ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๒๘

    สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์

    วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่ามีตนเป็นที่พึ่ง คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พึ่งคำของพระองค์ หรือว่าคำของพระองค์เป็นที่พึ่งให้เราเข้าใจ โดยมากคนชอบอ้างอาจารย์ว่าอย่างนี้ แล้วอย่างไร ก็คำนี้เราเข้าใจอย่างไร ใครจะพูด อาจารย์จะพูดหรือคนโน้นจะพูด คนนี้จะพูด ก็เขาพูด แต่คำนี้เข้าใจไหมหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน พระองค์ตรัสไว้ แต่เราพิจารณาเข้าใจ ไม่ใช่ว่าพระองค์ตรัสไว้ว่าอย่างนี้ เราก็พูดตามพระองค์ตรัสว่าอย่างนี้ ไปเรื่อยๆ อย่างนั้นไม่ได้เข้าใจอะไรเลย เพราะฉะนั้นคำของพระองค์ เป็นที่พึ่งให้เข้าใจ คำของใครก็ได้ที่เป็นคำที่ถูกต้อง เป็นที่พึ่งโดยความเข้าใจเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เอาคำเขามาพึ่ง แล้วก็พูดตามเขา แล้วเขาว่าอย่างนี้ เขาว่าให้น้อมไป เขาว่าอย่างนั้น อาจารย์ว่าอย่างนี้ อาจารย์ให้ทำอย่างนั้น อะไร ให้ได้หรือ แค่นี้ก็ไม่ได้เข้าใจแล้วว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา และคำนั้นทำให้เป็นที่พึ่งโดยเข้าใจ ไม่ใช่ไปพึ่งคำนั้นตลอด แล้วตามคำนั้นไปตลอด นี่ก็ต่างกันใช่ไหม

    ผู้ฟัง ขอความกรุณาท่านอาจารย์ได้กล่าวธรรมกถา เพื่อที่จะอนุเคราะห์ให้ได้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ที่จะเข้าถึงตัวสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏ ที่พูดถึงว่า ไม่มีแล้วมี แล้วหามีไม่

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริง ไม่มีใครรู้ กำลังมี แต่พอฟังธรรมก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจ แต่ว่าไม่ได้ประจักษ์อย่างที่ได้ฟังใช่ไหม เช่น ทุกอย่างเดี๋ยวนี้เป็นธรรม แต่เดี๋ยวนี้ก็เป็นดอกไม้ เดี๋ยวนี้ก็เป็นคน เดี๋ยวนี้ก็เป็นโต๊ะ เดี๋ยวนี้ก็เป็นสารพัดอย่าง แสดงว่าคำนั้นได้ยินแล้ว แต่ความเข้าใจคำนั้นระดับไหนว่า มิฉะนั้นแล้วเพียงได้ยินอย่างนี้ทุกคนก็รู้แจ้งได้

    ผู้ฟัง ก็คือเริ่มค่อยๆ เข้าใจระดับขั้นเรื่องราวก่อนใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง จึงมีคำว่าปริยัติ หมายความว่าเข้าใจ รอบรู้จริงๆ ว่าที่กำลังพูดอย่างนี้ ถึงเวลาที่ปัญญาประจักษ์แจ้งหนึ่งในสภาพธรรมที่มีปรากฏ ขณะนั้นจึงเห็นการเกิดขึ้นและการดับไปตามปกติ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก เท่าที่เราได้ฟังก็ดูละเอียดลึกซึ้ง แต่ยังไม่เท่ากับความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น จนเห็นว่าไม่ว่าขณะไหนทั้งนั้น สามารถที่จะเป็นที่ตั้งของความเข้าใจที่ถูกต้องทุกระดับ แต่ขึ้นอยู่กับปัญญา ถ้าปัญญาขั้นฟังอย่างนี้ ก็ไม่มีทางใช่ไหม ก็ฟังไปค่อยๆ เข้าใจไป  แต่ถึงเวลาที่สภาพธรรมมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น เข้าใจระดับไหน ยับยั้งไม่ได้เลย เป็นอนัตตาที่ปรากฏในความเป็นอนัตตายิ่งขึ้น ทำให้ละคลายความหวัง หรือความต้องการ หรือความพากเพียรด้วยความเป็นตัวตน

    เพราะฉะนั้นก็จะสามารถเข้าใจข้อความในพระไตรปิฎกได้ว่า ทั้งหมดเพราะเข้าใจ จึงสามารถรู้ความหมายของคำที่ได้ฟัง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อย่างมีแล้ว หามีไม่ ถ้าไม่ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไป จะกล่าวได้เต็มที่ไหม จากไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ เพราะฉะนั้นก็เริ่มตั้งแต่ฟัง ปัญญาระดับไหนเล็กๆ น้อยๆ ไปอีกนานเท่าไหร่ แล้วก็จะยิ่งเห็นความลึกซึ้งของธรรมมากขึ้นว่า เป็นปกติ ถ้าไม่เป็นปกติก็คือไม่ใช่ปัญญาแน่นอน เพราะว่าเดี๋ยวนี้เป็นแล้วปกติ เกิดแล้วเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะต่างจากนี้สักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะว่าเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นปัญญาที่สามารถที่จะรู้จริงๆ ก็คือว่าสะสมความเข้าใจ แล้วก็ละความต้องการ

    ผู้ฟัง ต้องค่อยๆ ที่จะเพิ่มพูนความเข้าใจ ไต่ระดับไปจนเข้าใกล้เข้าใกล้สภาพธรรม ไปทีละนิด ทีละนิด

    ท่านอาจารย์ โดยไม่หวั่นไหว

    ผู้ฟัง โดยไม่หวั่นไหว

    ท่านอาจารย์ โดยไม่หวัง เพราะรู้ว่าแม้หวังก็เป็นธรรม ไม่ใช่ห้ามไม่ให้หวัง เพราะรู้ว่าหวังก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้าไม่ชินกับความหวัง ไม่ชินกับความติดข้อง จะไม่สามารถรู้ลักษณะของธรรมได้ เพราะขณะนั้นความติดข้องปิดบัง

    ผู้ฟัง แล้วเราจะเพิกการปิดบังอันนั้น

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางทำได้เลย นอกจากความเข้าใจ ความเข้าใจอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถึงได้มั่นคงว่า ปัญญาไม่ใช่เรา ถ้าปัญญาเป็นเราก็อีกนานไปอีกเท่าไหร่ จนกว่าปัญญาไม่ใช่เรา จนกว่าทุกอย่างจริงๆ ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นก็เริ่มต้นจากการที่รู้ตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้เพียงแค่ฟัง แต่ทุกอย่างก็ยังไม่เปิดเผยตามความเป็นจริง ยังถูกปกปิดไว้ด้วยความหนาแน่นของความไม่รู้ แม้จะได้ยินว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ แค่คำว่าเพียงสั้นแค่ไหน แต่เราก็เริ่มฟังเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ แต่ก็นาน ปรากฏอยู่ตลอดเวลา กว่าจะค่อยๆ ชินค่อยๆ เข้าใจว่า ถึงอย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็ไม่มีแน่นอน ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ในความไม่มี เพราะว่าถ้ามีต้องเป็นที่ตั้งของความติดข้อง

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็เริ่มเข้าใจขึ้น ทำไมมีอวิชชา เมื่อมีความไม่รู้ต้องหมายความว่ามีสิ่งที่ถูกไม่รู้ เพราะฉะนั้นจากไม่มีอะไรเลย แล้วเกิดมี แล้วไม่รู้ แค่นี้ แค่เกิดมีแล้วไม่รู้ นั่นก็คืออวิชชา และเมื่อมีความไม่รู้ก็มีความติดข้อง จะบอกว่าไม่ติดข้องได้อย่างไร อย่างเห็นอย่างนี้ มีเห็นแล้ว แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่อยากเห็นหรือ ใจจริงของทุกคนไม่รู้เลยว่า ติดการเห็นแค่ไหน ในความเป็นเราและในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หนาแน่นมืดทึบทั้งสองอย่าง ทั้งความเป็นเราด้วยในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เลย จะคลายได้อย่างไรก่อนจะดับ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปดับทันทีได้ แต่จะคลาย ความคลายปัญญาเขาค่อยๆ ทำหน้าที่ระดับไหน ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้

    ผู้ฟัง แล้วจะคลายได้อย่างไร ในเมื่อว่ากำลังติดข้อง ก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังติดข้อง

    ท่านอาจารย์ ธรรมเตชะ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยได้ยินไหม พิจารณาหรือไม่ว่าไม่มีแล้วก็มี และสิ่งที่มี ก็หามีไหม แน่นอนที่สุด เพราะพระองค์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว จึงตรัสให้เข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างนี้ แต่คนฟังยังมืดทึบมากทุกด้าน ทั้งตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ เพราะฉะนั้นปริยัติถ้าไม่มี ปฏิปัตติเกิดไม่ได้แน่นอน ปฏิเวธก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องให้ทุกคนได้เข้าใจจริงๆ มั่นคงว่า สำนักปฏิบัติทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ถ้าไม่มีคำที่ตรงชัด ก็อ้อมไปอ้อมมา บางคนก็บอกก็ดี ก็ไปสงบชั่วคราวไม่เห็นเป็นอะไร แต่ความจริงนั่นเป็นความเห็นผิด ซึ่งทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครจะมีโอกาสได้ฟังหนทางที่จะรู้ความจริง ถ้าทุกคนได้ยินแต่ว่าไปสำนักปฏิบัติ ยืน เดิน นั่ง นอน คิด จำ ดู แล้วก็เป็นพระอริยบุคคลได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีมากคือความไม่รู้ กับการยึดถือว่าเป็นเรา เราจะรู้ไหมว่ามากแค่ไหนในแสนโกฏิกัป แน่นแค่ไหน หนักแค่ไหน จมลงไปแค่ไหน กว่าจะค่อยๆ รู้ความจริงได้ ต้องอาศัยความเพียร เพราะฉะนั้นเข้าใจคำว่าบารมี ชัดเจนทุกบารมี โดยไม่ใช่เรา ทั้งหมดต้องไม่ใช่เรา ไม่ว่าจะอะไรทั้งสิ้น ต้องนำไปสู่การถึงความไม่ใช่เรา ด้วยการประจักษ์แจ้ง แต่ขั้นการฟังนี่ต้องมั่นคง

    ผู้ฟัง ขั้นประจักษ์แจ้งนี่ก็หมายถึงขั้นปฏิเวธแล้วใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ขั้นปฏิเวธ ตามลำดับขั้นของวิปัสสนาญาณ เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นวิริยารัมภกถา ก่อให้เกิดความเพียร โดยไม่ใช่เรา ลึกซึ้งไหม คือ หนึ่งต้องรู้ว่าไม่มีเรา และขณะนั้นก็รู้ว่าถ้าไม่มีความเพียรหรือความอดทน นี่เกิดดับ แล้วคิดดู ไม่ว่าทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ ถ้าไม่จริงพระสัมมาพุทธเจ้าจะประจักษ์แจ้ง จนกระทั่งถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ ในเมื่อไม่รู้เหมือนคนอื่น แต่นี้เพราะรู้ที่ไม่เหมือนใคร

    สนทนาธรรมที่นิกันติกอล์ฟคลับ จังหวัดนครปฐม

    วันที่ ๑๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๑

    ผู้ฟัง ขอกราบถามท่านอาจารย์ สงสัยว่าต้องแยกธาตุ แยกขันธ์อะไรอย่างนี้ อันนี้เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้ถึงขั้นนี้ไหม หรือว่าไม่ต้องอะไรอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ สิ่งหนึ่งก็คือว่า ได้ยินอะไรแล้วก็ไม่ถามให้ชัดเจน พอได้ยินคำว่าแยกธาตุ แยกขันธ์ ถ้าไม่รู้ว่าขันธ์คืออะไร ธาตุคืออะไร ทำไมไม่ถาม เขาจะได้อธิบายก่อนให้เรารู้ว่าขันธ์คืออะไร ธาตุคืออะไร แล้วแยกธาตุแยกขันธ์คืออะไร เพราะฉะนั้นการสนทนาไม่ใช่หมายความว่า ให้เขาพูดฝ่ายเดียว แต่คนฟังต้องคิด แล้วถ้าไม่เข้าใจก็ถาม เพราะว่าประโยชน์ของการสนทนากัน ก็คือว่าได้เข้าใจสิ่งที่เราพูด ถ้าไม่ถามก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจเลย อย่างเมื่อสักครู่นี้ ถ้าจะถามว่าเรามาที่นี่ทำไมกัน แค่นี้ ธรรมดาง่ายๆ ตอบยากไหม เรามาที่นี่ตั้งหลายคน ดีใจมากที่ได้พบกันมากมาย แต่ว่าเรามาทำอะไรกัน เห็นไหมยังไม่ต้องขันธ์ ยังไม่ต้องธาตุ เพียงแต่คำว่าเรามาที่นี่ทำอะไรกัน ตอบได้ไหม เพราะว่าวันหนึ่งวันหนึ่งเราจะไม่ค่อยคิด เราเพียงแต่ฟัง และบางคนก็ฟังแล้วก็เชื่อ โดยไม่มีเหตุผลเลยทั้งสิ้น แต่ถ้าเราไตร่ตรอง แล้วเราถาม เราก็จะได้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งที่เราได้ฟังถูกหรือผิด เพราะว่าทุกคนคิดได้ใช่ไหม บอกว่าพระจันทร์ร้อน เราก็คิดได้แล้ว จริงหรือไม่ จริงไหม เห็นไหม ถ้าฟังเฉยๆ พยักหน้ารับรอง แต่ถ้าถามว่าพระจันทร์ร้อนจริงไหม หรือว่าไฟเย็น หรืออะไรก็ได้ ทุกอย่างขอให้ถาม เพราะความจริงเป็นสิ่งที่รู้ได้แต่ต้องซัก ไตร่ตรองโดยละเอียดอย่างยิ่ง เรามาที่นี่ทำไม เรามาพบกัน เพื่อจะได้เข้าใจสิ่งซึ่งได้ฟังจากการสนทนากัน

    เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการได้รู้จักกันได้พบกัน ก็คือว่าเราได้มีความเข้าใจ สิ่งซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง พูดถึงเรื่องชีวิตความเป็นมาของแต่ละคน แต่ละคนที่นี่ไม่ได้เหมือนกันเลย นั่นคือเป็นชีวิตส่วนหนึ่ง ที่เราได้ฟังจากความกรุณาของผู้พูด ให้เราได้รู้ว่าชีวิตแต่ละชีวิตหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงแต่ละคนในที่นี้ ขอเชิญมาเล่า ก็จะมีประสบการณ์ต่างๆ มีความชอบไม่ชอบต่างๆ เป็นแต่ละหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่าความจริงแท้คืออะไร เพราะฉะนั้นวันนี้จริงๆ แล้วก็คือว่าเราได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราก็มาฟังคำของพระพุทธเจ้าใช่ไหม คำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ ที่เรากราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้า เราก็ต้องรู้ว่าเรากราบไหว้บูชาใคร ถ้าเราไม่รู้จักพระพุทธเจ้าเลย และเราก็กราบไหว้บูชา ถามว่าถูกต้องไหม เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ให้ใครฟังเฉยๆ แต่ให้เริ่มคิดไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเอง เมื่อเป็นความเข้าใจของเราเอง แล้วคนอื่นเปลี่ยนได้ไหม ในเมื่อเหตุผลถูกต้อง

    เพราะฉะนั้นเรารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ที่เรากราบไหว้ หรือว่าเรามาฟังคำที่พระองค์ตรัสไว้หลายพันปีมาแล้ว แต่คำนั้นก็ยังเป็นความจริง ซึ่งได้ยินเมื่อไหร่ สามารถที่จะเข้าใจได้เมื่อนั้น ดีกว่าเราไปกราบไหว้พระพุทธรูป แต่ว่าไม่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเขาถามว่าเรากราบไหว้ทำไม ตอบได้ไหม ขอโน่นขอนี่ แล้วขอได้หรือไม่ ทุกอย่างทำให้เราได้เป็นผู้ที่มีเหตุผล ถ้าเราค่อยๆ ฟังค่อยๆ ไตร่ตรองก็จะได้ประโยชน์จากการที่เรามาที่นี่ เหมือนกับการได้เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากคำของพระองค์ ไม่ใช่จากคนหนึ่งคนใดเลย ใครก็คิดคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ แต่ว่าพระองค์ตรัสไว้อย่างไร เราก็ค่อยๆ ได้ยินได้ฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้น จึงจะรู้ว่าเรากราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทำให้เราได้เข้าใจความจริง

    แม้แต่การฟังหรือการได้ยินก็ต่างกันใช่ไหม ถูกไหม นี่เริ่มคิด เพราะฉะนั้นคำแรกที่เราได้ฟัง ก็คือว่าสิ่งที่มีจริง ใครจะปฏิเสธว่าไม่จริงได้ไหม เราไม่ต้องพูดคำว่า ธาตุ  เราไม่ต้องพูดคำว่าขันธ์ พูดแล้วก็ไม่รู้จัก แล้วจะมีประโยชน์อะไร แต่ว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ต่อหน้ามีจริงๆ หรือไม่ มีจริงๆ ภาษาบาลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าธรรม  เพราะฉะนั้นเราอาจจะคิดว่า เราเคยไปฟังธรรมที่โน่นที่นี่ที่นั่น แต่เข้าใจหรือไม่ว่าไม่ว่าอะไรก็ตาม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คือรู้จริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ซึ่งใครก็ไม่สามารถจะรู้ได้ เมื่อเราไม่สามารถจะรู้ได้ พระองค์ก็ทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงให้เราได้ฟังทีละคำ จนกว่าเราจะสามารถที่จะเข้าใจได้

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่นได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทราบว่าพระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด พระองค์ทรงตรัสรู้เห็นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นหรือไม่ เห็นมีจริงไหม เห็นมีจริงๆ ไหม นี่ต้องคิด ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จากการที่ได้พบกัน แล้วก็ได้ฟังหลายชั่วโมงด้วย เพราะฉะนั้นก็เริ่มฟังใหม่ คิดใหม่ เพื่อจะได้เข้าใจให้ถูกต้องใหม่ เห็นมีจริงๆ หรือไม่ ได้ยินมีจริงไหม สิ่งที่มีจริงนี่แหละที่เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ดูเป็นของธรรมดาไม่เห็นมีอะไรจะต้องรู้  แต่ความจริงก็คือสิ่งที่มีทุกอย่างซึ่งเราไม่เคยรู้เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เช่น เกิดมาจากไหน มานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครเคยคิดเลยว่า แล้วทำไมเกิดมาแล้วต้องเห็นด้วย และต้องได้ยินด้วย บังคับให้คนที่เกิด ไม่เห็นไม่ได้ยินได้ไหมไม่ได้

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไม่ว่าในยุคสมัยใด ณ สถานที่ใด โลกมนุษย์หรือว่าเทวดา สวรรค์ พรหมต่างๆ โลกไหนก็ตาม ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ไม่มีอะไรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ แต่เวลาที่เราไปฟังธรรม เราไปได้ยินเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ แต่เราไม่เข้าใจ แต่ความจริงต้องรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะฉะนั้นเริ่มต้นด้วยคำว่าธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง และความจริงในภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม มี นี่คือฟัง ไม่เช่นนั้นจะเสียดายเวลามากเลยว่า จะไม่ได้เข้าใจแม้แต่คำว่าธรรมคืออะไร แต่อย่างไรอย่างไรวันนี้ขอให้เข้าใจอย่างมั่นคงแน่นอน ไม่เปลี่ยน ธรรมคือสิ่งที่มีจริง และเดี๋ยวนี้ก็กำลังมี เมื่อวานนี้มีไหม มี พรุ่งนี้จะมีไหม มี

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มี ตอนเป็นเด็กมีไหม มี แก่ลงมีไหม มี ทั้งหมดที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเวลานี้ถ้าได้กล่าวว่าฟังธรรม เรารู้เลยไม่ได้ฟังเรื่องอื่น แต่ฟังเรื่องความจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็รู้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก่อนเห็น หลับตา มีเห็นไหม ไม่มี เดี๋ยวนี้มีเห็นไหม เห็นมีจริงๆ เห็นเป็นธรรม ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นเห็น จะมีเห็นไหม ไม่อยากให้ใครๆ ไม่ได้เข้าใจคำว่าธรรม แต่พูดคำว่าธรรม  แต่เมื่อไหร่พูดคำไหน ขอให้เข้าใจคำนั้นจริงๆ มั่นคงยิ่งขึ้น

    อ.คำปั่น เมื่อสักครู่นี้ได้ฟังแล้วใช่ไหม ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความเป็นจริงของธรรม อะไรเป็นสิ่งที่มีจริงๆ บ้าง เห็นมีจริงใช่ไหม ที่เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงเห็น เพราะฉะนั้นถ้าจะพิจารณาต่อไป ก็จะถามต่อไปอีกว่าอะไร นอกจากเห็นแล้ว ที่เป็นสิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรมบ้าง

    ท่านอาจารย์ หิวมีจริงไหม เป็นธรรมหรือไม่ เป็น โกรธมีจริงๆ ไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรม เพราะฉะนั้นทุกอย่างหมดเลย อิจฉามีจริงไหม ริษยาเป็นธรรม ความเมตตากรุณาช่วยเหลือคนอื่น มีจริงๆ หรือไม่

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรไม่ใช่ธรรม เห็นไหม ต้องคิดเอง นี่คือประโยชน์ นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มรู้จักพระองค์ และกราบนมัสการด้วยการบูชายิ่งกว่าเก่า เพราะได้เข้าใจความจริงว่า พระองค์บำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้เราได้รู้ความจริงอย่างนี้ ตอบแล้ว เข้าใจแล้วว่า หิวมีจริง ทีนี้ถามให้คิดเองว่าอะไรมีจริงอีก แข็งมีจริงไหม

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ แข็งเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ หวาน รสหวานมีจริงไหม เป็นธรรมหรือไม่ ชอบอะไร

    ผู้ฟัง หวาน

    ท่านอาจารย์ ชอบหวานหรือ ชอบธรรมใช่ไหม นี่คือการที่กว่าเราจะเข้าใจจากการที่เราได้คิดไตร่ตรอง จนกระทั่งวันนี้ชาวนิกันติได้เข้าใจคำว่าธรรม ซึ่งคนอื่นยากที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าจะได้ยินคำว่าขันธ์ ได้ยินคำว่าธาตุ แต่ว่าน้อยนักที่จะรู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรทั้งหมดเลย ถ้าได้ยินคำว่าธาตุ ธาตุ นี่ภาษาบาลี ภาษาไทยก็เขียนคำว่า ธ.ธง สระอา ต.เต่า สระอุ เคยได้ยินไหม คำนี้ เคย เคยได้ยินคำว่าอะไรบ้าง ธาตุอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง ดิน น้ำ ลม ไฟ

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ใช่ไหม ได้ยินกันทุกคน ธาตุดิน ใช้คำว่าดิน ดินมีจริงหรือไม่ จริงไหม อยู่ไหน ธาตุดินอยู่ที่ไหน เพราะเราไม่รู้ เราก็ตอบไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าใจคำนั้นไม่เปลี่ยน เพราะเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงความจริงถึงที่สุด ภาษาไทยใช้คำว่า ดิน เพราะว่าเราเข้าใจว่าดินหมายความถึงอะไร แต่ว่าชาวเมืองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพระธรรม เขาก็ได้ยินคำภาษาบาลีที่เขาใช้เป็นประจำ คือภาษามคธี แต่เป็นภาษาที่ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ ก็เลยใช้คำว่าปาละ เหมือนอนุบาล หรือบาละดำรงไว้ ก็เป็นภาษาบาลี แต่ความจริงก็เป็นภาษาที่ชาวเมืองหนึ่งเขาใช้ เขาใช้คำว่าปฐวี คงไม่ได้ยินคำนี้ เพราะเราไม่ได้อยู่ที่นั่น เราไม่ได้เกิดที่นั่น แต่เราอยู่ที่นี่ เราได้ยินคำว่าดิน แต่อย่างนั้นเรายังต้องเรียนรู้ว่า คำนี้หมายความถึงอะไร เพราะว่าทุกอย่างมีอยู่แล้ว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี

    เพราะฉะนั้นธาตุดิน ใช้คำว่าธาตุ หรือธา-ตุ อย่างเมื่อสักครู่นี้ที่ได้ยินจากพระใช่ไหม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ธา-ตุ หรือธาตุเป็นสิ่งที่มีจริง ใครเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นดินที่เราใช้ในภาษาไทย และชาวมคธีที่ใช้คำว่าปฐวี หมายความถึงสิ่งที่แข็ง แข็งมาก แข็งน้อย จนกระทั่งถึงแม้นิ่ม ก็ยังเป็นลักษณะของแข็ง ถูกต้องไหม ไม่ใช่ร้อน ไม่ใช่หวาน เพราะฉะนั้นธาตุดิน หมายความถึงสิ่งใดๆ ก็ตาม สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นแข็ง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    16 มี.ค. 2569