ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๒๐
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมนิวซีซั่น หาดใหญ่ จ.สงขลา
วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ นิพพานมีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มี จิตรู้ได้ทุกอย่าง ในฝัน ฝันเห็นอะไร บางคนบอกว่าก่อนจะซื้อสลากกินแบ่ง ฝันเห็นนั่นเห็นนี่ ที่ฝันเห็น ไม่เหมือนเห็นเดี๋ยวนี้ใช่หรือไม่ แต่จำเกิดกับจิตทุกขณะ เห็นแล้วจำ ถึงไม่เห็นก็คิดถึงสิ่งที่จำได้ ฝันก็คือจำ สิ่งที่เคยเห็นจากชาติไหนก็ได้ ปรุงแต่งจนบางคนฝันว่าเหาะได้เป็นไปได้หรือไม่ ความฝันจะเกิดขึ้นในรูปแบบใดไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นจำมีจริง เป็นเจตสิก เริ่มรู้ว่าจิตต่างกันเป็นประเภทต่างๆ เพราะเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยทำให้จิตหลากหลาย แต่ยังมีจิตที่หลากหลายโดยประการอื่นอีก โดยกิจหน้าที่อย่างเช่น จิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมกัน ๗ ประเภท จิตได้ยินก็มีเจตสิกเช่นเดียวกับจิตเห็นคือ ๗ ประเภท ประเภทเดียวกันทั้ง ๗ ด้วย แต่จิตเห็นไม่ใช่จิตได้ยิน เพราะฉะนั้น มีหลายนัยที่จะแสดงความหลากหลาย เพื่อให้เริ่มเข้าใจปรุงแต่งเป็นสังขารขันธ์ ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม เป็นจิต เป็นเจตสิก และเป็นรูป
รูปหมายความถึงสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นที่เข้าใจว่าเป็นคน ต้องมีจิต เมื่อมีจิตต้องมีเจตสิกและมีรูปด้วย ถ้าว่าเป็นสัตว์ มดมีจิตหรือไม่ มีเจตสิกหรือไม่ มีรูปหรือไม่ เห็นเป็นมดหรือเป็นคน เป็นคนก็ไม่ได้ เป็นมดก็ไม่ได้ เป็นได้อย่างเดียวคือเห็น เห็นต้องเป็นเห็น ถ้านำรูปร่างออกไปทั้งหมดคือเห็น ไม่รู้ว่าใครเห็น มด หรือคน หรือนก หรืออะไรก็แล้วแต่ นี่คือธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ฟังจนกระทั่งเก็บเล็กผสมน้อยไป แต่ละชาติค่อยๆ ปรุงแต่งไป
จิตเกิดพร้อมกับเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท สภาพความรู้สึกมีหรือไม่ เสียใจ ดีใจ เจ็บ เมื่อย อะไรต่างๆ มีสุขกาย สุขใจ ต้องอาศัยกาย ถ้าไม่มีกายจะทุกข์หรือไม่ จะปวดหัวหรือไม่ จะเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่ ก็ไม่ได้เลย จะหิวหรือไม่ ไม่มีกายหิวได้อย่างไร ไม่มีกายก็ไม่หิว หิวไม่ใช่กาย แต่เป็นความรู้สึกที่ต้องอาศัยกาย เพราะฉะนั้นจะรู้ได้ว่า ตัวกายคือรูป ไม่รู้อะไร แต่เมื่อจิตเกิดเมื่อไรพร้อมเจตสิกหนึ่ง ซึ่งต้องเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๕ อย่างคือ สุขกาย ๑ ทุกข์กาย ๑ โสมนัสคือสุขใจ ๑ โทมนัสคือทุกข์ใจ ๑ และอทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์ ใช้คำว่าอุเบกขาก็ได้ หมายความถึงสภาพที่ไม่สุขและไม่ทุกข์ มีหรือไม่ บ่อยหรือไม่ วันหนึ่งๆ ความรู้สึกอะไรบ่อย อยู่ที่เราแต่ละคน อยู่ที่ตัวเอง คนอื่นตอบได้หรือไม่ ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น แต่ละคนสามารถที่จะศึกษาธรรม เข้าใจธรรม รู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ตามสภาพที่ปรากฏให้เข้าใจถูกต้องว่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เราตอบได้เลยว่าทุกวันความรู้สึกอะไรมาก เหมือนกันเลย คุณธิดารัตน์ตอบว่าไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างเช่น เห็น เห็นทั้งวัน จิตเห็นไม่สุขไม่ทุกข์ จิตได้ยินไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะรู้เสียง ไม่เจ็บเวลาได้ยิน กำลังเห็น ขณะที่เห็นก็ไม่เจ็บ แต่ถ้าจะเจ็บเมื่อไร ไม่ใช่เห็นเจ็บ แต่เจ็บตา หมายความว่ามีรูปที่เป็นกายปสาท สามารถกระทบกับสิ่งที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว เราอาจจะคิดว่าถูกยิง แต่ว่าขณะนั้นสิ่งที่กระทบกายต้องแข็ง หรือร้อน หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด ที่เราเรียกว่าลูกปืนบ้าง หรือถูกมีด ถูกอะไรก็ตาม แต่ความจริงต้องกระทบกายปสาท กายปสาทเป็นรูปซึมซาบอยู่ทั่วตัว ในส่วนที่เป็นความรู้สึกได้ทางกาย เจ็บหรือสุข เพราะฉะนั้นความรู้สึกไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต ไม่มีจิตก็เกิดความรู้สึกไม่ได้ ความรู้สึกในภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนา (เว-ทะ-นา) แต่คนไทยชอบพูดว่าเวทนา (เวด-ทะ-นา) ใช่หรือไม่ แล้วเวทนาหมายความว่าอย่างไร
อ.ธิดารัตน์ ก็จะเป็นความสงสาร
ท่านอาจารย์ สงสารน้อยหรือมาก
อ.ธิดารัตน์ ก็แล้วแต่จะว่าดูน่าสงสารมากน้อยเท่าไร
ท่านอาจารย์ สงสารนิดเดียว น่าเวทนาหรือไม่
อ.ธิดารัตน์ ส่วนใหญ่จะมาก ดูน่าสงสารมาก
ท่านอาจารย์ ต้องมากใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าแม้ความรู้สึกยังหลากหลายมาก เป็นแต่ละหนึ่งตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น จะห้ามธรรมไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้เป็นอย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้ แสดงให้เห็นความจริงว่าเราหรือ หรือว่าธรรมทั้งหมด ตั้งแต่มีโลก จนกระทั่งเกิดทุกชาติก็เป็นธรรมทั้งนั้นที่เกิดดับรวมกัน แยกกันไม่ออก เร็วมากหมุนไปตลอดเวลา มีแต่ไป มาแล้วก็ไป มาคือจากไม่เกิดแล้วก็เกิด แล้วก็ไป ไม่เหลือเลย กว่าจะรู้ว่านี่คือผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้สิ่งที่ยากแสนยากที่จะรู้ เพราะอะไร กำลังเป็นอย่างนี้เดี๋ยวนี้ ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ แล้วจะเหมือนพระสาวกในครั้งอดีตที่ท่านรู้ความจริงได้เพราะท่านเคยฟังมาแล้ว
ด้วยเหตุนี้ต้องทราบว่า แม้ว่าจิตจะเป็นใหญ่เป็นประธาน แต่หลากหลายตามประเภทของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย หลากหลายโดยกิจหน้าที่ หลากหลายโดยอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ หลากหลายโดยเจตสิกที่เกิดต่างๆ กันไป แม้กุศลก็หลากหลาย กุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี
ปัญญามีจริงๆ หรือไม่ ปัญญาคือความเห็นที่ถูกต้อง เป็นธรรมหรือไม่ เป็นธรรมประเภทไหน ประเภทใหญ่ๆ ที่เป็นปรมัตถธรรมคือจิต เมื่อมีจิตต้องมีเจตสิก เป็นสภาพรู้ที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน และมีสภาพที่ไม่รู้อะไรเลยเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นคนก็ไม่ใช่มีแต่รูป ต้องมีจิตและเจตสิกด้วย คนหนึ่งคือจิต เจตสิก รูป สัตว์มีจิต เจตสิก รูป หรือไม่ มี เหตุใดว่าเป็นสัตว์ เหตุใดว่าเป็นคน ก็ต้องมีเหตุผลอีกใช่หรือไม่
อ.ธิดารัตน์ ที่เป็นสัตว์เพราะว่าเป็นผลของกรรมที่ต่างจากมนุษย์ เพราะว่ากรรมมีทั้งฝ่ายที่เป็นกรรมดีและกรรมไม่ดี ถ้าเป็นอกุศลกรรมจะให้ผลก็ทำให้เกิดเป็นแมว เป็นสุนัข ตามกรรม แต่ถ้าเป็นกรรมที่ดีซึ่งเป็นผลของกุศล ก็เกิดในสุคติภูมิคือเป็นมนุษย์ สูงขึ้นไปมีกำลังก็เกิดบนสวรรค์ เป็นต้น ถ้าเป็นอกุศลกรรมที่มีกำลังมากๆ ก็ไปตกนรก ตามกำลังของบุญและบาป เพราะฉะนั้นการที่จะเกิดมีรูปร่างอย่างไร เป็นนกสวย หรือนกไม่สวย หรือที่สัตว์มีรูปร่างแปลกๆ มากเลย เพราะวิจิตรตามกรรมที่กระทำนั่นเอง
ท่านอาจารย์ อะไรๆ ที่ใครคิดว่าใครทำไม่ได้ กรรมทำได้ทุกอย่างจริงๆ เมื่อสักครู่นี้เราพูดอีกคำหนึ่งคือสะสม จิตเป็นสภาพรู้เกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ แล้วดับไปไม่กลับมาอีกเลย แต่ว่ามีเจตสิกที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เพราะฉะนั้น ทันทีที่จิตหนึ่งขณะพร้อมเจตสิกดับไปเป็นปัจจัยที่จะให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ โดยไม่มีระหว่างคั่นเลย เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่ ไม่ขาดจิตไปเลย แต่ไม่รู้ว่าจิตอะไรบ้าง เพราะว่าในชีวิตประจำวันมีจิตเกิดดับสืบต่อที่ไม่ปรากฏมากกว่าที่ปรากฏ เพราะขณะเห็น เห็นมี กำลังปรากฏ แต่จิตที่เกิดก่อนเห็นก็มี และจิตที่เกิดก่อนจิตที่เกิดก่อนเห็นก็มี แต่ว่าทีละหนึ่งขณะ ทันทีที่จิตเห็นดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ รู้อารมณ์เดียวกันกับที่จิตเห็น แต่ไม่เห็น ละเอียดหรือไม่ นี่คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงว่าจิตเกิดขึ้นแล้วหนึ่ง ทำกิจของตนของตนหนึ่ง และจิตที่เกิดแล้วดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย เว้นจุติจิตของพระอรหันต์ ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้จิตและเจตสิกเกิดต่อไปได้เลย นี่เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นความละเอียดและความเป็นไปของจิต
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียด โดยประการทั้งปวงว่า จิตและเจตสิกที่ดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปสืบต่อ หลากหลายตามการที่จิตนั้นๆ เกิดขึ้นแต่ละคน ดังนั้นเมื่อจิตหนึ่งดับไป ถ้าเป็นโลภะจิตที่ติดข้องดับไป โลภะดับหมดไม่เหลือเลยไปด้วยหรือไม่ จิตขณะนั้นดับไปก็จริง แต่จิตนั้นเองเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ไม่ใช่จิตอื่น เพราะฉะนั้น จิตนั้นมีโลภะเกิดขึ้นแล้วดับไปก็จริง แต่เชื้อความเกิดขึ้นของโลภะซึ่งดับไปสะสมสืบต่ออยู่ในจิต
ทุกอย่างสะสมสืบต่อจากจิตขณะหนึ่งไปสู่ขณะต่อไป แล้วทำกิจการงานตามประเภทของจิตนั้นๆ เพราะฉะนั้น ขณะนี้แต่ละคนก็มีแต่ละหนึ่งจิต ถูกหรือไม่ ทีละหนึ่ง แต่หลากหลายมากตามการสะสมที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละคนมีความชอบต่างกัน มีความสามารถต่างกัน อย่างเช่น นักดนตรีเล่นดนตรีเก่งตั้งแต่เด็ก บางคนที่ไม่ได้สะสมมากี่ปีก็เล่นไม่ได้อย่างนั้น ตามการสะสม เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง ถ้ารู้ความเป็นไปของธาตุ ซึ่งเป็นธาตุรู้คือจิตและเจตสิก ไม่อัศจรรย์ เพราะเหตุว่าต้องเป็นไปตามการสะสมของแต่ละหนึ่งคน
ดังนั้นจะมีคนที่เหมือนกัน ซ้ำกัน ได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย และในหนึ่งคนแต่ละหนึ่งขณะจิตก็หลากหลายต่างกัน เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวชัง เดี๋ยวรัก เดี๋ยวชอบ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวคิด แล้วแต่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้เดี๋ยวนี้ก็ต่างกัน นี่คือการสะสมของธาตุรู้ซึ่งหลากหลายมาก มิฉะนั้นจะไม่มีพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและสาวกหลากหลายกันไป ซึ่งสาวกแต่ละท่านก็มีความพิเศษเป็นผู้เลิศในทางที่ต่างกันตามการสะสม พระอรหันต์แต่ละท่าน เช่น ท่านพระสารีบุตรเลิศในทางปัญญา ท่านพระมหาโมคคัลลานะเลิศในทางอิทธิฤทธิ์ ท่านพระมหากัสสปะเลิศในทางรักษาธุดงค์ แต่ละหนึ่งๆ ไม่ซ้ำกันเลย ไม่รู้จะกล่าวทั้งหมดอย่างไร ขอยกแต่เฉพาะผู้ที่สมควรจะกล่าวถึง เพราะถ้าเป็นพวกพระสาวก และคนธรรมดาก็มีอีกมากมายไปหมดเลย เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติเป็นแต่ละคน แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่อย่างละคร
ผู้ฟัง คือคนส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์ในเรื่องของคนใกล้ตาย หรือว่าดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เขาจะมีความรู้สึกว่า ขณะที่จิตใกล้ตายเป็นส่วนสำคัญมากที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อ เขาก็พยายามที่จะนิมนต์พระมาสวด หรือว่าทำอย่างไรก็ตามให้จิตของผู้ที่จะวายชนม์หรือสิ้นกรรมนั้นได้เป็นกุศล เช่นระลึกถึงสิ่งที่เคยทำกุศลมา เคยให้ทานอะไร เป็นกุศโลบายได้หรือไม่ในส่วนนี้
ท่านอาจารย์ มีใครทำได้ ท่านพระเทวทัตอยู่ไหนก่อนที่ท่านจะตาย ท่านใคร่ที่จะได้ไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอเข้าเฝ้าแต่ไปไม่ถึง เหตุใดจึงไม่ถึง ใครห้ามหรือไม่ กรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่มีใครสามารถจะดลบันดาลอะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ต้องเข้าใจว่าในบรรดาธรรมทั้งหลาย จิตเจตสิก รูป อะไรเป็นกรรม แต่ละเจตสิกก็หลากหลายต่างกันมาก ซึ่งธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ชัดเจน เจตสิกแต่ละหนึ่งไม่ปะปนกัน สภาพความรู้สึกเป็นเวทนาเจตสิกจะจำไม่ได้ เกิดเมื่อไรต้องรู้สึก กำลังรู้สึกหรือไม่ นั่นคือเวทนาเจตสิก ไม่ใช่เรา กำลังจำหรือไม่ นั่นคือสัญญาเจตสิก ไม่ใช่เรา
ดังนั้นที่พูดว่ากรรมได้แก่ เจตนาเจตสิก ละเอียดมากกว่านี้อีกมากนี่เป็นแต่เพียงให้ทราบว่า เมื่อได้ยินชื่อต่างๆ ก็สมควรที่จะน้อมไปสู่การที่จะเข้าใจมั่นคงขึ้นว่า ไม่ใช่เรา การศึกษาธรรมไม่ว่าจะมากสักเท่าไรก็ตาม ละเอียดสักเท่าไรก็ตาม ต้องรู้จุดประสงค์ว่าต้องสอดคล้องกันคือ ไม่ใช่เรา มิฉะนั้นจะเป็นเราศึกษาธรรม เราเข้าใจธรรม ซึ่งไม่มีประโยชน์ถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะว่าศึกษาเพื่อเข้าใจให้ถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ไม่มีเรา มีแต่ธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ต้องเป็นผู้ละเอียดหรือไม่ รอบคอบหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าฟังเพื่ออะไร เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมี ไม่ใช่เป็นเรา จนกว่าจะหมดความเป็นเราจริงๆ
ขณะเกิดทำกรรมอะไรหรือไม่ จิตต้องเกิดในชาตินี้ ขณะแรกที่สุดทำกรรมอะไรหรือไม่ ไม่ได้ทำใช่หรือไม่ แต่เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว ชาติไหนก็ได้ ถ้ายังไม่ได้ให้ผลและถึงเวลาที่จะให้ผล ใครก็ยับยั้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นจากพระภิกษุไปสู่นรกก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ แล้วแต่จะเป็นสัตว์ประเภทไหน เป็นเทพก็ได้ แล้วแต่เหตุทั้งหมดเลย ทุกอย่างไม่มีใครดลบันดาลได้ นอกจากเหตุอย่างไรก็ทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เกิดมาชาตินี้เป็นอย่างนี้เพราะกรรม รวมทั้งรูปที่เกิดพร้อมจิตขณะแรกด้วย กรรมทำให้จิตและเจตสิกซึ่งเป็นผลของกรรมหนึ่งเกิด พร้อมทั้งรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมนั้นด้วย แม้แต่จะเป็นหญิงหรือจะเป็นชายก็เป็นเพราะกรรม
ผู้ฟัง ที่คนไทยเราเชื่อในเรื่องของการต่ออายุ การสะเดาะเคราะห์ เชื่อว่าให้ไปทำบุญ ไปถวายสังฆทาน เช่น คนที่กำลังป่วยหนัก และญาติก็บอกไปถวายสังฆทานอุทิศอะไรต่ออะไร ตรงนี้จะมีผล หรือว่าไม่มีผลอะไรเลย
ท่านอาจารย์ สะเดาะเคราะห์ทำอย่างไร
ผู้ฟัง แล้วแต่ว่าครูบาอาจารย์ของสำนักไหนท่านจะแนะนำไว้ อย่างเช่นไปปล่อยสัตว์
ท่านอาจารย์ เท่านี้ก่อน ทำกรรมหนักมา ไปปล่อยสัตว์สัก ๗ ตัวหมดเคราะห์หรือไม่ เพียงเท่านี้ก็ฟังขึ้นหรือไม่ มีเหตุมีผลหรือไม่ แล้วยังเชื่อกันได้อย่างไร แต่คำที่ลึกซึ้งเป็นเหตุเป็นผลที่แสดงความจริงซึ่งลึกซึ้งมาก ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ แม้แต่เคราะห์คืออะไร ทุกคำควรที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง เป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป มีอยู่เท่านี้เอง ไม่มากกว่านี้เลย ไม่ว่าจะอะไรทั้งหมดในสากลจักรวาล ต้องเป็น ๑ ใน ๓ ธรรมที่เกิดขึ้น ต้องเป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป เพราะฉะนั้นเคราะห์เป็นอะไร
ผู้ฟัง เคราะห์ในความหมายของคนปกติ หมายถึงสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบใจ ไม่พอใจ และไม่อยากจะให้เกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ ได้อย่างใจหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้ดั่งใจ
ท่านอาจารย์ ก็ต้องจบแล้ว ตอบแล้วว่าไม่ได้อย่างใจ แล้วไปมัวทำอะไรจะให้ได้อย่างใจ มีตำรับตำรา เวทมนตร์คาถามากมาย ตั้งแต่ก่อนสมัยการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วใครรู้ว่าจริงหรือไม่ พิสูจน์ได้หรือไม่ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำสามารถจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น แสดงถึงความจริงในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเคราะห์คืออะไร
ผู้ฟัง ก็ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้เขาก็คิดไป เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้แล้วก็ไม่รู้เลย เป็นเขา เป็นเรา เป็นทำ เป็นแก้ไข เป็นอะไรทุกอย่าง แต่หารู้ไม่ว่าจิต เจตสิก รูป เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย บังคับบัญชาได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น อาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เรารู้ทั่วถึงหรือไม่ ทรงแสดงจิตไว้มากมายหลายประเภท มีเจตสิกประกอบหลากหลาย จำแนกจิตเป็นประเภทใหญ่ๆ ๘๙ ประเภท มีจิตอะไรบ้างที่ปรากฏในวันหนึ่งๆ จิตก่อนเห็นไม่ได้ปรากฏ จิตหลังเห็นก็ไม่ได้ปรากฏ มีแต่เดี๋ยวนี้จิตเห็น ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เราไม่รู้อีกตั้งหลายอย่างทั้งๆ ที่มี สิ่งที่มีก็เกิดดับสืบต่อไม่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถจะเพียงรู้สิ่งที่ปรากฏ ค่อยๆ เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ปรากฏมี ๒ อย่าง คือรู้ หรือไม่รู้ ความจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นจะพูดเรื่องเคราะห์ พูดเรื่องสะเดาะเคราะห์ พูดเรื่องกรรม พูดเรื่องผลของกรรม อะไรๆ ก็ตามแต่ จะเข้าใจได้จากสิ่งที่กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง เราอยู่กับความประมาททุกขณะจิต
ท่านอาจารย์ คือเราฟังธรรมนิดเดียวแต่เราคิดมาก เช่น เราอยู่ด้วยความประมาททุกขณะจิต นี่คือเราพูดเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจิตขณะใดเป็นกุศล ประมาทหรือไม่ ขณะใดเป็นอกุศล ประมาทหรือไม่ ขณะใดไม่ใช่กุศล แต่เป็นผลของกุศล และเป็นผลของอกุศล ทรงแสดงไว้ละเอียด ใครก็คิดไม่ได้ คิดเองผิดหมด ดังนั้นมีหนทางเดียวคือ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง แต่ก่อนเราพยายามไปทำนั่นทำนี่ แต่คำว่าจับด้ามมีดจนสึก ก็คือความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนด้ามมีดนี้สึกแล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะนี้กำลังฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละคำสองคำ เกิดสมบูรณ์เมื่อไร รู้แจ้งเมื่อนั้น ทางที่ดีที่สุดจะคิดเอง หรือว่าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจขึ้นในแต่ละคำว่า เป็นธรรมที่มีจริงซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพื่อละคลายความยึดมั่น ถ้าไม่มีเลยเราจะติดข้องหรือไม่ แต่มีเพียงหนึ่งติดข้องหรือไม่ แล้วมีตั้งเท่าไร ติดหมดเลย เวลาทุกข์ เราใช่หรือไม่ แต่ความจริงทุกข์เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมจึงต้องละเอียด พูดถึงกรรมซึ่งเป็นเหตุ กุศลกรรม อกุศลกรรม แล้วผลของกรรมคือเมื่อไร ขณะเห็นเป็นผลของกรรม เพราะเลือกไม่ได้ เริ่มรู้ว่าผลของกรรมของชาตินี้ คือตั้งแต่ขณะแรกก็เลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาแล้วไม่รู้เลยว่าเมื่อไรเป็นกรรม เมื่อไรเป็นผลของกรรม แต่จะรู้อย่างคร่าวๆ ได้ว่าขณะใดที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นั่นคือผลของกรรม มีผลของกรรมอื่นที่ไม่ปรากฏเลย ไม่มีทางรู้ได้เลย เพราะกรรมไม่ได้ให้ผลเพียงแค่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่ผลของกรรมอื่นที่เกิดไม่ปรากฏ ที่ปรากฏในชีวิตประจำวันก็คือ เห็นเมื่อไรนั่นคือผลของกรรม ได้ยินเมื่อไรก็ผลของกรรม ไม่ได้อยากได้ยินเสียงที่ไม่น่าฟังเลยใช่หรือไม่ แต่ได้ยิน เลือกไม่ได้ พ้นจากนั้นแล้วก็คือกิเลสและกรรม
วิบากจิตคือจิตซึ่งเกิดเพราะเป็นผลของกรรม ถ้าสิ้นกรรม ไม่มีกรรมแล้ว ไม่เป็นปัจจัยให้วิบากจิตเกิด พระอรหันต์ทั้งหลายหลังจากที่ดับกิเลสหมดแล้ว ไม่มีกุศลจิตและอกุศลจิตอีกต่อไป เพราะถ้าพูดถึงกุศลจิตและอกุศลจิตต้องเป็นปัจจัยให้เกิดผล เพราะฉะนั้นหลังจากเป็นพระอรหันต์แล้ว มีวิบากจิตซึ่งเป็นผลของกรรมในอดีต แต่ไม่มีกรรมที่จะทำให้เกิดวิบากอีกต่อไปหลังจากที่ปรินิพพาน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260