ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณสมบูรณ์ ผดุงไทยธรรม หนองมน จ.ชลบุรี

    วันที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ถ้าจะกล่าวถึงธรรมบ้างว่า เดี๋ยวนี้ อะไรที่เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เห็นจริง

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้กำลังเห็นใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เห็นจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นเดี๋ยวนี้เป็นธรรม

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นคุณประสงค์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ผม

    ท่านอาจารย์ เป็นเห็นของคุณประสงค์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ เป็นเห็นของธาตุรู้

    ท่านอาจารย์ เป็นเห็นของธาตุรู้ หรือว่า เห็นเป็นธาตุรู้ ไม่เป็นของใคร

    ผู้ฟัง เห็นเป็นธาตุรู้ ไม่เป็นของใคร

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าต้องละเอียด แม้แต่การที่จะเข้าใจว่าเห็น แต่ก่อนนี้เคยเป็นเราเห็น หรือว่าเห็นเป็นของเราก็คือ เห็นไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเราด้วย คุณประสงค์ทำให้เห็นเกิดขึ้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ทำให้เห็นเกิดขึ้นไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ทำให้แข็งเกิดขึ้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ทำให้หวานเกิดขึ้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ทำให้โกรธเกิดขึ้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง เกิดขึ้นไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วเวลาโกรธ เป็นคุณประสงค์หรือไม่

    ผู้ฟัง เวลาโกรธไม่ใช่คุณประสงค์ เป็นธาตุรู้ที่โกรธ

    ท่านอาจารย์ เป็นธาตุรู้ เป็นธรรม

    ผู้ฟัง เป็นธรรมที่โกรธ

    ท่านอาจารย์ สภาพธรรมที่มีจริง ไม่ว่าจะที่ไหนในสากลจักรวาลทั้งหมดที่ใดๆ ก็ตาม ต้องเป็นหนึ่ง คือเกิดเป็นสภาพธรรมที่เป็นลักษณะอย่างนั้น ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ประเภทหนึ่ง และอีกประเภทหนึ่งคือเกิดแล้วต้องรู้ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสอะไรเลย แต่เกิดแล้วรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้ที่เห็นเป็นธรรมประเภทไหน

    ผู้ฟัง เป็นธาตุรู้ที่เห็น

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ที่เห็นเริ่มรู้แล้วในขณะที่เห็น นี่คือการศึกษาธรรม นี่คือการเข้าใจธรรม คือรู้ว่าอะไรเป็นธรรมเมื่อไร ก็เดี๋ยวนี้ที่เห็นนั่นเองเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ขณะนี้คุณประสงค์เห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ ใครเห็น

    ผู้ฟัง ธาตุรู้เห็น

    ท่านอาจารย์ กำลังเห็นด้วยเดี๋ยวนี้ที่เห็นตรงเห็นเลย ได้ยินหรือไม่

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นเห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ธาตุรู้ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ธาตุรู้ที่ว่าได้ยิน รู้อะไร

    ผู้ฟัง ธาตุรู้เสียง

    ท่านอาจารย์ เป็นธาตุรู้เสียง ต่อไปนี้มีคุณประสงค์หรือไม่

    ผู้ฟัง ต่อไปนี้ไม่มีคุณประสงค์ มีธาตุรู้ มีจิต

    ท่านอาจารย์ แล้วตั้งแต่เกิดมามีคุณประสงค์หรือไม่

    ผู้ฟัง ตอนนั้นมี เพิ่งมาไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มีคุณประสงค์ทุกกาล แต่เข้าใจผิด

    ผู้ฟัง เข้าใจผิดมานานแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า เป็นธรรมแต่ไม่รู้ สัตว์โลกก็เข้าใจผิดจนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเข้าใจผิดมีจริงๆ หรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นการเห็นผิด

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไรอีก

    ผู้ฟัง เป็นอวิชชา

    ท่านอาจารย์ การเห็นผิดกับอวิชชาไม่ใช่อย่างเดียวกัน นี่คือความละเอียด อวิชชาไม่รู้อย่างเดียว ไม่คิดอะไร ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ไม่รู้อย่างเดียว ไม่รู้จริงๆ นั่นคืออวิชชา ความไม่รู้เป็นความไม่รู้คือหนึ่ง ความเห็นผิดคือความเห็นผิดอีกหนึ่ง ปนกันไม่ได้ ตอนนี้จะต้องแยกละเอียดยิบ จนกระทั่งไม่มีเราแล้วเป็นธรรมซึ่งเราไม่เคยรู้มาเลยว่า แต่ละหนึ่งเป็นธรรมทั้งหมดเลยและแยกกันเป็นแต่ละหนึ่งด้วย

    ผู้ฟัง ความเห็นผิดก็คิดว่ามีเรา

    ท่านอาจารย์ แล้วตัวที่เห็นผิดเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรมที่เห็นผิด

    ท่านอาจารย์ ธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่ลืมทุกคำที่พูด ไม่ว่าจะถามเมื่อไร อย่างไร ก็ต้องเป็นความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นความเห็นผิดเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ และเป็นอะไรอีก

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ คุณประสงค์พูดเองนานแล้วในวันนี้ เป็นธาตุรู้ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธาตุรู้ ผมลืมไป

    ท่านอาจารย์ เหตุใดเราจึงสนทนากัน เพราะลืมกันบ่อยๆ ใช่หรือไม่ ถ้าออกไปจากห้องนี้เราก็ลืมหมดเลย ไม่ได้คิดถึงอนัตตา ไม่ได้คิดถึงธาตุรู้ ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย เป็นเราไปจนกว่าจะมั่นคง ด้วยเหตุนี้จึงฟังธรรมเท่าที่มีโอกาสเพราะเห็นประโยชน์ว่า ฟังเมื่อไรเข้าใจเมื่อนั้นเข้าใจขึ้นมั่นคงขึ้น

    ผู้ฟัง คิดว่าจะไม่ลืมแต่ก็ลืมไปจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะบังคับบัญชาไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แล้วลืมมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าประโยชน์คือมีความเข้าใจที่มั่นคง แม้แต่เราเองได้ยินบ่อยๆ ก็จะได้เข้าใจขึ้น โดยไม่ต้องเตรียมตัวเพราะความเป็นอนัตตา ถ้าวันหนึ่งๆ เราไม่ได้คิดถึงลักษณะที่เป็นอนัตตาที่เป็นธรรมบ่อยๆ แสดงว่า ความรู้ของเรายังไม่มากพอ เพียงแค่รู้เมื่อฟัง แต่ว่าการที่ฟังแล้วจะลงไปถึงใจน้อยมากเพราะว่ามีสิ่งอื่นที่เข้ามาทับถม จนกระทั่งลืมสิ่งที่เข้าใจในขณะนี้เพราะว่าสิ่งอื่นมากกว่า ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องเข้าใจว่า ลืมก็จริงใช่หรือไม่ เป็นธรรมด้วยเพราะจริงใช่หรือไม่ เป็นอนัตตาด้วย บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วเป็นอะไรอีก

    ผู้ฟัง เป็นธาตุรู้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง คุณประสงค์เข้าใจขึ้นจากการที่ได้ฟังหรือไม่

    ผู้ฟัง เข้าใจขึ้น

    ท่านอาจารย์ ขอทบทวนว่า โลกคืออะไร

    ผู้ฟัง โลกคือธรรม

    ท่านอาจารย์ ธรรมมีหลายอย่าง แต่ความหมายของโลกคืออะไร

    ผู้ฟัง คือโลกเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ โลกเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น โลกคือธรรมที่เกิดดับ

    ผู้ฟัง ที่เกิดดับ

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่เกิดดับเนื่องกับโลกเป็นโลก คือโลกียะ ที่เราใช้คำว่าโลกียะหมายความว่าเป็นสภาพที่เนื่องกับโลกคือ เป็นสิ่งที่มีจริงแล้วเกิดดับ แต่สภาพที่พ้นจากการเกิดดับคือโลกุตตระ มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อะไร

    ผู้ฟัง นิพพานใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ นี่แสดงว่าการฟังธรรมของเรานิดๆ หน่อยๆ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง แต่ไม่ได้เป็นความเข้าใจตามลำดับจริงๆ เราจึงมีคำตอบอย่างนี้ ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเรามีความเข้าใจชัดเจนตามลำดับ เราจะตอบได้ตรง และไม่มีคำว่าคง หรือน่าจะ หรือใช่หรือไม่ หรือถูกหรือไม่ เพราะว่าขณะนั้นเป็นความเข้าใจ ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมจึงต้องฟังทีละคำ มีโลกะ โลกียะ กับโลกุตตระ ตรงกันข้ามกัน ถ้าโลกุตตระคือพ้นจากโลกคือไม่เกิดและไม่ดับ ปัจจุบันขณะนี้มีแต่เกิดดับใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ถึงสภาพธรรมที่พ้นจากการเกิดดับ

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าถ้าไม่มีสภาพธรรมนั้นก็ดับกิเลสไม่ได้ เพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นเป็นที่ยินดีพอใจ ถึงจะทุกข์ทรมานสักเท่าไรก็ทนได้ใช่หรือไม่ ยังอยากจะมีชีวิตต่อไป รักษาเนื้อรักษาตัวกันต่อไปเรื่อยๆ เพราะว่ามีความรักชีวิต มีความต้องการที่จะให้เป็นไป

    ธรรมต้องเป็นเรื่องที่เข้าใจ ไม่ใช่ไปฝืนหรือไปพยายามให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ แต่มีความเข้าใจถูกต้องว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ก็ไม่สามารถที่จะทิ้งสิ่งที่เราเคยไม่รู้และติดข้อง เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจจากที่พึ่งคือพระรัตนตรัย ไม่ใช่ให้กราบไหว้ แต่ว่าให้ฟังให้ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นที่พึ่งจริงๆ ที่สามารถจะทำให้พ้นจากความไม่รู้และความเห็นผิดได้

    ด้วยเหตุนี้ทุกคำต้องชัดเจน ถ้าชัดเจนแล้วไม่ลืม ธรรมต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเกิดจริง มีจริง มีลักษณะแต่ละอย่าง แต่ไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม แต่ถ้าโลกนี้มีแต่รูปธรรม อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเลยใช่หรือไม่ แต่ที่ปรากฏให้รู้ว่ามีได้เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้

    คำว่าธาตุหมายความว่า สิ่งซึ่งเกิดเป็นธรรมนั้นไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะให้เป็นอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นธาตุ ธา-ตุหมายความว่า ใครเปลี่ยนลักษณะของธรรมไม่ได้เลย โลภะเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธาตุหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธาตุ

    ท่านอาจารย์ เป็นโลกหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นโลก

    ท่านอาจารย์ เมื่อเรามีความเข้าใจแล้วก็ไม่มีการที่จะหลงลืม สอดคล้องทุกคำไม่ค้านกันเลย เพราะฉะนั้น ถ้ามีตัวตนไปพยายามให้รู้ความเกิดดับของขณะนี้ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจแต่ละคำด้วย แล้วต้องทบทวนให้เข้าใจจริงๆ มั่นคง ตอนนี้มีคุณประสงค์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ มีอะไร

    ผู้ฟัง มีธาตุรู้

    ท่านอาจารย์ กับอะไร

    ผู้ฟัง จิต

    ท่านอาจารย์ กับอะไร

    ผู้ฟัง เจตสิก

    ท่านอาจารย์ จิต เจตสิก เป็นธาตุรู้

    ผู้ฟัง เป็นธาตุรู้

    ท่านอาจารย์ ธรรมมากมาย ธรรมทุกอย่างหมดเลย

    ผู้ฟัง ธรรมทุกอย่าง

    ท่านอาจารย์ แต่มากมายจนประมาณไม่ได้ จึงจำแนกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ที่ต่างกัน จะเหมือนกันไม่ได้เลย เป็น ๒ อย่างคืออะไร

    ผู้ฟัง รูปนาม

    ท่านอาจารย์ รูปนาม แต่รูปนามที่คุณประสงค์พูดเหมือนจำไว้

    ผู้ฟัง จำ ผมจำ

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ไม่จำแต่เข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงทุกอย่างเป็นธรรม ภาษาบาลีไม่มีคำว่าทุกอย่างที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงเปลี่ยนไม่ได้ เป็นธรรมหรือเป็นธาตุ เราจะพูดภาษาอะไรก็ได้ แข็งต้องเป็นแข็ง คนจีนจับ คนลาวจับ ฝรั่งเศสจับ เวียดนามจับ แข็งเปลี่ยนหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เปลี่ยน

    ท่านอาจารย์ แข็งก็ยังคงเป็นแข็ง แข็งรู้อะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง แข็งไม่รู้

    ท่านอาจารย์ แล้วแข็งมีจริงๆ หรือไม่

    ผู้ฟัง แข็งมีจริง

    ท่านอาจารย์ เมื่อมีจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน ถ้าเปลี่ยนจากคำว่ามีจริง เป็นธรรม หรือเป็นธาตุก็ได้ สองคำนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น รูปธรรมมีจริงแต่ไม่รู้อะไร ที่ตัวคุณประสงค์มีรูปธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง ตัวผมเป็นรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ ตรงไหนบ้าง ที่เป็นรูปธรรม อะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง ก็แข็ง

    ท่านอาจารย์ แข็งไม่ใช่คุณประสงค์ อะไรอีก

    ผู้ฟัง แล้วก็สี

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คุณประสงค์

    ผู้ฟัง ไม่ใช่คุณประสงค์

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ อะไรอีก

    ผู้ฟัง เป็นสี เป็นแข็ง เป็นอ่อน

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า การศึกษาธรรมต้องเป็นปัญญาของเราเอง โดยที่มาจากการฟัง เข้าใจเพียงใดก็ตอบตามที่เข้าใจ ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็จะตอบได้อีก ไม่ต้องถามใคร และไม่ต้องฟังใครด้วย เพราะฉะนั้นตามีหรือไม่

    ผู้ฟัง ตามี

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปหรือเป็นนาม

    ผู้ฟัง ผมยังไม่ทราบว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม

    ท่านอาจารย์ เราลืมแล้วว่า สิ่งที่มีแต่ไม่รู้อะไร ไม่สามารถจะรู้ได้เป็นรูปธรรม ตากับเห็น เหมือนกันหรือไม่

    ผู้ฟัง ตากับเห็นไม่เหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นรู้หรือไม่รู้

    ผู้ฟัง เห็นรู้

    ท่านอาจารย์ ตารู้หรือไม่

    ผู้ฟัง ตาไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตาเป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง ตา เป็นรูปธรรม และหู เป็นรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ อะไรอีก

    ผู้ฟัง จมูก ลิ้น

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่า ที่ตัวคุณประสงค์ที่เข้าใจว่าเป็นเราก็คือ นามธรรมกับรูปธรรม ตาเห็นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีจิตก็ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ตากับจิตไม่ใช่อย่างเดียวกัน ต้องแยกกัน ธรรมเป็นธรรม ปะปนกันไม่ได้เลย ปะปนกันตราบใดแปลว่าเราเข้าใจผิด ยังคงเป็นเราใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องชัดเจนว่า ตาไม่เห็น

    ผู้ฟัง ตาไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ แต่เห็นต้องอาศัยตา

    ผู้ฟัง อาศัยตา

    ท่านอาจารย์ เกิดที่ตาด้วย เรารู้หรือไม่ถ้าพระพุทธเจ้าไม่บอก ไม่มีทางรู้เลยว่า เห็นเกิดที่ตา ตาไหน ตาดำ ตาขาว หรือตาอะไร

    ผู้ฟัง ทั้งลูก ตาทั้งลูก

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เห็นหรือไม่ว่านี่คือความไม่ละเอียด ด้วยเหตุนี้เราต้องฟังธรรมต่อไปอีก เราคิดเองไม่ได้เลย ทุกคนรู้จักตาเฉพาะตาขาวตาดำ ใช่หรือไม่ แต่ตาที่มุ่งหมายนี้เป็นรูปพิเศษ ไม่อ่อน ไม่แข็ง ไม่ขาว ไม่ดำ รูปพิเศษนี้มองไม่เห็น แต่ว่าตรงจุดนี้เองที่เกิดขึ้น สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา กระทบแข็งไม่ได้ กระทบเสียงไม่ได้ รูปพิเศษนี้กระทบได้เฉพาะสิ่งที่สามารถปรากฏเดี๋ยวนี้ แต่สิ่งนั้นต้องกระทบตา

    เพราะฉะนั้น รูปนี้เกิดขึ้นเพื่อกระทบตา เพื่อจิตเกิดขึ้นเห็น ไม่มีความเป็นตัวตนเลย เป็นธรรมทั้งหมดที่ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพียงชั่วหนึ่งขณะจิตที่เห็น ต้องอาศัยรูปคือตา กระทบกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้ ทั้ง ๒ อย่างไม่รู้อะไร แต่เป็นปัจจัยให้เกิดธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเกิดตรงนั้น เห็นตรงนั้นแล้วก็ดับไป ไม่มีเรา ไม่ใช่เรา ค่อยๆ เข้าใจความเป็นนามธรรมและรูปธรรม ทุกอย่างที่ได้ยินระลึกทันที ไตร่ตรองทันที เป็นสภาพธรรมประเภทไหน หิวมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ธรรมอย่างหนึ่งมี แต่ไม่รู้อะไร ธรรมอีกอย่างหนึ่งเป็นสภาพรู้ หิวเป็นธรรมประเภทไหน

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรมประเภทไหน จิตหรือเจตสิก

    ผู้ฟัง เจตสิก

    ท่านอาจารย์ เจตสิกอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธาตุรู้ว่าหิว

    ท่านอาจารย์ เป็นความรู้สึก

    ผู้ฟัง เป็นความรู้สึกว่าหิว

    ท่านอาจารย์ ความรู้สึกมี ไม่เป็นไรเลย เกิดขึ้นรู้สึกเป็นทุกข์ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นทุกข์

    ท่านอาจารย์ เป็นสภาพทุกข์อย่างหนึ่งที่อาศัยกาย ถ้าไม่มีกายจะหิวหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่หิว

    ท่านอาจารย์ แล้วตัวกายเองหิวหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่หิว

    ท่านอาจารย์ ไม่หิว เพราะฉะนั้นหิวเป็นกายไม่ได้ ธรรมต้องเป็นหนึ่ง คือเป็นจิต เจตสิกหรือเป็นรูป ต้องเข้าใจความต่างอย่างมั่นคงแล้วเราจะไม่สับสน เพราะเหตุว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเท่านั้น แต่เจตสิก โกรธก็ใช่ อาศัยเกิดกับจิต จิตรู้อะไร เจตสิกก็รู้สิ่งนั้นแต่ไม่ชอบสิ่งนั้น เมื่อจิตเห็นอะไร เจตสิกก็รู้สิ่งนั้น แต่ชอบสิ่งนั้น ซึ่งชอบไม่ใช่จิต เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต

    จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน บางครั้งจะนับรวมว่าเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในอารมณ์ บางครั้งจะเรียกรวมว่าธรรมที่เป็นธาตุรู้ ๕๓ เมื่อได้ยินคำว่า ๕๓ หมายถึง เจตสิก ๕๒ จิต ๑ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ไม่ว่าจะพบคำอะไร ความเข้าใจความหมายของคำนั้น สามารถที่จะรู้ได้ว่าหมายความถึงอะไร ถ้าบอกว่าธาตุรู้ ๕๒ หมายความถึงอะไร

    ผู้ฟัง หมายถึงเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เจตสิกแต่ละหนึ่งๆ ถ้าธาตุรู้ ๕๓ หมายความถึงอะไร

    ผู้ฟัง ก็เพิ่มมาอีกหนึ่งคือ จิตรู้อีกหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ และเจตสิก ๕๒

    ผู้ฟัง ก็เป็น ๕๓

    ท่านอาจารย์ ถ้าบอกว่าธาตุรู้ ๘๙ หมายความถึงอะไร หมายความว่าจิตที่เป็นธาตุรู้หลากหลายมาก เพราะเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ตัวจิตเองเป็นอย่างเดียวคือรู้แจ้ง ไม่รักไม่ชังอะไร แต่หลากหลายต่างกัน ดีบ้าง ชั่วบ้าง เพราะเจตสิกประเภทนั้นๆ เกิดร่วมด้วย จึงทำให้จิตต่างกันโดยประเภท ๘๙ ประเภท แต่โดยขณะ นับประมาณไม่ได้เลย อย่างเช่น โลภะก็มีหลายระดับ โทสะก็มีหลายระดับใช่หรือไม่ เพียงแค่เห็นสิ่งที่ไม่ชอบ ขุ่นใจ เพียงขุ่นใจเป็นอะไร

    ผู้ฟัง นามธรรม

    ท่านอาจารย์ ใช่ ต้องพูดถึงคำที่เรารู้จนกระทั่งมั่นคง

    ผู้ฟัง เวลานี้เราพูดถึงนามธรรมกับรูปธรรม ไม่ต้องไปพูดถึงอย่างอื่น

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพื่อที่จะได้เข้าใจสิ่งนั้นชัดเจน มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วค่อยเข้าใจไปทีละคำ ซึ่งการที่เราไม่รู้จริงๆ ไม่เข้าใจจริงๆ แต่ละคำในความเป็นธรรมนั้นๆ ต่อไปเราก็สับสน เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจแม้แต่คำว่าธรรมสิ่งที่มีจริง ไม่เว้นเลย เปลี่ยนลักษณะของธรรมแต่ละอย่างให้เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ นั่นคือความหมายของปรมัตถธรรม มาจากคำว่าปรม ภาษาบาลี ภาษาไทยคือบรม ส่วนอัตถะ ถ้าไม่มีลักษณะก็ไม่มีคำที่จะกล่าวถึงธรรมนั้นๆ ได้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ธรรมแต่ละหนึ่งมีลักษณะต่างกันหลากหลาย ก็มีอัตถะคือคำที่ใช้อธิบายเพื่อให้เข้าใจความต่างกันมากด้วย อัตถะ คือลักษณะของธรรมนั่นเองซึ่งเป็นปรม บรม ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ลองเปลี่ยนหวานให้เป็นเสียง ใครทำได้

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นปรมัตถธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง ผมยังไม่ทราบว่าปรมัตถธรรมแปลว่าอะไร

    ท่านอาจารย์ ปรม ยิ่งใหญ่ อัตถะคือลักษณะของธรรม ซึ่งหมายความว่า ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนลักษณะนั้นได้เลย เปลี่ยนหวานให้เป็นเค็มได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ นั่นคือปรมัตถธรรม ถ้าใครเปลี่ยนได้ก็ไม่ใช่บรมแล้ว ใช่หรือไม่ แต่ว่าเพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนความเป็นสิ่งนั้นได้เลย เพราะฉะนั้น ธรรมทุกอย่างเป็นปรมัตถธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็เป็นปรมัตถธรรม เพราะเปลี่ยนไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง เริ่มเข้าใจความหมายของปรมัตถธรรม

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีคนบอกว่าเขาจะฟังธรรม แต่เขาไม่ศึกษาปรมัตถธรรม ผิดหรือถูก

    ผู้ฟัง ผิด

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าธรรมทั้งหมดเป็นปรมัตถธรรม มีธรรมไหนไม่ใช่ปรมัตถธรรม

    ผู้ฟัง อย่างนี้ก็คนส่วนใหญ่เขาไม่มาศึกษา ไม่มาฟัง ก็เสียโอกาสของเขาที่เกิดมาในชาตินี้

    ท่านอาจารย์ แน่นอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร แล้วคนที่ได้ยินคำของพระองค์ สามารถเข้าใจคำนั้นหรือถ้าไม่ไตร่ตรอง พระองค์ตรัสคำว่าธรรม เราก็พูดคำว่าธรรม ปัญญาของเราที่พูดคำว่าธรรม กับปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวคำเดียวกัน ปัญญาเท่ากันหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เท่ากัน

    ท่านอาจารย์ ไม่เท่ากัน ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้น ธรรมทุกอย่างเป็นปรมัตถธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นปรมัตถธรรม

    ท่านอาจารย์ ลึกซึ้งหรือไม่

    ผู้ฟัง ลึกซึ้ง

    ท่านอาจารย์ ละเอียดหรือไม่

    ผู้ฟัง ละเอียด

    ท่านอาจารย์ เข้าใจยากหรือไม่

    ผู้ฟัง เข้าใจยากมาก

    ท่านอาจารย์ นั่นคืออภิธรรม ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นธรรมนั่นเอง ทุกธรรมเป็นปรมัตถธรรมและเป็นอภิธรรมด้วย ที่จะไปแยกว่าเคยแต่ฟังธรรม เราไม่เคยศึกษาพระอภิธรรม เพราะเราไม่รู้จักธรรม

    ผู้ฟัง สมมติว่าวันนี้ เราต้องมีกรรมใดกรรมหนึ่งที่จะทำให้เราตกทุกข์ลำบาก ถูกกลั่นแกล้ง ถูกทำร้าย หรือว่าจะต้องเสียหาย แต่เราปิดประตู เช่น จะทำอะไรที่ให้คนอื่นไม่พอใจ เราก็ไม่ทำ แล้วกรรมนี้จะถอยไปก่อนได้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ คุณประสงค์ต้องแยกกรรมกับผลของกรรม ตอนนี้คุณประสงค์กำลังปะปนกัน กรรมคือการกระทำด้วยความจงใจ ที่เป็นกุศลดีงามหรือที่ไม่ดีงาม ถ้าคุณประสงค์คิดดีตลอดเวลา เหตุที่ดีมีแล้วต้องให้ผลที่ดี แต่เราไม่รู้ว่าผลที่ดีคือเมื่อไร ผลที่ดีคือขณะแรกที่เกิด ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ดี

    ท่านอาจารย์ เป็นผลของกรรมดี ถ้าเราเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นผลของกรรมไม่ดี เกิดแล้วกรรมไม่ได้ให้ผลเพียงแค่เกิดมาเท่านั้น ยังต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีตาเพราะกรรมทำให้ตาเกิดขึ้น เพื่อที่จะรับผลของกรรมคือเห็น ถ้าเป็นผลของอดีตกรรมที่ไม่ดีก็เห็นสิ่งที่ไม่ดี ทั้งหมดไม่มีใครไปทำอะไรได้เลย จึงมั่นคงในความเป็นอนัตตา เป็นธรรมซึ่งเป็นไปตามเหตุและผล นี่คือส่วนของผลของกรรมที่ได้ทำแล้ว

    เพราะฉะนั้น ให้รู้ไว้เลยว่าขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบกาย เป็นผลของกรรม นอกจากนั้นแล้วไม่ใช่ผลของกรรม อย่างคร่าวๆ คือเริ่มเป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้เกิดผล ตามกำลังของกุศลและอกุศลนั้นๆ ไม่มีใครทำเลย แต่เป็นกรรมทั้งหมด ดังนั้นจึงกล่าวว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ใคร ธรรมที่เป็นเหตุ วันหนึ่งถึงเวลาก็ให้ผล แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ให้ผลไม่ได้ กรรมที่ทำแล้วเปลี่ยนได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต้องให้ผลแน่ แต่ไม่รู้ว่าวันไหน เวลาไหน แต่ต้องมั่นใจว่าผลที่เกิดนั้นมาจากเหตุ ซึ่งระหว่างนั้นเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นใช่หรือไม่ วิบากซึ่งเป็นผลของกรรมมีแน่นอน ขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ชอบหรือไม่ชอบ สุขหรือทุกข์ ไม่ใช่วิบาก แต่หลังจากเห็นแล้วนี่เองเป็นทางมาซึ่งความคิดความอ่าน เรื่องอะไรต่ออะไรสารพัด สุขทุกข์ก็มาตรงนี้เอง เพราะฉะนั้นให้รู้ว่าต้องแยกกรรมกับผลของกรรม

    ชีวิตจริงๆ ครึ่งหนึ่งก็คือผลของกรรม อีกครึ่งหนึ่งไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นกรรมที่จะให้ผลข้างหน้า กรรมก็ต้องมีกำลังของกรรม บางกรรมก็มีกำลังมาก ตายแล้วไปนรกทันทีนั่นเป็นอนันตริยกรรม ไม่มีกรรมอื่นที่จะมาให้ผลก่อนนั้นเลย ต้องถึงเวลาของกรรม เพราะฉะนั้นมีความมั่นใจว่าเป็นธรรม เลือกไม่ได้จะช้าหรือจะเร็ว ถูกหรือไม่ กับพยายามไปเร่ง หรือไปทำให้ช้าลง ถูกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ถูก

    ท่านอาจารย์ เท่านี้เราต้องเริ่มเป็นคนตรง ถ้าเราไม่เป็นคนตรงจะไม่ได้สาระจากพระธรรมเลย ไขว้เขวหมด พยายามจะไปรีบให้เกิดปัญญา มีสำนักปฏิบัติ คิดดู เป็นไปได้หรือ กำลังพยายามจะทำความดีไม่ให้อกุศลมา แต่ขณะนั้นก็หวัง

    ผู้ฟัง หวังก็เป็นอกุศล

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้น มีความมั่นคงว่าไม่ใช่เรา ไม่เดือดร้อน กรรมเป็นสภาพธรรมที่ปกปิด ผลของกรรมเกิด เห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่ามาจากกรรมไหน ชาติไหน เป็นผลของกรรมอะไร และขณะนี้ที่กำลังฟังธรรมเป็นสภาพที่ปกปิด ไม่รู้ว่าจะให้ผลเมื่อไร ทางไหนด้วย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    22 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ