ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๓๕

    สนทนาธรรม ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

    วันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ไม่รู้อะไรเลยแล้วจะไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลส เป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่เข้าใจธรรมแล้วประพฤติตามๆ กันโดยไม่เห็นความวิกฤตก็ไม่มีการที่จะแก้ไข แต่เมื่อใดที่เห็นความวิกฤตจะรู้ว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดในชีวิตของทุกคนที่เป็นชาวพุทธคือ สามารถที่จะเป็นคนดีแล้วเข้าใจพระธรรม และสามารถที่จะช่วยกันสืบต่อพระศาสนาด้วยการศึกษาความถูกต้อง อาจหาญร่าเริงที่จะเห็นประโยชน์และเข้าใจธรรมหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจธรรม พระศาสนาก็วิกฤตอย่างนี้และยิ่งกว่านี้ด้วย

    ผู้ฟัง ประเด็นที่บอกว่า ชาวพุทธเราไม่รู้จักองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องจากว่าไม่เข้าใจธรรมของพระองค์ ด้วยเหตุผลนี้ผมคิดว่า ณ ช่วงเวลานี้ศาสนาพุทธในประเทศไทยอยู่ในขั้นวิกฤตแน่นอน ถ้าเรื่องนี้เป็นวิกฤตของพระพุทธศาสนา เราจะแก้วิกฤตนี้ได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่าเหตุมาจากอะไรที่วิกฤต คือเพราะไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น จะแก้วิกฤตได้ต่อเมื่อเริ่มเห็นประโยชน์แล้วเข้าใจธรรมและรู้คุณค่าว่า วิกฤตทั้งหมดมาจากความไม่รู้ แต่ผู้รู้ได้ทรงแสดงธรรมให้รู้ ให้เข้าใจ ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่วิกฤตถ้าเข้าใจธรรมของพระองค์

    ผู้ฟัง ในประเด็นสืบเนื่องถัดไป ถ้าการจะแก้ปัญหาที่วิกฤตนี้ได้คือ ต้องให้เข้าใจธรรมของพระพุทธองค์ ปัญหาก็คือในประเทศเราขณะนี้ ใครจะมาเป็นผู้นำในการสร้างความเข้าใจนี้ให้กับชาวพุทธทั้งหลาย

    ท่านอาจารย์ ที่จริงไม่ใช่ใครเลยนอกจากตัวเอง ทุกคน เราจะฝากคนอื่นได้อย่างไร ให้คนนั้น ให้คนนี้ ทุกคนก็หมุนเวียนกันไปโดยไม่มีใครรู้ธรรมเลย แต่ว่าแต่ละคนเริ่มเห็นประโยชน์ เริ่มเห็นคุณค่า และเริ่มพิจารณาคำที่ได้ฟังว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าผู้ที่จะเข้าใจธรรม สัจจบารมีคือความเป็นผู้ตรง ถูกคือถูก ผิดคือผิด ปัญญาที่รู้ว่าอะไรถูกจะไม่นำไปสู่ทางที่ผิด เพราะฉะนั้นเป็นความเข้าใจถูกที่ทำให้พฤติกรรมทั้งหลายจะพ้นวิกฤตได้ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจถูก จะให้ความไม่รู้ไปแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ นอกจากสัจจบารมี อธิษฐานบารมี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีนานเท่าไรเกินกว่าที่ใครจะคิด กว่าพระองค์จะได้ทรงตรัสรู้และแสดงธรรม แต่ละคำลึกซึ้งอย่างยิ่งให้คนที่เห็นคุณค่าค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจ และความเข้าใจนั่นเองจะทำให้เป็นคนดี เพราะปัญญารู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์

    เพราะฉะนั้น หนทางนี้เท่านั้น ซึ่งถ้าเราสามารถที่จะมีความเข้าใจถูกต้องและเริ่มแก้ไข จะสามารถพ้นวิกฤตได้แต่ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพราะเหตุว่าวิกฤตมากมายมานานแล้วยิ่งเพิ่มขึ้น หนทางที่จะแก้ไขประการแรก ไม่ให้พระภิกษุรับเงินและทอง ถ้าคฤหัสถ์ไม่ให้ พระภิกษุจะได้เงินมาจากไหน และข้อสำคัญคือ ชีวิตคฤหัสถ์มีกิจธุระการงานต่างๆ มากมายอย่างชาวโลกนั้นศึกษาธรรมได้ เข้าใจธรรมได้ ไม่ทำลายพระวินัย แต่ถ้าเป็นพระภิกษุแล้วไม่เข้าใจธรรมก็ต้องทำลายพระวินัย ชาวบ้านก็คิดว่าถ้าไม่มีพระภิกษุแล้วประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไร ประเทศไทยอยู่ได้ถ้ามีความเข้าใจธรรรม แต่ถ้ามีผู้ที่ไม่เข้าใจธรรม ประเทศไทยก็อยู่อย่างวิกฤตเช่นนี้

    ผู้ฟัง คำถามที่สอง หัวข้อที่เราตั้งไว้คือ วิกฤตพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ ถ้าศาสนาพุทธที่ประเทศไทยอยู่ในขั้นวิกฤต ตามความหมายที่ได้เรียนท่านอาจารย์ทราบเมื่อสักครู่นี้ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อประเทศชาติ

    ท่านอาจารย์ กระทบมาก ตั้งแต่เพราะไม่รู้ จึงมีการใช้คำว่าระดมบวชได้หรือไม่ บวชตามจำนวนมากมายมหาศาลที่เข้าใจว่ายิ่งบวชมากเท่าไรยิ่งดี ถึงกับเกณฑ์หรือจ้างคนที่ไม่มีความสนใจในธรรมเลยมาบวช ซึ่งไม่ทราบว่าต้องการให้ได้จำนวนมากไปเพื่ออะไร เพราะผู้ที่จะบวชนั้นต้องเข้าใจธรรม ไม่ใช่ว่ามีผู้ที่บวชจำนวนมาก และอีกอย่างหนึ่งแม้แต่สามเณร ก็ไม่รู้ว่าสามเณรคือใคร พระภิกษุคือใคร เพราะเหตุว่าไม่ได้ศึกษาพระวินัยบัญญัติ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เริ่มฟังธรรมเข้าใจเขากล่าวว่า ชาวบ้านไม่รู้จักพระ พระไม่รู้จักพระ ถ้ารู้จักก็ต้องประพฤติตามพระธรรมวินัย แต่ถ้าไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย เป็นพระภิกษุได้อย่างไร

    ด้วยเหตุนี้ ทุกคนต้องรู้เหตุว่ามาจากไหนและแก้ที่เหตุคือ เริ่มสนใจและเข้าใจพระธรรม นอกจากนั้นสามเณรเป็นใคร ให้เด็กเล็กๆ ไปบวชเพราะน่ารัก ให้มาเดินตามชายหาด มาเล่นเกม หรือทำอะไรก็ตามซึ่งไม่ใช่ในพระธรรมวินัย สามเณรคือ ผู้ที่ยังไม่ถึงกาลเวลาที่จะบวชเพราะยังไม่มั่นคงพอ ใช่หรือไม่

    สามเณรคือ ผู้ที่ดำเนินรอยตามภิกษุซึ่งดำเนินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกประการหนึ่ง วัดคืออะไร อาราม ที่รื่นรมย์ยินดี ไม่ใช่ด้วยเสียงดนตรี แต่ด้วยความสงบซึ่งหายาก เพราะเหตุว่าปกติธรรมดาผู้ที่ยังไม่ได้เข้าวัดในครั้งนั้นก็ไม่มีความรู้อะไร ชีวิตดำเนินไปด้วยกิเลสต่างๆ แต่ขณะใดก็ตามที่ไปสู่อารามเช่นพระเชตวันแล้วได้มีความเข้าใจ ขณะนั้นรื่นรมย์ในการที่สงบจากอกุศล ไม่ใช่ว่าวัดเป็นตลาดนัด เป็นที่ทำขนมปัง หรือเป็นที่อะไรๆ ต่างๆ แต่วัดต้องสงบ วัดวาอารามต้องสงบ ถ้าเข้าไปในนั้นแล้วไม่สงบจะเป็นวัดหรือ เพราะฉะนั้นวิกฤตทุกประการ

    ผู้ฟัง ขอให้ขยายความคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่าได้ยึดมั่นถือมั่น

    ท่านอาจารย์ ต้องขออนุโมทนาที่ต้องการความเข้าใจ เพราะว่าเมื่อได้ยินคำใดประโยคใดแล้วผ่านไปก็จะไม่ลึกซึ้ง "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น" ใครทำได้ แล้วพระพุทธศาสนากล่าวอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าไม่ใช่เพียงฟังแล้วไม่ยึดมั่น พระองค์ทรงแสดงความจริงจนกว่าจะไม่ยึดมั่น ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เพียงแค่ประโยคเดียวทุกคนก็คิดว่าไม่ยึดมั่น เป็นไปไม่ได้เลย ต่อเมื่อใดฟังธรรมเข้าใจขึ้นจะค่อยๆ ละคลายความยึดมั่น จนสามารถที่จะดับได้ไม่เหลือเลย เพราะว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนายิ่งกว่ายาใดๆ ทั้งสิ้น โรคทั้งหลายมียาที่รักษาได้เพียงชั่วคราวแล้วก็เป็นอีก แต่ปัญญาที่ค่อยๆ เจริญขึ้นสามารถที่จะไม่ยึดมั่นได้จริงๆ ไม่ใช่โดยเราที่ไม่รู้ แต่ต้องเป็นปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น ประโยคนี้สอดคล้องกับตอนต้นที่เราพูดหรือไม่ว่า ขณะนี้เห็นเกิดขึ้น ก่อนเห็นไม่มีเห็น เดี๋ยวนี้ที่เห็น เห็นต้องเกิด แต่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วดับไป ไม่มีใครรู้เลย เป็นธรรมดา ขณะนี้กำลังเกิดดับตลอด ถ้าไม่ประจักษ์อย่างนี้ก็ยังคงยึดมั่นว่าเป็นสิ่งนั้น เป็นสิ่งนี้และเป็นเรา แต่ว่าถ้าเข้าใจจริงๆ มีสิ่งที่เพียงเกิดขึ้น ถ้าจะประมาณก็ไม่มีใครที่สามารถจะรู้ได้เลยว่าเร็วเพียงใด เพียงปรากฏนิดเดียวกับจิตหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป จิตขณะอื่นเกิดสืบต่อแล้ว ไม่เห็นแล้ว แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ประจักษ์จริงๆ จะไม่มีปริยัติสู่ปฏิปัตติและปฏิเวธ ปฏิเวธคือการรู้แจ้งความจริงของธรรมตรงตามที่ได้ฟัง

    ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพิสูจน์ได้เพราะเป็นความจริง เมื่อไรก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ ขณะนี้ธรรมเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้ว เพราะฉะนั้นเป็นอย่างนี้ทุกขณะ ตั้งแต่เช้าถึงค่ำจนถึงต่อๆ ไป แสดงให้เห็นว่าควรยึดมั่นหรือไม่ ในเมื่อไม่ใช่เราเลย ทำก็ไม่ได้ ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้ว เกิดแล้วไม่ให้ดับไปหมดไปก็ไม่ได้ ดับไปหมดแล้ว ดังนั้นกว่าจะเข้าใจทุกอย่างว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้ กี่ชาติก็เหมือนชาตินี้ และชาติหน้าก็จะมีการเห็นอย่างนี้ มีการได้ยินอย่างนี้ แล้วหายไปหมดเหมือนชาติก่อนซึ่งเราอาจจะเป็นใครก็ได้ สนุกสนานเพลิดเพลินแล้วหมดไป ไม่กลับมาอีกเลย

    ถ้ามีความเข้าใจแต่ละคำมั่นคงขึ้นๆ ๆ ธรรมทนต่อการพิสูจน์ เพราะเหตุว่าปัญญาค่อยๆ ละความไม่รู้ ซึ่งขณะนี้อวิชชาความไม่รู้กำลังปิดกั้นมืดสนิท ทุกคนนอนหลับแล้วฝัน เมื่อตื่นมาก็รู้ว่าในฝันเป็นเพียงฝันไม่มีอะไร ขณะนี้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เหมือนกับฝันไปเรื่อยๆ ทุกชาติ ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงไม่มีอะไร เหมือนในฝันเพราะเหตุว่าเพียงปรากฏแล้วดับไป นี่คือปฏิปัตติและปฏิเวธ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจจากการฟังก่อน ปัญญาระดับนั้นจึงสามารถจะเกิดขึ้นได้และจะละความยึดมั่นความยึดถือได้ รู้หรือไม่ว่าละความยึดมั่นถือมั่นในอะไร ในความเป็นเรา ซึ่งความจริงเป็นธรรมทั้งหมด ละเอียดยิ่งกว่านั้นก็คือเดี๋ยวนี้เราเห็น ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ละความยึดมั่น ไม่ใช่พูดง่ายๆ ผิวเผิน แต่ว่าละความยึดมั่นในเห็นที่กำลังเห็น เพราะมีความเข้าใจขึ้นตั้งแต่เริ่มฟังว่า เห็นเกิดและเห็นดับ ละความยึดมั่นได้หรือยัง ถ้ายังก็ฟังต่อไป ปริยัติจะนำไปสู่ปฏิปัตติ จะนำไปสู่ปฏิเวธ เมื่อนั้นจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว เพราะว่าได้รู้ความจริงว่า ทุกคำของพระองค์เป็นความจริงตั้งแต่ต้น จนกระทั่งถึงการประจักษ์แจ้งทุกคำที่ได้ฟัง ในครั้งอดีตผู้ที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละท่านสะสมปัญญาบารมี ค่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ ฟังไป ฟังไว้ๆ จนกว่าวันหนึ่งสภาพธรรมปรากฏอย่างนี้ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร แต่ด้วยขันติบารมีรู้ว่าถึงได้ แต่ไม่ใช่เราทำ เป็นปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็จะเข้าใจในความเป็นพระรัตนตรัย

    ผู้ฟัง เมื่อครั้งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต" ท่านอาจารย์ได้เมตตากรุณาอย่างมาก ที่พยายามจะบอกพวกเราตลอดเวลาว่าธรรมคืออะไร ความจริงยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง สิ่งต่างๆ ที่เราเห็นกันมาว่าพระทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เปิดเผยอะไรที่เป็นความจริงให้เราเห็นบ้าง ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณาเพราะธรรมยากและลึกซึ้งมาก ขณะนี้ไม่มีใครเห็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่พระธรรมคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะคงความเป็นสิ่งที่มีจริง ให้ทุกคนที่สนใจจะเรียนรู้ได้ศึกษาได้

    เราชอบใช้คำว่าเป็นบุญ ความจริงบุญไม่ใช่นึกจะทำอะไรไม่ดีสักวันหนึ่ง แล้วไปแก้บนแก้บุญอะไรซึ่งเป็นไปไม่ได้ บุญคือจิตใจที่เป็นกุศล ขณะที่ฟังแล้วเข้าใจนี่เองเป็นบุญมหาศาลยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้นเลย ที่พูดกันไปปฏิบัติธรรม ไปสำนักวิปัสสนา ไปอะไรต่อมิอะไร ไม่ต้องไป ธรรมมีให้รู้อยู่ทุกขณะแล้ว

    ผู้ฟัง เราจะตรวจสอบตัวเราเองอย่างไรว่า ลืมตามาตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงเข้านอน เราเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้วิกฤตทางพุทธศาสนาอย่างไรหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนนอน เข้าใจธรรมหรือไม่ ไม่ยาก เพียงแค่ธรรมคืออะไร เป็นคำแรกคำเริ่มต้นและยังมีอีกหลายคำ เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามใครเลย ไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าเราเข้าใจพระพุทธศาสนาเพียงใด แม้แต่คำว่าธรรม ตั้งแต่ตื่นคิดถึงบ้างหรือไม่ ทั้งๆ ที่ทั้งหมดเป็นธรรมตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทุกวันจนตายเป็นธรรมก็ไม่เคยคิดถึงเลย

    ผู้ฟัง แล้วเราจะทราบธรรมของพุทธองค์ ในความเข้าใจของการดำรงเป็นพุทธมามกะได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ธรรมคิดเองได้หรือไม่ ถ้าได้ ไม่ต้องมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ประเทศไหนกี่พันปีมาแล้วและต่อไปข้างหน้า ก็ไม่สามารถจะรู้ความจริงอย่างทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว ซึ่งเป็นที่พึ่งได้จริงๆ ด้วยการที่ต้องเป็นผู้ที่ตรงและละเอียด โดยต้องรู้ว่าความจริงเป็นสิ่งซึ่งควรรู้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้อีกต่อไปก็ได้ จนตายไปกี่ชาติๆ ก็คือไม่รู้อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น เริ่มรู้เมื่อมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังดีหรือไม่ แต่ต้องเป็นคนตรงคือ ไตร่ตรองเพราะว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำของคนอื่น

    เราจะไปพูดว่าคนนี้คนนั้นพูด นั่นไม่ใช่การศึกษาธรรมจริงๆ การศึกษาธรรมจริงๆ คือไม่ว่าใครพูดแล้วเราเข้าใจอะไรจากการได้ยินคำของเขา ถูกต้องหรือไม่กับสิ่งที่มีจริงๆ อย่างเช่น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง คือตั้งแต่เช้าจนค่ำทั้งหมดที่เป็นธรรม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้โดยประการทั้งปวง ทรงแสดงไว้ให้คนค่อยๆ เริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นรู้เลยว่าตรวจสอบตัวเองได้

    การสนทนาธรรมเป็นมงคลอย่างยิ่ง เพื่อมีความเข้าใจจากการได้ฟังสิ่งซึ่งเราอาจจะคิดไม่ถึง เป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนว่าอะไรถูก อะไรผิด และเป็นผู้ที่ตรง คำใดที่เป็นคำจริง คำนั้นเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำไม่จริงทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง วิธีที่พ่อแม่น่าจะหยิบยื่นให้ลูกหลานเพื่อเข้าใจหลักธรรมคำสอน ควรจะต้องเริ่มต้นปฏิบัติอย่างไรให้เขาเป็นชาวพุทธแท้

    ท่านอาจารย์ เรื่องนี้ต้องพิจารณา ให้คนอื่นเป็นชาวพุทธแท้ พ่อแม่จะทำอย่างไร ถ้าพ่อแม่ไม่ได้เข้าใจธรรมแล้วจะไปให้ลูกเข้าใจจากใคร ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้คือหวังลูกหลาน แต่ตัวเองไม่ได้เข้าใจธรรมเลย ลูกหลานจะเข้าใจได้หรือ ในเมื่อไม่มีใครเข้าใจธรรมที่จะสอนเขา เพราะฉะนั้นพ่อแม่ควรที่จะได้เข้าใจธรรมด้วย ไม่เช่นนั้นก็หวังแต่เพียงลูกหลาน แล้วตัวเองเป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กำลังนำเรียนทุกท่านว่า ต้องเริ่มต้นจากพ่อแม่รู้จักธรรม ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เริ่มต้นจากทุกคน เพื่ออะไร เพื่อประโยชน์ของตนเองที่ต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน แต่จากไปด้วยความไม่รู้ ความไม่รู้นำมาซึ่งความติดข้อง ความติดข้องนำมาซึ่งทุจริตต่างๆ เพราะไม่รู้ว่าอะไร ถูกอะไรผิด แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจธรรมแล้ว ความเข้าใจไม่ใช่เราแต่เป็นความเห็นถูก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา เพราะฉะนั้นหวังคนอื่นหรือว่าตัวเรา ถ้าทุกคนหวังคนอื่น ไม่มีใครเข้าใจธรรมแน่ เพราะต่างคนก็ต่างหวังคนอื่น

    ตราบใดที่ไม่เข้าใจธรรม ตราบนั้นยังคงเป็นวิกฤตต่อไป จะแก้วิกฤตหรือไม่ ไม่ใช่คนอื่นแก้ แต่ละคนช่วยกัน แล้วเป็นผู้ที่ตรงจริงใจและมั่นคงไม่หวั่นไหว ความจริงคือความจริง ความถูกต้องคือความถูกต้อง ธรรมฝ่ายดีคือกุศลธรรมนำมาซึ่งประโยชน์ แต่ธรรมที่ตรงกันข้ามคือฝ่ายทุจริตไม่ดี นำมาซึ่งผลที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและผู้อื่นด้วย และไม่ใช่จะจบชีวิตเพียงชาตินี้ ยังมีชาติต่อไปอีกนับไม่ถ้วน และจะเป็นอย่างนี้ตราบใดที่ไม่ได้เข้าใจธรรม แต่ชีวิตจะดีขึ้นเพราะความเห็นถูกที่เข้าใจถูกต้อง

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------

    ท่านอาจารย์ เวลามีน้อยและมีค่าทุกขณะ วันนี้เรามาที่นี่เพื่อจะสนทนาธรรม ซึ่งถ้าใครที่ได้ยินได้ฟังเรื่องมงคล ๓๘ จะรู้ได้ว่า การสนทนาธรรมเป็นมงคล เพราะเป็นการที่จะได้มีความเข้าใจสิ่งซึ่งยากลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าแม้กำลังมีอยู่แต่ไม่มีทางที่จะรู้เลย ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีทางเลย ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่ถ้าถามจริงๆ ว่าใครรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง คำตอบจะเป็นอย่างไร คำถามง่ายๆ ธรรมดา ใครรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง ในที่นี้มีใครไม่รู้จักบ้างหรือไม่ ไม่มี แต่ว่ารู้จักแต่ชื่อ

    ถ้าถามละเอียดลึกซึ้งว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร ทุกคนในสากลจักรวาล แม้ในพรหมโลกและเทวโลกก็กราบนมัสการบูชา แสดงถึงความเป็นบุคคลที่ไม่มีใครเปรียบและไม่ได้มีบ่อยๆ นานแสนนานเป็นกัปป์จึงจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศ ทุกคนที่ชินหูเพียงแค่ว่าพระองค์หมดกิเลส ดับกิเลสเป็นพระอรหันต์ แต่ไม่ใช่พระอรหันต์เหมือนเช่นพระอรหันต์อื่นๆ พระองค์ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงว่าพระคุณของพระองค์ต้องมากเหลือที่จะพรรณนาได้ยิ่งกว่าพระอรหันต์ทั้งหลาย และพระอรหันต์เป็นใคร ทุกคนรู้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้ที่หมดกิเลส แต่คนอื่นอย่างปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลส ถึงการที่จะหมดกิเลสได้โดยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ความมีค่าอย่างยิ่งของพระรัตนะคือ สามารถทำให้ความไม่รู้ซึ่งทุกคนไม่สามารถจะรู้ได้ แต่เมื่อได้ยินได้ฟังคำจริงกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ธรรมเตชะ คำนั้นทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อน เช่น ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม เพราะว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร แล้วเราเคยคิดหรือไม่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ คิดที่กำลังคิดเดี๋ยวนี้ ชอบที่กำลังชอบเดี๋ยวนี้ เกิดมาเป็นคนซึ่งเป็นผลของกุศล มีโอกาสได้ฟังคำที่สามารถทำให้เริ่มเข้าใจความจริงว่า เรารู้ความจริงหรือไม่ ความจริงในหนึ่งขณะ ทุกๆ ขณะ

    มีคนกล่าวว่า ยุคนี้ พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทันสมัย เพราะเขาไม่รู้จักคำว่าสมัย แต่ถ้ารู้จักคือ สมัยหมายถึงหนึ่งขณะ เดี๋ยวนี้เห็น ขณะนั้นต้องไม่มีอย่างอื่น นอกจากสมัยหนึ่งที่เห็นเกิดขึ้น เห็นแล้วดับไป สมัยหนึ่งคือกำลังได้ยิน เดี๋ยวนี้เป็นสมัยหนึ่งที่ได้ยิน ไม่ใช่สมัยเห็น ซึ่งไม่มีใครจะทันสมัยทุกขณะ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริงเลย กล่าวได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมาเราพูดคำที่ไม่รู้จักทุกคำ ไม่ว่าคำอะไรทั้งนั้น ไม่รู้จักคำนั้นเลย แต่พูดด้วยความไม่รู้และคิดว่ารู้ เพราะฉะนั้น จะเริ่มรู้ว่าไม่รู้ เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    2 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ