ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๒๔
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมนิวซีซั่น หาดใหญ่ จ.สงขลา
วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ผู้ที่ประจักษ์ความจริงก็คือ ทันทีที่แข็งปรากฏ แข็งดับ จึงสามารถที่จะไถ่ถอนความยึดมั่นในสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นเป็นคน ถ้าไม่มีธาตุแข็ง ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีรูปอื่นๆ จะเป็นคนได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ แต่ทั้งหมดเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นก็ละกิเลสไม่ได้เลย นี่เพียงแค่ละกิเลสที่เป็นความเห็นผิดที่ยึดถือธรรมว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มั่นคง แต่ยังมีกิเลสอีกมากมายนัก นี่เป็นเพียงเจตสิกหนึ่งซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ทิฏฐิ ความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิเพราะไม่ได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า แข็งคือมีจริงชั่วขณะที่ปรากฏแล้วไม่มี แต่ในความทรงจำคือยังมีอยู่ตลอดใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นกว่าที่จะได้ค่อยๆ มั่นคงขึ้นว่า พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ให้ใครไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ ด้วยความต้องการ แต่ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นในความเป็นอนัตตาแล้วปัญญาที่เป็นอินทรีย์จะค่อยๆ เกิดขึ้นตามลำดับ
อ.วิชัย ดังนั้นความต่างของการรู้แข็งคือ มีความรู้หรือมีปัญญาที่จะเข้าใจแข็งระดับไหน เพราะว่าก่อนการฟังพระธรรมทุกคนก็รู้ว่ามีแข็ง แต่ว่าเมื่อรู้แล้วก็คิดโดยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งไม่สามารถมีความรู้ว่าเป็นธาตุอย่างหนึ่งซึ่งกระทบที่กายแล้วเป็นเหตุให้จิตเกิดขึ้นรู้แข็ง โดยความเข้าใจตรงนี้มาจากการฟังพระธรรม แต่ว่าความมั่นคงที่จะเห็นด้วยปัญญาที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรม เป็นธาตุอย่างหนึ่งซึ่งเพียงปรากฏที่กายแล้วหมดไปไม่เหลือเลย
ท่านอาจารย์ วันนี้กระทบแข็งบ่อยหรือไม่
อ.วิชัย บ่อย
ท่านอาจารย์ กระทบแข็งโดยไม่รู้ ใช่หรือไม่
อ.วิชัย โดยไม่รู้
ท่านอาจารย์ เมื่อฟังธรรมแล้วลองกระทบดู รู้หรือไม่
อ.วิชัย ก็เข้าใจขึ้น
ท่านอาจารย์ แข็งเหมือนเดิม ใช่หรือไม่
อ.วิชัย แข็งเหมือนเดิม
ท่านอาจารย์ แต่ปัญญาที่รู้แข็งระดับไหน สามารถที่จะถึงนิพพานได้เมื่อมีความเข้าใจที่มั่นคง โดยความเป็นอนัตตา ไม่เลือก เพราะมั่นคงในความเป็นอนัตตา ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม่มีเรา ไม่มีทุกอย่าง ถ้าไม่มีปัจจัยให้เกิดขึ้นก็จะไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ชั่วครั้งคราวที่แสนสั้นแล้วก็ไม่มีอีกเลย ค่อยๆ ฟังให้มั่นคงจะค่อยๆ คลายความยึดถือและฟังธรรมอื่นประกอบ ค่อยๆ ฟังเพิ่มขึ้นเพื่อละความเป็นเรา ไม่ใช่เพื่อจะรีบร้อนไปทำให้ไม่เป็นเราเพราะเป็นไปไม่ได้เลย สองทางนี้เป็นทางที่ตรงกันข้าม ทางหนึ่งเป็นทางละ อีกทางหนึ่งเป็นทางหวังได้ ติดข้องโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนกระทบแข็งก็รู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่มีใครต้องไปบอกว่าเป็นอินทรีย์หรือยัง เป็นอินทรีย์ไหน สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ หรืออะไร หรือเป็นเพียงแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องบอกใคร รู้เฉพาะตนเมื่อปัญญาสามารถเข้าใจได้ก็เห็นความจริงว่า ไม่มีการที่จะมีความสำคัญตนหรืออะไรๆ ที่ติดข้องเหมือนเดิม เพราะรู้ว่าเพียงเท่านี้เองที่มีแล้วหมดไปตลอดในสังสารวัฏฏ์ เท่านั้นเอง
อ.อรรณพ แม้สิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะสิ่งที่ปรากฏทางตา เสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่เรากล่าวถึง อย่างเช่นแข็งต้องมีปรากฏอยู่มากมาย แต่ไม่รู้ในความเป็นจริงที่แข็งนั้นเพียงปรากฏ แต่ทว่าปัญญาที่เข้าใจแข็งโดยลำดับที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า จนถึงนิพพานได้จากปัญญาที่รู้แข็งคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ เริ่มฟัง แข็งเป็นคุณอรรณพหรือไม่
อ.อรรณพ เป็นสภาพแข็งที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล
ท่านอาจารย์ แล้วก็ลืม
อ.อรรณพ แล้วก็ไม่สนใจแข็ง
ท่านอาจารย์ ฟังเท่านี้ ตอบเท่านี้ จำเท่านี้ ลืมแล้ว กระทบใหม่ก็แข็งเป็นเรา หรือเป็นโต๊ะ หรือเป็นอะไรต่อไป เพราะว่าสะสมความไม่รู้และความยึดถือมานานเท่าไร เกินแสนโกฏิกัปป์ แน่นหนา มากมาย มั่นคง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไถ่ถอนการที่เคยยึดถือไว้นั้นโดยรวดเร็ว โดยความหวังว่าวันนี้ พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า หรือแม้ชาตินี้ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย นั่นคือผู้ที่เข้าใจความจริงว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตาจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีเหตุที่สมควร ถ้าไม่มีเหตุที่สมควรเกิดไม่ได้เลย ลองคิดดู ได้ฟังธรรม ได้มีความเข้าใจ ถ้าไม่ฟังต่อไปก็เข้าใจได้เท่านี้แล้วก็ลืมด้วย แต่ถ้ามีการฟังต่อไปอีกๆ ก็ยิ่งละคลายความเป็นเราที่ต้องการที่จะรู้นั่นรู้นี่เพราะรู้ว่า จะรู้ต่อเมื่อพิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่ได้ฟังจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ
ขณะนี้จิตมีใช่หรือไม่ เจตสิกมีใช่หรือไม่ รับรองใช่หรือไม่ กำลังทำหน้าที่ของจิตและเจตสิก ไม่มีใครเลย ใครรู้บ้าง กลายเป็นเราอยากจะรู้เรื่องนั้น อยากจะทำอย่างนี้ หารู้ไม่ว่านั่นคือจิตและเจตสิกทั้งหมดเลยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดว่า เป็นจิตอะไร เป็นเจตสิกอะไร ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด รูปอะไร จิตอะไร เจตสิกอะไร อยู่ตรงนี้ทั้งหมดเลยเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อละความไม่รู้จนกระทั่งความรู้ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อมีความเข้าใจละคลายขึ้นจึงมีปัจจัยที่จะเข้าใจถึงเฉพาะสภาพที่เป็นธรรม เพราะขณะนี้เป็นเพียงขั้นฟังเรื่องของธรรม แต่ยังไม่ได้ถึงเฉพาะลักษณะที่เป็นธรรม
ลองคิดดู ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ วิสาขามิคารมารดา ท่านอนาถบิณฑิกะ จิตตคฤหบดี ท่านก็เคยตั้งต้นมาอย่างนี้ในกัปป์ไหนของท่านก็ได้ แล้วรู้ได้ว่าไม่มีตัวตนที่สามารถที่จะไปทำให้เกิดความเข้าใจเลย โดยความเป็นอนัตตา เมื่อครั้งที่ท่านพระสารีบุตรเป็นอุปติสสะมาณพ ท่านไม่คิดว่าจะได้พบท่านพระอัสสชิ แต่ก็ได้พบและไม่รู้ด้วยว่าจะได้ฟังอะไร เหมือนทุกท่านที่จากบ้านมาถึงที่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไร ต่อเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นจึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีขณะใดเลยสักขณะเดียวซึ่งเกิดปรากฏโดยไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็มีทั้งสิ่งที่ดี สิ่งที่ชั่ว สิ่งที่ไม่ดีและไม่ชั่ว ทุกอย่างทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดให้ค่อยๆ เข้าใจในความไม่มีเรา เป็นแต่เพียงธรรม จนวันหนึ่งคำที่ได้ฟังทั้งหมดจะแจ่มแจ้งจนถึงขั้นประจักษ์ได้ แต่ต้องมาจากการที่เข้าใจขึ้นๆ
อ.อรรณพ คนจะให้ความสำคัญกับเรื่องการทำสมาธิ แล้วมองว่าพระพุทธศาสนามีสิ่งสำคัญหลักประการหนึ่งคือ เรื่องของการที่ทำสมาธิ กราบเรียนท่านอาจารย์ได้ให้ความเห็นในเรื่องของสมาธิกับพระพุทธศาสนา
ท่านอาจารย์ พระพุทธศาสนาคืออะไร
อ. อรรณพ คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือใคร
อ.อรรณพ คือผู้ที่บำเพ็ญพระบารมีแล้วทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมทั้งหลาย
ท่านอาจารย์ พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออะไร
อ.อรรณพ คือพระปัญญาที่สามารถเข้าใจสภาพธรรม และพระมหากรุณาคุณที่ทรงแสดงจำแนกพระธรรมให้ผู้ฟังได้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เหตุใดกล่าวถึงปัญญาคุณ ไม่ใช่สมาธิคุณ
อ.อรรณพ เพราะว่าทรงมีพระปัญญาที่จะเข้าใจในสภาพธรรมทั้งหลาย แล้วด้วยความเข้าใจนั้นจึงมีการแสดงพระธรรมได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คนที่จะทำสมาธิคิดว่าสมาธิสำคัญ ถูกต้องหรือไม่
อ.อรรณพ ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ คือส่วนใหญ่ทุกคนมีความอยาก ไม่เคยพ้นไปเลยสักอย่างเดียว ฟังธรรมเผินๆ อยากรู้นิพพาน อยากรู้แจ้งอริยสัจจธรรม อยากหมดกิเลส นี่คืออยาก แต่ว่าอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดสังสารวัฏฏ์ไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น อยากดีหรือไม่
อ.อรรณพ ถ้าอยากในทางที่ดีก็น่าจะดี
ท่านอาจารย์ อะไร
อ.อรรณพ อยากที่จะหมดกิเลสจึงได้มาฟังธรรม ถ้าไม่อยากก็คงไม่มาฟังธรรม เจริญกุศล
ท่านอาจารย์ อยากหมดกิเลสเพราะไม่รู้จักกิเลส ใช่หรือไม่ กำลังอยากนั่นเองคือกิเลส
อ.อรรณพ อย่างเช่น เราต้องการให้เด็กๆ เขาทำความดีก็ให้เขาแข่งกัน ให้เขาอยากได้รางวัล เขาจะได้ทำความดี คือพื้นฐานอย่างนั้นมาก่อน
ท่านอาจารย์ ก็มีความเป็นเรา ฟังธรรมและเข้าใจในความเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตาหรือไม่
อ.อรรณพ ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ แม้แต่เพียงประโยคแรก ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจแจ่มแจ้งในทุกสิ่งทุกอย่างที่มีก็ไม่เห็นว่าสำคัญ กับคิดว่าอยากจะทำสมาธิ
อ.อรรณพ เหตุใดคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชื่อว่าชาวพุทธถึงชอบทำสมาธิ
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้
อ.อรรณพ เพราะไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร ทรงแสดงธรรมอะไร เพื่ออะไร และใครสอนให้เขาทำสมาธิ
อ. อรรณพ ครูอาจารย์
ท่านอาจารย์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่
อ. อรรณพ ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ให้มีความเข้าใจอะไรหรือไม่
อ. อรรณพ ไม่ได้ให้มีความเข้าใจ บอกว่าเดี๋ยวทำเอง เดี๋ยวก็เห็นเอง รู้เอง
ท่านอาจารย์ ไม่ยาก ใช่หรือไม่
อ. อรรณพ ไม่ยาก
ท่านอาจารย์ ก็ง่ายดี แต่ว่าไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะคือผู้รู้ ผู้ทรงตรัสรู้ พระองค์จะให้อะไรใคร ก็ให้ความรู้ซึ่งคนอื่นให้ไม่ได้ นี่คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปหาฤาษีชีไพรในป่า สมัยที่ยังไม่มีการตรัสรู้มีผู้ที่ทำสมาธิทั้งได้และไม่ได้ฌานมากมาย แต่ว่าไม่ได้มีความเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ชาวโลกมีก่อนการตรัสรู้ก็คือ ไม่รู้ว่าเป็นธรรมและไม่เข้าใจธรรมด้วย แต่เมื่อมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เมื่อฟังจึงได้เข้าใจความจริงว่าไม่มีเรา คนที่ทำสมาธิเป็นตัวตน เป็นเราที่อยากจะทำสมาธิ ไม่ได้เข้าใจเลยว่าขณะนั้นเป็นอะไร
อ. อรรณพ ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าอยากทำสมาธิเพราะความไม่รู้และความเป็นตัวตน เป็นเราที่อยากจะให้พ้นไปจากความทุกข์ใจในชีวิตการงาน เรียนหนังสือเครียด จบมาแล้วทำงานก็เครียดอีก ชีวิตครอบครัวก็อาจจะเครียด ตอนสบายๆ อาจจะไม่คิดอะไรก็เลยต้องการความสบายใจ และเวลาที่ทิ้งเรื่องอื่นแล้วมานั่งทำสมาธิก็มีเหตุปัจจัยให้ไม่ไปคิดเรื่องอื่น เลยหลงว่าอย่างน้อยการทำสมาธิทำให้กายและจิตสบาย เป็นจิตบำบัด สมาธิบำบัด
ท่านอาจารย์ ลองไตร่ตรองว่า ทำสมาธิ กับ เข้าใจสมาธิ ควรจะเป็นอย่างไร ทำสมาธิกับเข้าใจสมาธิ ต่างกันหรือไม่
อ. อรรณพ ต่าง
ท่านอาจารย์ อะไรเป็นประโยชน์
อ. อรรณพ ความเข้าใจย่อมเป็นประโยชน์
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไปทำสมาธิโดยไม่รู้อะไรเลย เป็นประโยชน์หรือไม่
อ.อรรณพ ไม่เป็นประโยชน์
ท่านอาจารย์ กับการที่รู้ว่าสมาธิคืออะไร เป็นประโยชน์กว่าหรือไม่
อ.อรรณพ เป็นประโยชน์
ท่านอาจารย์ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด เช่น คำว่าสมาธิ มีจริงๆ หรือไม่ เป็นสภาพธรรมอะไร ใครก็ไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของทุกอย่างซึ่งมีจริง ทรงแสดงว่าสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งมี เพราะว่าจิตเป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้ซึ่งเกิดขึ้นต้องรู้ แต่ไม่ใช่ปัญญา จิตเพียงรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร อย่างเช่นได้ยินเสียง เสียงปรากฏกับจิตที่ได้ยินเสียงนั้น ไม่ใช่เสียงอื่น จึงรู้แจ้งในเสียงที่กำลังได้ยิน นั่นคือจิต แต่ไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่ปัญญา
เพราะฉะนั้น เขาไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้นแต่มีความต้องการที่จะสงบไม่วุ่นวาย คิดว่าจะสงบได้ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้ตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่ว่าอยากให้เป็นอย่างนั้นแล้วไปพยายามทำแต่ไม่รู้อะไร ความไม่รู้มีมาก แต่ความรู้ต้องมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่งว่า จิตเกิดต้องมีสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้เกิดร่วมด้วย สภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่จิตก็คือเจตสิก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าเจตสิกะ ถ้าเราจะรู้ความต่างกันคือเป็นปัญญาที่รู้ความต่างกันว่า จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่น เสียงใดปรากฏจิตรู้แจ้งในเสียงนั้น กลิ่นใดปรากฏ กลิ่นมีตั้งหลายกลิ่น แต่กลิ่นใดปรากฏแล้วจิตรู้แจ้งในกลิ่นที่ปรากฏไม่ใช่กลิ่นอื่น นี่เป็นการแสดงให้เริ่มเข้าใจตามความเป็นจริงว่า แม้สมาธิก็มีจริง แต่ไม่ใช่เราและไม่ใช่จิตด้วย แต่เป็นสภาพธรรมที่เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต ทรงจำแนกเจตสิกไว้โดยประเภททั้งหมด ๕๒ ประเภท โดยมีความละเอียดตั้งแต่น้อยจนกระทั่งถึงใหญ่ ตั้งแต่เล็กน้อยที่สุดจนถึงมากมายที่สุด
สภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์เป็นเจตสิก จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วดับ จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะเป็นธาตุรู้ เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้ต้องมีสิ่งเดียวที่ถูกรู้ เพราะจิตหนึ่งต้องรู้สิ่งหนึ่ง และขณะที่จิตหนึ่งเกิดขึ้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ใครรู้ ควรรู้หรือไม่ หรือว่าไปทำสมาธิแล้วจะรู้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ดังนั้น ความรู้ที่ไม่มีใครสามารถที่จะให้ได้นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีค่ายิ่ง เพราะสามารถที่จะประจักษ์ความจริงของทุกคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว แต่ต้องเป็นการอบรมเข้าใจขึ้นๆ เพราะไม่ใช่เพียงขั้นฟังแล้วสามารถที่จะรู้ว่า ขณะนี้จิตกำลังเกิดดับประกอบด้วยเจตสิกเท่าไร เป็นต้น เพราะฉะนั้นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์เกิดกับจิต ภาษาบาลีใช้คำว่าเอกัคคตา เป็นเจตสิกหนึ่งที่เกิดกับจิตทุกประเภท จิตตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งเพราะเจตสิกนี้ตั้งมั่นในอารมณ์อะไร จิตก็รู้เฉพาะสิ่งนั้น ตั้งมั่นในเสียง จิตก็รู้เฉพาะเสียงนั้น ตั้งมั่นในกลิ่น จิตก็รู้เฉพาะกลิ่นนั้น
แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วสมาธิคือ เจตสิกหนึ่งซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง แต่ว่าระดับขั้นของธรรมมีตั้งแต่อย่างเริ่มต้นนิดๆ หน่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งมาก เช่น ปัญญา เริ่มเข้าใจเพียงเล็กน้อย ฟังอีกก็เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก เพราะฉะนั้น ความตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง ถ้าตั้งมั่นในอารมณ์เดียวแล้วก็หมด แล้วก็หมด หลายๆ อารมณ์ที่หลากหลายทำให้สภาพของความตั้งมั่นไม่ปรากฏ เราก็ไม่ใช้คำว่าสมาธิ แต่ถ้าจิตนั้นตั้งมั่นในอารมณ์เดียวมากพอที่จะปรากฏความตั้งมั่น เราก็บอกว่าเป็นสมาธิ อย่างเช่น บางคนกำลังอ่านหนังสือและคนอื่นมารบกวน เขาก็บอกว่ากำลังอ่านหนังสือ เขาจะเสียสมาธิถ้าคนอื่นมาพูดเรื่องอื่น ใช้คำว่าสมาธิกันโดยไม่รู้ตัวจริงของสมาธิว่า เป็นสภาพธรรมหนึ่ง เป็นเจตสิกหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตแล้วดับไปพร้อมจิต แต่ถ้าตั้งมั่นในอารมณ์ใดมากๆ นานๆ อาการของสมาธินั้นก็ปรากฏ แต่ว่าจิตที่เป็นกุศลที่ดีงามก็มี จิตที่เป็นอกุศลไม่ดีงามก็มี
ดังนั้นสมาธิก็มีทั้งอกุศลและกุศล มิจฉาและสัมมา ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญาคือไม่รู้อะไรเลย แต่ต้องการให้จิตตั้งมั่นไปทำสมาธิก็ต้องเป็นมิจฉาสมาธิเพราะไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าเป็นเช่นนั้นจะกล่าวลักขณาทิจตุกะได้หรือไม่ว่า สมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจความหมายละเอียด เพราะเหตุว่า ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงพระธรรมคือจิต เจตสิก รูป ดูว่าไม่ได้มากมาย แต่ทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษาตามความเป็นจริงแต่ละอย่าง โดยมีความต่างกันที่ละเอียดลึกซึ้งเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ขณะใดก็ตามที่ไม่มีปัญญาแล้วทำสมาธิ จะเป็นสัมมาสมาธิได้หรือไม่ เพราะขณะนั้นไม่มีปัญญา ไม่รู้อะไรแต่มีความเป็นตัวตนที่ต้องการสงบ หรือตั้งมั่นไม่ให้มีอารมณ์อื่น แสดงให้เห็นว่า สมาธิอื่นนอกพระพุทธศาสนามีมากมาย แต่สมาธิตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิตทุกประเภท ถ้าขณะนั้นจิตเป็นอกุศล สมาธิที่เกิดร่วมด้วยกับอกุศลเจตสิกอื่นก็ต้องเป็นอกุศลสมาธิด้วย จะทำหรือไม่ ต้องการหรือไม่ ดีหรือไม่ ชอบหรือไม่ ไม่รู้ก็ทำ แต่ถ้ารู้จะทำหรือไม่ ทำอะไร เพื่ออะไร แล้วรู้อะไร แล้วประโยชน์อะไร ไม่มีเลย
อ.อรรณพ สมาธิที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ เป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องตามลำดับใช่หรือไม่ ก่อนอื่นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร
อ.อรรณพ ผู้ที่มีปัญญาที่สุด จึงสามารถจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงทุกประการ
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครเปรียบได้เลยในสากลจักรวาล ทั้งพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ใช่หรือไม่
อ.อรรณพ ใช่
ท่านอาจารย์ แล้วเราเป็นใคร
อ.อรรณพ เราก็เป็นผู้ที่ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ปัญญาเพียงใด คำที่พระองค์ตรัส พระปัญญาของพระองค์ระดับไหนที่ตรัส แม้แต่คำว่าธรรม แล้วเราซึ่งได้ยินคำว่าธรรม หรืออ่านคำว่าธรรม ปัญญาเราระดับไหน ประมาทหรือไม่ว่าแต่ละคำคิดว่าจะเข้าใจได้ง่าย แต่จะรู้ได้เลยเมื่อมีความเคารพอย่างยิ่งว่า คำที่ได้อ่านหรือได้ฟังมาจากบางส่วนบางตอนใน ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง เราอยู่ตรงนี้จะพูดให้หมดทุกเรื่องทั้ง ๓ ปิฎก ทุกเล่ม ทุกตอนไม่ได้ ใช่หรือไม่ พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษากับบุคคลต่างๆ ทรงแสดงเรื่องนี้เท่านี้ กับอีกกลุ่มบุคคลหนึ่ง ทรงแสดงเรื่องเดียวกันนี้ แต่เพิ่มเติมหรือขยายให้กว้างก็ได้ตามระดับขั้นของความเข้าใจ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่ฟังมีความรู้ความเข้าใจเพียงใดก็ทรงแสดงตามลำดับ
ถ้าเขาไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจเลย จะไปพูดให้เขาเจริญมรรคมีองค์ ๘ ได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย พระองค์ทรงแสดงความจริงให้เกิดปัญญา ซึ่งไม่ว่าใครก็ตาม มีชาวพุทธคนไหนอ่านพระไตรปิฎกด้วยความเข้าใจจบทั้ง ๓ ปิฎกหรือไม่ บางคนอ่านพบตอนนี้ตรงนี้ อีกคนหนึ่งอ่านอีกตอนหนึ่งตรงหนึ่ง พบข้อความเพิ่มเติม อินทรีย์ ๕ พละ ๕ พละ ๗ มีหรือไม่ ก็มี คนที่ไปเจอพละ ๕ ก็พละ ๕ เมื่อไปเจอพละ ๗ ก็มีอีก เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าต้องครบถ้วน ต้องไตร่ตรองและต้องสอดคล้องกันทั้งหมดด้วยว่า เมื่อกล่าวถึง ๕ คืออะไร เมื่อกล่าวถึง ๗ คืออะไร มีคำที่ทรงแสดงความจริงให้เข้าใจโดยละเอียดอย่างยิ่งเพื่อไม่เข้าใจผิดเพราะเราคิดเองไม่ได้
แม้แต่อ่านข้อความใดในพระไตรปิฎกยังต้องไตร่ตรอง และรู้ว่าจะมีข้อความอื่นอีกที่จะขยายให้เป็นความถูกต้อง เช่น สมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา หมายความถึงเดี๋ยวนี้หรือไม่ เดี๋ยวนี้จิตเกิดดับทุกขณะต้องมีเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญาหรือไม่ จิตเห็นมีเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่ เอกัคคตาเจตสิกที่จิตเห็นจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาได้หรือไม่
เห็นหรือไม่ว่า การพิจารณาธรรมเมื่อเข้าใจแล้วสอดคล้องกันทั้งหมด คัดค้านกันไม่ได้เลย เพราะนั่นเป็นเพียงลักษณะของเอกัคคตาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกประเภท แต่เมื่อพูดถึงเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาจะต้องต่างกับขณะที่เป็นปัญญาขั้นฟัง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260