ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๔๑

    สนทนาธรรม ที่ บัฟฟาโล รีสอร์ท อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

    วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ มีจริงๆ เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน กำลังเกิดดับ และก็เมื่อไหร่ที่กรรมไม่ทำให้รูปนี้เกิด ไม่มีการเห็นอีกต่อไป ใครก็ทำให้รูปนี้เกิดไม่ได้ กำลังนอนหลับ มีตาไหม มีเห็นไหม ไม่เห็น เพราะฉะนั้นกรรมให้รูปเกิดทุกขณะจิต ถ้าศึกษาธรรมต่อไป จิตเกิดดับหนึ่งขณะไม่ต้องไปคิดเลย เร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า รูปที่เกิดจากกรรม เกิดทุกอนุขณะของจิต มีคำเพิ่มแล้ว มีจิตและก็อนุขณะ ทำไมถึงกล่าวถึงอนุขณะ เพราะรูปบางรูปเกิดพร้อมกับขณะที่เป็นอนุขณะแรกคืออุปาทขณะ เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะสั้นมาก แต่ขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับใช่ไหม เพราะฉะนั้นขณะเกิดใช้คำว่าอุปาทขณะ ภาษาบาลีนิดหน่อย จำก็ได้ไม่จำก็ได้ ขณะรูปเกิดดับ แต่ว่าขณะที่เกิดไม่ใช่ขณะที่ดับ เพราะฉะนั้นภาษาบาลีขณะเกิดใช้คำว่าอุปาทขณะ ขณะที่ดับไม่ใช่ขณะที่เกิดใช่ไหม เพราะฉะนั้นขณะที่ดับใช้คำว่าภังคขณะ

    เริ่มเห็นจิตเกิดดับ อุปาทขณะกับภังคขณะ แล้วระหว่างที่จิตยังไม่ดับ ก็ต้องมีใช่ไหม เกิดแล้วแต่ยังไม่ดับ เร็วสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ความละเอียด เพื่อที่จะได้เข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา แต่ปัญญาของพระองค์มากมายมหาศาลกว่านี้ ประมาณไม่ได้เลย เพียงแต่แต่ละคำที่ตรัสจากการที่ได้ตรัสรู้ เราเริ่มเข้าใจแค่ไหนว่า แม้แต่รูปขณะเกิดกับขณะดับก็ต่างกัน จึงมีขณะเกิดอุปาทขณะ ขณะดับเป็นภังคขณะ ขณะที่เกิดแล้วยังไม่ดับเป็นฐิติขณะ ๓ อนุขณะของจิตหนึ่งขณะ กรรมเป็นปัจจัยให้รูปที่เกิดจากกรรม เกิดทุกอนุขณะของจิต พอถึงรูปอื่นซึ่งเกิดจากจิตจะไม่เป็นอย่างนี้ นี่คือความต่างกันของธรรม ซึ่งไม่เคยรู้ถูกปิดบังไว้

    เพราะฉะนั้นความยึดถือว่าเป็นเรามากมายมหาศาล ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ละความไม่รู้ จนกว่าความไม่รู้ไม่ปิดบังการเกิดดับของสภาพธรรมขณะนี้ วันหนึ่งวันใดก็โดยความเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่ไปทำ แต่ว่าความเข้าใจที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจะพูดถึงอย่างหนึ่งอย่างใด เข้าใจเพิ่มขึ้น ตามีมองไม่เห็นเกิดจากกรรมเกิดทุกอนุขณะของจิต แล้วก็ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ไม่ว่าจะหลับหรือจะตื่น ถึงแม้จิตไม่เกิด กรรมก็ยังทำให้รูปเกิด น่าอัศจรรย์ไหม นี่คือความต่างกันของรูป ซึ่งใครก็จะกล่าวไม่ได้เลยบอกไม่ได้เลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ละเอียด จนกระทั่งถ้าไม่มีคำเหล่านี้ เราจะละความยึดถือว่าเป็นเราได้ไหม ไม่มีทางเลย ก็ยังคงยึดมั่นในความเป็นเรา แต่นี่ทรงแสดงว่ารูปใดที่เกิดจากกรรม รูปนั้นเกิดทุกอนุขณะของจิต ทั้งอุปาทขณะ ฐิติขณะ ภังคขณะ และแม้ไม่มีจิต กรรมก็สามารถที่จะทำให้รูปเกิดได้

    เพราะฉะนั้นกรรมเป็นปัจจัยให้จิต ซึ่งเป็นผลของกรรม เกิดพร้อมกับรูป รูปซึ่งเกิดจากกรรม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขณะไหนก็ตาม กรรมก็ทำให้รูปเกิด แต่เราเปรียบให้เห็นว่า แม้ในจิตหนึ่งขณะ ซึ่งเป็นขณะแรกอุปาทขณะ ก็มีรูปซึ่งเกิดจากกรรมยังไม่ดับ ขณะที่เป็นฐิติขณะก็มีอีกรูปหนึ่งที่เกิดจากกรรมยังไม่ดับ และขณะภังคขณะ ขณะที่ดับก็มีรูปที่เกิดจากกรรมยังไม่ดับ รูปทุกรูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นแม้หนึ่งจิต แต่ว่าขณะอุปาทมีรูป ๑ เกิด ขณะฐิติขณะมีรูป ๑ เกิด ขณะภังคขณะมีรูป ๑ เกิด ทยอยกันดับตามอายุของจิต บังคับบัญชาไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น พอได้ยินว่ากัมมชรูป พูดคำนี้ก็คือว่าจิตซึ่งเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม เกิดขึ้นพร้อมกับรูป เพราะฉะนั้นในขณะที่จิตเกิดขณะแรกของชาตินี้ มีวิบากจิตซึ่งเป็นผลของกรรมหนึ่ง พร้อมกับรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป ทุกอนุขณะของจิต ก็ต้องมีกรรมเกิดขึ้น ถึงแม้ไม่มีจิต แต่เราก็รู้ว่าต้องมีกรรมทำให้เกิด เอาจิตออกไปก็ทุกอณุขณะ

    ผู้ฟัง จักขุปสาทรูปที่เกิดจากกรรม อันนี้ก็คือเกิด

    ท่านอาจารย์ ตอนเกิดขณะแรกยังไม่มีจักขุปสาทรูป มีกลุ่มของรูปที่เราใช้คำว่ากลาป ๓ กลุ่มหรือ ๓ กลาป ไม่ใช่ตา ตายังไม่เกิด ต้องหลังจากเกิดแล้ว เรารู้ว่ารูปเกิดเองไม่ได้ แต่ว่ามีธรรมที่ก่อตั้งให้รูปเกิด เราใช้คำว่าสมุฏฐาน ต่างกันเป็น ๔ อย่างคือ รูปบางรูปเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน จิตก็ทำให้เกิดรูปนั้นไม่ได้ จิตจะไปทำให้เกิดตาไม่ได้ เกิดหูไม่ได้ อุตุคือความเย็นความร้อน ก็ทำให้เกิดตาไม่ได้ อาหารก็ทำให้เกิดไม่ได้ หมอจะไปพยายามรักษา ใช้ยาประเภทใดๆ ก็ตามแต่ ก็ไม่ทำให้จักขุปสาทรูปเกิดได้ กรรมเท่านั้นที่ทำให้จักขุปสาทรูปเกิด ถ้ากรรมไม่ทำให้จักขุปสาทรูปเกิด ตาบอดทันที ตาบอดคือไม่เกิดอีกเลย จนกว่ากรรมใดจะทำให้เกิด รักษาตาหาย ก็กรรมนั้นแหละทำให้รูปนั้นเกิดอีก ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ยา

    ผู้ฟัง แต่โดยปกติ เมื่อจิตเห็นเกิด ก็เกิดที่จักขุปสาทรูป

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แต่ถ้าจักขุปสาทเกิด โดยที่จิตเห็นไม่เกิด เราก็ไม่ได้เห็นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่เห็น แต่กรรมทำให้เกิด

    ผู้ฟัง กรรมทำให้เกิด

    ท่านอาจารย์ จะบอกว่าไม่มีไม่ได้ กำลังหลับนี่แหละ จะหลับจะตื่นก็จนกว่าจะตายไป กรรมที่ทำให้คนนี้ในชาตินี้ ก็ทำให้จักขุปสาทรูปเกิด แต่กรรมอื่นที่จะไม่ให้เกิดปสาทรูปมี ให้ผลเมื่อไหร่ จักขุปสาทรูปก็ไม่เกิดอีก เป็นคนตาบอดไปทันที จะตาดีอีกก็ไม่ใช่หมอไม่ใช่ยา แต่กรรมเป็นปัจจัยให้จักขุปสาทรูปเกิด เพราะฉะนั้นการฟังธรรม เราฟังตั้งแต่ต้นเข้าใจให้มั่นคง จึงสามารถที่จะเข้าใจคำอื่นๆ ธรรมอื่นๆ ตามลำดับขั้น ถ้าเราจะกล่าวถึงกัมมชรูปทันที ยังไม่รู้เลยธาตุรู้เป็นอย่างไร ธาตุที่ไม่ใช่ธาตุรู้เป็นอะไร มีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ได้ยินคำไหนขอให้เข้าใจคำนั้น เช่น ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา รูปไม่ใช่สภาพรู้ แต่ธาตุรู้มี ๒ อย่างคือจิตกับเจตสิก ต้องต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นรูปต่างกันเป็นกี่ประเภท โดยอะไรเป็นสมุฏฐานให้เกิดรูปนั้นๆ ก็ต้องเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเพื่อไม่ใช่เรา จนกว่าค่อยๆ คลายความเป็นเรา สิ่งที่ปิดสนิทแน่นมานาน จะคลายออกได้อย่างไร จะดับไปทันทีได้หรือ จะประจักษ์แจ้งการเกิดดับทันทีได้หรือ เพราะไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูกที่ค่อยๆ ละความไม่รู้และความไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคำนึงถึง วันไหนจะรู้ความจริง ต้องมีวันที่รู้แน่ อย่างพระอริยสาวกทั้งหลาย ท่านบำเพ็ญบารมีมา ก่อนจะรู้ นานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นใครจะไปประจักษ์แจ้งความจริง โดยไม่มีความเข้าใจเป็นไปไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง แล้วรูปที่เกิดจากจิต ในชีวิตประจำวันจะมีบ้างหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ เวลาพูดมีเสียงใช่ไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เสียงอะไร

    ผู้ฟัง ก็เสียงที่เปล่งออกมา

    ท่านอาจารย์ เปล่งมาได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ก็ต้องคิดก่อน

    ท่านอาอาจารย์ อะไรคิด

    ผู้ฟัง จิต

    ท่านอาจารย์ ก็จิต เพราะฉะนั้นเสียงที่เปล่งออกมา ก็เป็นรูปที่เกิดจากจิตที่คิด

    ผู้ฟัง แต่เกิดแค่ขณะแรกของจิต

    ท่านอาจารย์ เท่านั้นเอง

    ผู้ฟัง เท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ เกิดพร้อมกัน เพราะฉะนั้นจะมีคำว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หรือว่าจิตไปทำให้รูปเกิด หรือจิตสั่งให้รูปเกิด ไม่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แต่จิตเห็นจะไม่มีจิตตชรูปใช่ไหม ไม่ได้เกิด เพราะว่าจะเกิดกับจิตที่คิดเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ นี่คือการฟังไม่รอบคอบ ถ้ารอบคอบ คือ หนึ่งเป็นหนึ่ง

    ผู้ฟัง หนึ่งเป็นหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไรไม่ได้เลย ถ้าเป็นกัมมชรูป เป็นจิตตชรูป ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นรูปที่เกิดจากกรรม คือธรรมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้เอง แต่ว่ายากและก็ต้องเข้าใจ และต้องบ่อยๆ และต้องมั่นคง

    ผู้ฟัง ไม่เข้าใจที่ท่านอาจารย์กล่าวว่ารูปที่เกิดจากกรรม ก็สามารถเกิดได้แม้ไม่มีจิต

    ท่านอาจารย์ คำไหนที่พูดแล้วไม่เปลี่ยน

    ผู้ฟัง คือทราบว่ากรรมเป็นสมุฏฐานให้เกิดรูปโดยไม่เกี่ยวกับจิต แต่ก็ทราบอีกว่า โดยปกติแล้วรูปที่เกิดจากกรรม จะเกิดได้ก็จะต้องเป็นชีวิตที่มีจิต แล้วตรงนี้เลยฟังไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเราไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยครบถ้วน นิโรธสมาบัติ ขณะนั้นต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาระดับไหน ที่หน่ายในการที่ไม่มีอะไรก็เกิดดับ และก็ไม่ใช่เราด้วย เวลานี้เราอยากเกิดดับใช่ไหม แต่ว่าถ้าเราเห็นโทษจริงๆ ว่าไม่มีเรา เป็นแต่ธรรมที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ฌานระดับขั้นที่ถึงอรูปฌาน และก็เป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอนาคามี และพระอรหันต์ สามารถดับจิตเจตสิก ดีไหม เกิดดับเกิดดับ เกิดดับ แล้วก็หยุดเกิดดับเกิดดับ ไม่ต้องเกิดดับเกิดดับ แต่ยังไม่ตาย เพราะกรรมยังไม่ให้สิ้นสุด เพราะฉะนั้นเมื่อกรรมยังไม่ให้สิ้นสุด แม้เป็นพระอรหันต์ก็ยังปรินิพพานไม่ได้ ต้องกรรมนั้นให้ผลสิ้นสุดเมื่อไหร่ จึงจะปรินิพพาน แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ ฌานสมาบัตินี่อย่าคิดว่าง่าย ไม่ต้องไปคิดเลย ถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ แม้ปฐมฌานยังไม่ได้

    เพราะฉะนั้นฌานก็มีหลายระดับขั้น จากรูปฌานจนถึงอรูปฌานสูงสุด คือเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และผู้นั้นแม้พระโสดาบัน ก็ไม่สามารถที่จะเข้านิโรธสมาบัติได้ ไม่มีกำลังของปัญญาและสมาธิพอที่จะดับจิตและเจตสิกชั่วคราว ตามกำลังของฌานสมาบัติ ด้วยเหตุนี้จิตเจตสิกที่เกิดเป็นประจำอย่างนี้ สำหรับผู้ที่เป็นพระอนาคามีและพระอรหันต์ที่ได้ฌานสูงสุด สามารถที่จะดับจิตเจตสิกไม่เกิด ตามกำหนดเวลา ไม่สามารถที่จะดับต่อไปได้ เพียงแค่ชั่วคราวไม่เกิน ๗ วัน เพราะฉะนั้นระหว่างนั้น รูปที่เกิดจากกรรมก็ยังคงเกิดเหมือนเดิม ถ้าเอาจิตออก เราอาศัยจิตเป็นเครื่องวัดว่า กรรมทำให้รูปเกิดได้ถี่ได้บ่อยระดับไหน แต่ถึงแม้ว่าไม่มีจิต ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ด้วยเหตุนี้รูปที่เกิดจากกรรม ต้องต่างจากรูปอื่น เพราะเหตุว่ารูปที่เกิดจากกรรม ทุกกลาปหรือทุกกลุ่ม

    คำว่ากลาปหรือกลุ่ม หมายความถึงรูปที่ละเอียดที่สุด ที่แยกจากนั้นอีกไม่ได้แล้ว จะมีรวมกัน ๘ รูป หรือ ๙ รูป หรือ ๑๐รูปก็แล้วแต่ แต่ละ ๑ กลาปว่า รูปนั้นเกิดจากอะไร ถ้ารูปที่เกิดจากกรรม ก็จะต้องมีธาตุดินน้ำไฟลม เป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ใช้คำว่ามหาภูต และมีรูปที่ต้องเกิดทุกครั้งกับดินน้ำไฟลม จะขาดไม่ได้เลยก็คือ สีสิ่งที่กำลังจะกระทบตา ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ และก็โอชารูปคือรูปที่ทำให้เกิดรูป เพราะว่ารูปที่เกิดจากกรรมดับ และก็เร็วมาก ไม่สามารถที่จะเพียงพอที่จะให้ชีวิตดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีรูปที่เกิดจากอาหารด้วย อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่ารูปจะเกิดจากสมุฏฐานใดก็ตาม แต่ละกลุ่มที่ละเอียดยิบ แยกออกไม่ได้อีกชื่อว่ากลาปหนึ่ง ประกอบด้วยรูปกี่รูปแล้วแต่ ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม ต้องมีชีวิตตินทริยรูป อีก ๑ รูป เป็นรูปที่ทำให้ทรงชีวิต ดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดจากกรรม จะต่างกับรูปซึ่งแข็งก็ไม่ใช่แข็งอย่างต้นไม้หรือก้อนอิฐ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะกระทบกับไส้เดือน งู คน นก หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งเป็นรูปที่เกิดจากกรรม ขณะนั้นก็จะต้องเป็นชีวิตตินทริยรูป ที่ทำให้รูปนั้นต่างจากรูปที่ไม่มีชีวิต

    ด้วยเหตุนี้เราเห็นรูปปั้นใช่ไหม ตอนนี้เหมือนตัวจริง แทบจะไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม แต่ไม่มีชีวิต เพราะฉะนั้นก็ไม่มีชีวิตตินทริยรูปที่ทำให้เป็นรูปที่มีชีวิต ถึงจะเหมือนอย่างไร ก็แค่เป็นรูปปั้น เพราะขาดชีวิตตินทริยรูป คนตายมีใครรู้บ้าง นอนอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่มีเครื่องที่จะแสดงให้รู้ว่า เขาตาย จะรู้ไหม แต่จะรู้หรือไม่รู้ ทันทีที่จุติจิตดับ รูปที่เกิดจากกรรมดับแล้วไม่เกิด ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดจากกรรมที่เกิดแล้วก่อนจุติจิต ๑๗ ขณะ ดับพร้อมจุติจิต ใครรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ให้เห็นว่าไม่ใช่เรา คำสอนของพระองค์ทั้งหมด ไม่ใช่ให้มายึดมั่นว่ามีเรา แต่กัมมชรูปก็ไม่ใช่เรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทรงแสดงโดยละเอียด คือทรงแสดงความเป็นไปของสิ่งที่มี จนถึงสมุฏฐานว่าสิ่งนั้นเกิดจากอะไร เพราะฉะนั้นปริยัติ หมายความว่ารอบรู้ในพระพุทธพจน์ ไม่ใช่ไม่รู้อะไรแล้วก็ไปสำนักปฏิบัติ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าย่ำยีคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำให้ลบเลือน เพราะเหตุว่าไม่ได้มีความเคารพจริงๆ ว่าแต่ละคำที่ได้ยิน เป็นปัญญาที่สามารถเข้าใจในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่หลงทาง แต่ถ้าไม่เข้าใจ โลภะและความไม่รู้ ก็พาไปสู่ความไม่รู้

    ผู้ฟัง ถ้ายังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค ก็ไม่มีทางที่จะคิดไปหาหมอรักษา ประเด็นที่สนทนา คืออะไรที่จะทำให้รู้ว่ากำลังเป็นโรค ไม่ใช่สุขสบายดีอย่างที่เป็นอยู่

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ได้ไหม คนเราเกิดมาสนใจกันคนละอย่างใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ไม่เหมือนกันใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนที่ได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครเป็นพระพุทธเจ้าด้วย พุทธะคือผู้รู้ ผู้ตื่น น่าสนใจไหม รู้อะไร หลับหรือเปล่า และตื่นได้อย่างไร และเป็นพระอรหันต์คือผู้ดับกิเลส อย่างน้อยที่สุดก็เข้าใจว่ากิเลสไม่ดี ใช่ไหม สิ่งที่ไม่ดี สามารถดับหมดสิ้นไปได้ไม่เหลือเลย น่าสนใจไหม

    ผู้ฟัง ขึ้นอยู่กับการสะสมจริง ถ้าไม่ใช่เพราะสะสมมา ที่จะฟังคำพระพุทธเจ้าก็ไม่มีทางที่จะรู้

    ท่านอาจารย์ คุณอรวรรณเข้าใจคำว่าธรรมไหม

    ผู้ฟัง ก่อนฟังคำไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ แล้วเดี๋ยวนี้เข้าใจไหม

    ผู้ฟัง ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนแปลงได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้จักคำว่าธาตุไหม ธา-ตุ

    ผู้ฟัง ก็เป็นสิ่งที่มีจริงเหมือนกัน แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงนั้นมีลักษณะที่ใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ แข็งเป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง แข็งเป็นธรรมเพราะมีจริง

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนแข็งให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ธาตุที่ไม่สนใจเข้าใจธรรม เปลี่ยนได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วจะไปเปลี่ยนได้อย่างไร

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่เช่นนั้นก็ไม่หลากหลาย เพราะเราไปคิดว่าเป็นเรา เป็นคนนั้นคนนี้ชาติต่างๆ แต่ความจริงเป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งหลากหลายสุดที่จะประมาณได้ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของแต่ละธาตุซึ่งเกิดเป็นอย่างนั้น

    ผู้ฟัง อุปสรรคอันหนึ่งก็คือเป็นศัพท์ภาษาบาลีที่เข้าใจยาก ที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราขณะนี้

    ท่านอาจารย์ แล้วทำไมถึงอยากจะไปรู้ศัพท์ที่ยาก ในเมื่อขณะนี้ก็มีสิ่งที่มีจริงๆ ที่ควรจะเข้าใจด้วยภาษาของตน แล้วทำไมจะอยากไปรู้จักศัพท์ยากๆ เห็นไหม โลภะ พ้นกรงของโลภะไหม

    ผู้ฟัง ไม่พ้น

    ท่านอาจารย์ กว้างใหญ่เหลือเกิน ไม่ชอบอย่างนี้ก็ชอบอย่างนั้น

    ผู้ฟัง ถึงแม้ว่าจะฟังภาษาไทย แต่ถ้าฟังจริงๆ ก็จะต้องมีคำบาลีผสมตลอด

    ท่านอาจารย์ แล้วเข้าใจภาษาบาลีไหม

    ผู้ฟัง สามารถเข้าใจได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าสามารถก็ฟังเข้าใจ แต่ถ้าไม่สามารถ

    ผู้ฟัง ก็รู้เท่าที่จำเป็น

    ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจภาษาของตน แล้วก็รู้ว่าภาษาบาลีว่าอะไรถ้าสนใจ สิ่งที่มีจริง ภาษาไทยใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เข้าใจได้ใช่ไหม

    ผู้ฟัง เข้าใจได้

    ท่านอาจารย์ แล้วสิ่งที่มีจริงเกิดแล้วก็ดับไป เข้าใจได้ไหม

    ผู้ฟัง เข้าใจได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะพูดคำภาษาไทย หรือภาษาอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงมากมายเยอะแยะใช่ไหม แค่จริงนิดเดียวก็หมดไปหมดไป แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับหลากหลายมาก รวมประเภทใหญ่ๆ ใช้คำว่าขันธ์ เห็นไหม ได้ยินคำว่าขันธ์ และได้ยินคำว่า ๕ ใช่ไหม ทำไมไม่ได้ยินขันธ์ ๘ ขันธ์ ๑๒๐ หรือขันธ์เท่าไหร่ใช่ไหม แต่ว่าขันธ์ ๕ แล้วขันธ์ ๕ คืออะไร ในเมื่อเรารู้แล้วว่าสิ่งที่มีจริงเกิดดับ ทุกอย่างที่เกิดดับเป็นขันธ์ แต่มากมายหรือประมาณที่จะกล่าวได้ รวมเป็นประเภทเสีย ๕ ให้รู้ว่าที่กล่าวโดยประเภท ๕ ตามความติดข้อง ซึ่งไม่รู้ตัวเลยใช่ไหม เช่น ติดข้องในสิ่งที่เป็นรูปธรรม รูปเกิดดับหรือเปล่า เพราะฉะนั้นรูปเป็นรูปขันธ์ ๑ ใช่ไหม สำคัญอย่างไรเกิดมาในโลก ซึ่งมีแต่รูปสีสัน วรรณะ มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีสิ่งที่กระทบสัมผัส เราเกิดมาอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มีแต่ความต้องการและแสวงหาสิ่งเหล่านี้ มีใครบ้างที่ไม่ชอบเห็นสิ่งที่สวยๆ เสียงเพราะๆ เครื่องประดับต่างๆ เห็นไหม แสดงให้เห็นว่าเราติดรูปมั่นคงแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นอุปาทานขันธ์ จำแนกธรรมที่เป็นที่ติดข้องประเภทหนึ่ง ก็คือว่าเราติดข้องในรูปทุกรูปไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้นนอกจากคำว่าขันธ์ หมายความถึงสภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดดับ อะไรทั้งหมดไม่เว้นเลย เกิดดับเป็นขันธ์หมด แต่ถ้าพูดถึงการติดข้องก็สามารถจำแนกให้รู้สึกตัว ให้เข้าใจถูกต้องว่าจริงๆ แล้วตั้งแต่เกิดจนตาย เราติดข้องในอะไร ไปตลาดต้องการอะไร บางคนก็ไปซื้อดอกไม้ บางคนก็ไปซื้อผลไม้ บางคนก็ไปซื้ออาหาร บางคนก็ไปซื้อเสื้อผ้า ล้วนแต่เป็นรูปที่ต้องการทั้งนั้นเลย เกิดมาติดข้องในรูปธรรม ซึ่งเป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดดับ แต่ไม่รู้ความจริงก็เยื่อใยมาก เงินทองทรัพย์สินทั้งหมด มีเพื่ออะไร ทรัพย์สินเงินทองเป็นกระดาษเปล่าๆ ไม่มีใครต้องการ แต่เป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เมื่อต้องการรูป ก็เอากระดาษนั่นแหละไปแสวงหา ได้มาซึ่งรูปใช่ไหม เราก็เรียกว่าเงินและทอง จะในรูปแบบใดก็ตามแต่ แต่สามารถที่จะได้สิ่งที่ต้องการจากสิ่งนั้น ซึ่งถ้าไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์เลย ทิ้งไปเลย ไม่มีใครต้องการ ไม่มีความหมาย แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ ในชีวิต ก็ไม่พ้นจากรูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ ในชีวิตประจำวัน

    เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่าอุปปาทานะ ที่ยึดถืออย่างมั่นคง ไม่มีใครปฏิเสธได้เลย รู้ไหมว่าใครไม่ติดข้อง เป็นผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริง เป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอนาคามีบุคคล แม้พระโสดาบันก็ยังไม่สามารถที่จะละความติดข้องในรูปขันธ์ได้ เพราะเหตุว่าเพียงแค่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ความติดข้องในสังสารวัฏที่มีมานานมาก จะหมดไปทันทีไม่ได้ แม้แต่ว่าสิ่งนั้นไม่เที่ยง แต่สิ่งนั้นน่าพอใจก็ยังเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นติดข้องอยู่ ด้วยเหตุนี้พระโสดาบันยังคงติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ มีความรู้ประจักษ์แจ้งนิพพาน ดับกิเลสที่หนาแน่นให้เบาบางลงในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเป็นพระสกทาคามีบุคคล ไม่มีใครไปแกล้งทำเป็นอย่างนั้น หรือจงใจจะทำ แต่ว่าความจริงต้องเป็นความจริงว่า เป็นอุปนิสัยที่มีกำลัง เพราะได้รู้ความจริง ถึงความเป็นพระอนาคาเมื่อไหร่ ก็ไม่ติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ยังติดข้องในภพในชาติในความเป็น ต่อเมื่อใดเป็นพระอรหันต์ ก็เหมือนคนที่ต้องอยู่ในโลก เหมือนคนที่ลูกจ้างที่ทำงาน จนกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน แต่ก็ต้องทำอยู่ เพราะเหตุว่ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องเป็นไป

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    25 มี.ค. 2569