ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๓๗

    สนทนาธรรม ที่ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ผู้ฟัง ธรรมเป็นของจริงที่เราเห็นอยู่ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีในการดำเนินชีวิตประจำวัน เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นมิจฉาธรรม หรือว่าสัมมาธรรม ขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ด้วย

    ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องที่ต้องฟังอีกนาน เพราะเหตุว่าธรรมกำลังมีแต่ยังรู้ไม่ได้ทั้งๆ ที่มี จึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียดและมั่นคงจริงๆ เราไม่รู้สิ่งที่กำลังมี ซึ่งเป็นธรรมทั้งหมดเพราะมีจริงๆ เพราะฉะนั้นกว่าเราจะรู้ว่าธรรมไหนเป็นธรรมดีหรือไม่ดี เราต้องเริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ว่ามีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งมีเช่น แข็ง เสียง กลิ่น ไม่สามารถจะรู้อะไรได้แต่มีแล้วก็ต้องเกิดด้วย ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แต่ถ้าไม่มีสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุ หรือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้ เช่น เห็น ได้ยิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ปรากฏว่ามี

    ทุกอย่างที่มี เกิดขึ้นมีแต่ต่างกัน อย่างหนึ่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไรเลย ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่อีกอย่างหนึ่งเกิดแล้วต้องรู้ เช่น เดี๋ยวนี้กำลังเห็น จะบอกว่าเห็นไม่รู้อะไรไม่ได้ ใช่หรือไม่ เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏตรงหน้าสีสันวัณณะต่างๆ หลากหลายมาก นั่นคือสภาพรู้ คนไทยคุ้นเคยกับคำว่าจิต แต่ถ้าถามว่าจิตคืออะไร จะตอบไม่ได้ ใช่หรือไม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจิตอยู่ไหน แต่ถ้าศึกษาธรรมก็รู้ว่าขณะใดก็ตามที่ไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน จะคิด จะจำ ทั้งหมดนี้มีจริงๆ หลากหลายมาก เช่น เห็น ถ้าศึกษาต่อไปจะมีความละเอียดว่า เห็นไม่ใช่ชอบ ไม่ใช่ไม่ชอบ ไม่ใช่จำ แต่เห็นเกิดขึ้นเพียงเห็น นี่คือหนึ่งแล้ว เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ว่าธรรมไหนดี ธรรมไหนชั่ว ต้องมีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ว่าสิ่งที่มีเป็นสิ่งซึ่งมีแน่นอน และต้องฟังจนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นด้วย

    ก่อนที่เราจะได้รับฟังเพลงธรรมคืออะไร มั่นใจหรือไม่ว่าจะได้ฟัง จะได้ฟังหรือไม่ได้ฟังก็แล้วแต่ ถ้าออกไปข้างนอกห้องก็ไม่ได้ฟังแล้ว ใช่หรือไม่ ถ้าอยู่ในห้องก็ได้ฟัง และขณะที่ฟังมั่นใจหรือว่าได้ฟังจริงๆ บางคนอาจจะคิดถึงเรื่องอื่น ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ดังนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ก่อนที่จะบรรเลงเพลงธรรม นักศึกษาทั้งหลายเข้าใจธรรมหรือไม่ เพราะชื่อเพลงว่าธรรมคืออะไร แต่เมื่อฟังเรื่องธรรมคืออะไรสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าทั้งหมดที่ได้บรรเลงไปแล้วนั้นกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งๆ

    เนื้อเพลงนั้นมีคำว่าจิตด้วย จิตคือสภาพรู้ ธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน เกิดขึ้นไม่รู้ไม่ได้เลย ซากศพไม่มีจิต แม้มีตา มีหู มีแขน เหมือนเดิม แต่เมื่อไม่มีจิตก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องแยกธรรมให้ละเอียด รูปธรรม เช่น เสียง กลิ่น รส ดีชั่วไม่ได้เลย เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลไม่ได้เพราะไม่รู้อะไร สภาพรู้เท่านั้นที่สามารถที่จะต่างๆ กันไปหลากหลาย ถ้าเป็นสภาพธรรมที่ดีเปลี่ยนเป็นไม่ดีไม่ได้ และถ้าเป็นสภาพธรรมที่ไม่ดีจะเปลี่ยนหรือใครไปทำให้ดีก็ไม่ได้ เพราะว่าเพียงเกิดขึ้นแล้วดับไปทันที ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำอะไรได้เลย แต่ว่าพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงโดยละเอียดโดยสิ้นเชิง และรู้ว่าสัตว์โลกสะสมความไม่รู้มานานแสนนาน พระธรรมที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ก็ถูกความมืดคือ อวิชชาปกปิดไว้ไม่ให้เห็นความจริง เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ฟังทีละคำแล้วเริ่มเข้าใจขึ้น ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงในความจริงคือเริ่มไตร่ตรองพิจารณา

    ได้ไปสนทนาธรรมที่มหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ อาจารย์ที่จัดการสนทนาธรรมมาขอบคุณที่ทำให้นิสิตของเขาเริ่มรู้จักคิด เพราะว่าธรรมดาโดยมากจะได้ยินได้ฟังแล้วผ่านไปและเพียงแค่จำ แต่ถ้าสามารถที่จะคิดไตร่ตรองความเข้าใจจะมั่นคง เหมือนอย่างเพลงธรรมคืออะไร ก่อนฟังอาจจะไม่ค่อยมั่นใจ แต่เมื่อได้ฟังธรรมเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เนื้อเพลงทั้งหมดกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเพียงคำว่าธรรม แต่ถ้ามีความมั่นคงจริงๆ ว่าธรรมเป็นธรรม แล้วธรรมที่ปรากฏต้องเกิด เกิดแล้วต้องดับ เราเริ่มสู่หนทางที่จะเข้าใจธรรมที่กำลังมีจริงในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น

    ก่อนเข้าใจธรรมมีความสนใจในเสียงดนตรี ฝึกหัดทุกอย่างแล้วบรรเลงออกมาเป็นที่พอใจมากน้อยต่างกันตามความสามารถแต่ละครั้ง แต่เมื่อได้ฟังธรรมแล้วขณะที่ฟังมีความเข้าใจด้วย นั่นคือการบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเข้าใจธรรม แม้ในการบรรเลงดนตรีก็ได้ ทุกอย่างที่เป็นศิลปะด้วยความเข้าใจธรรมและเห็นประโยชน์ สามารถที่จะกล่าวถึงธรรมโดยนัยของกวี โดยนัยของบทเพลง หรืออะไรก็ตามแต่ รวมทั้งการสนทนาธรรม เหล่านี้เป็นการบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแต่ละคนไม่สามารถจะรู้ได้เลยเพราะคิดเองไม่ได้ แต่เมื่อทุกคนฟังแล้วก็ตอบได้ ธรรมคือทุกอย่างที่มีจริง ไม่ว่าจะพบใครที่ไหน เราอาจจะถามเขาว่า รู้หรือไม่ว่าธรรมคืออะไร ถ้าไม่ได้ฟังมาก่อนไม่รู้แน่ แต่เมื่อฟังแล้วตอบได้อย่างมั่นคงว่าคือ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดนั่นเอง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม

    เพราะฉะนั้น สภาพรู้เท่านั้นที่จะเป็นกุศลหรืออกุศล จะดีหรือจะชั่ว สภาพธรรมใดที่ไม่รู้จะเป็นบุญหรือบาปได้อย่างไร จะคิดทำอะไรก็ไม่ได้เพราะว่าไม่ใช่สภาพรู้ แต่สภาพรู้เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เป็นใหญ่เป็นประธานเฉพาะเห็น แต่เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นนามธรรม ดังนั้นถ้าถามว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือสภาพธรรมอย่างหนึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เป็นรูปธรรม ไม่เปลี่ยนเลย แต่ถ้ามีเพียงรูปธรรม โลกไม่ปรากฏ อะไรก็ไม่ปรากฏ ซึ่งใครจะห้ามไม่ให้ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ไม่ได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้นเห็น มีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้นได้ยิน

    สภาพธรรมที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ใช้คำว่าจิตตะ คือจิต หรือจะใช้คำอื่นเช่นวิญญาณก็ได้ ซึ่งมีความหมายหลากหลายออกไป แต่ให้ทราบว่าประเภทใหญ่ๆ คือ สภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้เป็นนามธรรม สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม แต่นามธรรมต่างกันเป็น ๒ ชนิดคือ จิตเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ จะชอบหรือไม่ชอบไม่ใช่จิต จิตมีหน้าที่เดียวคือ รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า เสียงกำลังปรากฏไม่ใช่อย่างอื่นปรากฏ จิตรู้เฉพาะเสียง กลิ่นกำลังปรากฏขณะนั้นเฉพาะที่กระทบจมูก จิตเกิดขึ้นรู้กลิ่นที่กำลังปรากฏเท่านั้น กลิ่นนั้นดับไป จิตก็ดับไป เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา เปลี่ยนคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย

    สภาพธรรมที่เป็นจิต มีอีกคำหนึ่งใช้คำว่าปัณฑระ หมายความว่าสภาพของจิตเองเป็นสภาพที่ผ่องแผ้ว แต่บางครั้งที่จิตเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เพราะสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เกิดในจิต เกิดพร้อมจิตแต่ไม่ใช่จิต มีลักษณะหลากหลายเป็น ๕๒ ประเภท พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรียกว่า เจตสิกะ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าเจตสิก ถ้าเราจะไปอ่านตำราปรัชญา จิตวิทยาใดๆ จะไม่มีคำนี้ทั้งสิ้น จะมีเพียงคำว่าจิต แต่ไม่มีคำว่าเจตสิก เพราะเหตุว่าเขาไม่สามารถที่จะรู้ความต่างกันของธาตุรู้ซึ่งเกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิด ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน แยกกันไม่ได้เลย สภาพธรรมที่เกิดกับจิต เกิดในจิต รู้พร้อมจิต ดับพร้อมจิต คือเจตสิก ทุกครั้งที่จิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ใครจะรู้ว่าเห็นเดี๋ยวนี้มีเจตสิกเกิดพร้อมจิตเห็น เป็นปัจจัยปรุงแต่งให้จิตเห็นเกิดขึ้น เจตสิกที่เกิดพร้อมจิตอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เมื่อสักครู่นี้ธรรมคืออะไร ความรู้ค่อยๆ เพิ่มขึ้น คือสิ่งที่มีจริง เป็นเห็น เป็นได้ยิน เป็นเสียง เป็นกลิ่น ทุกอย่างที่มีจำแนกเป็นประเภทที่ต่างกันว่า สภาพใดก็ตามที่เกิดขึ้นไม่รู้ จะเปลี่ยนสภาพนั้นให้รู้ไม่ได้ เช่น แข็ง เกิดเมื่อไรก็เป็นแข็ง ไม่สามารถรู้อะไรเลย ใครจะไปกระทบ ใครจะไปสัมผัส แข็งก็ไม่รู้ แต่ธาตุรู้เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย และไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนสักขณะเดียวที่เกิดขึ้นเป็นสภาพรู้ ธาตุรู้ซึ่งเกิดพร้อมกันได้แก่ จิตและเจตสิก นี่คือคำตอบว่าธรรมคืออะไร ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ

    เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เป็นจิตผ่องแผ้ว แต่ว่าเจตสิกต่างกัน เจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภท เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นประเภทหนึ่ง เจตสิกซึ่งเป็นโสภณเจตสิกฝ่ายดีเกิดขึ้นแล้วจิตดี ส่วนเจตสิกอีกประเภทหนึ่งเป็นเจตสิกที่ไม่ดี เกิดเมื่อใดจิตนั้นเศร้าหมอง เศร้าหมองที่นี่ไม่ได้หมายความว่าโศกเศร้า แต่หมายความว่าไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ เพราะเหตุว่าแปดเปื้อนด้วยมลทิน คืออกุศลเจตสิก เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ก็คือธาตุรู้ซึ่งเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต

    นี่คือ ธรรมคืออะไร จะตอบคำถามที่มีทั้งหมดเลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นเป็นสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จิตก็มีเดี๋ยวนี้ เจตสิกก็มีเดี๋ยวนี้ รูปก็มีเดี๋ยวนี้ แต่เพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไม่รู้จะละความเป็นเราได้หรือไม่

    รักใครที่สุด ตอบให้ตรงและจริงใจที่สุด อาจจะเป็นปัญหาที่คิดไม่ตรงกันก็ได้ แต่ตอบได้ตามความคิด ใครจะตอบบ้าง ความรัก ความติดข้อง ความผูกพัน มีแน่และมีมากด้วย รักแทบทุกอย่าง ชอบทุกอย่าง อาหารก็อร่อย เสียงก็เพราะ แต่ว่ารักที่สุดคืออะไร หาเจอหรือไม่ คำตอบธรรมดารู้ว่ารักคืออะไร ติดข้อง ผูกพัน ต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด

    เห็นหรือไม่ว่าธรรมละเอียดลึกซึ้ง แม้ว่าต่างคนต่างคิด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ต้องเริ่มคิด เริ่มพิจารณา เริ่มไตร่ตรอง เพราะเหตุว่าปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญาของคนอื่น เป็นพระปัญญาของพระองค์ เพราะฉะนั้นปัญญาของใครก็ของคนนั้น ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลยก็ไม่มีอะไรจะคิด คิดไม่ออก แต่เมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเป็นคำที่ต้องคิด ต้องไตร่ตรอง ต้องพิจารณา เพื่อประโยชน์สูงสุดคือความเข้าใจของตนเอง มิฉะนั้นจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าไม่เป็นความเข้าใจของตนเองแต่เป็นความเข้าใจของคนอื่น

    ถ้าเป็นชาวพุทธที่ทำตามๆ กัน ไปวัดแต่เข้าใจอะไรหรือไม่ แสดงให้เห็นได้ว่าประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่ไป แต่อยู่ที่ความเข้าใจ ถึงไม่ไปวัดแต่เข้าใจธรรมได้ ประโยชน์กว่าหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง ผู้ที่จะตรงขึ้นต่อเมื่อคิดมากขึ้น พิจารณามากขึ้น ไตร่ตรองมากขึ้น มิฉะนั้นจะเหมือนเดิมคือทำตามๆ กัน

    รักใครที่สุด

    ผู้ฟัง ถ้าตามพื้นฐาน เราต้องรักตัวเองมากที่สุดก่อนที่จะรักคนอื่น

    ท่านอาจารย์ ถูกหรือไม่ ทุกคนตอบว่าถูก ไม่มีใครที่จะรักคนอื่นเท่ากับตนเอง จริงหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยค้านได้ แสดงความคิดได้

    อ.อรรณพ แล้วไม่รักคุณพ่อมากกว่าหรือ

    ผู้ฟัง ถ้ารองจากตัวเองก็ต้องรักคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดอยู่แล้ว แต่คำว่ารักตัวเองคือ ถ้าเราอยากจะให้ท่านรู้สึกว่าเราได้มอบความรักให้ท่านจริงๆ เราต้องดูแลตัวเอง แล้วต้องเป็นคนดีให้สมกับที่ท่านดูแลมา คือต้องทำตัวเองให้ดีก่อน

    อ.อรรณพ คำตอบว่ารักตัวเองมากที่สุดนั้นถูก แต่ความลึกซึ้งของที่ว่ารักตัวเองมากที่สุดคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทุกคนจะได้ยินว่าพ่อแม่รักลูกมาก มากกว่าตัวเองใช่หรือไม่ ถ้าจะถามคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เขาจะตอบว่ารักลูกมาก บางคนอาจจะบอกว่าเขารักลูกมากกว่าตัวเองด้วย เขาสามารถที่จะทำทุกอย่างให้ลูกได้ หรือบางคนอาจจะบอกว่าตายแทนลูกได้ เวลาที่ลูกเจ็บ พ่อแม่ขอเจ็บแทนยังไม่ได้เลย จะไปขอร้องอย่างไรก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น แสดงว่าความจริงถูกปกปิดหรือลวง ที่ว่ารักคนอื่นมากสักเท่าไร จะทำทุกอย่างให้คนนั้นได้ แต่รู้หรือไม่ว่านั่นเพราะรักตัวเอง อยากจะให้ตัวเองไม่เป็นทุกข์เพราะคนที่เรารักต้องได้รับความทุกข์ แต่ทั้งหมดเพื่อความรู้สึกของตัวเองที่จะต้องไม่เป็นทุกข์อย่างนั้น เพราะอะไร ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็คือ เกิดมาคนเดียว อยู่คนเดียว ใช่หรือไม่ นี่คือความจริงซึ่งใครๆ มองไม่เห็นว่า แท้จริงแล้วที่เหมือนกับว่าเราอยู่กับหลายคน แต่ความจริงถ้าจิตนั้นไม่เกิดขึ้นเห็น จะมีคนอื่นหรือไม่ ก็ไม่มีใช่หรือไม่ ถ้าไม่จำและคิดเรื่องราวก็ไม่มีเรื่องราวต่างๆ

    ดังนั้นความจริงแล้วคือไม่ใช่เราเลยฉันใด ก็ต้องไม่ใช่คนอื่นฉันนั้น ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริงคือเป็นธาตุ ธา-ตุ แต่ละอย่างซึ่งเกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป จนกว่าจะรู้จริงๆ ว่าไม่มี เพราะเหมือนมีตลอดเวลา แต่ความจริงที่ถูกต้องคือไม่มีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมี สิ่งนั้นย่อมเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นพอใจในสิ่งนั้น แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่มีปรากฏให้เห็นเลย เกิดแล้วดับไม่เหลือเลย ไม่มีอีกแล้วในสังสารวัฏฏ์ แม้ชาติก่อนๆ ชาดกพระชาติต่างๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกชาติไม่ได้กลับมาอีกเลยสักหนึ่งขณะจิต ใครจะไปขอซื้อแต่ละหนึ่งขณะ วิงวอนขอร้องไม่ให้จากไป ไม่ให้หมดไป เป็นไปไม่ได้เลย นี่คือธรรม

    จริงๆ คือเมื่อเกิดมาแล้วยึดถือสิ่งที่มีว่าเป็นเรา เพราะไม่รู้จึงติดข้องในสิ่งนั้นนานแสนนาน ลืมตาเห็น เห็นคนอื่น แต่ใครเห็น เราเห็น เราอยากเห็นสิ่งที่ดีๆ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นทั้งหมดเกิดมาก็รักความเป็นตัว และที่เข้าใจว่าเป็นเรานั้นคือธรรมแต่ละหนึ่งขณะ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมและรู้ว่าธรรมคืออะไร ค่อยๆ มั่นคงขึ้น ไม่ได้หมายความว่า เราที่มีกิเลสความไม่รู้มากมายแล้วจะหมดกิเลสไปได้ทันที เป็นไปไม่ได้เลย ต้องอาศัยกาลเวลาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ จากการที่ได้ฟังคำจริงของความจริงของสิ่งที่มีจริงและรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่มีเรา เป็นธรรม

    ดังนั้นเป็นเรื่องที่ถ้ารู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อเราจะได้ฟังคำของพระองค์ เราคงจะเห็นคุณค่ามากขึ้น และรู้ว่าสิ่งที่เราฟังยังมีอีกมากซึ่งจะทำให้เราค่อยๆ คิด ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อเลยแต่ค่อยๆ ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่มั่นคงของตนเองซึ่งไม่เปลี่ยน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นคือจิตที่ผ่องแผ้วไม่มีกิเลสใดๆ เจือปน ในขณะนั้นเป็นศรัทธา ลักษณะของสภาพเจตสิกหนึ่ง ซึ่งชื่อว่าศรัทธาเจตสิก

    เราใช้คำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตายมาตลอด แม้แต่ศรัทธาก็พูดไปโดยไม่รู้ เช่น ความเห็นผิดเกิดขึ้น บางคนบอกว่าเขาศรัทธาในความเห็นอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ศรัทธา **ศรัทธาต้องเป็นเจตสิกซึ่งทำให้จิตที่เกิดร่วมด้วยนั้นผ่องแผ้ว ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีความริษยา ไม่มีความสำคัญตน ไม่มีอกุศลทั้งหลาย ซึ่งทั้งหมดเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา แต่เป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป แต่ละคำถ้าค่อยๆ เข้าใจขึ้นจะมีความเข้าใจมากกว่านี้ จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ตรงตามที่ได้ฟัง คือ เห็นเดี๋ยวนี้ต้องเกิดแล้วดับ ทุกอย่างที่ปรากฏเกิดมีแล้วดับไป

    รักตัวเองมาก ถ้าไม่มีปัญญาก็รักมากไปทุกชาติ รักตัวเองเพราะไม่รู้ว่า ไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม จะไปรักธรรมไหน ธรรมนั้นก็หมดแล้ว เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ ละคลายความรักตัวเอง ในที่สุดจะรู้ได้ว่ารักตัวเองมานานแสนนานกว่าจะรู้ว่า ไม่มีเราและไม่ใช่ตัวตนก็ค่อยๆ คลายความติดข้อง ซึ่งไม่มีหนทางอื่นเลยนอกจากปัญญาของตนเอง มิฉะนั้นจะไม่มีพระอริยสาวกที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้ค่าของการที่ปัญญาจะรู้ความจริง ซึ่งสามารถจะรู้ได้จากการฟังและไตร่ตรอง จะไม่ขาดการฟังเพราะว่าจะทำให้เข้าใจขึ้น นั่นคือการรักตัวที่ถูกต้อง คือไม่ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน

    อ.ทวีศักดิ์ ธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ให้รู้ตรงตามความจริงที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งใด แท้จริงไซร้เป็นรูปธรรมและนามธรรม ขอให้ท่านอาจารย์ได้ชี้แนะต่อ

    ท่านอาจารย์ ตรงกับที่เราได้กล่าวถึงตั้งแต่ต้นใช่หรือไม่ คือสิ่งที่มีจริงแล้วก็กำลังมีด้วย แต่ว่าเคยเป็นเรามานาน เคยเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้มานาน จนกว่าจะฟังต่อไปแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เพราะกล่าวถึงทุกอย่างที่มีจริงเพียงคำเดียว จะคิดออกหรือไม่ ถ้าถามว่าขณะนี้เห็นอะไร ต้องคิด ถ้าไม่คิดไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย เริ่มรู้จักคิด เริ่มรู้ประโยชน์ของการไตร่ตรองว่า ความคิดมีสองอย่าง คิดถูกกับคิดผิด ถ้ามีแต่คิดถูกก็ไม่มีคำสอนผิดๆ ถ้ามีแต่คำสอนผิดๆ ไม่มีคำสอนที่ถูกต้องก็ไม่มีใครที่จะเห็นถูกได้ เพราะฉะนั้น ไตร่ตรองว่าคำที่ได้ฟังเป็นคำจริงถูกต้องเพียงใดเพิ่มขึ้น

    ถามง่ายที่สุดเพราะว่าทุกคนกำลังเห็น ใช่หรือไม่ ถามว่าเห็นอะไร ทุกอย่างต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดและเป็นเรื่องจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ เพียงคำตอบว่าเห็นคืออะไร ถ้าตอบได้ถูก เริ่มเป็นคนที่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นที่เราตอบ ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจธรรมเพียงใด

    ผู้ฟัง เห็นความเป็นจริงของชีวิต

    ท่านอาจารย์ ความจริงของชีวิตคืออะไร

    ผู้ฟัง คิดว่าธรรมคือธรรมชาติ อะไรที่เป็นธรรมชาติล้วนแต่เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ลองบอกว่าอะไรเป็นธรรมชาติ

    ผู้ฟัง ธรรมชาติ คือมนุษย์ต้องกินเพื่อให้มีชีวิตดำรงอยู่ นั่นคือธรรมชาติ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีคำว่าธรรม กับคำว่าชา-ติ ต้องละเอียดใช่หรือไม่ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ชา-ติ แปลว่าเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มีจริง ถูกต้องหรือไม่ เราไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เราคุ้นเคยเพราะเราไม่รู้แก่นแท้ว่า แท้ที่จริงสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องเพียงใด

    ตอนนี้มี ๒ คำ ธรรมต้องเกิดใช่หรือไม่ ธรรมชา-ติ เกิดแล้วต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือเกิดแล้วไม่รู้ เช่น แข็งเกิดแล้วเป็นแข็ง รู้อะไรไม่ได้ ถูกต้องหรือไม่ สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เกิดแล้วต้องรู้ เช่นเห็น ตอนนี้เราเริ่มเข้าใจมากกว่าแต่ก่อนแล้วว่าธรรมคืออะไร ต้องหมายความถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เพราะเกิดปรากฏเดี๋ยวนี้ สิ่งนั้นต้องเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้น ตอบใหม่ได้ใช่หรือไม่ว่า ธรรมคืออะไร ไม่ตอบเหมือนเดิมว่าธรรมคือธรรมชาติ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    4 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ