ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๔๓

    สนทนาธรรม ที่ บัฟฟาโล รีสอร์ท อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

    วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ การรู้ว่าไม่ใช่เรา ได้ทรงแสดงความละเอียดว่า จิตแต่ละหนึ่งมีหน้าที่ มีลักษณะเฉพาะของตนของตน ไม่สับสนไม่ปะปนกันเลย เพื่ออะไร เพื่อรู้ว่าไม่มีเราเลย ถ้ามีความเข้าใจละเอียดขึ้น และทรงแสดงด้วยว่าจิตหนึ่งขณะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร เพราะอะไร

    ผู้ฟัง คือกลายเป็นว่า เป็นเราไปสรุปเองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรากำลังฟังปริยัติ แต่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นได้ยินแล้วก็คิด แล้วก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นเข้าใจเป็นปัญญา ซึ่งเกิดจากการได้ยินได้ฟังแล้วก็คิด

    ผู้ฟัง ฉะนั้นในเรื่องของการจงใจที่จะไปละ นั่นคือเป็นเราทั้งนั้นที่จะไปละ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ตลอดจนถึงความเป็นพระอรหันต์ จะไม่พ้นจากธรรมไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา แต่ละหนึ่งคือมีปัจจัยเกิดแล้วดับ ไม่มีใครไปทำให้เกิดได้เลยเพราะเหตุว่าไม่มีตัวตน แต่เป็นธรรมทั้งหมดคือ จิต เจตสิก และรูป ไม่ว่าจะหลับ จะตื่น จะเห็น จะได้ยิน จะรัก จะชัง จะทุกข์ จะสุข ทั้งหมดในชีวิตก็เป็นธรรม ซึ่งเป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป

    ผู้ฟัง ความหลงผิดหรือความเข้าใจผิดนั้นช่างซับซ้อนลึกซึ้งเหลือเกิน

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เพียงชาตินี้ กี่ชาติมาแล้วนับไม่ถ้วนเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอดีตชาติก่อนที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความไม่รู้ที่เรามีก็มากมายอย่างนั้นเอง

    ผู้ฟัง ความอดทนหรือความพยายามเป็นทางที่จะไปให้เกิดปัญญาร่วมด้วย

    ท่านอาจารย์ ความพยายามมีจริงๆ หรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าเรากล่าวได้ แต่ไม่ปรากฏ กำลังพูด มีความพยายามหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ วิริยเจตสิกก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ธรรมที่ไม่ปรากฏมากกว่าที่ปรากฏเท่าไร มองเห็นหรือไม่ว่าใต้ทะเลมีอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง ก็มองไม่เห็นว่าใต้ทะเลมีอะไร

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ปรากฏเพียงแค่เห็น ไม่รู้ว่าก่อนเห็นมีอะไร หลังเห็นมีอะไร ปรากฏแต่ได้ยิน ก่อนนั้นก็ไม่รู้ว่ามีอะไร กำลังหลับก็ยังไม่รู้ว่ามีอะไร ทั้งหมดอยู่ในความมืดซึ่งไม่รู้

    ผู้ฟัง จะรู้ได้เฉพาะขณะนั้นเท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คำว่าพุทธะคือผู้ตื่น คุณวีระลองคิดดู ถ้าขณะนี้ไม่รู้อะไรเลย เหมือนหลับหรือไม่

    ผู้ฟัง เหมือนหลับ

    ท่านอาจารย์ ไม่ตื่นเลย เพราะอะไร ถ้าหลับไม่รู้ว่ามีอะไร หลับไปเรื่อยๆ จะรู้หรือไม่ว่ากำลังหลับ

    ผู้ฟัง ก็จะไม่รู้อะไรทั้งสิ้น

    ท่านอาจารย์ หลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ว่าหลับใช่หรือไม่ ต่อเมื่อใดตื่นถึงจะรู้ว่าไม่ใช่หลับ เพราะฉะนั้นความไม่รู้ทุกชาติๆ ๆ ก็เหมือนหลับ แต่รู้เมื่อใดก็เหมือนตื่นจากความหลับ จึงมีคำว่าพุทธะ ผู้ตื่นจากกิเลส จากความไม่รู้ ผู้เบิกบาน ผู้ดับกิเลสได้เพราะรู้ ถ้าไม่รู้เมื่อใดก็เหมือนหลับ เพราะขณะหลับ ในฝันมีทุกอย่างเหมือนจริงใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้มีทุกอย่างเหมือนจริง แต่ความจริงมีอะไร มีสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป

    ผู้ฟัง ขณะนี้มีทุกอย่างเหมือนจริงก็เหมือนหลับแล้วฝันถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้

    ท่านอาจารย์ เหมือนมีจริง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ก็เหมือนมีจริง แต่ความจริงไม่มี เพียงแค่เป็นธรรมที่เกิดดับ เหมือนฝันเลย

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่ตื่นอยู่ตราบใดก็เหมือนคนที่ฝันไปเรื่อยๆ แล้วไม่รู้ว่าฝัน ยังไม่ตื่นจะรู้ได้อย่างไรว่าฝัน ตื่นเมื่อใดถึงจะรู้ว่าขณะที่ตื่นนั้นไม่ใช่ฝัน ฝันว่ามีเราชาตินั้นชาตินี้ แต่เมื่อตื่นขึ้นจึงรู้ว่าไม่มี มีแต่ธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับ

    ผู้ฟัง น่าสงสารตัวเอง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีคุณวีระก็เหมือนฝัน เมื่อรู้ความจริง ไม่มีคุณวีระเลย มีเห็นซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป มีได้ยินแล้วมีคิดเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีคุณวีระ เพราะฉะนั้น มีคุณวีระเมื่อใดก็คือฝันว่ามี แต่ความจริงเป็นธรรมทั้งหมด

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดหมายความถึงว่า ขณะที่ฝันว่ามี หรือนึกว่ามี จริงๆ แล้วคือไม่มีอะไร

    ท่านอาจารย์ ไม่มี ตราบใดที่ยังมี ตราบนั้นละกิเลสไม่ได้ ทุกคำต้องฟัง ไตร่ตรองพิจารณา เพราะฉะนั้นจะรู้ว่าไม่มีเมื่อไร เมื่อก่อนนั้นไม่มี แล้วก็เกิดขึ้นมี แล้วหามีไม่ในสังสารวัฏฏ์ จึงรู้ว่าไม่มี เพียงแค่เกิดขึ้นนิดเดียว ปรากฏว่ามีเพียงแค่เล็กน้อยแสนสั้น แต่ต้องเป็นปัญญาที่ประจักษ์จริงๆ จึงรู้ว่าไม่มี แล้วก็รู้ว่าทั้งหมดในสังสารวัฏฏ์ หลงติดข้องในสิ่งที่ความจริงไม่มี แต่หลงเข้าใจว่ามีอยู่ตลอดทุกชาติ ชาตินี้ก็มีอย่างนี้

    ผู้ฟัง จริงด้วย

    ท่านอาจารย์ เหมือนชาติก่อนใช่หรือไม่ ก็เป็นอย่างนี้ เห็น ได้ยินบ้าง อะไรบ้าง แต่ชาติก่อนอยู่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่มีอีกแล้ว

    ท่านอาจารย์ แล้วก็ชาติหน้า

    ผู้ฟัง ก็ยังไม่มี

    ท่านอาจารย์ รู้เลยว่าไม่มีชาติที่กำลังเป็นเดี๋ยวนี้เพราะว่าหมดแล้ว แต่ต้องถึงชาติหน้า เมื่อยังไม่ถึงชาติหน้าก็คิดว่ามีจริงๆ คุณวีระกลับไปหาคนที่เคยเป็นในชาติก่อนที่จะเป็นคุณวีระ ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ไม่มีแล้วคนนั้น

    ท่านอาจารย์ ถ้าประจักษ์แจ้งจริงๆ ในการเกิดดับของแต่ละหนึ่งชัดเจน ไม่ใช่คุณวีระทั้งตัวทั้งชาติ แต่คือแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นและดับไป เมื่อนั้นก็เข้าใจพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า การที่จะพูดคำว่าอนัตตา การที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่มีเรา ไม่ใช่ของเรา ต้องด้วยปัญญาที่ประจักษ์ความจริง แต่ฟังไว้ก่อน เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยไว้ก่อน จนกว่าจะเข้าใจขึ้นว่าความจริงเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้

    อ.กุลวิไล ถ้าไม่มีปัญญา จะไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริงเลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่ผู้ตื่น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ว่า แต่ละคำที่พระองค์ตรัส กว่าเราจะเข้าใจได้จริงๆ คุณของการที่สามารถเข้าใจคำของพระองค์ได้นั้นมากมายมหาศาลเพียงใด แล้วถ้าเข้าใจผิดคือทำลายคำสอนของพระองค์เพราะไม่ให้คนอื่นสามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ตรงแล้วเห็นคุณและหน้าที่คือ สิ่งใดผิดก็ต้องเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาให้รู้ทั่วกันว่าสิ่งนั้นผิด เพื่อประโยชน์ เขาจะได้ไม่ผิด

    อ.กุลวิไล ถ้าหากเป็นผู้ตื่นคือ ตื่นจากความที่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะว่าธรรมก็เป็นสิ่งที่มีจริง และแน่นอนสิ่งเหล่านี้เกิดแล้วต้องดับไป

    ท่านอาจารย์ ถ้ากำลังนอนหลับและฝัน จะรู้หรือไม่ว่าฝัน ไม่มีทางรู้เลย ไม่มีทาง เหมือนจริงไปตลอดใช่หรือไม่ ตื่นเมื่อไรจึงรู้ว่าฝัน ไม่มี เพราะฉะนั้นกำลังไม่รู้ก็คือฝันว่ามี จนกว่าจะรู้ว่าความจริง เราจริงๆ ไม่มี มีแต่ธรรม

    อ.กุลวิไล เพราะฉะนั้น ที่ท่านกล่าวถึงกันการปล่อยวางหรือละวาง ที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจตอนต้นว่า แม้การละวางหรือปล่อยวาง ก็คือปล่อยวางจากการที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมนั่นเอง

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเรา ปล่อยวางไม่ใช่เรา ถ้ายังเป็นเรา วางหรือไม่ ไม่ได้วางเลยก็ยังเหมือนเดิม คือเป็นเรา แต่วางจากการที่หลงผิดว่าเป็นเรา ทั้งหมด ทุกวัน ทุกอย่างด้วย

    อ.กุลวิไล ดังนั้นขณะนี้เองก็ยึดถือสิ่งที่มีจริงว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยังไม่ปล่อยวาง

    ท่านอาจารย์ ก็ฝัน ฝันว่าเป็นเรา แล้วต้องรู้ด้วยว่าปล่อยวางไม่ใช่เรา แต่เป็นความเข้าใจถูก ความเห็นถูก เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีจากการฟังให้เข้าใจก็หมดหนทางที่จะปล่อยวาง ก็ฝันเรื่อยไปในสังสารวัฏฏ์ ไม่ตื่น

    ผู้ฟัง คำกล่าวที่ว่า ในชีวิตประจำวัน บัญญัติบดบังปรมัตถธรรม แล้วขณะที่เราเห็นอยู่ บัญญัติบดบังเห็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าเห็นเกิดแล้วดับ จะมีคน มีสิ่งที่ปรากฏเป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ หรือไม่ เพราะเพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น กว่าจะเป็นคุณเบญ ลองแยกออกไป แตกละเอียดได้ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อมารวมกันเป็นคิ้ว เป็นตา เป็นผม เป็นรูปร่าง เป็นสัณฐาน สภาพจำเพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับก็ยึดถือว่า สิ่งนั้นไม่ได้ดับไปเลยมีจริงๆ แต่ความจริงสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปไม่กลับมาอีกเลย สิ่งที่เห็นก็คือการเกิดดับสืบต่อของสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏให้เห็นทางตา แต่ขณะนี้ไม่รู้ว่าแต่ละหนึ่งเกิดแล้ว ดับแล้ว ลวงให้เห็นว่ายังนั่งอยู่ตรงนี้ ยังเป็นคนนี้ ยังเป็นโต๊ะอย่างนี้

    ผู้ฟัง ดิฉันเห็นอาจารย์ธีรพันธ์ เห็นเป็นรูปร่างอย่างนี้แล้วบัญญัติบดบังอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา จะมีคุณธีรพันธ์ให้เห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตาเพียงแค่หนึ่งเดียว จะเป็นคุณธีรพันธ์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ กว่าจะเป็นคุณธีรพันธ์ เห็นอะไรบ้าง มีคิ้ว มีตา มีผม มีเสื้อ มีทุกอย่าง ถ้าเห็นหนึ่ง จะเป็นคุณธีรพันธ์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อรวมกันแล้วเป็นคุณธีรพันธ์ จำได้ รูปร่างสัณฐาน เมื่อไม่ใช่คุณธีรพันธ์ก็เห็นคุณสงบ เพราะอะไรจึงรู้ว่าเป็นคุณสงบไม่ใช่คุณธีรพันธ์ ต้องเห็นตั้งเท่าไรกว่าจะเป็นคุณสงบ ต้องเห็นตั้งเท่าไรกว่าจะเป็นคุณกุลวิไล

    เห็นหนึ่งขณะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาต้องเกิดจึงกระทบตาและตาต้องเกิดด้วย ถ้าไม่มีตาเกิดขึ้น สิ่งนี้ก็กระทบตาไม่ได้ เห็นก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเล็กน้อยเพียงใด เป็นแต่ละหนึ่งแล้วเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถที่จะประจักษ์สิ่งที่เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้เป็นแต่ละหนึ่ง และแต่ละหนึ่งประกอบด้วยอะไร อย่างเช่น ตา จักขุปสาทรูปต้องมีรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จึงจะมีสีสันวัณณะปรากฏเมื่อกระทบตาได้ ทุกอย่างเพียงแต่ละหนึ่ง

    ผู้ฟัง แต่ที่หมายความว่าบัญญัติที่ปิดบังปรมัตถ์คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ คนนี้ใคร

    ผู้ฟัง อาจารย์ธีรพันธ์

    ท่านอาจารย์ ความจริงเป็นหรือไม่ หรือเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    ผู้ฟัง หมายความว่าชื่ออาจารย์ธีรพันธ์บดบัง

    ท่านอาจารย์ เพียงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแล้ว เพราะความจริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ หลับตาแล้วไม่มี แต่สิ่งนี้ดับก่อนหลับตา

    ผู้ฟัง ถึงไม่หลับตา

    ท่านอาจารย์ ก็ดับ แล้วทรงแสดงไว้ว่า จิตเห็นหนึ่งขณะเกิดขึ้น แต่จิตที่เกิดต่อจากจิตเห็น รูปนั้นยังไม่ดับ จิตที่เกิดต่อก็รู้รูปนั้น เพราะจิตเห็นได้เกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้น สัญญาความจำซึ่งสืบต่อและมีสิ่งนั้นปรากฏให้จำไว้ และไม่รู้ว่าดับไปแล้วด้วยเพราะมีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ จึงเหมือนกับว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ยั่งยืน

    ผู้ฟัง เพราะว่าจำ

    ท่านอาจารย์ เพราะจำ

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าอธิบายว่า บัญญัติปิดบังปรมัตถ์ก็คือ จำไว้ว่าเป็นอาจารย์ธีรพันธ์ คือชื่ออาจารย์ธีรพันธ์ที่บดบังสภาพปรมัตถ์ ที่ประกอบกันเป็นอาจารย์ธีรพันธ์

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้จักชื่อก็ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดคือ คน หรือดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้ เพราะจิตเกิดขึ้นเห็นนับไม่ถ้วน ทำให้สิ่งที่ปรากฏรวมกันเป็นนิมิตตะ ปรากฏเป็นสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้สภาพที่จำค่อยๆ จำว่าเป็นสิ่งนั้น จำว่าเป็นโต๊ะ จำว่าเป็นดอกไม้ จำว่าเป็นคน จำว่าเป็นเก้าอี้ นี่คือสภาพจำ เพราะไม่รู้ความจริงว่าสภาพธรรมเกิดดับ แต่จำต่อกันจนกระทั่งเหมือนไม่ดับเลย

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีความจำเลยก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่คุณเบญจะไม่ให้แข็งเกิดขึ้นเป็นแข็งได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้แน่นอน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะไม่ให้สภาพจำเกิดขึ้นจำได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ คำว่าอนัตตารวมทุกอย่าง ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จะให้จำ เป็นกลิ่นได้หรือไม่ จำต้องเป็นจำ กลิ่นต้องเป็นกลิ่น เพราะฉะนั้น ทุกอย่างทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นี่คือความหมายของธรรมซึ่งเป็นปรมัตถธรรม มีลักษณะซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงใช้คำว่าธาตุ หรือธา-ตุ ทรงไว้ซึ่งลักษณะนั้นๆ ของตน ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้

    ผู้ฟัง ถ้าเราบอกว่าเห็นดอกไม้ นี่คือบัญญัติ

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเลย

    ผู้ฟัง ทั้งหมดเลย ไม่เว้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของบัญญัติ

    ผู้ฟัง ในโลกของบัญญัติกับฝันที่พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ก็เหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเลย เพราะไม่รู้ความจริงแต่ละหนึ่งว่าไม่มี ดอกไม้ก็ไม่มี ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่เกิดดับรวมกันจนปรากฏเป็นนิมิตตะ สีสันต่างๆ ทำให้รู้ว่าดอกกุหลาบไม่ใช่ใบกุหลาบ

    ผู้ฟัง ใครๆ ก็ได้ยินคำว่าขันธ์ ๕ แต่เหตุใดจากขันธ์ ๕ ถึงมีอะไรมากมายเกินกว่าที่จะเชื่อว่ามาจากขันธ์ ๕

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขันธ์คืออะไร มีจริงหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง เป็นสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ มากหรือไม่ แล้วสิ่งที่ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก นับประมาณได้หรือไม่ว่าเท่าไร

    ผู้ฟัง ประมาณไม่ได้

    ท่านอาจารย์ คือแต่ละหนึ่งคือหนึ่ง จะประมาณได้อย่างไรใช่หรือไม่ มากมายจนกระทั่งว่า ประมวลได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ใหญ่อย่างไร สภาพใดก็ตามที่เกิดไม่ใช่สภาพรู้ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เป็นประเภทหนึ่ง ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเด็ดขาดว่า ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่มี และอีกสภาพหนึ่ง เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ แต่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น โดยประเภทใหญ่ๆ แม้ว่าธรรมแต่ละหนึ่งนับไม่ถ้วน ประมาณไม่ได้ แต่ก็จำแนกเป็นประเภทว่า ธรรมประเภทที่เกิดขึ้นแต่ไม่รู้เป็นรูปธรรม แต่ถ้ามีแต่รูปธรรม โลกก็ไม่ปรากฏ อะไรก็ไม่ปรากฏเพราะไม่มีสภาพรู้ แต่จะไม่ให้สภาพรู้เกิดไม่ได้ ธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดขึ้นต้องรู้ รู้อะไร ก็รู้สิ่งที่มี เมื่อมีรูปกระทบตาจะไม่ให้เห็น คือรู้สิ่งนั้นหรือ ในเมื่อเป็นรูปที่สามารถกระทบกับตา ไม่ให้ตาเกิดก็ไม่ได้ ไม่ให้สีสันวัณณะกระทบก็ไม่ได้ กระทบแล้วเดี๋ยวนี้เห็นแล้วด้วย หมดแล้วด้วย แต่ไม่รู้ ดังนั้นเมื่อฟังธรรมเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำจริง วาจาสัจจะ เพราะฉะนั้น คุณธีรพันธ์เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ธรรมอะไร

    ผู้ฟัง มากมาย เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ก็เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ประมวลแล้วเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นจิต เจตสิก รูป

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรมกับนามธรรม ๒ อย่าง

    ผู้ฟัง ใช่ ๒ อย่าง

    ท่านอาจารย์ แต่นามธรรมมี ๒ อย่าง แยกออกเป็นจิตและเจตสิก คุณธีรพันธ์มีจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีเจตสิกหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีรูปหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นคุณธีรพันธ์ ถ้าไม่มีจิต เจตสิก รูป จะมีคุณธีรพันธ์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความจริงเป็นคุณธีรพันธ์ หรือเป็นจิต เจตสิก รูป

    ผู้ฟัง เป็นจิต เจตสิก รูป

    ท่านอาจารย์ เกิดดับหรือไม่

    ผู้ฟัง เกิดดับ ถ้าอาจารย์ธีรพันธ์เป็นเพียงแค่จิต เจตสิก รูป เพราะฉะนั้นคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกันนี้ทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ ธรรมหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมนั้น เปลี่ยนไม่ได้ รูปเป็นรูป จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก เจตสิกแต่ละหนึ่งหลากหลายมากเป็น ๕๒ ประเภท แต่ ๕๒ ประเภท ประมาณระดับของความเป็นธรรมมากหรือน้อยของธรรมนั้นๆ ไม่ได้เลย ตั้งแต่มีความพอใจโดยไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งเป็นความพอใจที่สามารถจะปรากฏให้รู้ได้ ก็ต่างกันแล้วใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ แต่ละหนึ่งเป็นธรรมที่มีจริง เกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีก ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างมั่นคงก็ละความยึดถือไม่ได้ รู้ว่าธรรมคืออะไร และอะไรเป็นธรรม ให้มั่นคงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็คุ้มกับการที่จะนั่งฟังทั้งเช้าทั้งบ่าย เพราะเหตุว่าไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไรก็ไม่พ้นจากสิ่งที่มีจริงนี่เอง ค่อยๆ เข้าใจละเอียดขึ้นๆ ไม่ใช่ไปนั่งจำชื่อ แต่เข้าใจทุกคำที่ได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าจะได้ยินคำไหน เช่น คำว่าขันธ์ ต่อไปนี้รู้แล้วว่าคือธรรมที่เกิดดับนั่นเอง สิ่งใดก็ตามที่เกิดดับเป็นขันธ์ทั้งหมดเลย ที่ว่าเป็นเราก็คือขันธ์ ใช่หรือไม่ และประเภทใหญ่ๆ คือนามขันธ์กับรูปขันธ์ แต่ว่านามขันธ์ตามการยึดถือต่างกันเป็น ๔ เพราะฉะนั้นเป็นรูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ จึงเป็นขันธ์ ๕ ตามความยึดถือ ที่ยึดถือรูปธรรม ไม่สงสัยแล้วใช่หรือไม่ ทั้งตัวที่ติดข้องมากเป็นรูปขันธ์

    เวลาที่เราเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เรามีความรู้สึกในสิ่งนั้นแน่ๆ บางทีไม่ค่อยสนใจก็เฉยๆ ใช่หรือไม่ แต่บางครั้งก็ชอบ และบางครั้งก็ไม่ชอบ ชอบมีจริงหรือไม่ ไม่ชอบมีจริงหรือไม่ เฉยๆ มีจริงหรือไม่ เจ็บไข้ได้ป่วยทุกข์กายมีหรือไม่ เวลาไม่ทุกข์กายแต่สบายกายมีหรือไม่ เป็นความรู้สึก ไม่ใช่รูปใช่หรือไม่ เพราะรู้สึกจึงเป็นนามธรรม เป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต เพราะจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เท่านั้น วันหนึ่งๆ ที่จะรู้ว่าเป็นจิตเมื่อไรก็คือ ขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะคิดนึก นอกจากนั้นแล้วนามธรรมอื่นเป็นเจตสิกทั้งหมด จำมีจริงหรือไม่ เป็นเราหรือไม่ เป็นธรรม เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม เป็นขันธ์หรือไม่ ความรู้สึกสำคัญหรือไม่ เกิดมาความรู้สึกสำคัญหรือไม่

    ผู้ฟัง สำคัญ

    ท่านอาจารย์ มีแต่คนต้องการสุขใช่หรือไม่ เพราะเหตุใดถึงมีโรงแรมที่สบาย จะได้เป็นสุขใช่หรือไม่ นอนสบาย ทุกอย่างทั้งหมด เพราะฉะนั้น เวทนาความรู้สึกเป็นสิ่งที่ติดข้องอย่างมาก ยึดมั่นอย่างมาก แสวงหาอย่างมาก เกิดมาแล้วมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต้องการแต่ความรู้สึกที่เป็นสุข ซึ่งเป็นเจตสิกไม่ใช่เรา เกิดเมื่อไรต้องรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นเดี๋ยวนี้ถ้าถามรู้สึกอย่างไร ลองตอบ ถ้าไม่สุขก็ทุกข์ ถ้าไม่เป็นทุกข์กาย ทุกข์ใจ สุขกาย สุขใจ ก็เฉยๆ แม้แต่คำตอบว่าเฉยๆ ก็เป็นความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์ จึงมีคำภาษาบาลีว่า อทุกขมสุขเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์

    แต่ละคำเมื่อเข้าใจแล้วก็เพิ่มความจำได้ใช่หรือไม่ว่า เราเรียกว่าอุเบกขา ความไม่หวั่นไหวมีหลายอย่าง ไม่ใช่แต่เฉพาะความรู้สึกอย่างเดียวยังมีอย่างอื่นอีกด้วย แต่ว่าสำหรับความรู้สึกถ้าจะให้ตรงหรือชัดคือ อทุกขมสุขเวทนา แต่ถ้ายาวเกินไปก็เรียกอุเบกขา คือไม่สุขไม่ทุกข์ เฉยๆ เป็นเราหรือไม่ ต้องการสุขหรือไม่ เกิดมาแล้วเห็นก็ต้องการเห็นสิ่งที่นำความสุขมาให้ รสอาหารก็ต้องการรสอาหารที่นำความสุขมาให้ ของหวานของคาวสารพัดจะปรุงแต่ง

    เพราะฉะนั้น การที่ทรงจำแนกธรรมทั้งหมดมากมายเป็นขันธ์ ๕ เพื่อให้เข้าใจขึ้นว่า สิ่งที่สำคัญที่เป็นที่ตั้งของความยึดถือ คือ รูปธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นรูปขันธ์ เป็นอุปาทานขันธ์ รวมคำว่ารูปะ อุปาทานและขันธ์ เป็นคำเดียวว่ารูปูปาทานขันธ์

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    15 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ