ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๔๔
สนทนาธรรม ที่ บัฟฟาโล รีสอร์ท อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ รวมคำว่ารูปะ อุปาทาน และขันธ์ เป็นคำเดียวว่า รูปูปาทานขันธ์ จะจำหรือไม่จำก็ได้ แต่รูปซึ่งเป็นที่ตั้งของความยึดถือ ภาษาบาลีคืออุปาทานคือความยึดถือ เพราะฉะนั้น รูปซึ่งเป็นที่ตั้งของความยึดถือก็เป็นรูปูปาทาน และเป็นขันธ์คือเกิดดับด้วย เรียกว่ารูปขันธ์ หรือรูปธรรม หรือรูปูปาทานขันธ์ก็ได้ เพราะว่าใครบ้างไม่ยึดถือในรูป ยึดถือในรูปเพราะรูปนำความรู้สึกเป็นสุขมาให้
เรายึดถือในความรู้สึก-เวทนาเพราะสำคัญมากและเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นด้วย รวมกับคำว่าอุปาทาน รวมกับคำว่าขันธ์ เป็นเวทนูปาทานขันธ์ ภาษาบาลีไม่ยากสำหรับชาวมคธ แต่สำหรับเรา ถ้าเข้าใจแล้วก็จำได้ ไม่พูดก็ได้ แต่ถ้าพูดก็รู้ ใครพูดถึงรูปขันธ์เราก็รู้ ใครพูดถึงเวทนาขันธ์เราก็รู้ พูดถึงอุปาทานขันธ์เราก็รู้ คือต้องเข้าใจ ไม่ใช่ไปท่องแล้วจำโดยที่ไม่เข้าใจเพราะไม่มีประโยชน์
เวลาสุข จำได้ใช่หรือไม่ว่าสุขเพราะอะไร ชอบข้าวเหนียวทุเรียนหรือไม่ สุขใช่หรือไม่ สภาพที่จำ จำรส สภาพที่จำ จำกลิ่น สภาพที่จำ จำสีสันวัณณะ จำหมดเลย แต่จำไม่ใช่จิต จำเป็นเจตสิก ต้องไม่ลืมว่าจิตเห็น แต่เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ จำหรืออะไรก็ตามแต่ เป็นเจตสิกทั้งหมด ซึ่งเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท แล้วแต่ว่าขณะนี้เจตสิกอะไรปรากฏ เจตสิกที่เกิดดับโดยไม่ปรากฏนั้นมากมาย
ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีว่า สภาพจำมีแน่ๆ จำว่าคนนี้คือใคร จำว่าเป็นเรา จำด้วยว่านั่นอะไร นี่อะไร จำทุกอย่างทั้งหมดเลยและยึดถือมั่นคง จำมั่นเลยใช่หรือไม่ว่าคนนี้ต้องเป็นคุณกุลวิไล นั่นคือการยึดถือด้วยการจำ ภาษาบาลีไม่ใช้คำว่าจำ แต่ใช้คำว่าสัญญาเจตสิก เป็นสภาพที่จำ ภาษาไทยเราก็ว่าสัญญากันจะได้ไม่ลืม ถึงกับทำสัญญาเพื่อไม่ให้ลืมด้วย แต่ว่าสัญญาเป็นสภาพจำ ไม่ต้องไปทำสัญญาก็จำแล้วเพราะสภาพนี้เกิดขึ้น ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ เกิดแล้วทำหน้าที่อื่นไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วจำ เพราะฉะนั้นจำไม่ใช่เรา จำเป็นธรรม จำเป็นนามธรรม เป็นธาตุรู้ จำไม่ใช่จิตแต่เกิดกับจิตทุกขณะเลย จึงยึดมั่นเพราะจำ ด้วยเหตุนี้สภาพที่จำก็ไม่ใช่เป็นเราจำ แต่เป็นสัญญาที่เป็นอุปาทานขันธ์ มีเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ ๒ เจตสิกแล้ว
เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท ที่เหลือเป็นสังขารขันธ์ เมื่อบอกว่าสังขารขันธ์คนฟังเข้าใจ เจตสิก ๕๐ ประเภทไม่ใช่เรา ไม่ใช่ให้ท่องแต่ให้เข้าใจ ขันธ์ ๕ รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ เจตสิกที่เหลือ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ อีก ๑ ขันธ์คือวิญญาณขันธ์ ครบ ๕ เกิดพร้อมกันทั้ง ๕ ขันธ์ ในภูมิที่มีรูปธรรม จิตต้องเกิดที่รูป ไม่ได้เกิดนอกรูปเลย เพราะฉะนั้น จะบอกว่าวิญญาณล่องลอยได้หรือไม่ วิญญาณไม่ได้ไปไหน
วิญญาณเป็นอีกคำหนึ่งของจิต หมายความถึงสภาพที่รู้ รู้ทางตาใช้คำว่าจักขุวิญญาณ รู้ทางหูใช้คำว่าโสตวิญญาณ รู้ทางจมูกภาษาบาลีเรียกว่าฆานะ จิตที่กำลังได้กลิ่นเป็นฆานวิญญาณ เมื่อพูดคำว่าโสตวิญญาณต้องไม่ใช่เรา แต่ว่าความเข้าใจไม่พอ พูดไปก็ยังเป็นเราใช่หรือไม่ จนกว่าจะมั่นคงว่าเมื่อพูดแล้วความเข้าใจระดับไหน เพราะฉะนั้น ทุกคำแสดงความจริงว่าเป็นผู้ที่ตรง พูดได้แต่เข้าใจเพียงใด ความเข้าใจเท่านั้นยังไม่พอที่จะละกิเลส แต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจขึ้นได้โดยไม่ท้อถอยและไม่ใช่ความเป็นเรา แต่รู้โดยการที่มีอารมณ์ของบิดา อารมณ์ เป็นคำใหม่แล้วใช่หรือไม่
จิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ แต่คนไทยพูดสั้นๆ ว่าอารมณ์ จิตเกิดขึ้นต้องรู้ สิ่งที่ถูกรู้นั้นคืออารมณ์ จิตเกิดขึ้นโดยไม่รู้อารมณ์ได้หรือไม่ ไม่ได้ จะมีอารมณ์โดยไม่มีจิตได้หรือไม่ เสียงที่ไม่เป็นอารมณ์มีหรือไม่ เสียงที่ไม่ได้ยินมากมายเลยแต่ไม่ใช่อารมณ์ เฉพาะเสียงที่กำลังปรากฏเท่านั้นที่เป็นสัททารมณ์ เป็นเราหรือไม่ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือไม่ ฟังธรรมเพื่อให้มีความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรม
ถ้าพูดถึงคำว่าขันธ์ อะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม หมายความถึงสิ่งที่เกิดแล้วดับ นั่นคือความหมายของคำว่าขันธ์ รูปเกิดแล้วดับ ไม่ว่ารูปอะไรทั้งหมด เสียงเกิดแล้วดับ กลิ่นเกิดแล้วดับ รูปทุกอย่างเกิดแล้วดับเป็นรูปขันธ์ ถ้าพูดถึงขันธ์หมายความถึงทุกอย่างที่มีที่ปรากฏ เพราะเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ที่ดับไป แต่ความจริงเกิดก็ไม่รู้ ดับก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามี ความไม่รู้มีเพียงใด เห็นหรือไม่ว่ากว่าจะรู้ว่า สิ่งที่มีเกิดแล้วต้องมีปัจจัยให้เกิดด้วย เกิดตามใจชอบไม่ได้ต้องเป็นไปตามปัจจัย
เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดเกิดเป็นไปตามปัจจัยแล้วดับ เป็นขันธ์ทั้งหมดเลย กำลังได้ยินต้องรู้สิ่งที่มี ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น จึงจะกล่าวว่าไม่ใช่เรา เพราะกว่าจะรู้ความจริงได้ว่าไม่ใช่เรานั้นไม่ง่ายเลย ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ตามลำดับตั้งแต่ต้นเลยว่าคืออะไร
ได้ยินมีจริงที่กำลังรู้เสียง ได้ยินคือรู้ว่าเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร เสียงกลองไม่ต้องเรียกกลองก็เป็นเสียงหนึ่ง เสียงระฆังไม่ต้องเรียกว่าเสียงระฆังก็เป็นอีกเสียงหนึ่ง ดังนั้น สภาพที่ได้ยินเสียงไม่มีหน้าที่อะไรเลยทั้งสิ้น เพียงเกิดขึ้นได้ยินคือรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏ ไม่ต้องบอกว่าเสียงดนตรีประเภทไหน หรือเสียงใคร เฉพาะเสียงแท้ๆ เสียงจริงๆ ที่กำลังได้ยิน เพราะฉะนั้นได้ยินเป็นธาตุรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเสียง ชัดเจน
บางคนคิดว่าถ้าพูดคำว่าโสตวิญญาณจะเข้าใจดี แต่ได้ยิน กับ โสตวิญญาณ อะไรจะเข้าใจมากกว่ากัน ตัวธรรม ไม่ใช่ชื่อ ต้องได้ยิน ตราบใดที่เราตอบได้ว่าโสตวิญญาณ ยังไม่ชัดเจนเท่ากับได้ยินนี่เองมีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา เพราะว่าขณะนั้นไปจำชื่อว่าโสตวิญญาณ ใช่หรือไม่ แต่เมื่อบอกว่าได้ยิน เราไม่ได้ไปคิดถึงคำ แต่กำลังนึกถึงขณะที่กำลังได้ยิน มีสภาพที่ได้ยินจริงๆ นั่นเอง ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าไม่ใช่เรา ได้ยินเกิดเพราะมีเสียงกระทบหู แล้วได้ยินก็กำลังรู้เสียงที่กระทบหูเท่านั้น เหมือนรสกระทบลิ้น หวาน ไปบอกคนอื่นว่าหวานเพียงใด หวานน้ำตาล หรือหวานอะไรตั้งหลายอย่างต่างๆ กัน ปรากฏกับจิตที่กำลังลิ้มรสเท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปพรรณาให้คนอื่นได้รู้รสนั้นเท่ากับขณะที่จิตกำลังลิ้มรสนั้น
จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ทำหน้าที่อื่นเลย ภาษาบาลีใช้คำว่าวิญญาณ แต่เนื่องจากเป็นสภาพที่เกิดดับ ทุกอย่างที่เกิดดับใช้คำว่าขันธ์ หมายความว่าขันธ์ที่ดับเป็นอดีต ขันธ์ที่ยังไม่เกิดแต่จะเกิดเป็นอนาคต และขันธ์ที่กำลังมีขณะนี้เป็นปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเกิดดับจึงเป็นอดีตล่วงลับหมดสิ้นไปแล้ว เมื่อยังไม่เกิดแต่จะเกิดเป็นอนาคต ขณะกำลังเป็นปัจจุบันคือไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต แต่ทุกอย่างที่เกิดดับต้องเป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็นอนาคต จึงใช้คำว่าขันธ์ และยังมีภายในภายนอกอีก มีหยาบ มีละเอียดอีก คือหมายความถึงสภาพที่เกิดแต่ละหนึ่งไม่ซ้ำ ไม่เหมือนกัน หลากหลายมากประมาณไม่ได้
เพราะฉะนั้น รวมประเภทเป็นรูปขันธ์ และจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏกับจิต ซึ่งขณะนั้นต้องมีเจตสิกเกิดพร้อมกันแล้วดับพร้อมกัน แต่เจตสิกไม่ใช่จิต เจตสิกหลากหลายเป็น ๕๒ ประเภท ความรู้สึกเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรา ทั้งหมดคือไม่ใช่เรา เพียงเข้าใจขันธ์ก็จะนำไปสู่การเข้าใจถูกต้องว่าไม่มีเรา แต่ต้องเริ่มต้นและเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นเข้าใจธรรมไม่ใช่จำ แต่เข้าใจแล้วจำด้วยโดยไม่ต้องท่อง เพราะจำเกิดพร้อมกับเข้าใจ มีเข้าใจผิดหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล
ผู้ฟัง อกุศล
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจผิดเป็นขันธ์อะไร
ผู้ฟัง เข้าใจผิดเป็นสังขารขันธ์
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์ แต่เข้าใจผิดเป็นสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นต้องชัดเจน จำอย่างเดียวเป็นสัญญาขันธ์ ไม่ว่าจะจำอะไรทั้งนั้น จำชื่อ จำก็เป็นสัญญาขันธ์ จำเรื่อง จำอะไรทั้งหมด สภาพที่จำเป็นสัญญาขันธ์ ไม่ใช่เรา
ถ้าเป็นความรู้สึกไม่ว่าความรู้สึกใดๆ ทั้งหมดเลย จะสุข จะทุกข์ จะเฉยๆ ก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นอีกเจตสิกหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเวทนาขันธ์ เรียกหรือไม่เรียกก็ได้ แต่ให้เข้าใจว่าหมายความถึงความรู้สึก ไม่ชอบ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ ดับหรือไม่
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง เป็นขันธ์
ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์อะไร
ผู้ฟัง สังขารขันธ์
ท่านอาจารย์ เว้นจากเวทนาขันธ์กับสัญญาขันธ์แล้ว ที่เหลือทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ จิตเป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เพราะฉะนั้นทางตาขณะนี้ เห็นเป็นใหญ่เป็นประธาน รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ เวลาลิ้มรส รสก็เป็นอย่างนี้ เวลาได้ยินเสียง เสียงที่ได้ยินก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏให้รู้ จะหวานหรือเค็มสักเท่าไรจิตก็รู้แจ้งในลักษณะนั้น สภาพที่รู้แจ้งเป็นจิต เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้นรู้ ชอบหรือไม่ชอบก็เกิดไม่ได้ จำก็เกิดไม่ได้ รู้สึกก็เกิดไม่ได้
จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน แต่สภาพธรรมอื่นซึ่งเกิดกับจิตก็จำในสิ่งที่จิตเห็น ชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่จิตเห็น แต่ไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ธรรมละเอียดหรือไม่
ผู้ฟัง ละเอียด
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกว่าจะไม่ใช่เราต้องเข้าใจ ไม่ใช่จำแต่ต้องเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น มั่นคงขึ้น ระหว่างนี้ก็ยังไม่ค่อยจะชัดเจนในเรื่องชื่อ แต่ว่าไม่ใช่เพียงแค่รู้ชื่อ ต้องเข้าใจชื่อนั้นๆ ด้วย เช่นคำว่า รูป คำนี้หมายความถึงอะไร
ผู้ฟัง รูปคือสิ่งที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงแต่ไม่รู้อะไร ฟังเรื่องนี้แล้วไม่เปลี่ยน มั่นคง ถามกันได้เลยว่า รูปขณะนี้เป็นรูปอะไร ปรากฏทางไหน มีรูปปรากฏหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ รูปอะไร
ผู้ฟัง เป็นเสียงปรากฏ
ท่านอาจารย์ รูปเสียง ถ้าไม่มีจิตที่ได้ยิน เสียงปรากฏได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ได้ยิน ได้ยินเสียง เสียงจึงปรากฏว่ามีเสียงนั้น ในขณะที่ธาตุรู้คือจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะฉะนั้น ธาตุรู้มีแน่ๆ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ภาษาบาลีใช้คำว่าวิญญาณธาตุ คือจิต เป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง เป็นขันธ์
ท่านอาจารย์ ขันธ์อะไร
ผู้ฟัง วิญญาณขันธ์
ท่านอาจารย์ วิญญาณขันธ์ เท่านี้ จะใช้คำว่าจิต หรือวิญญาณ มโน มนัส หทย ปัณฑระ ก็ได้ รู้จักทีละชื่อไปก่อน อีกชื่อหนึ่งของจิตคือวิญญาณ เหมือนกันเลย ต้องเป็นจิตซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป
สิ่งที่ได้ฟังแล้วสัญญาสภาพจำกำลังจำ แต่ยังไม่คุ้นเคยกับสิ่งที่ได้ยินเพราะจำเรื่องอื่นไว้มากมาย ถ้าสิ่งที่ได้ยินนั้นน้อยมากก็จำได้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าฟังแล้วเข้าใจก็จำสิ่งที่เข้าใจเพิ่มขึ้น เห็นดอกกุหลาบกับคิดถึงดอกกุหลาบ ต่างกันหรือไม่
ผู้ฟัง ต่างกัน
ท่านอาจารย์ ต่างกันเพราะคิดถึงไม่ใช่เห็น
ผู้ฟัง ใช่ คิดถึง
ท่านอาจารย์ แต่จำ เพราะฉะนั้นสภาพเห็นเป็นจิตคือรู้แจ้ง ไม่เหมือนขณะที่ไม่เห็นแต่คิดถึงเพราะจำได้ นี่คือความต่างกัน เห็น มีสิ่งที่ปรากฏกระทบตาจริงๆ เห็นสิ่งนั้นจริงๆ จึงใช้คำว่าเห็น ถึงแม้ไม่เห็นก็ยังจำได้ ถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับขณะที่กำลังเห็น ไม่ครบ ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน ใช่หรือไม่ แต่เห็นไม่ต้องเรียกอะไรเลย ชัดเจนหมดทุกกลีบ แต่ถ้าไม่เห็นแล้วถามว่าดอกกุหลาบมีกี่กลีบ ไม่เหมือนกับกำลังเห็น นี่คือความละเอียดว่า เห็นเมื่อมีสิ่งที่กระทบตาเท่านั้น ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้กระทบตาจะไม่เห็น แต่คิดถึงสิ่งที่เคยเห็นแล้วได้ แต่ไม่ใช่เห็น
ดังนั้นเป็นธรรมทั้งหมด ต่างกันเป็นแต่ละหนึ่งขณะสืบเนื่องกัน กี่ชาติมาแล้วเป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งสามารถที่จะเข้าใจได้ ชาติไหนก็ได้ที่มีการได้ยินได้ฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พิจารณาจนกระทั่งเข้าใจว่า ไม่มีเราแต่เป็นธรรมทั้งหมด นี่คือจุดประสงค์ของการฟัง เพื่ออะไร ฟังเพื่อเข้าใจถูก เข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ไปจำ แต่เข้าใจ
ภาษาทำให้เราสับสนได้ใช่หรือไม่ เช่น เห็นเป็นภาษาไทย ได้ยินเป็นภาษาไทย แต่ได้ยินคืออะไร ได้ยินก็มีเสียง กำลังรู้เสียง กำลังได้ยินเฉพาะเสียงนั้น แล้วเห็นคือมีสิ่งที่กระทบตาปรากฏให้เห็นจริงๆ หลับตาแล้วก็ไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้น ลืมตาก็เห็นสิ่งที่ปรากฏจริงๆ หลับตาก็ไม่ใช่เห็นสิ่งที่เมื่อลืมตาที่ปรากฏ แต่ละอย่างเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งถ้าเข้าใจความละเอียด เราจะเคารพและมั่นคงในคำที่ได้ฟังซึ่งเป็นคำจริงว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่เข้าใจขึ้นจนกว่าจะมั่นคงว่าเข้าใจจริงๆ เข้าใจเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง ธรรม
ท่านอาจารย์ นามธรรมหรือรูปธรรม
ผู้ฟัง นามธรรม
ท่านอาจารย์ จิตหรือเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ ขันธ์อะไร
ผู้ฟัง สังขารขันธ์
ท่านอาจารย์ นี่คือตอบชื่อได้แต่อย่าเพิ่งพอใจ เพราะถ้าบอกเด็กบางคนว่านามธรรม รูปธรรม เด็กจำชื่อได้เลย แยกได้หมดด้วย แต่ความเข้าใจจะมั่นคงระดับไหน เพราะฉะนั้น ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้จากเพียงคำถามและคำตอบ แต่คนตอบรู้ได้ว่าเข้าใจเพียงใด และคนถามก็รู้ได้ถ้าถามให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น จะรู้ว่าความเข้าใจมากน้อยเพียงใด แต่ประโยชน์ที่สุดคือมีโอกาสได้ฟังวาจาสัจจะ ซึ่งสามารถจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ละคลายความยึดถือสภาพธรรมซึ่งเกิดจากความไม่รู้
อ.กุลวิไล ได้ยินเป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง จิต ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เดา แต่เริ่มเข้าใจว่าตลอดชีวิตต้องมีจิต ซึ่งเกิดดับไม่ซ้ำกันเลย เป็นแต่ละหนึ่ง เห็นเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ นั่นคือความหมายของขันธ์ คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดดับเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ใช้คำว่ารู้แจ้ง ถ้าไม่เห็น จะบอกสักเท่าไรก็ไม่แจ้งเพราะไม่เหมือนกำลังเห็น ใช่หรือไม่ อย่างเช่น ดอกกุหลาบมีตั้งหลายชนิด บอกว่าดอกกุหลาบก็เพียงคิดถึงดอกกุหลาบไหนเท่านั้นเอง แต่ไม่แจ้งเหมือนกำลังเห็น จึงใช้คำว่าธาตุรู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏ เวลานี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ใช้คำว่าเห็นแต่ไม่เคยรู้เลยว่า เห็นคืออะไร แต่ต่อไปนี้ใช้คำว่าเห็นแล้วเข้าใจได้ว่า ขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏชัดเจนกับเห็นที่กำลังเห็น
เห็นมีจริง รู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าทางหู จิตรู้แจ้งในเสียงที่ได้ยิน เมื่อไม่ได้ยินแล้วจะแจ้งหรือไม่ ไม่เหมือนเลย คิดถึงเสียงก็ไม่เหมือนกำลังได้ยินเสียง ใช่หรือไม่ จิตที่รู้แจ้งเสียงเป็นธาตุรู้ เพราะอาศัยหูกับเสียงจึงใช้คำว่าโสตวิญญาณ ภาษาไทยคือได้ยิน เราพูดในภาษาไทยว่าได้ยินมีจริง ได้ยินคือขณะที่เสียงหนึ่งเสียงใดปรากฏให้ได้ยิน เฉพาะเสียงนั้นเป็นอารมณ์ของจิตที่ได้ยิน เพื่อจะรู้ว่าจิตไม่ใช่เจตสิก วันหนึ่งๆ จิตเกิดดับตลอดเวลาพร้อมเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย โดยไม่มีการปรากฏให้รู้เลย จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเริ่มเข้าใจทีละคำชัดเจนขึ้นละเอียดขึ้น
ปริยัติคือ รอบรู้ในพระพุทธพจน์ ไม่ใช่เพียงแค่ได้ยิน แต่เข้าใจลึกซึ้งมั่นคงในความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา จนกระทั่งสามารถที่จะทำให้เกิดปฏิปัตติ คือปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ฟังรู้เรื่อง แต่กำลังเข้าใจเห็นเดี๋ยวนี้เลยโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราไปพยายาม แต่มีปัจจัยที่จะเกิดเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยก็รู้ระดับของความเข้าใจว่าเพียงใด
ดังนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ตรง เป็นเรื่องที่จริง ซึ่งบุคคลนั้นจะรู้เอง เข้าใจเอง ประมาทไม่ได้เลยและอย่าไปสนใจคิดจะจำแต่ชื่อเพราะตัวจริงกำลังมี เช่น เห็นเป็นตัวจริงๆ เลยที่กำลังเห็น จะเรียกอะไรก็ตาม จะเป็นวิญญาณ จะเป็นขันธ์ จะเป็นอะไรก็คือเห็นที่กำลังเห็น มีจริง แต่แสดงความต่างกันว่า ขณะที่คิด ไม่ใช่ขณะที่เห็น หรือขณะที่จำก็ไม่ใช่ขณะที่เห็น เพราะฉะนั้นเป็นสภาพธรรมทั้งหมดเลย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นนั่นเป็นธรรม
ถ้าฟังแล้วสามารถที่จะรู้ว่าเป็นขันธ์ไหน แต่ก่อนอื่นคือเป็นธรรมก่อน มีจริงๆ ก่อน แล้วค่อยๆ รู้ว่าสภาพนั้นรู้หรือไม่รู้อะไร ถ้าไม่รู้ก็เป็นรูปขันธ์ ไม่ต้องเรียกว่ารูปขันธ์ก็เป็นรูปขันธ์ เมื่อได้ยินคำว่ารูป ทุกคนที่นี่รู้เลยใช่หรือไม่ เมื่อได้ยินคำว่าขันธ์ รูปขันธ์ นามขันธ์ ทุกคนก็รู้ นามขันธ์มีเท่าไร จากการฟังคือว่า กำลังเข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงฟังชื่อ แต่เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ และขณะอื่นเข้าใจหรือไม่ เมื่อไม่ได้ฟังก็ลืมหมด ก็ฟังใหม่ จำได้อีก เข้าใจขึ้นอีก แล้วก็ลืมอีก แล้วก็ฟังอีก เข้าใจอีก เป็นธรรมดาเพราะความไม่รู้สะสมมามาก จะให้เป็นความรู้ทุกอย่างทันทีไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็รู้ว่าขณะใดรู้ ขณะใดเข้าใจ ขณะใดไม่เข้าใจ
ผู้ฟัง เข้าใจขันธ์ขึ้นมากแต่สมัยก่อนไม่เข้าใจ คือพระจะบอกให้เย็บกระทง ๕ ใบ ใส่ของไปวางไว้ที่ทางสามแพร่ง แต่วันนี้พอจะเข้าใจขันธ์บ้างแล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความเข้าใจกำลังมีมากหรือว่าน้อยลงๆ สำหรับคนทั่วไปที่เข้าใจว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ถ้าไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาไม่ชื่อว่านับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าไม่เข้าใจและเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็เสื่อม ในที่สุดก็อันตรธาน เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่จะดำรงไว้ซึ่งคำสอนคือเข้าใจ ไม่ใช่ขันธ์ ๕ แล้วไปวางไว้ที่สามแพร่ง ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ตอนนั้นไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่จะรู้ว่า ภิกษุคือผู้ที่เข้าใจธรรมและกล่าวธรรม ไม่ใช่เป็นคนที่ทำลายคำสอน โดยไม่ได้ให้เข้าใจอะไรเลยและให้เข้าใจผิดด้วย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260