ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๔๖
สนทนาธรรม ที่ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ การกราบไหว้ภิกษุในคุณความดีของภิกษุที่ภิกษุนั้นต้องเป็นผู้ที่มั่นคงที่จะเข้าใจธรรมโดยการฟัง ซึ่งชาติเดียวไม่พอที่จะเข้าใจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ต้องหลายๆ ชาติ ท่านที่ฟังธรรมมาแล้ว ๔๐ หรือ ๕๐ ปีก็ยังรู้ว่า อีกไกลที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจริงๆ เดี๋ยวนี้ซึ่งเป็นปกติ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะละกิเลสได้ เพราะเดี๋ยวนี้มีกิเลสที่ยังไม่รู้ แต่เมื่อฟังแล้วรู้ว่าต้องดับแม้กิเลสที่มีที่ไม่ปรากฏก็ต้องละได้ ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งละเอียดมาก
ดังนั้น ต้องเห็นว่าภิกษุในธรรมวินัยเป็นผู้สมควรแก่การที่ชาวบ้านได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย อาหาร บิณฑบาต จีวร และยารักษาโรค ซึ่งเท่านี้ก็อยู่ได้ ไม่ว่าใครที่เกิดมาแล้วในโลกนี้อยู่ในโลกนี้ก็ต้องมีที่อาศัย มีเสื้อผ้า มีอาหาร และมียารักษาโรค เพียงพอหรือไม่ ที่จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความพอใจที่จะค่อยๆ ละคลายกิเลส แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ก็คือคฤหัสถ์
อ.วิชัย แสดงว่าท่านต้องเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยที่จะสละความเป็นคฤหัสถ์ทั้งหมด เช่น แม้จะได้รับประทานอาหารอร่อย แต่รู้ว่าการบริโภคเพื่อให้อัตภาพเป็นไปที่จะไม่ติดข้องพอใจในสิ่งนั้น หรือการสละทรัพย์สินเงินทอง โดยไม่คิดจะกลับมารับอีกอย่างคฤหัสถ์
ท่านอาจารย์ นี่คือเหตุผลที่ว่า พระภิกษุในพระธรรมวินัยต้องไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง
อ.อรรณพ ในพระวินัยปิฎก ท่านอธิบายว่าภิกษุชื่อว่าผู้ขอ อธิบายว่าจะได้ก็ตาม ไม่ได้ก็ตาม ย่อมขอด้วยวิธีขออย่างประเสริฐ ซึ่งต้องรู้ว่าการขออย่างประเสริฐคืออย่างไร เพราะสมัยนี้ก็มีภิกษุมากมายที่มีการขอเรี่ยไรเงินทอง เพื่อจะไปทำประโยชน์กับสังคม เป็นต้น
ท่านอาจารย์ ขอโดยไม่พูด ขอโดยอาการนิ่ง เพราะเหตุว่าความสงบด้วยจีวรที่สวมใส่ และบาตรสำหรับใส่อาหาร คนทั้งหลายเห็นก็ต้องรู้ว่า ผู้นี้เป็นสมณะคือผู้สงบ ไม่ได้ต้องการที่จะมีสมบัติมากมายอย่างคฤหัสถ์เลย เพียงแต่อาศัยสิ่งที่จำเป็นเช่นอาหาร จึงรู้ว่าผู้นี้ไม่เป็นภัยและเป็นผู้ที่สงบด้วย ไม่ได้ขอโดยรบกวนชาวบ้านเหมือนอย่างขอทาน บางคนอาจจะร้องเพลง บางคนอาจจะทำอะไรก็ได้ที่เป็นการขอ แต่ถ้าขอด้วยอาการสงบคือแล้วแต่ศรัทธาที่จะให้ ไม่ได้เอ่ยปากขอ ซึ่งตามพระวินัยบัญญัติมีอีกหลายอย่างว่า จะขออะไรกับใครได้เมื่อไร ถ้าเขาปวารณาบอกไว้ว่า ถ้าพระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งใดที่เป็นความจำเป็นตามพระธรรมวินัยก็ให้บอก ถ้าใครกล่าวไว้อย่างนั้นก็ขอได้เฉพาะคนนั้น ไม่ใช่ไปเที่ยวขอคนอื่น และถ้าเขากำหนดวันเวลาไว้ว่าวันนี้จะถวายได้ รุ่งขึ้นจะไปขอเขาอีกไม่ได้แล้ว เป็นความละเอียดอย่างยิ่งที่ให้เห็นว่าเป็นไปเพื่อความขัดเกลา ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่คฤหัสถ์ต้องรู้ มิฉะนั้นแล้วคฤหัสถ์ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นภิกษุ และใครไม่ใช่ภิกษุ
เพราะฉะนั้น การขอของพระภิกษุต่างกับการขอของคนอื่น อย่างเช่นคำว่าเรี่ยไร ถ้าแปลตรงคือขอเงิน ใช่หรือไม่ จะเรี่ยไรอะไรก็ตาม ซึ่งกิจอื่นทั้งหมดไม่ใช่กิจของพระภิกษุ นอกจากคันถธุระและวิปัสสนาธุระ แต่เพียงสองคำนี้ก็ไม่เข้าใจแล้วว่าคืออะไร
คันถะคือ การศึกษาให้เข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก คิดเองไม่ได้เลย เพื่อวิปัสสนาธุระ วิปัสสนาคือการเข้าใจธรรมที่ขัดเกลากิเลสตามลำดับขั้น ถ้าไม่มีปัญญาที่เข้าใจธรรมจะนำปัญญาอะไรไปขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้น วิปัสสนาแสดงอยู่แล้วว่าเป็นอีกคำหนึ่งของปัญญา ปัญญารู้ตรง กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล รู้ชัดเจนว่าเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ถ้าเป็นปัญญาต้องต่างกับขณะที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ธรรมเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
ถ้าศึกษาจริงๆ ต้องศึกษาทีละคำ แต่ละคำให้ชัดเจน ต้องรู้ว่า วิปัสสนาคืออะไร คันถะคืออะไร ธรรมคืออะไร ปฏิปัตติคืออะไร ปริยัติคืออะไร ปฏิเวธคืออะไร แต่ละคำเป็นภาษาบาลีก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าต้องอาศัยทุกคำในภาษาหนึ่งภาษาใด ให้เข้าใจธรรมในภาษาของตนของตน เพราะกล่าวภาษาบาลีว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ คันถะ วิปัสสนา เข้าใจหรือไม่ ถ้าคนนั้นไม่รู้ภาษาบาลีก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้ามีผู้ที่รู้แล้วกล่าวในภาษาของตนของตน เมื่อนั้นก็เข้าใจธรรมว่าตรงกันไม่ว่าจะในภาษาใดทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ถ้าได้ฟังธรรมรู้จักพระภิกษุ คฤหัสถ์จึงกราบไหว้แล้วถวายให้ด้วยความนอบน้อม แสดงความเคารพอย่างยิ่ง ไม่ใช่ให้อย่างขอทานหรืออย่างอื่น ดังนั้นข้อความที่ว่า ภิกษุคือผู้ที่ทำความดีในเพราะการขอ ความดีในฐานะภิกษุคือต้องศึกษาธรรม ต้องขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ชีวิตอย่างคฤหัสถ์แม้แต่จะร้องเพลงก็ไม่ได้ แอบร้องก็ไม่ได้ จะอย่างไรก็ตามแต่ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครได้ยินก็ร้องได้ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ขัดเกลาคือขัดเกลา มั่นคงคือมั่นคง ตรงคือตรง เมื่อชาวบ้านเขาสละสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แก่ภิกษุนั้น แล้วภิกษุนั้นควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าทำชั่ว ไม่ใช่ผิดพระธรรมวินัย เพราะเขาไม่ได้ถวายให้คนชั่ว เขาไม่ได้ให้กับโจร แต่เขาให้กับผู้ที่จะขัดเกลากิเลสในเพศของพระภิกษุ
เพราะฉะนั้น ภิกษุจะต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย โดยศึกษาธรรมและเข้าใจธรรมด้วย จนกว่าจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม นั่นคือทำความดีในเพราะการขอ เพราะว่าเขาคิดว่าผู้นี้จะเข้าใจธรรม ศึกษาธรรม ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่เข้าใจธรรม แล้วยังต้องการเงินด้วย คนนั้นก็ไม่ได้ทำความดีในเพราะการขอ จึงไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย
ผู้ฟัง เหมือนกับผมสอนนิสิต ปัญญาที่เกิดจากการฟังได้น้อย ๕% เพราะต้องมีการฝึกหัด การไปฝึกแล้วก็ไปเห็นกรณีที่เกิดจริง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ จะฝึกได้หรือไม่ ต้องรู้ก่อนใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ก็เด็กที่มาเรียนก็ไม่มีความรู้
ท่านอาจารย์ แต่เรียนรู้หรือไม่
ผู้ฟัง เรียนแล้วจะรู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น รู้ก่อนจึงฝึกได้ถูกต้อง ถ้าไม่รู้ ฝึกอย่างไรก็ไม่ถูก จึงต้องมีความรู้ตามลำดับ ขั้นปริยัติคือฟังพระพุทธพจน์ก่อน เพียงได้ยินขณะที่ฟังก็ไม่พอ ต้องรอบรู้ในพระพุทธพจน์ เวลาที่เราได้ยินคำหนึ่ง แล้ววันต่อไปเราได้ยินคำนั้นอีก มากขึ้นอีก บ่อยขึ้นอีก เรารอบรู้ในคำนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ ปริยัติคือฟังด้วยความเคารพ พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงต้องไตร่ตรองแต่ละคำเข้าใจขึ้นๆ ๆ ทุกคำจะนำไปสู่ปฏิปัตติ
เพราะเหตุว่าปฏิปัตติไม่ได้หมายความถึงปฏิบัติอย่างคนไทยคิด ปฏิปัตติเป็นภาษาบาลี หมายความว่าเมื่อมีปัญญาจากขั้นการฟังอย่างรอบรู้มั่นคงแล้วนั่นเอง เป็นปัจจัยให้ปัญญาและสติเกิดขึ้นอีกระดับหนึ่ง สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทีละหนึ่ง ขณะนี้หลายอย่างเลยใช่หรือไม่ ทั้งเห็นด้วย ได้ยินด้วย คิดด้วย ทั้งหมดไม่สามารถที่จะปรากฏให้ชัดเจนที่จะรอบรู้ รอบรู้คือเฉพาะหนึ่งที่ปรากฏ ไม่เป็นที่สงสัยเลย แยกจากสิ่งอื่นแต่ละหนึ่งๆ จึงจะกล่าวได้ว่ารอบรู้ในหนึ่งแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งต้องมาจากการฟังบ่อยๆ เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง แสดงว่าการฟังอย่างเดียวโดยไม่ต้องปฏิบัติก็สามารถ ...
ท่านอาจารย์ ปฏิปัตติ ในภาษาบาลีไม่ได้หมายความว่าทำ แต่หมายความว่าขณะนี้ฟังคำว่าธรรม รู้ว่าธรรมคืออะไร ตอนนี้รู้หรือยังว่าธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร
ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นปฏิบัติไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นปฏิบัติไม่ใช่เรา แต่ความเข้าใจสูงขึ้น มั่นคงขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจในความเป็นอนัตตา มิฉะนั้นแล้วไม่มีการที่จะปฏิบัติเพราะเป็นเรา ซึ่งไม่ใช่เป็นการเข้าใจธรรม
ผู้ฟัง ธรรมแปลว่าอะไร
ท่านอาจารย์ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง
ผู้ฟัง เวลาไปวัด จะมีหลักสูตรปฏิบัติธรรม ผมหมายถึง ...
ท่านอาจารย์ ผิด เพราะไม่ได้บอกว่าปฏิบัติคืออะไร ไม่ได้บอกว่าธรรมคืออะไร ไม่มีความรู้เลย แล้วไปทำก็คือทำด้วยความไม่รู้
ผู้ฟัง ทำไปด้วยความไม่รู้ ก็ไม่รู้ต่อไป
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นต้องอดทน ต้องไตร่ตรองและต้องเข้าใจทีละคำ สำหรับพระรัตนตรัยที่ ๑ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้สึกว่าทุกคนก็ยอมรับว่า ไม่มีบุคคลใดเปรียบได้ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ จากปัญญาธรรมดาของชาวโลกกับพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องห่างไกลกันมาก ถ้าไม่มีการฟังแล้วไม่มีการไตร่ตรองจริงๆ ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะว่าเป็นสิ่งที่ถูกปกปิดมานานมาก ที่สภาพธรรมกำลังเป็นอย่างซึ่งไม่มีใครรู้เลยแม้ในขณะนี้ แต่ผู้ที่บำเพ็ญบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงเหนือที่ใครจะคิดได้เลย เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ฟังด้วยความเคารพและเข้าใจจริงๆ ตั้งแต่ต้นว่าธรรมคืออะไร
ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ตอบได้หรือไม่ถ้าไม่ได้ฟังธรรม เดี๋ยวนี้อะไรเป็นธรรมที่มีจริงๆ นี่คือยังไม่ถึงปฏิบัติเลย และถ้าไม่มีความรู้ว่าอะไรปฏิบัติ ก็คือความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความรู้ขึ้นที่จะสามารถทำให้เป็นปัจจัยให้ถึงระดับขั้นของการที่จะรู้ยิ่งกว่านั้นอีก คือไม่ใช่เพียงขั้นฟัง แต่เป็นขั้นเริ่มเข้าใจถูกในความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้
ขณะนี้เริ่มที่คำแรกดีหรือไม่ ธรรม ได้ยินชินหู ทุกคนพูดกันทั้งนั้นเลย คุณธรรม อยุติธรรม ยุติธรรม อะไรต่างๆ แต่ธรรมคืออะไร ก่อนอื่นมีจริงหรือไม่ ถ้าไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้หรือไม่ เรารู้แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม หมายความว่าธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แน่ๆ ใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริงก็ต้องมีจริงทุกกาลสมัย สิ่งใดที่ได้ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงความจริงของสิ่งนั้นให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย ทุกกาลสมัยที่เขาสามารถที่จะได้ยินเข้าใจและไตร่ตรอง เพราะฉะนั้นธรรมต้องมีจริงใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ธรรมมีจริง
ท่านอาจารย์ ธรรมมีจริง มีจริงๆ ไม่เปลี่ยน
ผู้ฟัง ไม่เปลี่ยน
ท่านอาจารย์ มั่นคง
ผู้ฟัง มั่นใจ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ถ้าตอบว่ามี หมายความว่ารู้ว่าธรรมคืออะไร ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ก็รู้ในความคิดของผม
ท่านอาจารย์ เราเข้าใจกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่เหมือนกัน ถ้าเหมือนกันไม่ต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะเราเข้าใจแล้ว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม และเรากำลังเริ่มฟังพระธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริงแน่ๆ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมด้วย ต้องมีจริงๆ แน่นอน ธรรมเดี๋ยวนี้มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ธรรมมีจริงแล้วเดี๋ยวนี้ก็มีด้วย ถูกต้องหรือไม่ ขอตัวอย่างว่าธรรมที่มีจริงเดี๋ยวนี้คืออะไรที่มีจริงๆ
ผู้ฟัง ตัวเรา สิ่งแวดล้อมอย่างนี้ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ตัวเราก่อน บอกได้ไหมว่า อะไรเป็นเรา ที่เป็นตัวเรา
ผู้ฟัง ร่างกายเรา
ท่านอาจารย์ อะไรเป็นร่างกาย
ผู้ฟัง ถ้าเกิดเป็นภาษาธรรมก็ต้องบอกว่าดิน น้ำ ลม ไฟ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ดินคืออะไร
ผู้ฟัง ดินคือเนื้อ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ คือเดิมเราเข้าใจอย่างนั้นใช่หรือไม่ นี่คือเราคิดเอง
ผู้ฟัง ดินก็คือเนื้อ เลือดก็เป็นน้ำ ลมก็ลมหายใจ ไฟก็ความอุ่น ประมาณนี้
ท่านอาจารย์ ประมาณนี้ คือคิดเอง ถ้าเราจะคิดเองพอหรือไม่ หรือมีความรู้ที่ละเอียดกว่านั้น ชัดเจนกว่านั้น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของทุกอย่าง
ผู้ฟัง เรื่องนี้เราไม่รู้
ท่านอาจารย์ เราถึงต้องฟังธรรม คือคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง เพราะฉะนั้นการที่เราสนทนาธรรม คือได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไตร่ตรองจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ หรือไม่ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะทำให้เราเข้าใจถูกต้องไม่ใช่ความคิดของเรา ความคิดของเราอย่างไรก็ไม่พอ จึงต้องมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ลืมคำนี้ไม่ได้เลย ไม่รู้จะพึ่งอะไร พึ่งอะไรก็ไม่สำเร็จ มีอย่างเดียว
ผู้ฟัง หลายคนคงคล้ายๆ ผม คือรู้ระดับหนึ่ง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มเข้าใจถูกต้อง ที่พึ่งคือ ให้เราเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก่อนจะได้พึ่งพระองค์เราคิดเองมาก ผิดๆ ถูกๆ ตื้นมาก เล็กน้อยมาก ไม่ตรง ไม่จริง แต่เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งให้ความรู้เกิดขึ้นถูกต้อง จากเดิมซึ่งมืดสนิทไม่มีแสงสว่างเลยเพราะคิดเองทั้งหมด แต่เมื่อมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังคำของพระองค์น่าอัศจรรย์เพียงใด จากความไม่รู้ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น คือเริ่มตั้งแต่ก่อนฟังเราไม่รู้ หรือเราคิดเองงูๆ ปลาๆ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความจริง แต่เมื่อฟังธรรมเราเริ่มไตร่ตรองแล้วเป็นคนตรง ถูกจะเป็นผิดได้หรือ ถูกต้องเป็นถูก ผิดจะเป็นถูกได้หรือไม่ ไม่ได้ ผิดต้องเป็นผิด แต่ละหนึ่ง ผิดคือผิด ถูกคือถูก
เพราะฉะนั้นการฟังธรรม จะทำให้เราเริ่มรู้จักสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนและเคยเข้าใจผิดมาก่อน คนอื่นเขาจะว่าธรรมคืออะไรก็ตาม แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็รู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด แต่ละหนึ่งๆ อะไรมีจริงเป็นธรรมทั้งนั้น ความจริงนี้ไม่เปลี่ยน ความคิดเดิมๆ ของเราที่เคยคิดแบบหนึ่ง แต่เมื่อฟังธรรมจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ไตร่ตรองขึ้น ละเอียดขึ้น มั่นคงขึ้น จากการพิจารณาของเรา เพียงแต่ละคำที่ได้ฟัง คำเดียวแต่ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งชัดเจน ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งๆ ไม่ซ้ำกันและไม่เหมือนกันด้วย แต่ในความมากมายที่เป็นธรรมที่มีจริงจะต่างกันเป็นประเภทใหญ่ๆ ๒ อย่าง เห็นหรือไม่ว่าไม่รู้จะนับอย่างไรเพราะมากมายเหลือเกิน จึงจำแนกเป็นประเภทว่าธรรมประเภทหนึ่งมีจริง แต่ว่าไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ถูกต้องหรือไม่ สิ่งที่มีจริงแต่รู้อะไรไม่ได้ เป็นธรรมหรือไม่ เป็น แต่ไม่รู้อะไรใช่หรือไม่ จะให้เปลี่ยนเป็นสภาพรู้ได้หรือไม่ สิ่งที่ไม่รู้มีจริงๆ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เปลี่ยนไม่ได้
ท่านอาจารย์ เปลี่ยนไม่ได้ จึงใช้คำว่ารูปธรรม ภาษาบาลีต้องออกเสียงว่ารูปะธรรมะ ภาษาไทยก็ตัดสั้นๆ ว่ารูปธรรม สิ่งที่มีจริงๆ เกิดเป็นอย่างนั้นๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยก็ยังคงเป็นธรรมเพราะมีจริงๆ เป็นประเภทรูปธรรม ส่วนธรรมอีกอย่างหนึ่งมีจริง แต่ว่าเกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย ห้องนี้มีอะไร เห็นหมดเลยใช่หรือไม่ เสียงอะไรก็ได้ยินหมดเลย แต่ละเสียงๆ ไป เพราะฉะนั้น สภาพรู้จะกลับให้ไม่รู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ และสภาพไม่รู้จะกลับให้รู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ นี่คือความจริงของธรรม ซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้เลย เป็นปรมัตถธรรม เป็นรูปธรรมประเภทหนึ่ง และเป็นสภาพรู้ซึ่งใช้คำว่านามธรรมอีกประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรม พูดสั้นๆ ว่านามก็ได้ รูปก็ได้ แต่ต้องเป็นธรรมมีจริงๆ ถ้าพูดว่ารูปธรรมแสดงว่ารูปนั่นเองเป็นธรรม ถ้าพูดคำว่านามธรรม หรือนามะ คือสภาพรู้นั่นเองเป็นธรรม แต่ถ้าไม่ใช้คำว่าธรรม รูปะก็เป็นสภาพที่มีจริงแต่ไม่รู้อะไร
ผู้ฟัง นามรูปคืออะไร
ท่านอาจารย์ ธรรมมี ๒ อย่าง นามเป็นนาม รูปเป็นรูป รูปธรรมเป็นรูปธรรม นามธรรมเป็นนามธรรม ตรงกับเมื่อสักครู่นี้ที่ตอบว่าเปลี่ยนไม่ได้ จะให้นามธรรมไม่รู้อะไรก็ไม่ได้ จะให้รูปธรรมรู้ก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่ารูปเกิดขึ้นไม่รู้ต้องไม่รู้ เกิดมาไม่รู้แล้วจะให้ไปรู้ได้อย่างไร ที่ภาษาไทยใช้คำว่าเพียงคิดยังไม่เป็นรูปธรรม แต่ว่าถ้าความหมายจริงๆ รูปธรรมต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร ต้องชัดเจน
การศึกษาธรรมไม่ใช่ให้งูๆ ปลาๆ คร่าวๆ มัวๆ สลัวๆ ไม่มีประโยชน์ แต่ต้องรู้จนกระทั่งพิสูจน์ได้ว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเป็นความจริงที่สามารถรู้แจ้งประจักษ์ได้ ที่ใช้คำว่าวิปัสสนา แต่ไม่ใช่ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาผิดแน่นอน ใครจะไปทำได้ ต้องเป็นความเข้าใจที่ค่อยๆ มั่นคงขึ้นตามลำดับขั้น ถ้าไม่มีความรู้อะไรเลย ปัญญาระดับขั้นประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็มีไม่ได้ เช่น ขณะนี้ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริงบังคับบัญชาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นธรรม ธรรมเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ก็ผิด เพราะธรรมเป็นธรรม
ผู้ฟัง ในเมื่อธรรมแปลว่าทุกอย่าง
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีจริง
ผู้ฟัง ทั้งฝ่ายไม่ดี ฝ่ายดี
ท่านอาจารย์ เราไปนำสภาพธรรมมาเป็นเรา ธรรมเป็นอะไรไม่ได้นอกจากเป็นธรรม เริ่มละความไม่รู้ซึ่งไม่เคยเกิดมาเลยที่จะสามารถเป็นไปได้ นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค่อยๆ ทำให้เข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติได้ เมื่อได้เข้าใจ
ผู้ฟัง เรานำสภาพธรรมมาเป็นเรา
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง เราก็เลยเกิดมีปัญหาเกิดขึ้นตามมา
ท่านอาจารย์ ผิดหรือถูก ที่นำธรรมมาเป็นเรา
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นี่คือคนตรง ภาษาบาลีความเห็นคือทิฏฐิ ถ้าผิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าถูกก็เป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นเรารู้ได้ว่าขณะไหนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ขณะไหนเป็นสัมมาทิฏฐิ มีสำนักปฏิบัติ ไปสำนักปฏิบัติ และปฏิบัติโดยไม่เข้าใจอะไร ผิดหรือถูก
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ นั่นคือสัมมาทิฏฐิ ถ้าไปสำนักปฏิบัติ ไม่รู้อะไรเลย คิดว่าไป ๗ วัน นั่งบ้าง ยืนบ้าง แล้วจะรู้แจ้งนิพพาน ผิดหรือถูก
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ กล่าวเช่นนี้คือสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นต้องตรง ไม่เช่นนั้นไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไม่มีใครสามารถจะไปแก้ความเห็นผิดได้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เพราะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสามารถรู้ว่า อะไรผิด อะไรถูก และความเข้าใจถูกจะละความเข้าใจผิด สิ่งที่มีจริงทั้งหมดหลากหลายมากกว่าจะรู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงว่าไม่มีเราและไม่ใช่เรา มีแต่ธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ใครจะทำเห็นได้หรือไม่ ไม่มีทาง เพราะเห็นเกิดแล้ว ใครทำ ไม่มีใครทำ เกิดแล้ว
เราไม่เคยคิดถึงสิ่งที่มีทุกอย่างทั้งหมด แต่เราพยายามจะทำก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่เกิด โดยที่ใครก็ทำไม่ได้ แต่เกิดแล้ว มีแล้ว เป็นแล้ว เพราะฉะนั้น เห็นความต่างของความรู้สิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเหนือวิชาอื่นทั้งหมด เพราะวิชาอื่นทั้งหมดไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้
มีคนบอกว่าสมัยนี้ไม่ใช่สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูเสมือนว่าสมัยนี้เป็นสมัยใหม่ ใครก็ตามที่เข้าใจเรื่องราวในยุคนี้เป็นคนทันสมัย แต่ว่าตามความเป็นจริงเขาไม่ได้เข้าใจถูกต้องเลย แม้แต่คำว่าสมัยคืออะไร เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย แม้แต่คำว่าทันสมัย แต่ถ้าเข้าใจจะรู้ได้เลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของทุกสิ่ง ทุกสมัย ทุกขณะที่มีจริง ดังนั้นใครจะทันสมัยเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางเป็นไปได้เลย จะทันสมัยก็ต่อเมื่อเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลานี้ถ้าไม่เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยล่วงเลยไปทุกขณะโดยไม่เข้าใจ นั่นคือไม่ได้ทันสมัยเลย
แต่ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นอีกโลกหนึ่ง ต่างกับโลกของความไม่รู้และความคิดเอง ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี แต่เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทุกคำกำลังเป็นความจริงที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จึงสามารถที่จะรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ มิฉะนั้นเราก็นับถือคุณที่เราไม่รู้ แต่ถ้าเราเข้าใจเพิ่มขึ้นเท่าไร เท่ากับรู้พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากเท่านั้น เพราะฉะนั้นในชาตินี้ลองคิดดูว่า อะไรมีประโยชน์ที่สุด เงินซื้อไม่ได้แน่ แต่ต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความรู้ความเข้าใจของเราเอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260