ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๑๐
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ ลำพูน
วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ โกรธเกิดขึ้น อยากไม่โกรธ หาทางไม่โกรธ กับโกรธเกิดแล้วรู้ว่าโกรธไม่ใช่เรา อะไรจริง อะไรถูก โลภะความติดข้องเกิด ความรู้สึกเป็นสุขเกิด ไม่ใช่ไปบังคับไม่ให้มี ไม่ให้เกิด แต่เข้าใจว่าไม่ใช่เราโดยประการนั้นๆ โดยลักษณะนั้นๆ ที่เกิดอย่างนั้น ดับอย่างนั้น จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริง เป็นปกติ
ดังนั้น สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ไม่ประมาทในการฟังธรรมให้เข้าใจทีละคำ จนกว่าความเข้าใจนั้นจะมั่นคงเป็นสัจจญาณ เป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิด แล้วจะรู้ความต่างของปัญญาและสติขณะที่ฟังเข้าใจ กับขณะที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ เพราะได้ฟังเข้าใจจนถึงสามารถรู้และเข้าใจได้ในสิ่งซึ่งเคยไม่รู้มาก่อน เป็นธรรมดาทุกอย่าง ถ้าไม่รู้สิ่งที่เป็นปกติธรรมดา เป็นปัญญาหรือไม่ ไม่ใช่เลย จะเป็นปัญญาได้อย่างไร สิ่งที่เป็นปกติเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ แล้วจะไปรู้อื่นได้อย่างไร
อ.ธิดารัตน์ อาสวะโดยสภาพธรรมมีโลภะ ทิฏฐิ อวิชชา หมวดของอุปาทานก็มีโลภะกับทิฏฐิ สองหมวดนี้ต้องมีความต่างกันโดยลักษณะ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ หมายความว่าสภาพธรรมนั้นๆ สามารถที่จะกระทำกิจเป็นธรรมประเภทไหน ตัวอย่างหนึ่งคือ จิตที่เป็นโลภะ เป็นสหชาตาธิปติได้หรือไม่
อ.ธิดารัตน์ เป็นบ้าง ไม่เป็นบ้าง
ท่านอาจารย์ เป็นไม่ได้ มีหรือไม่
อ.ธิดารัตน์ มี
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงกิเลสประเภทอาสวะ แล้วอาสวะคือเมื่อไร เดี๋ยวนี้ที่ชอบดอกไม้ไม่ใช่อาสวะแล้ว แต่ขณะที่โลกไม่ปรากฏกำลังหลับสนิทแล้วมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น รู้หรือไม่ ไม่รู้ เป็นอวิชชาใช่หรือไม่ เป็นชวนจิตใช่หรือไม่ เป็นอาสวะใช่หรือไม่
อ.ธิดารัตน์ เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นจิตตาธิปติหรือไม่
อ.ธิดารัตน์ ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น แต่ทันทีที่เกิดขึ้นติดข้อง ติดข้องนี่คือโลภะ เป็นกามาสวะ เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า ความติดข้องในสิ่งที่เป็นรูปที่ปรากฏให้เห็นสีสันวัณณะต่างๆ สะสมไว้มากเท่าไร ยังไม่ทันรู้ว่าเป็นอะไร เพียงปรากฏให้เห็นไม่ใช่มีแต่อวิชชาความไม่รู้เท่านั้นยังมีความติดข้องอีกด้วย จิตขณะนั้นประกอบด้วยโลภะเป็นสหชาตาธิปติหรือไม่ เพราะฉะนั้นจิตที่มีโลภะเกิดร่วมด้วย เป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ เป็นได้คือขณะที่มีกำลังสามารถที่จะรู้ได้ว่าพอใจในสิ่งนั้น มีฉันทะเกิดขึ้นทำให้พอใจในสิ่งนั้น เวลาที่โลภะเกิดจะมีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย ซึ่งต้องแยกกันเพราะฉันทเจตสิกไม่ใช่โลภเจตสิก
เพราะฉะนั้น แม้แต่โลภเจตสิกกับโลภมูลจิตยังต่างกัน ขณะที่ลืมตามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ใช่หรือไม่ รู้หรือไม่ว่ารูปยังไม่ทันดับ ทั้งๆ ที่รูปเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ทรงแสดงอายุของจิตและรูปว่า รูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ลองดู ขณะที่ยังเป็นภวังค์อยู่ รูปก็เกิดดับของรูปไป แต่เวลาที่มีรูปกระทบหู ตา หรือกระทบอะไรก็ได้ เป็นปัจจัยให้ถึงวาระที่กรรมจะต้องทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แล้วแต่ว่าวาระของกรรมที่จะให้ผลทางตาให้เห็น หรือว่าวาระที่กรรมจะให้ผลทางหูให้ได้ยิน เลือกได้หรือไม่ ไม่ได้ มีตาแล้วมีสิ่งที่กระทบตาได้ มีหูแล้วมีเสียงที่กระทบหูได้ แต่วาระใดเล่าที่กรรมพร้อมที่จะให้ผล ขณะนั้นสิ่งนั้นเมื่อกระทบตาแล้วทำให้ภวังค์ไหว
ดังนั้นนับอายุของรูปตั้งแต่กระทบก่อนภวังค์ไหวเป็นอตีตภวังค์ เราเรียกภวังค์โดยชื่อก่อนที่จะมีการรู้อารมณ์ของโลกนี้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะว่าภวังค์เกิดดับนับไม่ถ้วนเลย กำลังหลับสนิทใครจะนับภวังค์ได้ว่าเกิดดับเท่าไร แต่เวลาที่รู้อารมณ์จะแสดงให้เห็นว่าอายุของรูป ๑๗ ขณะคือเมื่อไร คือตั้งแต่เริ่มกระทบ ขณะนั้นใช้คำว่าอตีตภวังค์ ภวังค์ที่ถูกกระทบเกิดแล้วดับไป เมื่ออตีตภวังค์หนึ่งขณะเดียวนั้นดับ ภวังค์ต่อไปต้องตามการที่ถูกกระทบคือไหว ไหวที่นี่ไม่ได้หมายความอย่างรูป แต่จะละอารมณ์ของภวังค์ เพราะการกระทบของรูปที่ปสาทรูปใดก็ตามหนึ่งขณะดับ ทำให้เกิดภวังค์ขณะสุดท้าย หมายความว่าเมื่อภวังคจิตดวงนี้ดับไปแล้วจิตต้องรู้อารมณ์อื่น จะรู้อารมณ์ของภวังค์ไม่ได้ แม้แต่จิตจะรู้อารมณ์อะไรและเมื่อไรยังเลือกไม่ได้เลยทั้งนั้น นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น ทันทีที่ภวังค์สุดท้ายที่เราใช้คำว่า ภวังคุปัจเฉทะ ตัดกระแสของภวังค์คือจิตดวงนี้ดับแล้วภวังค์เกิดไม่ได้ ต้องเป็นวิถีจิต วิถีจิตคืออะไร ไม่ใช่เพียงแต่พูดว่าวิถีจิตเท่านั้น วิถีจิตคือจิตที่อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่ไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ จะมีจิตที่พ้นวิถีไม่ใช่วิถีจิตคือ ขณะที่เป็นปฏิสนธิจิตขณะแรกของชาตินี้ กรรมทำให้วิบากผลของกรรมนั้นที่จะทำให้เกิดแล้วแต่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม อารมณ์ขณะที่เป็นวิบากจิตไม่ใช่อารมณ์ของโลกนี้ แต่เป็นอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติ คือใกล้ตายของชาติก่อน
ชาติก่อนเราทำอะไรที่ไหนรู้หรือไม่ ใกล้จะตายรู้อะไรหรือไม่ ก็ไม่รู้ เพราะอารมณ์ของชาติก่อนนั้นไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นอารมณ์ของภวังค์กับปฏิสนธิเป็นอารมณ์เดียวกัน ปฏิสนธิจิตเป็นชาติอะไร เป็นวิบาก เป็นผลของกรรมอะไร ภวังค์ก็ต้องเป็นผลของกรรมนั้นที่ทำให้ไม่ใช่เพียงแค่เกิดขึ้นขณะเดียว ถ้าเกิดขึ้นขณะเดียวแล้วดับไม่มีอะไรอีกจะเป็นผลของกรรมพอหรือไม่ ไม่พอ ยังต้องดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น เมื่อเป็นสัตว์มีชีวิตดำรงไปยังตายไม่ได้ พยายามสักเท่าไรก็ตายไม่ได้ถ้าไม่ถึงแก่กรรม คือไม่ถึงกาลที่กรรมนั้นสิ้นสุดให้พ้นจากความเป็นบุคคลนั้น จะเป็นบุคคลนั้นต่อไปอีกไม่ได้เลยแม้หนึ่งขณะจิต เงินทองมหาศาลก็ซื้อไม่ได้ นายแพทย์กี่คนจะทำอย่างไรก็ทำไม่ได้ เพราะเหตุว่าถึงกาลที่กรรมจะให้ผลทำให้จิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้น ทำกิจเคลื่อนพ้นความเป็นบุคคลนั้น จะกลับเป็นบุคคลนั้นไม่ได้อีกเลยในสังสารวัฏฏ์ เป็นได้เพียงชาติเดียว
เพราะฉะนั้นก่อนจุติ กรรมหนึ่งที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติ ปฏิสันธิคือสืบต่อจากจุติ มีอารมณ์อะไร กรรมนั้นก็ทำให้จิตใกล้จุติมีอารมณ์นั้น ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมก็เป็นอารมณ์ที่ทำให้กุศลจิตเกิดขึ้น ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม อารมณ์นั้นก็เป็นปัจจัยให้อกุศลเกิดขึ้น เลือกได้หรือไม่ เหมือนเดี๋ยวนี้เลยทุกอย่างเลือกไม่ได้ เพียงแต่ว่าจุติยังไม่เกิด แต่ถ้าจุติจิตเกิดก็เหมือนเดี๋ยวนี้เลย
เมื่อจุติจิตดับแล้ว ปฏิสนธิมีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติของชาติก่อน เพราะทันทีที่เห็น ได้ยิน หรืออะไรก็ตามดับทางใจต้องรับรู้ต่อ แต่เมื่อถึงเวลาสิ้นชีวิตไม่มีมโนทวารวิถีหรือมีก็ได้ดับแล้ว ปฏิสนธิจิตมีอารมณ์เดียวกันเป็นอารมณ์ที่ไม่ปรากฏเลย ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ไม่รู้เลยทั้งสิ้น เคยเห็น เคยได้ฟัง เคยได้ยินอะไรมาก็ไม่รู้เลย
ขณะนั้นเป็นภวังคจิตโลกนี้ไม่ปรากฏ แต่จะปรากฏเมื่ออาศัยทางหนึ่งทางใด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ โดยกระทบผัสสเจตสิก อาหารปัจจัยนำมาซึ่งโลกนี้เลย เมื่อเห็นเท่านั้นก็เป็นเรื่องเป็นราว เป็นคิด เป็นไตร่ตรอง ผสมกันหมดทั้ง ๕ ทาง เพราะผัสสเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท แล้วแต่ว่าผัสสเจตสิกจะกระทบอะไร จิตที่เกิดพร้อมกันต้องรู้อารมณ์ที่ผัสสะกระทบ ผัสสเจตสิกกระทบสิ่งนี้จิตจะไปรู้สิ่งอื่นไม่ได้ แม้เดี๋ยวนี้ไม่ว่าอะไรที่ปรากฏเพราะกระทบ ต้องมีสิ่งนั้นกระทบตา ขณะนี้เห็นสีสันวัณณะต่างๆ ถ้าเสียงปรากฏ เสียงต้องกระทบหู โดยที่ผัสสเจตสิกเป็นนามธรรมซึ่งเกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต เป็นปัจจัยให้จิตประเภทนั้นๆ เกิดขึ้นแล้วแต่ว่าผัสสะกระทบอะไร
เราต้องรู้ ๑๗ ขณะนี้เพื่อที่จะรู้ว่ารูปที่เกิดแล้วดับไม่กลับมาอีกเลย และรูปไม่ใช่สภาพรู้ ทันทีที่มีการเห็น ยับยั้งได้หรือไม่ ทันทีที่สีกระทบตา หรือเสียงกระทบหู ถึงวาระที่กรรมจะให้ผล ยับยั้งไม่ได้ ต้องมีจิตที่รู้อารมณ์นั้นโดยไม่ใช่ภวังคจิต เกิดสืบต่อจากภวังคจิตสุดท้ายคือภวังคุปัจเฉทะ แต่ความน่าอัศจรรย์ แม้เป็นสิ่งที่กระทบตาได้หรือเสียงที่กระทบหูได้ วิถีจิตแรกยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน เพียงแค่รู้ว่าอารมณ์นั้นกระทบทวารไหน นี่คือหน้าที่ของจิตนั้นจึงมีชื่อว่า ปัญจทวาราวัชชนะ
ทุกคนคุ้นเคยกับคำว่าห้า ปัญจะคือ ๕ ทวารคือประตูหรือทาง อาวัชชนะหมายความถึงจิตที่รำพึง ภาษาไทยรำพึงคือยาวมาก แต่หนึ่งขณะเพียงรู้ว่ามีอะไรกระทบ ถ้าเราอยู่ในบ้านแล้วมีคนมาที่ประตู รู้หรือไม่ว่าเป็นใคร แต่รู้ว่ามีคนมา หน้าที่ของปัญจทวาราวัชชนจิตคือ เพียงรู้ว่ามีอารมณ์กระทบแล้วดับ เป็นทาง เปิดทางให้เพราะรู้สิ่งที่จิตที่เกิดต่อไปจะเห็นหรือจะได้ยินสิ่งที่กระทบ กี่ขณะจิตนับไป เพื่อที่จะรู้ว่าขณะไหนเป็นจิตที่ไม่ใช่สหชาตาธิปติ แม้แต่พูดคำเดียวก็สามารถที่จะเข้าใจลึกซึ้งถึงความไม่ใช่เรา และความเข้าใจจริงๆ ว่า ไม่ใช่ให้เรามาจำว่าจิตนั้นมีกี่ประเภท แต่ต้องให้รู้ว่าเพราะอะไรด้วย
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ปัญจทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางตาจะเรียกว่าจักขุทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางหูก็ใช้โสตทวาราวัชชนจิต ตามกิจที่รู้สิ่งที่กระทบว่ากระทบทวารไหนดับแล้ว จิตเห็น จิตได้ยิน เกิดขึ้นหนึ่งขณะเดียว จิตก่อนจักขุวิญญาณเกิดนั้นไม่เห็น ทันทีที่เห็นดับไป จิตที่เกิดต่อไม่เห็น แต่มีอารมณ์นั้นได้ เพราะการเห็นทำให้สืบต่อไปถึงขณะจิตต่อไป ทันทีที่จักขุวิญญาณจิตเห็นเดี๋ยวนี้ดับ จิตที่เกิดต่อรับรู้อารมณ์โดยไม่เห็น แต่เหมือนเห็นตลอดเช่นเดียวกับความรวดเร็วของก้านธูปหนึ่งดอกหมุนให้เป็นวงกลมหรืออะไรก็ได้
เพราะฉะนั้น สัมปฏิจฉันนะเพียงแค่รับรู้ รับเท่านั้นแล้วดับ แต่จิตที่เกิดต่อไปรู้เพิ่มขึ้นอีกและยังคงเป็นวิบาก จากการที่รับดับไปก็รู้ต่อในอารมณ์นั้น ภาษาบาลีจะใช้คำว่าสันตีรณะ ภาษาไทยใช้คำว่าพิจารณา ไม่ต้องไปคำนึงถึงภาษาเลยเพราะเร็วเกินกว่าที่ใครจะไปรู้ได้ ภาษาเป็นเพียงชื่อของจิตแต่ละหนึ่งขณะซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เพื่อให้เข้าใจ ซึ่งไม่ต้องมีชื่อก็ได้ แต่เราไม่เคยรู้แล้วจะเรียกว่าอะไร อย่างเช่นพิจารณา เราก็ไม่รู้ว่าจิตไหน แต่ว่าสำหรับสันตีรณะต้องเฉพาะจิตซึ่งเกิดต่อจากสัมปฏิจฉันนะดับ กุศลหรืออกุศลก็ยังไม่เกิด แต่พร้อมอยู่ในจิตมากมายมหาศาลที่สะสมเป็นอนุสัย ที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น เร็วปานนั้น คือทันทีที่สันตีรณะดับ โวฏฐัพพนะเป็นกิริยาจิต ไม่ใช่วิบากจิต
ความต่างแม้แต่ของหนึ่งขณะจิต ทรงแสดงไว้โดยชาติการเกิดว่าเป็นเหตุ หรือเป็นผล หรือไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผล เป็นกิริยาจิต เพราะเหตุว่าสามารถที่จะรู้ได้ทั้งสิ่งที่เป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม เป็นอารมณ์ที่ดี ประณีตหรือไม่ประณีต ประณีตมากหรือว่าประณีตธรรมดา จิตนี้สามารถที่จะรู้ได้ทั้งหมดจึงเป็นกิริยาจิต แต่ถ้ารู้เฉพาะอารมณ์ที่ไม่ดีต้องเป็นอกุศลวิบากจิต เป็นผลของกรรมที่ได้ทำไว้ ขณะนั้นจิตที่เป็นผลของกรรมดีเกิดไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างเป็นไปตามปัจจัย แต่ละหนึ่งปัจจัยสามารถจะบอกได้เลยว่าจิตนั้นเป็นปัจจัยอะไร ไม่ใช่ว่าไม่เป็นปัจจัย และไม่ใช่เฉพาะปัจจัยเดียวด้วย ไม่ว่าสภาพธรรมใดจะเกิดไม่ใช่เฉพาะปัจจัยเดียว นี่คือความลึกซึ้งอย่างยิ่งกว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น เมื่อโวฏฐัพพนะซึ่งเป็นกิริยาจิตดับ โวฏฐัพพนะหมายความว่าอะไร
อ.คำปั่น โวฏฐัพพนะในภาษาไทยหมายถึงการตัดสิน
ท่านอาจารย์ ใช้คำนี้ แต่ไม่ใช่ตัดสิน เป็นไปตามการสะสมที่เป็นทาง ชวนปฏิปาทกมนสิการเกิดแล้ว ที่จะพร้อมที่จิตต่อไปเป็นชวนะ เป็นทางให้มนสิการให้จิตที่จะเสพอารมณ์นั้นเกิดขึ้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก็ตามแต่ ซึ่งเราเรียนมาแล้วทั้งหมดต้องรู้ลำดับของการเกิดด้วย เพราะฉะนั้นชื่อภาษาบาลีเป็นภาษาไทยก็เข้าใจแล้ว แต่ก็ต้องรู้ว่าภาษาบาลีใช้คำอะไร ขณะนั้นเป็นอกุศลที่สะสมมาระดับที่ไม่มีการรู้เลยว่าเดี๋ยวนี้ เพราะ ๑๗ ขณะที่รูปเกิดแล้วดับ ใครรู้ ยังไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้นเป็นสหชาตาธิปติหรือไม่ จิตที่เป็นอกุศลในขณะนั้นที่มีโลภะเกิดร่วมด้วยเป็นอกุศล
แสดงว่าแม้เป็นชวนจิต แต่เป็นสหชาตาธิปติก็ได้ ไม่เป็นสหชาตาธิปติก็ได้ แต่ถ้าเป็นโมหมูลจิต ไม่เป็นสหชาตาธิปติ นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง ฟังเพื่ออะไร เข้าใจเพื่ออะไร เบื่อหรือไม่ แต่ละคำถ้าเบื่อก็จบ หมายความว่าไม่มีทางที่จะเข้าใจต่อไปถึงการที่จะดับกิเลสได้เลย เพราะความเป็นตัวตน ความไม่รู้และความติดข้อง ปิดกั้นไม่ให้เห็นประโยชน์ของปัญญา แม้เพียงเล็กน้อย วันนี้อาจจะจำไม่ได้หมดแต่ว่าค่อยๆ ฟังอีกบ่อยๆ ก็จะรู้ความละเอียดว่า ที่กล่าวถึงสหชาตาธิปติปัจจัยว่าจิตอะไรเป็นสหชาตาธิปติได้ แต่หมายความว่าไม่เป็นก็ได้คือ ขณะที่เป็นชวนวิถีจิต เมื่อเห็นดับไปทางปัญจทวาร อกุศลเกิด ถึงแม้มโนทวารที่เกิดสืบต่อก็ไม่รู้ ถ้ายังไม่ปรากฏเมื่อใดก็ยังคงไม่ใช่อธิปติเมื่อนั้น เป็นเราหรือไม่
กำลังฟัง เป็นเราหรือไม่ ชั่วขณะที่เข้าใจเป็นปัญญาระดับเข้าใจ แต่ความเป็นเราลึกเพียงใด มากมายมหาศาลเท่าไร ถ้าฟังเข้าใจแล้วจะมีสำนักปฏิบัติหรือไม่ เพราะฉะนั้น สำนักปฏิบัติทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปิดกั้นหนทางถูกที่สัตว์โลกมีโอกาสจะได้เข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญารู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้
อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความเป็นไปของจิตที่เป็นวิถีจิต วิถีจิตคือจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยทางหนึ่งทางใดในการรู้อารมณ์ ๖ ทางคือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ถ้าจะประมวลชีวิตตั้งแต่เกิดมา จนกระทั่งก่อนถึงจุติจิตที่จะเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ ก็คือวิถีจิตสลับกับภวังคจิต เท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึงชีวิตธรรมดา ภวังคจิตกับวิถีจิตก็คือหลับแล้วก็ตื่น ตื่นขึ้นก็มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส แล้วก็หลับ แล้วก็ตื่น แล้วก็มีเรื่องมากมาย เมื่อหลับหายไปไหนหมดเลย แล้วก็ตื่น เพราะฉะนั้นคือภวังคจิตเรื่อยๆ จนกระทั่งมีวิถีจิตเกิดคั่นและภวังค์ต่อไป ไม่เหลือ ไม่มีอะไรเหลือเลย เพราะว่าเพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วเป็นภวังค์ตอนหลับไม่เห็นมีอะไร ทั้งหมดในวันหนึ่งไม่มีเมื่อหลับ แต่หารู้ไม่ว่าแม้ขณะนี้ก็มีภวังค์คั่นแต่น้อยมากจนไม่ปรากฏ สภาพการเกิดดับของจิตไม่ได้ปรากฏการเกิดขึ้นและดับไปตามความเป็นจริง จึงหลงเข้าใจว่าไม่ได้ดับไปเลย ภวังค์อยู่ไหน ขณะนี้มองไม่เห็นภวังค์เลย แม้แต่จิตที่เกิดก่อนเห็นก็ไม่รู้ จิตที่เกิดหลังเห็นก็ไม่รู้ คิดว่ามีเห็นอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดคือความไม่รู้ แต่ลองเทียบดูว่าชีวิตมีอะไรนักหนานอกจากภวังค์ ตื่น รู้สิ่งต่างๆ แล้วก็หลับ แล้วไม่เหลือเลย ภวังค์ใช้คำว่า ไม่เหลืออะไรที่เคยมีในวันนั้นเลย
ตอนหลับสนิทจำเรื่องที่ได้ฟังได้หรือไม่ ไม่ได้เลย ไม่มีทางเลย หายไปไหนหมด สะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะ ตื่นขึ้นมาจำได้เลยว่าอยู่ไหน ถึงจะไม่รู้ว่าอยู่เชียงใหม่หรืออยู่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังจำห้องนี้ได้ เป็นธรรมดา นี่คือชีวิต ธรรมซึ่งใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ แข็งมีแล้ว เกิดแล้วจะไม่ให้เกิดได้อย่างไร จะไม่ให้มีแข็งได้อย่างไร ฉันใด จิตก็เกิดเป็นธาตุรู้แล้ว เห็นแล้วจะไม่ให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร คือเป็นธรรมแต่ละหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ไม่ออกจากสังสารวัฏฏ์สักที อยู่มานานแล้วจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก หมดความเป็นคนนี้ ชาติหน้าเป็นคนใหม่ก็หมดอีก ชาติก่อนเป็นใครก็หมดแล้วไม่เหลือเลย ไม่ใช่เพียงจำไม่ได้ ไม่เหลือเลยด้วย
เพราะฉะนั้นมีเพื่อหมด ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วหมดไป ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะเป็นคนดีขึ้นหรือไม่ จะไปทำชั่วเพื่ออะไร ในเมื่อเป็นผลชั่วที่จะต้องได้รับทางตา หู จมูก ลิ้น กายและการเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นธรรมหรือความเข้าใจนำมาซึ่งกุศลทั้งปวง กำลังเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ เป็นศีลหรือไม่ เป็น นำไปสู่ศีลอื่นที่ยิ่งกว่านี้ด้วย ในขณะที่เพียงศีล ๕ ศีล ๘ แล้วไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่สามารถที่จะนำไปสู่ความเข้าใจยิ่งขึ้นได้ บางคนจะมุ่งหน้ารักษาศีล ๕ ศีล ๘ โดยที่ไม่ได้เข้าใจเลยว่า ศีลคือจิตเจตสิกซึ่งเป็นกุศลทุกประเภท แล้วปัญญาของใครจะเทียบกับปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังคำของใครกับฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่รู้ว่าต่างกันคือคนนั้นไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เว้นสักคำ แม้แต่คำที่ว่าสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง
อ.คำปั่น ร่าเริงเบิกบานที่ได้เข้าใจความจริง ใช่หรือไม่ ไม่หลงไปในทางที่ผิด ไม่ไปสำนักปฏิบัติ ไม่ไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ แต่เห็นประโยชน์ของพระธรรม เห็นคุณค่าของคำจริงแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ถ้าไม่ได้ฟัง ไม่มีทางที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้ จึงมีความจริงใจอดทน มีความเพียรที่จะฟัง ที่จะศึกษา เพื่อความเข้าใจความเป็นจริงของธรรมยิ่งขึ้น
การสนทนาธรรมเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเลย ทำให้ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง สิ่งไหนได้ฟังแล้วได้ฟังอีก ความเข้าใจก็เพิ่มขึ้น คลายความสงสัยเสียได้ ทำความเห็นให้ตรงถูกต้องตามพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ขณะที่ฟังพระธรรมจิตผ่องใสด้วยกุศลธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาที่เริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้น จากการที่ได้ยินได้ฟังคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260