ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๗
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิอิมเพรส จ.น่าน
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะว่าภิกษุที่บวชและไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ไม่ใช่สังฆรัตนะ แต่ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ที่อบรมปัญญาจนกระทั่งเป็นพระอริยบุคคล เป็นสังฆรัตนะ เพราะฉะนั้น มีภิกษุบุคคลแล้วก็มีสงฆ์ หมายความถึงหมู่ของภิกษุ ถ้าเป็นภิกษุบุคคลทำผิด สงฆ์ไม่ได้ทำผิด แต่เฉพาะภิกษุผู้นั้นกระทำผิดพระวินัย โทษเป็นของบุคคลนั้น
ภิกษุทุกรูปต้องศึกษาธรรมและเข้าใจพระวินัยเพราะว่าพระวินัยขัดเกลากิเลส ซึ่งต่างกับการขัดเกลากิเลสของเพศคฤหัสถ์ คฤหัสถ์ก็ขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์โดยปัญญาที่เข้าใจพระธรรมตามลำดับ เรื่องของปัญญาเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เรื่องของอัธยาศัยที่สะสมมาต่างกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะบวชต้องจริงใจและมีความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อยากบวชก็บวชเพราะเหตุอื่นทั้งนั้นเลย บางคนไม่มีงานทำออกจากงานก็บวช ย่ำยีพระพุทธศาสนา เห็นว่าใครก็บวชได้แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญารู้คุณของพระรัตนตรัย และสามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ โดยประพฤติตามสิกขาบททุกข้อ แม้เพียงสิกขาบทที่ชาวบ้านเข้าใจว่าเล็กๆ น้อยๆ ภิกษุที่มีศรัทธาในพระรัตนตรัยเห็นว่าเป็นโทษใหญ่
ดังนั้นมีการสำนึกว่าเราได้ล่วงสิกขาบท คือทำผิดพระวินัยซึ่งจะต้องสำนึกผิด ปลงอาบัติหมายความว่ากระทำคืน ให้รู้ว่าได้กระทำผิดไปแล้ว จะกลับเข้ามาสู่ความเป็นภิกษุร่วมกับภิกษุอื่นๆ ได้ โดยต้องปลงอาบัติตามพระวินัย ไม่ใช่ว่านึกอยากจะทำอะไรก็ได้ อย่างเช่น บางท่านไม่เข้าใจบอกว่าเงินทองรับมาได้แล้วก็ให้คนอื่น นี่คือไม่เข้าใจเลย แม้แต่รับขณะนั้นมีจิตยินดีหรือไม่ เป็นคฤหัสถ์หรือว่าเป็นพระภิกษุ
เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่จะดำรงพระพุทธศาสนาได้ ต่อเมื่อมีความเข้าใจพระธรรมและพระวินัย ซึ่งขณะนี้เริ่มรู้หรือยังว่าเข้าใจหรือไม่ เข้าใจมากน้อยเพียงใด จะดำรงพระศาสนากันทั่วบ้านทั่วเมืองแต่ไม่รู้จักพระศาสนา แล้วจะดำรงได้อย่างไร การที่จะดำรงพระศาสนาได้นั้นไม่ใช่ด้วยวัดวาอาราม ไม่ใช่อิฐหินปูนทราย ไม่ใช่ประเพณีต่างๆ แต่ว่าต้องเป็นความเข้าใจพระธรรมเท่านั้น จึงสามารถที่จะดำรงพระศาสนาไว้ได้เพราะว่าศาสนาคือคำสอน พุทธะคือผู้ที่ทรงตรัสรู้ จะดำรงคำสอนซึ่งพระองค์ได้ประทานให้พุทธบริษัท ต่อเมื่อพุทธบริษัทได้เข้าใจคำสอนนั้นจึงสามารถที่จะดำรงไว้ได้ ต้องรู้จักภิกษุ มิฉะนั้นก็ไม่รู้ว่าใครเป็นภิกษุ ใครไม่ใช่ภิกษุ
การสนทนาธรรมเป็นมงคลนำมาซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่าต่างคนต่างฟัง ต่างคนต่างคิด พระสูตรบ้าง พระวินัยบ้าง พระอภิธรรมบ้าง จึงสมควรที่จะนำทั้ง ๓ ปิฎกมากล่าว เพื่อให้กระจ่างและสอดคล้องกันทั้ง ๓ ปิฎก ไม่ขัดแย้งกันเลย ถ้าเห็นพระภิกษุรับเงินและทองเป็นอย่างไร ผิดหรือไม่ แต่ก่อนนี้ไม่รู้ เดี๋ยวนี้ผิดหรือไม่ ต้องตรง
บารมี ๑๐ มีสัจจบารมี ถ้าไม่มีความตรงจะไม่ได้สาระจากพระธรรม คิดเอง แล้วเป็นใคร ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิกขาบททั้งหมดพระองค์ทรงบัญญัติด้วยพระปัญญาคุณ จะเพิกถอนหรือคิดเองอย่างนั้นหรือ คนนั้นกล่าวหรือไม่ว่าตนเองเป็นภิกษุ บวชเพื่ออุทิศพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเป็นสาวกผู้ฟังพระธรรมและขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นต้องประพฤติตาม ถ้าไม่ประพฤติตามก็ลบหลู่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำสอนของพระองค์ทั้งหมดด้วย
ผู้ฟัง จากการศึกษาธรรมหลังจากเกษียณแล้วก็ยังคิดว่าไม่แน่อาจจะบวชได้ ขอสนทนาเรื่องนี้
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่น ต้องเข้าใจความต่างของบรรพชิตกับคฤหัสถ์ จะเรื่องย้อมผม จะเรื่องแต่งตัว จะเรื่องเสื้อผ้า จะเรื่องตัดผมหรืออะไรทั้งหมด ให้รู้ว่าคฤหัสถ์เป็นใครและต่างอัธยาศัยกัน มีใครบ้างที่ไม่ชอบสิ่งที่สวยๆ งามๆ ดอกไม้ก็ยังต้องชอบ เสียงก็ต้องชอบดนตรีต่างๆ กลิ่นก็ต้องชอบ รสก็ต้องชอบ สัมผัสก็ต้องอากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนเกินไป ไม่เย็นเกินไป เพราะฉะนั้นผู้ที่จะละความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ เป็นคุณธรรมของพระอนาคามีบุคคลไม่ใช่พระโสดาบัน เห็นหรือไม่ว่ากิเลสละยากมากเพราะลึกมาก ไม่ใช่ปลอม ไม่ใช่ว่าจะฟังธรรมแล้วต้องนุ่งขาวห่มขาวซึ่งไม่มีในครั้งพุทธกาล
ต้องมีเหตุผลว่านุ่งขาวห่มขาวเพื่ออะไร นุ่งขาวห่มขาวแล้วเข้าใจธรรมหรือ หรือว่าจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ก็ไม่ แต่เห็นความต่างอย่างมากด้วยความตรงและความจริงใจ ในสังสารวัฏฏ์ที่สะสมมารู้หรือไม่ว่า ธรรมที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย หาอีกไม่ได้ในสังสารวัฏฏ์ แต่สิ่งที่เป็นกุศลและอกุศล ความชอบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สะสมอยู่ตลอดเวลา ทำให้แต่ละบุคคลต่างอัธยาศัย บางคนไม่แต่งตัวเลย ไม่สนใจผม ไม่สนใจอะไรเลย แต่ต้องนอนให้หลับสบายๆ ใช่หรือไม่ ต้องมีหมอนเฉพาะที่จะทำให้นุ่ม นี่คือปุถุชนแต่ละหนึ่ง
ดังนั้นให้ทราบว่า ความลึกของกิเลสที่สะสมมาต่างอัธยาศัย เป็นเพศคฤหัสถ์แต่ฟังธรรมและเข้าใจธรรมในเพศของตนได้ วิสาขามิคารมารดาท่านมีอัธยาศัยที่จะมีเครื่องประดับที่สวยงาม แต่ท่านฟังธรรม เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งตามความเป็นจริงคือ ไม่ลวงไม่หลอกใครในสิ่งภายนอก แต่ต้องรู้จริงๆ ว่าปัญญาเป็นสิ่งภายในที่ใครก็รู้ไม่ได้ถ้าไม่มีการสนทนากัน
เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่เราจะต้องเข้าใจตามความเป็นจริงว่า เราจะขัดกิเลสแบบเราพยายามที่จะไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยการฝืนอัธยาศัย หรือว่าแม้ขณะนั้นก็เป็นธรรมไม่ใช่เรา แต่ว่าสะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น ใครก็บังคับให้ใครเป็นอะไรไม่ได้ ใช่หรือไม่ แต่ละหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อไรจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรม เช่นความชอบอาหาร บางคนชอบเผ็ด บางคนชอบเค็ม บางคนชอบหวาน ไปบอกให้เขาชอบอย่างเดียวกันได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่เขาสามารถเข้าใจธรรมได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ เพราะรู้ว่าขณะนั้นหวานก็เป็นธรรม เค็มก็เป็นธรรม ข้อสำคัญที่สุดกว่าจะเข้าใจว่าเป็นธรรม โดยละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนต้องถึงระดับไหน ต้องเป็นปัญญา ไม่ใช่ว่ามีใครสามารถจะไปเข้าห้องปฏิบัติ ๑๐ วัน ๓๐ วัน หรือปีหนึ่ง แล้วจะเป็นพระโสดาบันได้ แต่ต้องรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระปัญญา ดังนั้น ทุกคำของพระองค์นำไปสู่ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องลวงหรือหลอกทั้งสิ้น
ใครจะมีอัธยาศัยใดๆ ที่สะสมมาก็ตาม ถ้าเห็นประโยชน์ของการฟังธรรมผู้นั้นได้ประโยชน์ โดยที่ต้องเป็นผู้ที่ตรงและมั่นคงในสัจจะ ในความจริง ซึ่งตรงต่อความจริง โดยที่ก่อนอื่นต้องรู้ความต่างกันของเพศคฤหัสถ์และบรรพชิต ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ตรงทั้งหมดเลย จะตำหนิใคร ตำหนิพระภิกษุที่ละเมิดสิกขาบท หรือจะตำหนิคฤหัสถ์ซึ่งเขามีชีวิตอย่างคฤหัสถ์
ผู้ฟัง ขออนุญาตสนทนาเรื่องการเกิดดับ เกิดดับอย่างไรที่บอกว่าไม่เที่ยง ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ท่านอาจารย์ ฟังต่อไปแล้วจะรู้ ในขณะที่เริ่มฟังยังไม่สามารถที่จะรู้ได้ แม้แต่เพียงว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ต้องฟังตามลำดับขั้นปริยัติ จริงหรือไม่
ผู้ฟัง จริง
ท่านอาจารย์ ลองถามแต่ละคนตามลำดับก่อน ไม่ข้ามขั้นเพราะพระธรรมลึกซึ้งมาก ด้วยเหตุนี้เดี๋ยวนี้ทุกคนเข้าใจกันหรือไม่ว่า ทุกอย่างที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นธรรม หมายความว่าเป็นธรรม เป็นอื่นไม่ได้ เป็นเราไม่ได้ เป็นเขาไม่ได้ เป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นอะไรไม่ได้ เป็นธรรม เห็นหรือไม่ว่า ต้องลึกซึ้งในคำนี้ก่อนแล้วค่อยๆ เป็นไปตามลำดับ มิฉะนั้นเราจะผิวเผินแล้วไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ถูกต้อง
ผู้ฟัง กรณีดูลมหายใจ ท่านบอกว่าให้ดูลมหายใจ
ท่านอาจารย์ ท่านไหน
ผู้ฟัง ท่านทั้งหลายที่ ...
ท่านอาจารย์ ท่านทั้งหลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าพระองค์ตรัสไว้ว่าให้ดู
ผู้ฟัง ไม่ได้เป็น แต่ว่าสำนักต่างๆ บอกว่าให้ดูลมเข้า ดูลมออกก็รู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะเชื่อใคร
ผู้ฟัง เชื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้ดูลมหายใจ
ผู้ฟัง แต่ว่าท่านทั้งหลายตามสำนักต่างๆ ก็สอนอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ผิดหรือถูก
ผู้ฟัง ก็ผิด
ท่านอาจารย์ ผิดก็ต้องผิด แล้วเราจะทำสิ่งที่ผิดหรือ
ผู้ฟัง ไม่ทำ ผมเองไม่ทำ
ท่านอาจารย์ ด้วยเหตุนี้ธรรมละเอียดมาก มีผู้ที่ไม่รู้แล้วบวชมากมาย แต่เมื่อรู้แล้วจะทำเหมือนอย่างที่ไม่รู้หรือไม่ นี่คือความตรงและความจริงใจ เมื่อรู้แล้วให้คนอื่นได้รู้ได้เข้าใจถูกต้องว่า อะไรผิด อะไรถูก นั่นคือการตอบแทน การตอบแทนคุณไม่ใช่ให้เขาทำผิดกันต่อๆ ไป และอ้างว่าเพราะสถานที่นั้นมีคุณ สำนักนี้มีคุณและชักชวนให้คนอื่นทำสิ่งที่ผิด แต่คุณคือความดีคือความถูกต้อง ดังนั้นแทนคุณด้วยความดีและความถูกต้อง ไม่ใช่ว่าไปแทนเพราะว่าเขาให้เราทำผิด เราก็ทำผิด เช่น คนที่มีการว่าจ้างหรือมีคุณต่อกัน คนนั้นรู้ว่าผิดแต่ก็ทำเพราะคิดว่าต้องตอบแทนบุญคุณ นั่นผิด จะตอบแทนคุณ คุณต้องเป็นความดี ไม่เช่นนั้นไม่ใช่ตอบแทน กลับหวังร้ายให้โทษกับคนนั้น
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เป็นคนตรง ความตรง ความถูกต้อง ทำให้กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ถูกต้อง จะแทนคุณมารดาบิดาก็ทำความดี เป็นลูกที่ดี ไม่ทุจริต ดูแลท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความดี ไม่ใช่ไปบวชแล้วไม่รู้อะไร แทนคุณตรงไหน ตรงที่เสียเงินหรือ บวชเสียเงินหรือไม่
ผู้ฟัง เสียมากด้วย
ท่านอาจารย์ แล้วในครั้งพุทธกาล บวชคืออะไร เสียเงินหรือไม่ ไม่เสีย แต่มีศรัทธามั่นคงที่จะไม่เป็นคฤหัสถ์อีกต่อไป แล้วจะประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทที่ได้ทรงบัญญัติไว้ด้วยความเคารพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร ทรงอนุญาตให้บวชเพื่อที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระองค์ พระองค์บัญญัติสิกขาบทใดแล้วไม่ประพฤติตาม เคารพหรือไม่ ตอบแทนคุณต้องตรงและจริงใจ ทุกอย่างที่เป็นความถูกต้อง
ผู้ฟัง มีบางสถานที่เป็นวัดร้างอยากจะให้พระมาอยู่ แม้พระจะฉัน ๓ มื้อก็ยอม เพื่อจะให้มีผ้าเหลือง
ท่านอาจารย์ ทำลายพระธรรมวินัยหรือไม่
ผู้ฟัง ใช่ เป็นสิ่งที่ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ นั่นคือไม่รู้ เพราะไม่รู้ทำลายพระธรรมวินัย เพราะรู้เท่านั้นจึงสามารถที่จะดำรงพระธรรมวินัยไว้ได้ เพราะฉะนั้นวิกฤตอย่างยิ่งเพราะไม่รู้ จึงควรที่จะตื่นขึ้นรู้ว่าไม่รู้ แล้วทำสิ่งที่รู้ ละความไม่รู้ มิฉะนั้นก็วิกฤตจนกระทั่งต่อไปจะยิ่งวิกฤตกว่านี้ ไม่ใช่แต่วิกฤตพระพุทธศาสนา ประเทศชาติก็วิกฤตเพราะเหตุว่าสูญเสียเงินเท่าไร จากการที่ทำสิ่งที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย มีหมู่บ้านศีล ๕ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง มีหมู่บ้านศีล ๕
ท่านอาจารย์ แล้วเหตุใดถึงมีขโมยขโจรเต็มบ้านเต็มเมือง ทุจริตในทุกวงการ แล้วหมู่บ้านศีล ๕ เสียเงินเท่าไร ได้ประโยชน์อะไรบ้าง ในครั้งพุทธกาลมีหมู่บ้านศีล ๕ หรือไม่ นั่นคือผู้ไม่เข้าใจใช่หรือไม่ จึงคิดจะให้มีหมู่บ้านศีล ๕ ทั้งๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงให้มีหมู่บ้านศีล ๕
ศีล ๕ สำหรับโลกของทุกคนที่เข้าใจพระธรรม แล้วเป็นไปได้หรือที่จะมีบ้านที่มีศีล ๕ ถ้าเขาไม่ได้เข้าใจพระธรรมวินัย และเป็นหมู่บ้านด้วย คนกี่คนในบ้าน คนกี่คนในหมู่บ้าน
ผู้ฟัง มีตัวชี้วัดด้วย มีการประเมิน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่การทะนุบำรุงพระศาสนา แต่เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะเป็นเรื่องไม่จริง
ผู้ฟัง ประเมินเพื่อจะได้รางวัล
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาเพื่อได้รางวัล หรือเพื่อละความไม่รู้
ผู้ฟัง ที่ถูกคือเพื่อละความไม่รู้
ท่านอาจารย์ แต่ทำตรงกันข้ามกันเลย นั่นคือวิกฤตและทำลายพระพุทธศาสนาด้วย ต้องตรง เพราะว่าทุกคนก็เข้าใจใช่หรือไม่ว่า ผู้ที่รักษาศีล ๕ ได้ตลอดชีวิต ตลอดสังสารวัฏฏ์ คือพระโสดาบันบุคคล จากความเข้าใจ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ไปเป็นพระโสดาบัน แต่ความเข้าใจนั้นทำให้ละคลายกิเลสที่สามารถกระทำทุจริตต่างๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจก็เห็นแก่ตัว ทั้งๆ ที่ไม่มีตัวสักนิดหนึ่ง มีแต่ธรรมก็ไม่รู้ ธรรมเกิดแล้วดับ ดับแล้วไม่กลับมาอีกด้วย เป็นคนนี้ได้ชาตินี้ชาติเดียว แล้วชาตินี้จะสะสมอะไร ความดีหรือความชั่ว ความเข้าใจธรรมหรือความไม่รู้ต่อไป
ผู้ฟัง การปกครองสงฆ์ล้อตามระบบราชการ ตั้งแต่มีเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาคเหนือใต้ ทำให้มีการวิ่งเต้นเข้าสู่ตำแหน่งเหมือนพลเรือน การกำหนดให้มีสมณศักดิ์ตั้งแต่ชั้นพระครู ราช เทพ พรหม พระราชาคณะ สมเด็จพระราชาคณะ กำหนดชั้นของพัดยศโดยไม่คำนึงถึงพรรษาตามหลักพระพุทธองค์ จึงเห็นพระผู้ใหญ่ก้มกราบพระเด็กที่มีสมณศักดิ์สูงกว่า
ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องที่น่าคิด ไตร่ตรอง ตรงต่อความจริงและความเข้าใจถูก เพราะเหตุว่าถ้าเข้าใจผิดหรือไม่รู้ แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตตั้งแต่เกิดมา ทุกคนเคารพใครสูงสุด
ผู้ฟัง พระพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้า ดังนั้นคำของคนอื่น กับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควรเคารพคำใด
ผู้ฟัง คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องรู้ด้วยว่า พระองค์ตรัสไว้ว่าอย่างไร ในครั้งพุทธกาล พระภิกษุทุกรูปไม่เว้นเลยไม่ว่าใคร จะพรรษามากน้อยอย่างไรก็ตาม จะบวชนานเท่าไรก็ตาม ทั้งหมดต้องมีพระธรรมวินัยเป็นศาสดา จะเป็นอื่นไม่ได้เลยทั้งสิ้น
สำหรับศาสนจักร ศาสนาไม่มีตำแหน่ง ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ พระองค์ทรงประกาศให้ท่านพระสารีบุตรเป็นเอตทัคคะ ตามคุณธรรมของท่านที่สะสมมาที่จะเป็นอัครสาวกผู้เลิศทางปัญญา ไม่ใช่ชื่ออื่นหรือตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น แต่ตามคุณธรรมที่มี ให้เป็นที่รู้กันว่าคือท่านพระสารีบุตร เมื่อใครมีปัญหาอะไรก็จะได้เข้าใจได้ถูกต้อง เพราะเหตุว่าพระภิกษุก็มากหน้าหลายตา เมื่อมีปัญหาหรือมีความไม่เข้าใจ ท่านใดเป็นผู้เลิศในทางปัญญาก็ทรงประกาศตามความเป็นจริง แต่ไม่มีสมณศักดิ์เพราะเป็นเรื่องละ
ในทางฝ่ายศาสนจักรคือ ในทางฝ่ายพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละ ทุกรูปไม่ว่าจะเป็นใครต้องมีพระธรรมวินัยเป็นศาสดา นั่นคือศาสนจักร แต่สำหรับฝ่ายอาณาจักรเป็นเรื่องของประเทศชาติ แล้วแต่บุคคลนั้นจะเคารพยกย่องให้ฐานันดรใครต่างๆ ก็เป็นเรื่องของฝ่ายอาณาจักร ซึ่งทางฝ่ายพุทธจักรท่านรู้ว่า ไม่ได้มีความที่จะต้องไปสำคัญตนอย่างนั้นว่าท่านเป็นใคร ท่านก็เป็นเพียงพระภิกษุ ผู้เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์เหมือนภิกษุอื่นๆ และศึกษาพระธรรมที่จะรู้ว่าดีเพียงใด ควรเคารพเพียงใด นั่นคือเข้าใจพระธรรมเพียงใด และประพฤติตามพระธรรมวินัยเพียงใด นี่คือทางฝ่ายศาสนา ซึ่งแยกกัน ไม่เกี่ยวกัน
ถ้ากฏหมายจะอนุเคราะห์ที่จะเป็นพุทธบริษัทที่เข้าใจพระธรรมเหมือนในครั้งพุทธกาล พุทธบริษัทเช่นท่านอนาถบิณฑิกะ ท่านทำหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่เป็นพุทธบริษัท ดูแลพระภิกษุ พระภิกษุต้องการสิ่งใด พุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์ก็มอบสิ่งที่สมควรแก่การที่จะดำรงเพศภิกษุ เช่น จีวร ไม่มากกว่านั้น มีกำหนดไว้ด้วยตามพระวินัยว่าเท่าไร มากกว่านั้นก็ไม่ได้ ถ้ามีผู้ถวายก็ต้องมีพระวินัยที่บัญญัติไว้ว่า จะเก็บไว้ได้กี่วัน หลังจากนั้นต้องทำอะไร เพื่อละคลายความยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา เพราะว่าธรรมวินัยทั้งหมดเป็นเรื่องละ
ชาวบ้านจะยกย่องอย่างไรก็ตาม หน้าที่ของพระภิกษุท่านต้องรู้ว่า ท่านคือผู้ที่ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ไม่ได้หลงไปตามสิ่งที่คนอื่นเข้าใจ เพราะว่าความจริงต้องเป็นความจริง แต่ทางฝ่ายพุทธบริษัทจะอนุเคราะห์ต่อเมื่อได้เข้าใจพระธรรมวินัย เช่น เรื่องรับเงินทอง ไม่ได้มีการอนุญาตให้ภิกษุรับ
อ.คำปั่น พระวินัยบัญญัติ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง อันเนื่องมาจากมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นบัญญัติคือ พระอุปนันทศากยบุตรซึ่งเป็นผู้รับเงิน ฆราวาสตำหนิติเตียนเลยว่าเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย เชื้อสายพระสมณศากยบุตรมารับเงินเหมือนคฤหัสถ์ได้อย่างไร ก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนา อย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไปแล้ว
เพ่งโทษคือ ชี้ให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นโทษ ติเตียนคือ เป็นพระภิกษุแล้วมีความประพฤติอย่างนี้ได้อย่างไร โพนทะนาคือ กระจายความจริงให้รู้โดยทั่วกัน เป็นเหตุให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมสงฆ์ และทรงสอบถามพฤติกรรมของพระภิกษุรูปนี้ว่า กระทำอย่างนี้จริงหรือไม่ พระองค์ทรงตำหนิแล้วทรงบัญญัติเป็นสิกขาบทว่า ภิกษุใดรับเองก็ดี ให้ผู้อื่นรับก็ดีซึ่งเงินและทอง หรือยินดีในเงินและทองที่ผู้อื่นเก็บไว้ให้เพื่อตน เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ศึกษาพระวินัยแล้วคิดเองคือผิด แม้ในครั้งพุทธกาลก็ต้องมีพระภิกษุซึ่งเป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศในทางพระวินัยคือท่านพระอุบาลี ท่านพระสารีบุตรเลิศในทางปัญญา แต่ท่านไม่ได้เลิศในทางวินัย แสดงให้เห็นความละเอียดลึกซึ้งของพระวินัย เพียง ๒, ๓ ข้อไม่พอ ต้องอ่านถึงความละเอียดปลีกย่อยออกไปอีก จึงสามารถที่จะรู้ถึงความบริสุทธิ์ของผู้ที่เป็นเพศภิกษุได้
ด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่ว่าไม่จับและไม่รับ แต่ให้เขาส่งเงินนั้นเข้าบัญชีธนาคารเพื่อเป็นเจ้าของ ก็ไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่ารับกับมือไม่ได้ แต่ให้เขาส่งเข้าบัญชีธนาคารได้ นั่นคือผิด เพราะเหตุว่าไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง แม้ไม่รับแต่ต้องไม่ยินดีด้วยเพราะว่าเงินและทองสำหรับคฤหัสถ์ สละแล้วจึงบวช ต้องตรงต้องมั่นคง มิฉะนั้นก็ไม่ได้สาระจากพระธรรมและเป็นโทษกับตนเองด้วย เพราะว่าชาวบ้านมีศรัทธา พระภิกษุอยู่ได้ไม่ต้องมีเงินเลย แต่สามารถที่จะอยู่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ประกาศพระศาสนาโดยไม่เดือดร้อนเลย
เพราะฉะนั้น ศาสนจักรมีพระธรรมวินัยเป็นศาสดา ถ้าทางอาณาจักรจะเอื้อเฟื้อก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมวินัย ใครทำผิดจนถึงกับผิดกฏหมาย เป็นพระภิกษุหรือ ในเมื่อพระวินัยละเอียดกว่านั้นมาก แม้แต่เพียงยินดีในเงินและทองก็ผิดแล้ว ไม่ใช่ผู้ที่ประพฤติตามพระวินัย แล้วถึงกับถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้โดยประการใดๆ ทั้งสิ้น จะโดยยักยอก จะโดยเงินทอน หรือจะโดยอะไรก็ตามแต่หมายความว่าผิดกฏหมาย ดังนั้นกฏหมายก็เอื้อเฟื้อพระธรรมวินัย เมื่อผู้นั้นประพฤติผิดในฐานะของผู้ประพฤติผิด ก็ต้องเป็นเหมือนบุคคลผู้กระทำผิดทั้งหลาย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260