็นปรากฏหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ก็เห็นเท่านี้ทั้งวัน เกิดมาก็มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และมีคิดนึก คิดนึกถึงอะไร ก็คิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เสียงที่ได้ยิน คิดนึกตามสิ่งที่ปรากฏ แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏมีอีกมาก พระองค์ตรัสรู้และทรงแสดงเพื่อให้เรารู้ว่า จิตเห็นเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะ จิตก่อนเห็นไม่เห็น หลังจากที่จิตเห็นดับ จิตที่เกิดต่อก็ไม่เห็น แต่รู้ว่าเห็นเป็นอย่างนี้ สิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้ทำทัสสนกิจ เราจะไม่รู้เลยว่า ธาตุรู้หรือสภาพรู้ เกิดขึ้นแล้วต้องมีหน้าที่ทำกิจเฉพาะของตนของตน โดยเราไม่รู้เลย ตื่นเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ตื่นที่จริงก็เป็นเรื่องของธรรม

    ท่านอาจารย์ ทำหน้าที่แล้วใช่หรือไม่ ทำหน้าที่เห็น หรือทำหน้าที่ได้ยิน เราก็บอกว่าตื่น ตอนไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก มีจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง ตอนนั้นก็มีจิต

    ท่านอาจารย์ เกิดขึ้นทำหน้าที่อะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ทำหน้าที่อย่างอื่น

    ท่านอาจารย์ ทำหน้าที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ทำหน้าที่ดำรงภพชาติ ยังมีอยู่ ยังเป็นอยู่ ยังไม่จากโลกนี้ไป จิตเกิดขึ้นทำกิจแต่ละหนึ่งกิจโดยเราไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นการรู้ว่าไม่ใช่เรา ได้ทรงแสดงความละเอียดว่า แต่ละหนึ่งจิตมีหน้าที่ มีลักษณะเฉพาะของตนของตน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    15 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ