ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิอิมเพรส จ.น่าน

    วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.อรรณพ ส่วนใหญ่ประชาชนทั่วไป เราต้องการให้ชีวิตเราดี ต้องการให้เกิดมงคล ไปสะเดาะเคราะห์ ไปทำสิ่งที่คิดว่าเป็นมงคล การที่จะให้ชีวิตมีมงคลคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เวลาใช้คำว่าเคราะห์ คิดถึงเคราะห์ร้าย ไม่ดี ใช่หรือไม่ ต้องมีเหตุให้เกิดหรือไม่ ไม่ได้คำนึงถึงเหตุเลยว่า อะไรเป็นเหตุให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แล้วคิดว่าเพียงการไปกราบไปไหว้ขออะไรก็ตามแล้วจะหมดเคราะห์ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย คำสอนของพระองค์แสดงให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด สิ่งนั้นต้องอาศัยปัจจัยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้

    เราพูดเรื่องกรรมบ่อยๆ ใช่หรือไม่ การกระทำมีทั้งดีและชั่ว ถ้าต้องการผลที่ดี จะทำกรรมอะไร ก็ต้องทำกรรมดี แล้วไปไหว้ต้นไม้เป็นกรรมดีหรือไม่ ไปขอตะกรุดเป็นกรรมดีหรือไม่ เป็นแต่ความคิดหวังเชื่อลอยๆ แล้วลองคิดดูว่า ผ้ายันต์เป็นผ้าไม่ใช่หรือ แล้วจะเกิดเป็นผ้ายันต์ขึ้นมาได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงในเหตุและผล แม้แต่เกิดเป็นคนเหมือนกันยังต่างกันไป ยังมีเชื้อชาติประเทศถิ่นต่างๆ กันไป เกิดเป็นนก เป็นปลา เป็นงู เป็นช้าง ซึ่งต้องเกิดทั้งนั้นเลยแต่ต่างกันโดยต้องมีเหตุ ถ้าเป็นผู้ที่ตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น เหตุดีผลก็ดี เหตุไม่ดีผลก็ไม่ดี ใครจะทำอะไรเราได้นอกจากกรรมที่ได้ทำไว้ ถ้ามีคนที่ทำร้ายเรา เราคิดว่าเราบาดเจ็บเพราะเขา แต่ความจริงไม่ใช่เลย ถ้าเราไม่ได้กระทำกรรมที่จะทำให้ผลนั้นเกิดขึ้นกับเรา เขายิงผิดก็ได้ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะยิงเรา หรือถ้าเป็นกรรมที่ว่า เขาตั้งใจจะยิงคนนั้น แต่มาถูกเรา ก็เพราะว่าคนที่จะถูกยิงนั้นเขาไม่ได้ทำกรรมที่จะได้รับผล แต่เราได้รับผลนี้ซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุในอดีต

    ในพระไตรปิฎกจะมีข้อความว่า กรรมเป็นสภาพที่ปกปิด ขณะนี้เป็นกุศลกรรมที่เข้าใจเหตุและผล และความถูกต้องจะนำมาซึ่งผล แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าผลอะไรและเมื่อไร แต่ให้ทราบว่าผลของเหตุคือกรรมที่ดี ทำให้เกิดดีเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้มีปัญญาสะสมมาที่จะเห็นประโยชน์ ที่จะไตร่ตรองเข้าใจทำให้เจริญขึ้นในทางที่ถูกในทางที่ดี นี่คือมงคล เพราะฉะนั้นทั้งหมดต้องมาจากเหตุ แล้วเกิดมาแล้ว เกิดดี เป็นคนยังต่างกันไปอีกแต่ละวัน แม้แต่พี่น้องกี่คนก็ตามแต่ คนหนึ่งเดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่ที่อื่น เห็นอะไร ทำอะไร หลากหลายไปมาก สุขทุกข์ต่างกันตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว

    ดังนั้นให้ทราบว่า ผลของกรรมคืออะไรและเมื่อไรอย่างคร่าวๆ เพื่อเป็นเครื่องสะดุดใจให้รู้ว่านี่เองเป็นผลของกรรมก็คือ เกิดเป็นผลของกรรม เกิดแล้วต้องเห็น เห็นเป็นผลของกรรม เพราะว่าทุกคนอยากเห็นสิ่งที่ดีทั้งนั้นเลย เพชรนิลจินดา เงินทองต่างๆ แต่เลือกไม่ได้เพราะต้องแล้วแต่กรรม มีตาเห็น มีหูสำหรับให้จิตได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ๕ อย่างนี้เป็นผลของกรรม ไม่มีใครทำให้บาดเจ็บเลย หรือเป็นโรคร้ายต่างๆ วันนี้ไม่เป็น พรุ่งนี้เป็นก็ได้ แขนขาครบถ้วน พรุ่งนี้เหลือบางส่วนก็ได้ใช่หรือไม่ ก็แล้วแต่ ทั้งหมดไม่มีใครสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าเพราะกรรมเป็นสภาพที่ปกปิด

    กรรมที่ได้ทำแล้วในแสนโกฏิกัปป์ยังสามารถที่จะให้ผลคือ ทำให้เกิดแล้วยังเห็น ยังได้ยิน ยังได้กลิ่น ยังลิ้มรส ยังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เท่านั้น นอกจากนั้นเป็นการสะสมดีหรือชั่ว แม้เห็นสิ่งเดียวกัน เพชรนิลจินดาสวยงามมาก พระอรหันต์ท่านไม่มีความติดข้อง แต่คนอื่นอยากได้พอใจจนถึงกับกระทำทุจริตก็ได้ ตามการสะสม

    เพราะฉะนั้น ต้องแยกชีวิตตั้งแต่เกิด ส่วนหนึ่งเป็นผลของกรรมคือ เกิดแล้วต่างๆ กันไปเช่น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบกาย สุขทุกข์ต่างๆ ตามเหตุที่ได้กระทำไว้ แต่หลังจากนั้นแล้วเป็นการสะสมกุศลและอกุศล ซึ่งเมื่อเห็นแล้วเกิดได้ทันที รู้หรือไม่ว่าเมื่อเห็นแล้วอกุศลก็เกิดแล้ว ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงจะไม่รู้เลย คิดว่าไม่เห็นทำอะไรก็นั่งเฉยๆ แต่ทรงแสดงความละเอียดยิ่งของธรรม ทุกขณะที่ปกปิดไม่เปิดเผยจึงไม่สามารถที่จะรู้ได้ จนกว่าจะค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ น้อมไป มั่นคงว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม และธรรมนั้นก็ไม่ใช่เรา

    อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความเป็นผู้ตรงว่า จะมีส่วนสำคัญอย่างไรกับการที่จะช่วยกันดำรงรักษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ ก็ตรงต่อความจริงของทุกคำที่ได้ฟัง เช่น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เท่านี้ก็ต้องตรงแล้ว จะไปหาที่ไหน เดี๋ยวนี้กำลังมีธรรม ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย แต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยแต่เพื่อเข้าใจ เพราะรู้ว่าไม่เคยเข้าใจ แม้เข้าใจก็ไม่ใช่เรา ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา คงเคยได้ยินคำสองคำ อวิชชา วิชชาแปลว่ารู้ หมายความถึงเข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริง ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจตามความเป็นจริงก็อวิชชา แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราพูดว่าอวิชชา แต่เราไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร

    อวิชชาคือ ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ และวิชชาคือ รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ แล้วมีใครเป็นที่พึ่งที่จะทำให้เข้าใจความจริงในขณะนี้ได้ พึ่งตัวเองไม่ได้แน่ใช่หรือไม่ เพราะพึ่งอย่างไรก็ไม่รู้ คิดอย่างไรก็ไม่รู้ว่าเห็นขณะนี้ไม่ใช่เรา ซึ่งเกิดแล้วด้วย กำลังเกิดด้วย ดับไปแล้วด้วย เกิดอีกด้วย แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ผ่านไปด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ทั้งชีวิตถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางที่จะเข้าใจความจริง

    ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแล้วเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์ ไม่จบ มีใครจะไม่ให้มีพรุ่งนี้ได้หรือไม่ มีใครจะไม่ให้มีขณะต่อไปได้หรือไม่ และมีใครรู้ว่าขณะต่อไปจะเป็นอะไร ก่อนรับประทานอาหารไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรบ้าง ใช่หรือไม่ ไม่รู้ก่อนแน่ๆ แต่เมื่อเห็นก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า เราไม่ได้ตั้งใจ เราไม่ได้เตรียม แต่สิ่งนี้ก็เกิดมีแล้วเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น แต่ละคำเหมือนเป็นคำเบาๆ สบายๆ แต่เป็นคำจริงซึ่งกว่าจะมั่นคงว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม ไม่มีเราแล้วมีอะไร ก็มีสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ซึ่งเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง จนกว่าจะเข้าใจว่าธรรมไม่ใช่เรา จึงจะเป็นความถูกต้อง

    เพราะฉะนั้น กว่าจะถึงวันนั้นที่สามารถจะรู้ว่าไม่ใช่เราจริงๆ และคำที่ได้ฟังทุกคำกำลังประจักษ์แจ้งสภาพธรรมเกิดดับ นั่นคือความหมายของตรัสรู้ ถ้ารู้เรื่องอื่น รู้ธรรมดา รู้นิดๆ หน่อยๆ รู้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา เป็นเห็นดับแล้ว เป็นได้ยินดับแล้ว ยังไม่ถึงการประจักษ์แจ้งก็ยังไม่ใช่ตรัสรู้ ตรัสรู้ต้องประจักษ์แจ้งความจริงตรงตามที่ได้ฟัง และจะรู้ได้สิ่งที่ได้ฟังเป็นความจริงที่สามารถรู้จริงๆ ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเรา เป็นตัวตน ซึ่งไม่รู้แล้วไปพยายามทำเท่าไรก็ไม่รู้ แต่ว่าเห็นความน่าอัศจรรย์ของพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่ไม่รู้มาก่อนเลยเมื่อได้ฟังก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    ถ้าฟังมากขึ้นกว่านี้ก็สามารถที่จะเข้าใจยิ่งขึ้น จนกระทั่งประจักษ์แจ้งความจริงได้ เหมือนเช่นพระสาวกทั้งหลายได้ประจักษ์แจ้งความจริงแล้ว ก่อนจะเป็นอย่างนั้นก็เหมือนอย่างนี้คือ มีโอกาสได้ฟังแล้วได้เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะมั่นคงขึ้น แต่ทุกขณะที่เข้าใจเป็นประโยชน์

    ผู้ฟัง เราจะใช้ชีวิตอย่างไรกับการทำงาน หรือว่าใช้ชีวิตในครอบครัว ที่จะไม่ให้เรามีความทุกข์

    ท่านอาจารย์ พระอรหันต์มีทุกข์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทุกข์ใจ แต่มีทุกข์กาย เพราะตราบใดที่มีกายก็ยังมีเหตุที่จะให้เกิดทุกข์ คือกรรมเก่าหรืออดีตกรรมที่ได้กระทำไว้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ประชวรก่อนที่จะดับขันธปรินิพพาน เพราะเหตุว่ามีกรรมที่ได้กระทำไว้ เราอยากไม่มีทุกข์อะไร

    ผู้ฟัง อยากให้เรามีความอดทนขึ้นให้มากกว่านี้ เราควรจะทำอย่างไรดี

    ท่านอาจารย์ เราหรือว่าธรรม

    ผู้ฟัง ที่คิดอยู่ก็เป็นตัวเรา

    ท่านอาจารย์ แล้วความจริง

    ผู้ฟัง ความจริงเป็นอนัตตาใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องมั่นคงในการที่จะรู้จริงๆ ว่าไม่มีเรา จึงจะค่อยๆ หมดทุกข์ไปได้ เพราะเหตุว่าไม่รู้แล้วยึดถือว่าเป็นเรา แต่ความจริงคือสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับตลอดเวลา ถ้ารู้จริงๆ ในปัจจัยที่ทำให้เกิดแต่ละอย่างต้องอาศัยหลายอย่าง สิ่งหนึ่งสิ่งใดจึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้ามีตา แต่ไม่มีอะไรมากระทบตา จะเห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เห็นใช่หรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ แต่ไม่มีปัจจัยที่ตาจะเกิดขึ้น สิ่งนั้นจะปรากฏว่ามีได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ และถึงแม้ว่ามีตา และมีสิ่งที่กระทบกัน แต่ทั้งสองอย่างไม่รู้อะไรเลย ถ้าไม่มีธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเห็นเดี๋ยวนี้ จะมีอะไรปรากฏอย่างที่กำลังปรากฏทางตาหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เป็นทุกข์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ทุกข์

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วทุกข์เพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงคือไม่มีเรา ใครทำให้ทุกอย่างที่มีเกิดขึ้นไม่ได้ แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้าคิดอย่างนี้จะเดือดร้อนหรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เกิดก็ดับแล้วด้วย เพราะฉะนั้นกว่าจะหมดทุกข์จริงๆ ต้องอาศัยปัญญา ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นจะทำให้รู้ว่าไม่มีเรา และไม่มีอะไรที่จะไปทำอะไร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้เลยทั้งสิ้น เพราะว่าสิ่งนั้นต้องเกิดตามปัจจัยที่อุปการะ เกื้อกูล อุดหนุน ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น อาหารกลางวันอร่อยหรือไม่

    ผู้ฟัง อร่อย

    ท่านอาจารย์ อร่อยมากหรือน้อย มีตั้งหลายอย่าง อร่อยไม่เท่ากันตามปัจจัยที่จะต้องเป็นแต่ละหนึ่ง เปลี่ยนไม่ได้ ต้องเป็นรสที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นเป็นเปรี้ยว เค็ม จืด หรืออะไรก็แล้วแต่ และขณะที่กำลังรู้ก็ตามอัธยาศัยอีกว่าใครชอบรสไหน บังคับให้เหมือนกันก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากการสะสม แต่ละขณะในแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว ที่จะเป็นคนนี้ ยืนอยู่ตรงนี้ คิดอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ทุกอย่างถ้าเข้าใจในความเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครไปบังคับบัญชาหรือทำให้เกิดได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง เพื่อให้รู้ความจริงว่าไม่มีเรา และสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวแสนสั้น ดับก็ไม่รู้ เกิดก็ไม่รู้ จึงยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืน แต่ถ้ารู้ความจริงแล้ว ทุกข์เกิดแล้วทุกข์ก็ดับ สุขเกิดสุขก็ดับ เห็นเกิดเห็นก็ดับ ทุกอย่างชั่วคราว

    ผู้ฟัง ก็เหมือนกับว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำนี้มานานแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ใช่หรือไม่ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ทั้งหมด อะไรก็ตามที่ปรากฏ สิ่งนั้นต้องเกิด เกิดแล้วต้องดับ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่อบรมแล้วสามารถที่จะรู้ความจริง ประจักษ์แจ้งได้เป็นการตรัสรู้ ไม่ใช่เพียงฟังเข้าใจ มั่นใจ มั่นคง ในปัญญา เพราะในบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดปัญญาประเสริฐสุด การที่สามารถเข้าใจความจริงถึงที่สุด ประเสริฐกว่าอยู่ไปโดยไม่รู้อะไรและเป็นทุกข์

    คนไม่รู้จะหมดทุกข์ได้หรือไม่ แต่คนที่รู้ค่อยๆ ละทุกข์ตามลำดับ จนถึงเป็นพระอรหันต์ไม่มีทุกข์ใจเลย แต่ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพานก็มีปัจจัยที่จะทำให้ทุกข์กายเกิดขึ้นได้ จะหาทางอื่นให้หมดทุกข์หรือไม่ หรือรู้ว่าหนทางเดียวคือ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง หาทางหมดทุกข์ของดิฉันก็คือ เราไม่ยึดมั่นถือมั่น

    ท่านอาจารย์ ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง พยายามทำอยู่

    ท่านอาจารย์ ใครทำ

    ผู้ฟัง ตัวเอง

    ท่านอาจารย์ แล้วมีใครเป็นที่พึ่งหรือไม่

    ผู้ฟัง ที่พึ่งคือธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราไม่ใช่หรือ แต่ต้องเป็นความเข้าใจธรรม ถ้าไม่เข้าใจธรรมทำอย่างไรๆ ก็ไม่สำเร็จเพราะเป็นตัวตน เป็นเรา ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงก็ต้องเป็นทุกข์ พบยาที่จะรักษาโรคหรือยัง เป็นโรคกันทุกคนหรือไม่ เป็นทุกข์เพราะโรคและพยายามหาทางรักษาโรค แต่ถ้าไม่พบยาก็รักษาโรคไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบดุจแพทย์ พระธรรมเปรียบดุจยา เฉพาะผู้กินยาจึงจะรักษาได้ แต่ผู้ไม่กินยา ต่อให้ยาอยู่ตรงหน้าก็ไม่สามารถที่จะรักษาโรคได้

    ผู้ฟัง แต่ก็พยายามใช้ธรรมคืออริยสัจจ์ ๔

    ท่านอาจารย์ อริยสัจจ์ ๔ ใครใช้ได้

    ผู้ฟัง อริยสัจจ์ ๔ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ แล้วจะใช้คำไหน

    ผู้ฟัง ทุกข์นี่คือสิ่งที่ทนได้ยาก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่

    ผู้ฟัง ขณะนี้ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แปลว่ายังไม่รู้จักทุกข์ สิ่งที่ไม่มีแล้วก็เกิดมี ชั่วคราวแสนสั้นแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย เป็นทุกข์หรือไม่ ดีอย่างไร เพียงแค่เกิดมาปรากฏแล้วหมดไป แล้วหาอีกไม่ได้เลย แล้วดีอย่างไร ถ้าไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจ น่าเพลิดเพลิน คือความหมายของทุกข์ เพราะไม่มีใครชอบทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้น ทุกขอริยสัจจะไม่ใช่ทุกข์อย่างที่เรารู้ แต่ต้องเป็นทุกข์ของสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย จริงหรือไม่ ไม่ใช่ให้เราเชื่อแต่ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรอง ถ้าไม่เป็นความเข้าใจของเราเองก็ไม่มีทางที่จะดับทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น ใช้อะไรได้หรือไม่ ใช้ปัญญาได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ ปัญญาอยู่ไหน

    ผู้ฟัง ปัญญาคือจะคิดอย่างไรให้เราไม่มีทุกข์

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้บอกว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ที่พึ่งหายไปเลย เหมือนไม่ต้องมี มีแต่เราเองทั้งหมด

    ผู้ฟัง บางครั้งก็สับสน

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ต้องสับสนแน่นอน จนกว่าจะเข้าใจทุกคำและทีละคำ แล้วรอบรู้ในคำนั้นไม่เปลี่ยน อย่างเช่น ขณะนี้สิ่งที่มีจริงนี่เองไม่ใช่เรา เกิดแล้วแต่ละหนึ่งตามเหตุตามปัจจัย ได้ยินไม่ใช่เห็น อาศัยเหตุปัจจัยที่ต่างกัน ไม่มีใครไปทำได้เลย เพราะฉะนั้นใช้อะไรไม่ได้ ใช้ปัญญาได้อย่างไร ไม่มีปัญญา ถึงมีปัญญาก็ใช้ปัญญาไม่ได้ เพราะปัญญาเกิดแล้วดับ ไหนใคร ไหนใช้ แต่ความเข้าใจถูกต้องเกิด ไม่ใช่เราแล้วก็ดับด้วย แล้วก็เกิดอีก

    เมื่อเช้านี้พอเข้าใจสิ่งที่เราได้สนทนากันแล้วใช่หรือไม่ ไม่ใช่ความเข้าใจเดี๋ยวนี้ แต่ความเข้าใจเดี๋ยวนี้สืบต่อมาจากความเข้าใจเมื่อเช้านี้ เพราะฉะนั้น การที่เริ่มเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ แต่ไม่ใช่ความเข้าใจที่เป็นความเข้าใจเดียวกับที่เข้าใจ แต่ว่าสะสมสืบต่อ เหมือนความโกรธ ความโกรธเมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่ความโกรธวันนี้ แต่ตราบใดยังมีการที่ขุ่นเคืองใจสะสมอยู่เพราะไม่รู้ จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจโกรธอีกได้

    ผู้ฟัง เหมือนที่ถูกต่อว่าแล้วเราต้องนิ่ง เราต้องอดทนต่อคำ

    ท่านอาจารย์ ไม่ เพราะเขาไม่รู้ แล้วไปโกรธอะไรกับความไม่รู้ ความไม่รู้น่าสงสาร หรือว่าน่าโกรธ สงสารที่นี่หมายความว่าเห็นใจ และเข้าใจด้วยว่าต้องเป็นอย่างนี้ ความไม่รู้จะเป็นความรู้ไม่ได้ ความโกรธจะเป็นความไม่โกรธไม่ได้ และปัญญานำไปในกิจทั้งปวง โกรธดีหรือไม่โกรธดี

    ผู้ฟัง ไม่โกรธ

    ท่านอาจารย์ โกรธดี หรือไม่โกรธ อย่างไรดี ไม่โกรธดีแล้วจะไปโกรธเพื่ออะไร ใช่หรือไม่ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญานำไปจริงๆ ในกิจทั้งปวงที่ดี ที่ถูกต้อง ที่เป็นกุศล ถือเอาแต่สิ่งที่ควรและเป็นประโยชน์ ละทิ้งสิ่งที่ไม่ควรและไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้เลยว่า อะไรดี อะไรชั่วเพียงใดจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ทรงแสดงไว้โดยประการทั้งปวงทั้งหมด นี่คือที่พึ่ง ไม่ใช่เราคิดเอง เราทำเอง เมื่อสักครู่นี้ใช้คำว่าปฏิบัติธรรมใช่หรือไม่ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเพื่อเข้าใจ ไม่เหมือนกับว่าถามแล้วให้ไปปฏิบัติแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย นั่นคือไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ก่อนอื่น เราพูดคำที่เราไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตายถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เช่น คำว่าปฏิบัติธรรม ธรรมคืออะไร ปฏิบัติคืออะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น คนที่มีความเคารพ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแล้วไม่เข้าใจธรรม ก็คือยังไม่มีพระองค์เป็นที่พึ่ง แต่ที่พึ่งคือสามารถทำให้จากไม่รู้เลยเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นความรู้ที่เพิ่มขึ้น

    ดังนั้นจะรู้ว่าปฏิบัติคืออะไร จะรู้ว่าธรรมคืออะไร แต่ไม่ใช่ให้ไปปฏิบัติธรรมแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย ที่สอนให้ไม่เข้าใจทั้งหมด ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสอนให้ทำแต่ไม่ได้ให้เข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง ถ้าพยายามศึกษาต้องรู้จุดประสงค์ว่าเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อให้เราหมดทุกข์แล้วไม่โกรธอีก หรือทำอย่างไรจะดีอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือเพื่อตัวเรา ไม่ได้เพื่อเข้าใจถูกต้องตามคำที่พระองค์ทรงแสดง

    พระองค์ทรงแสดงธรรมคือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ก็มีสิ่งที่มีจริง ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงแล้วปัญญาก็ทำกิจของปัญญา รู้ว่าอะไรถูก รู้ว่าอะไรผิด ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ ไม่ทำสิ่งที่ผิด ที่ทำผิดกันเพราะขาดปัญญา ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความโลภ ความมานะ ความริษยา ทั้งหมดที่ไม่ดีเพราะขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้น โลกวิกฤตเพราะขาดปัญญา ฟังธรรมเพื่ออะไร

    ผู้ฟัง ขัดเกลา

    ท่านอาจารย์ เพื่อเข้าใจถูกต้องและความเข้าใจนั้นขัดเกลา ไม่ใช่เรา รู้เลยว่าไม่มีเรา แต่มีความเข้าใจ สองอย่าง ถูกอย่างหนึ่ง ผิดอย่างหนึ่ง ถ้าเข้าใจถูกใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิ ถ้าเข้าใจผิดคือมิจฉาทิฏฐิ หนทางผิดคือมิจฉามรรค หนทางถูกคือสัมมามรรค ทรงแสดงไว้ทั้งสองอย่าง แต่ไม่รู้เลยสักอย่างเดียว ไปทำ เพราะไม่รู้ก็ต้องเป็นมิจฉามรรค สนใจจะปฏิบัติหรือไม่

    ผู้ฟัง สนใจ

    ท่านอาจารย์ มิจฉามรรค จะเป็นสัมมามรรคไม่ได้ถ้ายังไม่เข้าใจ ก่อนอื่นต้องเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วอยู่ตรงนี้ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพิ่มขึ้นตามลำดับ นั่นคือหนทางที่จะนำไปสู่การประจักษ์แจ้งทุกคำที่ได้ฟังว่าเป็นความจริง เพราะฉะนั้นปัญญามีหลายระดับ ขั้นเบื้องต้นคือฟัง ต้องเข้าใจก่อน ถ้าไม่มีความเข้าใจจะเกิดปัญญาอีกระดับหนึ่งไม่ได้ จนถึงแทงตลอดประจักษ์แจ้งก็ไม่ได้ จึงต้องอาศัยการฟัง เพื่อละความเป็นตัวตนที่หวัง ที่ไปทำเพราะต้องการ

    ผู้ฟัง จะฟังจากวิทยุและลองปฏิบัติกับตัวเอง

    ท่านอาจารย์ ปฏิบัติด้วยตัวเองทำอย่างไร

    ผู้ฟัง พยายามปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ลองไตร่ตรองคำที่พูดแล้วว่าผิดหรือถูก พยายามปล่อยวาง ผิดหรือถูก ฟังเผินๆ เหมือนดีใช่หรือไม่ คนนี้หวังดี คิดดี พยายามปล่อยวาง หารู้ไม่ว่าปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้เพราะไม่รู้ ความไม่รู้จะไม่ทำให้ปล่อยวางเลย ความรู้เท่านั้นที่จะค่อยๆ ละคือปล่อยวาง

    เห็นเดี๋ยวนี้เป็นเราเห็น ใช่หรือไม่ ปล่อยวาง ไม่ใช่เรา ปล่อยวางอย่างไร กำลังเห็นไม่ใช่เรา ถ้ายังเป็นเราก็ไม่ได้ปล่อยวางความเป็นเราที่เห็นเลย กำลังโกรธ ปล่อยวางได้หรือไม่ ไม่ต้องปล่อยวางโกรธก็ดับแล้ว แต่ไม่รู้ ไปพยายามปล่อยวางอะไร เพราะฉะนั้น หนทางเดียวจากการเริ่มเข้าใจถูกว่า ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีทุกขณะไม่ว่าที่ไหนได้เลย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    26 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ