ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๓๑
สนทนาธรรม ที่ นิกันติ กอล์ฟคลับ จ.นครปฐม
วันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เราต้องเกิดอีกแน่ แต่ถ้าเป็นผลของกรรมไม่ดี ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ อาจจะอยู่ในน้ำเป็นปลาได้หรือไม่ อยู่ในป่าเป็นเสือ เป็นอะไรได้ทั้งหมดเลย เราถามเขาไม่ได้เลยว่าเขาอยากจะเกิดเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่ก็มีปัจจัยที่เกิดแล้ว ทุกคนต้องเกิด จากโลกนี้ไปจะเป็นใครก็ไม่รู้ ก่อนที่จะได้ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นใครมาก่อนมากมายหลายอย่าง เพราะฉะนั้น เป็นคนนี้ชั่วคราวเหมือนชาติก่อนๆ ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเราใช้คำว่าโพธิสัตว์ หมายความว่ายังไม่รู้ความจริงซึ่งรู้ได้แสนยาก กว่าเราจะได้ยินแต่ละคำที่ฟังมาจากการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งก่อนที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นอะไรบ้าง คนขอทานเคยเป็นหรือไม่ พระเจ้าแผ่นดินเคยเป็นหรือไม่
อ.ธีรพันธ์ คือพระองค์ทรงเป็นมาหลายอย่าง นับเฉพาะมนุษย์ก็มากมาย ไม่รวมถึงเป็นพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นพญาวานรบ้าง เป็นนกคุ่มบ้าง หลายอย่างเลย ความเป็นไปของสังสารวัฏฏ์กว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญบารมีมาอย่างยวดยิ่งเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร เป็นได้ชั่วคราว ชาติก่อนเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เคยเป็นมหาอำมาตย์ เคยเป็นพ่อค้า เคยเป็นสารพัดอย่าง แต่ชาตินี้เป็นอย่างนี้ชั่วคราว จากโลกนี้ไปจะเป็นอะไรอีกก็ตามแต่ต้องเกิดแน่ เพราะฉะนั้นควรมีเมตตาหรือไม่
ผู้ฟัง ควร
ท่านอาจารย์ ความดีเป็นสิ่งที่ไม่มีใครไม่ชอบเลย ใช่หรือไม่ ถ้าคนอื่นชอบความดี เราก็ทำความดีเพราะต่างคนต่างชอบความดี
ผู้ฟัง จากคำถามเกี่ยวกับความมีเมตตา แล้วบางครั้งการที่เรามีเมตตากับสรรพสัตว์ หรือว่าบุคคลที่เรามีเมตตาด้วย ตรงนี้เราได้ทำบุญหรือไม่ หรือเป็นการให้โทษอะไรหรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าพูดคำที่ไม่รู้จักหรือไม่ บุญ ใครรู้จักบุญบ้าง ถึงได้ถามว่าเป็นบุญหรือไม่ ถ้ารู้จักแล้วคงไม่ถาม แต่พูดกันมากเลยว่าทำบุญ ได้บุญ ใช่หรือไม่
อ.คำปั่น ความหมายของบุญคือ ธรรมฝ่ายดีงาม ที่เกิดขึ้นเมื่อใดก็ชำระจิตให้สะอาดปราศจากอกุศล ความดีเกิดขึ้นเมื่อใดเป็นบุญเมื่อนั้น เพราะว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้วสามารถที่จะขัดเกลาละคลายสิ่งที่ไม่ดีได้ เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่าบุญเมื่อใด ต้องหมายถึงเฉพาะธรรมที่ดีงามเท่านั้นที่เกิดขึ้นในจิตของแต่ละบุคคล เมื่อเกิดขึ้นก็ชำระจิตจากที่เคยมากด้วยความไม่ดีทั้งหลาย ค่อยๆ ขัดเกลาละคลาย แม้แต่คุณความดีที่เป็นเมตตา ความเป็นมิตร เป็นเพื่อนต่อผู้อื่นก็เป็นความดีประการหนึ่ง เป็นธรรมที่ดีประการหนึ่ง ถ้าใส่ชื่อคือเป็นบุญ เพราะว่าเป็นธรรมที่ดีงามที่ไม่นำมาซึ่งทุกข์โทษภัยแก่ใครๆ เลย นี่คือความหมายเบื้องต้นของคำว่าบุญ สภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาดปราศจากอกุศล
ท่านอาจารย์ เวลามีใจเมตตาหมายความว่าเป็นเพื่อน หวังดีพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่น ขณะนั้นลำบากใจหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ลำบาก
ท่านอาจารย์ ความไม่ลำบากใจ ความไม่เป็นทุกข์ใจ ความไม่เดือดร้อน สภาพที่ช่วยเหลือคนอื่นเป็นสภาพของจิตใจที่ดีงาม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งตกจะหยิบไปทิ้งหรือปล่อยไว้อย่างนั้น
ผู้ฟัง หยิบ
ท่านอาจารย์ นี่คือบุญ เห็นหรือไม่ว่า จิตใจที่ดีงามไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามทั้งหมด เพราะถ้ามีกระดาษหลายๆ แผ่นตกทุกวันๆ ที่นั่นก็แย่ใช่หรือไม่ แต่เพียงหนึ่งแผ่นถ้าสามารถที่จะเก็บไปทิ้งก็ช่วยกัน
ในพระไตรปิฎกจะมีอัธยาศัยของหลายท่านมาก บางท่านคิดว่าคนนี้ทำผิด ซึ่งเขาไม่ได้ทำแต่ถูกกล่าวว่าทำ เขาก็ไม่ว่ากระไร ดีหรือไม่ ไม่ต้องไปบอกให้เกิดเรื่องเกิดราวใหญ่โตมากมาย ทุกอย่างยุติได้ด้วยความคิดที่ถูกต้องว่า เพียงแค่เราไม่ต้องไปพูดอะไร ก็ไม่มีเหตุเดือดร้อนที่จะต้องก่อเป็นเรื่องใหญ่โต ความคิดละเอียดมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดดีขณะนั้นเป็นบุญ แม้จะเล็กน้อยสักเท่าไรก็ตาม เห็นคนหิวน้ำ หาน้ำไปให้เขาดื่ม บุญหรือไม่
ผู้ฟัง บุญ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้จักบุญแล้ว คือคุณความดีเกิดจากใจที่หวังดี ไม่มีการรีรอ หรือไม่ขี้เกียจที่จะช่วยเหลือคนอื่น ขณะนั้นเป็นบุญ รู้อย่างนี้จะทำบุญหรือไม่
ผู้ฟัง ทำ
ท่านอาจารย์ หรือจะต้องไปวัด
ผู้ฟัง ทำได้ทุกที่
ท่านอาจารย์ ทำได้ทุกแห่ง เมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ใครกำลังต้องการดินสอ เราส่งให้ นั่นคือบุญแล้วใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปทำอะไรที่มากมายเลย เพียงแต่ว่าอะไรที่พร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่น ทำได้ก็ทำ นั่นคือบุญ ที่บ้านมีอะไรหลายอย่างที่บางคนทำอยู่คนเดียวจนเหนื่อย คนอื่นนั่งเฉยๆ ไม่ช่วยเลย นั่งเฉยๆ บุญหรือไม่ แต่ถ้าช่วยให้เขาสบายขึ้นนิดหน่อยเขาจะได้ไม่เหนื่อยมาก บุญหรือไม่ บุญ มีคนที่ช่วยเราทำอะไรต่างๆ แล้วเราพูดดีๆ กับเขา กับพูดร้ายๆ กับเขา เขาสบายใจเมื่อเราพูดดีด้วย ใช่หรือไม่ บุญหรือไม่ อะไรที่ทำให้ใครสบายใจไม่เดือดร้อนแม้เพียงเล็กน้อย ขณะนั้นไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง สละความสุขของตัวเองแม้เพียงเล็กน้อยให้คนอื่น บุญหรือไม่ บุญ ดังนั้นต่อไปนี้ทำบุญโดยไม่ต้องไปที่ไหนเลยก็ได้ ใช่หรือไม่ ที่บ้านก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ทุกหนทุกแห่งทำได้ เพราะฉะนั้นเมตตาเป็นบุญหรือไม่
ผู้ฟัง บุญ
ท่านอาจารย์ เมตตาเป็นบุญ ถ้าเมตตาแล้วทำอะไรบ้าง ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น นี่คืออีกบุญหนึ่งแล้ว ชื่อว่าทาน (ทา-นะ) การให้ ที่เราบอกว่าเราให้ทาน ไม่จำเป็นต้องให้คนยากไร้ ให้อะไรใครก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับเขา ขณะนั้นเป็นทาน เป็นธรรมหรือไม่ เป็นเราหรือไม่ เมื่อเช้านี้ได้ฟังแล้ว ทุกอย่างที่มีจริงเกิดขึ้นแล้วดับไป การช่วยเหลือ ช่วยแล้ว หมดแล้ว ดับแล้ว เป็นเหตุที่ดีที่จะทำให้ผลที่ดีเกิดขึ้นคือ เกิดดี เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบกายดี บางคนไม่ค่อยป่วยไข้ เราก็บอกว่าเขาทำบุญมาดีใช่หรือไม่ เห็นอะไรก็น่าดูทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าดีขณะใดก็เป็นบุญ ไม่ได้เลือกเลย นกมีบุญได้หรือไม่
ผู้ฟัง มีได้
ท่านอาจารย์ เมื่อไร ถ้าเราจำไว้มั่นคงว่าเกิดเป็นผลของบุญ ถ้าเกิดดี เกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดาเป็นผลของบุญ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเท่าที่เรามองเห็น นก ปู ปลา เหล่านี้เป็นผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นบุญให้ผลคือให้เกิดดี ไม่ใช่ให้เกิดไม่ดี เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายดี ให้ทราบว่าเมื่อเกิดมาแล้วมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย รู้หรือไม่ว่าอะไรทำให้เกิดตา หู จมูก ลิ้น กาย
ภาษาไทยเราบอกว่าทำ ภาษาบาลีใช้คำว่ากรรม คือการกระทำ เพราะฉะนั้นมีกายกรรม-การกระทำทางกาย วจีกรรม-การกระทำทางวาจา พูดคำไม่ดี ผรุสวาท วาจาหยาบคาย ดีหรือไม่ ดังนั้นเกิดมาหน้าตาต่างกันไปตามกรรมที่ได้ทำไว้ ผลของกรรมจะให้ผลโดยเราไม่รู้เลยว่าปรุงแต่งละเอียดยิบ ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ว่าในคนหนึ่งมีส่วนไหนบ้าง ตา หู จมูก ลิ้น ทั้งหมด บุญทำกรรมแต่ง ภาษาโบราณใช้คำถูกแต่ว่าไม่เข้าใจละเอียด บุญทำให้สวย ให้ดี ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ กรรมยังตกแต่งส่วนละเอียดต่างๆ ที่จะต้องเป็นไป บุญทำกรรมแต่งทั้งนั้นเลยที่นั่งอยู่ที่นี่ ใช่หรือไม่
ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน อกุศลกรรมเหมือนกับบุญกรรมใช่หรือไม่ แต่ไม่ใช่บุญ เป็นบาปกรรมที่ทำให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้ามีบุญบ้างก็รูปร่างหน้าตาน่ารัก เราชอบใช่หรือไม่ นกมีตั้งหลายอย่างเพราะว่าบุญทำกรรมแต่ง จะเลือกเป็นนกกระจิบ หรือจะเลือกเป็นนกอะไรก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าแล้วแต่บุญกรรมที่ได้ทำมาซึ่งละเอียดมาก ถ้าจะดูสัตว์สักตัวเพราะเหตุใดเป็นอย่างนั้น ใครจะไปทำให้สัตว์นั้นเป็นอย่างนั้นได้ บางชนิดมีจมูกยาวมากเลย เช่น ช้าง แสดงให้เห็นเพื่อความมั่นคงในเรื่องของธรรม ไม่มีอะไรที่จะนอกเหนือจากธรรมได้
ธรรมที่เป็นเหตุมีเท่าไรก็ให้ผลเพียงเท่านั้น ดังนั้นเราจึงต่างกันตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละวันไม่เหมือนกันเลย บางวันดี บางวันสนุก บางวันทุกข์ ล้วนแต่มีปัจจัยทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไม่ลืมว่าการกระทำให้ผลตั้งแต่เกิด ถ้าเป็นผลของกรรมดีก็เกิดดี เป็นมนุษย์ก็จำแนกไปตามผลของกรรมดีที่ได้ทำว่า เป็นกรรมดีระดับไหน ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าเป็นผลของอกุศลกรรม
เกิดมาเป็นผลของกรรมแล้วยังต้องรับผลของกรรมอีก โดยกรรมทำให้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย เพื่ออะไร เพื่อเห็น การเห็นคือรับผลของกรรม การได้ยินคือรับผลของกรรม การได้ก็คือกลิ่นรับผลของกรรม การลิ้มรสก็รับผลของกรรม การกระทบสัมผัสก็คือรับผลของกรรม เด็กๆ เคยถูกตีหรือไม่
ผู้ฟัง บ่อย
ท่านอาจารย์ เป็นผลของกรรมหรือไม่ แน่นอน เพราะเหตุว่ากรรมทำให้มีกายปสาท สิ่งที่สามารถกระทบกับสิ่งที่อ่อนแข็งได้ เวลาที่สิ่งที่แข็งมากกระทบกายจึงเจ็บ เจ็บเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม
ผู้ฟัง นามธรรม
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง กายไม่มีวันเจ็บเพราะกายอ่อนหรือแข็ง โต๊ะเจ็บหรือไม่ ใครตีโต๊ะ โต้ะไม่เจ็บใช่หรือไม่ แต่ถ้ากระทบถูกตัวคือแข็งใช่หรือไม่ ลองกระทบที่นิ้วหรือแขนก็ได้ กระทบแข็ง แข็งไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่าถูกกระทบ เพราะฉะนั้น ธาตุรู้อาศัยการกระทบเกิดขึ้นรู้สึกเจ็บ หรือรู้สึกสบาย ถ้าไม่กระทบ ไม่มีวันเจ็บ ถูกต้องหรือไม่ แต่เมื่อกระทบแข็ง แข็งไม่รู้อะไรเลย แต่ธาตุรู้เจ็บ เจ็บเป็นความรู้สึก ด้วยเหตุนี้กว่าจะเข้าใจธรรมได้ ต้องคิด ต้องไตร่ตรอง แต่ต้องตามลำดับและไม่ลืมว่าทุกอย่างเป็นธรรม ธรรมหลากหลายมากมายก็จริงแต่ต่างประเภท แยกธาตุ ก็ได้แก่ธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องรู้ ส่วนธาตุไม่รู้ เกิดขึ้นรู้อะไรไม่ได้เลย สิ่งที่รู้ไม่ได้เป็นรูปธาตุหรือรูปธรรม สิ่งที่รู้เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นเว้นเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน เห็นเป็นนามธรรมเป็นธาตุรู้ ได้ยินเป็นนามธรรม ต้องแยกกัน ได้ยินกับเสียง เสียงเป็นรูปไม่รู้อะไร แต่สภาพที่ได้ยิน กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ พิสูจน์ธรรมเลย กำลังได้ยิน ได้ยินเสียงใช่หรือไม่ รู้เสียงนั้นใช่หรือไม่ เสียงนั้นปรากฏให้รู้ว่ามีเสียงใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นสภาพรู้นั่นเองเป็นนามธรรม ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นรู้ แล้วก็ดับไป
ดังนั้นต้องมั่นคงว่า ธรรมทั้งหลายทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และไม่ใช่ของเราด้วย เพราะเกิดขึ้นปรากฏเพียงชั่วคราวแสนสั้นแล้วหมดไป ธรรมเกิดขึ้นแล้วดับหรือไม่ ดับหมายความว่าไม่เหลือเลย ไม่เหลือสักนิดเดียว เหมือนไฟ ถ้าไม่มีน้ำมัน ไม่มีไส้ ไฟก็ต้องดับ เพราะฉะนั้นขณะที่มีเสียงกับมีหูกระทบกัน ทำให้เกิดไฟคือได้ยินธาตุรู้ นี่คือการสมมติ เปรียบเทียบกับไฟอาศัยน้ำมันกับไส้ตะเกียงจุดมีไฟ ถ้าไม่มีน้ำมัน ไม่มีไส้ตะเกียง ไฟก็ไม่มี ไม่มีเสียงไม่มีหู จะได้ยินได้หรือไม่ ไม่ได้ ได้ยินเป็นธรรม เกิดได้ยินแล้วก็ดับไป ให้เข้าใจมั่นคงว่านี่คือผลของกรรม เพราะฉะนั้นกรรมทำให้เกิด เกิดแล้วต้องได้ยิน
มีตา หู จมูก ลิ้น กาย สำหรับเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ผลของกรรมทั้งนั้นเลย จะโทษใครหรือไม่ ถ้ามีคนยิงเรา ตีเรา เขาทำเราหรือไม่ เขาทำคือการตีได้ แต่เจ็บนั่นใครเจ็บ เห็นหรือไม่ว่าเราเจ็บเอง เพราะเราทำกรรมมาที่จะให้ความเจ็บนั้นเกิดขึ้น ถึงเขาไม่ตี เราก็หกล้มได้ ตกบันไดก็ได้ ไม่มีใครทำเลย แต่กรรมที่ได้ทำแล้วเป็นปัจจัยให้ทุกอย่างที่กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วเกิดเป็นความรู้การเห็น การได้ยิน เหล่านี้เป็นผลของกรรม
เลือกได้หรือไม่ จะเห็นอะไร จะได้ยินอะไร เลือกไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามกรรม กรรมไหน ทำตั้งแต่เมื่อไร ทุกคนส่ายหน้าใช่หรือไม่ เพราะกรรมเป็นสภาพที่ปกปิด นี่เป็นข้อความในพระไตรปิฎก ขณะที่ทำกรรมไม่รู้เลยว่ากรรมนี้จะให้ผลชาติไหน อีก ๑๐ ชาติ อีก ๑๐๐ ชาติ ชาติหน้า หรือชาตินี้ก็ได้ ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เป็นผลของกรรมชาติไหน กำลังได้ยินเสียงนี้เป็นผลของกรรมชาติไหน แต่รู้ว่าถ้าไม่มีกรรม ไม่มีการที่จะเห็น ไม่มีการเกิด ไม่มีการได้ยิน
ดังนั้นเป็นผู้ที่มั่นคง แม้แต่เมตตาเป็นเราหรือไม่ เกิดขึ้นจึงมี แต่ไปคิดว่าเป็นเรา ก่อนโกรธเกิดขึ้นยังไม่มีโกรธ แต่แล้วโกรธก็เกิดขึ้น ถ้าโกรธไม่เกิดก็จะไม่คิดว่าเราโกรธ แต่เมื่อโกรธเกิดขึ้น แทนที่จะรู้ว่าโกรธเกิดและหมดไป ไม่ใช่เรา ก็กลายเป็นเราโกรธ เพราะหลงเข้าใจว่าธรรมเป็นเรามานานแสนนาน จนกว่าจะได้ฟังและเริ่มเข้าใจถูกทีละคำ
การเข้าใจธรรมจริงๆ อย่าคิดว่าเราต้องไปฟังคำมากมาย แยกธาตุ แยกขันธ์ แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะฉะนั้น จะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องทีละคำ และจากการที่เราคิดเอง ไตร่ตรองเอง แม้ว่าได้ยินใครพูด ใครบอก พระพุทธพจน์ที่สืบทอดกันมาต้องอาศัยการไตร่ตรองของเรา การคิดของเราจนเป็นความมั่งคงว่าถูกต้อง เมื่อไตร่ตรองแล้วเปลี่ยนได้หรือไม่ เราคิดเอง เราไตร่ตรองเอง เป็นเหตุเป็นผลเอง ถูกต้องเป็นถูก ผิดต้องเป็นผิด มีพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ว่า ทุกคำที่เราเคยพูดมาตั้งแต่เกิดเข้าใจเพียงใด อย่างเช่นคำว่า ธรรม ได้ยินบ่อยใช่หรือไม่ เข้าใจเพียงใด เช่น คำว่ายุติธรรม เหมือนรู้ เหมือนเข้าใจ แต่ยุติหมายความว่าอะไร ธรรมคืออะไร ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น ยุติหมายถึงสมควร ถูกต้อง ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นกล่าวถึงยุติธรรมคือ สิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่สมควร
ท่านอาจารย์ ตอนนี้เข้าใจกระทรวงยุติธรรมแล้วใช่หรือไม่ สิ่งใดก็ตามที่ถึงที่สุด คือความถูกต้องที่สมควร เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่เราพูด ต่อไปนี้เราเป็นคนที่รู้ขึ้น คือพูดคำที่รู้จัก
ผู้ฟัง สงสัยว่า ถ้าทุกคนทำดีจะได้ขึ้นสวรรค์ ทำไม่ดีตกนรก ถามว่าโลกที่สามมีจริงหรือไม่
อ.อรรณพ เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผลถูกหรือไม่ มีอะไรจะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
อ.อรรณพ ถูกหรือไม่ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องมีเหตุ เพราะฉะนั้นพูดได้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก พูดก็คือพูดลอยๆ แต่ถ้าคนที่ศึกษาพระธรรมต้องเป็นความจริง ดีคืออะไร ชั่วคืออะไร ผลของดี ผลของชั่ว ก็ต้องมีตามเหตุตามผล เพราะฉะนั้น พูดเหมือนกันแต่ความลึกซึ้งไม่เหมือนกัน จึงต้องศึกษาให้เข้าใจถึงตัวความเป็นธรรมนั้นจริงๆ แต่ละอย่าง
ท่านอาจารย์ เราไม่สงสัยในโลกมนุษย์โลกนี้ใช่หรือไม่ เพราะอะไร เพราะเราอยู่ที่นี่ แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตใดก็ต้องมีที่อยู่ ที่เกิด ใช่หรือไม่ แล้วเราจะรู้หรือว่าในจักรวาล สิ่งอื่นที่ไม่เหมือนอย่างโลกนี้ก็มี ที่เหมือนก็มี เรายังไม่ใช่เป็นผู้ที่ไปสำรวจจนกระทั่งรอบรู้หมด แต่ต้องไม่ลืม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โลกวิทู ผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย ไม่มีแน่ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นโลก ต่างกันแล้วกับความคิดเรื่องโลกของเรา ลองคิดใหม่ ค่อยๆ ฟัง ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยจริงๆ ไม่มีสักอย่าง จะมีโลกหรือไม่ จะมีคนหรือไม่ จะมีอะไรหรือไม่ ไม่มีใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นนั่นคือโลก ภาษาบาลีใช้คำว่าโลกะ เรานำคำภาษาบาลีมาใช้ในภาษาไทยหลายคำ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจความจริงโดยละเอียด เข้าใจเองต่างๆ นานา ผิดๆ ถูกๆ พูดกันไป เช่น นามธรรม รูปธรรม ก็เข้าใจผิดใช่หรือไม่ แต่ถ้าศึกษาจริงๆ ต้องเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ ต่อไปนี้เข้าใจอีกคำหนึ่งคือ โลกะ ที่คนไทยใช้คำว่าโลก หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้น และแน่นอนว่าสิ่งที่เกิดแล้วดับทั้งนั้นเลย ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่เกิดแล้วไม่ดับ และไม่กลับมาอีกด้วย ดังนั้นขณะนี้ทุกอย่างที่มีเป็นโลก ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น ร่างกาย มีคนหรือไม่ มีสัตว์หรือไม่ มีอะไรหรือไม่ ไม่มี
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเป็นโลก แต่ละโลกด้วย โลกทางตามีเสียงหรือไม่ ไม่มี โลกทางตาเห็นอย่างเดียว มีแต่สีสันวัณะต่างๆ ปรากฏ โลกทางหูมีสีสันวัณณะหรือไม่ ไม่มี โลกทางจมูกเป็นอะไร กลิ่น โลกทางลิ้นเป็นอะไร รส คิดถึงโลกทีละโลก ไม่รวมกันก็เป็นแต่ละโลก แต่เมื่อรวมกันแล้วก็เป็นคน หลายๆ คนรวมกับต้นไม้ใบหญ้าด้วยทั้งหมดก็รวมกันเป็นโลก แต่ความจริงคือแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป
นี่คือโลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก แต่เราเกิดมาเราไม่เคยรู้อย่างนี้เลย เรารู้แต่โลกกลมใหญ่กว้างมีแม่น้ำ มีภูเขา มีคน มีสัตว์ต่างๆ เพราะไม่รู้ความจริงว่า แต่ละหนึ่งเดี๋ยวนี้กำลังเกิดดับ นี่คือการเปรียบเทียบความห่างกันมากของพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับเรา เริ่มเห็นพระคุณที่ห่างกันมหาศาล แต่ละคำเป็นคำจริง ดังนั้นเมื่อมีพระองค์เป็นที่พึ่ง จะเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้องยิ่งกว่านี้อีกมาก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260