ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๔๙

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณสมบูรณ์ ผดุงไทยธรรม หนองมน จ.ชลบุรี

    วันที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่ชาวพุทธจะไม่รู้จักพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่าคิดว่าง่าย คิดว่าต้องไปทำอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจก็คือว่าเดี๋ยวนี้ ต้องเป็นขณะนี้ที่มีจริงซึ่งคนธรรมดาที่ไม่ได้ฟังธรรม ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า นี่แหละเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวถึงสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ ที่ไม่มีใครรู้จักเลย เพราะเหตุว่าถ้าไม่เคยฟังธรรม ก็เป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงสิ่งที่กำลังเห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง ซึ่งลึกซึ้ง ยากเป็นธรรมดาปกติอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างอื่น ที่ต่างกันก็คือว่า เป็นความเข้าใจในสิ่งที่มี เพราะว่าเดี๋ยวนี้ที่เราเห็น ถามดูเข้าใจเห็นไหม ก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะรู้ว่าเห็นทุกวันทุกวัน ที่ไม่เคยเข้าใจมาทุกชาติ ความจริงก็คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประจักษ์แจ้งความจริง แล้วก็เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง

    เพราะฉะนั้นใครก็ตาม ที่ไม่ได้ฟังธรรมด้วยความเคารพจริงๆ ว่า กว่าจะได้ฟังแต่ละคำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์นานเท่าไหร่ แต่ละชาติแต่ละขณะ ไม่ว่าใครจะทำอะไร ถ้าสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มี ทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งก็สามารถที่จะประจักษ์ความจริงได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ประมาทและไม่ต้องไปทำอะไร แต่เข้าใจ ฟังเพื่อเข้าใจ ต้องบอกว่าต้องไปทำอย่างนี้ไหม แล้วจะต้องอย่างโน้นไหม จะต้องอย่างนี้ไหม ก็คือว่ามีความไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่มีแต่ไม่รู้ แล้วก็เมื่อฟังแล้วก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจทีละคำอย่างละเอียด และก็อย่างมั่นคงว่า ขณะนี้สิ่งที่มีจริง สามารถที่จะรู้ความจริงตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง อีกนานไหม

    ผู้ฟัง แม้แต่คำว่าสิ่งที่มีจริง กว่าจะไม่ใช่เรา ยากแสนยาก มีความรู้สึกว่าใจมันเหมือนแบบว่า วูบลงไปนิดหนึ่งกับคำว่า ยากแสนยาก

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าสะสมปัญญามา ยากแสนยากจริง แล้วก็ไม่หวั่นไหวด้วย ไม่วูบไม่อะไรหมด ใช่ไหม เพราะว่าไม่หวั่นไหว ก็รู้ว่ายาก แล้วก็เป็นคนตรง ที่จะเดี๋ยวนี้ไม่มีใคร มีแต่เพียงสิ่งที่สามารถปรากฏ และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่กระทบตา ถ้าไม่กระทบตาก็ไม่ปรากฏ ไม่มีทางจะปรากฏเลย อะไรอยู่ข้างหลัง ไม่กระทบตา ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏขณะนี้คือ สิ่งที่สามารถจะกระทบตาได้ กำลังกระทบอยู่ แล้วก็มีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น สิ่งนี้จึงปรากฏ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ จะเป็นใครไม่ได้เลย นอกจะเป็นสิ่งที่มี ใครก็ไปบังคับให้เกิดไม่ได้ มีตามเหตุตามปัจจัย สิ่งนี้กระทบอื่นไม่ได้เลย นอกจากกระทบตา กระทบแข็ง กระทบโต๊ะ กระทบอะไรไม่ได้เลย กระทบเพียงตา แล้วตาก็มีจริงๆ เป็นสิ่งซึ่งกำลังกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ มีใครที่ไหน แต่ตาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะเป็นตา ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะเป็นสิ่งที่กระทบตา และธาตุรู้ก็มี ไปนั่งสงสัยว่ามาอย่างไร ไม่อยากให้มีเลย เป็นต้นไม้ใบหญ้าก็ดี จะได้ไม่ต้องเห็น ไม่ต้องคิด ไม่ต้องจำ ไม่ต้องอะไร แต่ก็มี ใครจะไปห้ามสิ่งที่มีเพราะเหตุปัจจัยได้ เมื่อมีแล้วก็เพียงแต่เข้าใจให้ถูกต้อง รู้ตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงแสนโกฏกัปมาแล้วก็ไม่มีเรา ไม่ใช่จะเพิ่งไม่มีเราชาตินี้ แต่ว่าถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เข้าใจ ก็ยึดถือมาตลอดด้วยความไม่รู้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ปรากฏการเกิดดับ คิดว่ายั่งยืน จนกว่าจะจากโลกนี้ไป แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้อะไรแล้ว และก็เกิดใหม่เป็นคนนี้แล้วก็ไม่รู้อะไรอีก ไปเรื่อยๆ

    ด้วยเหตุนี้เวลาที่ได้ฟังคำจริง ก็เป็นผู้ที่สมควรที่จะได้ประโยชน์โดยการที่ว่าไม่ใช่เชื่อตาม พูดตาม แต่เข้าใจ เริ่มเข้าใจเห็นว่า เห็นอย่างนี้ ธรรมดาอย่างนี้ ยากแสนยากที่จะไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ สิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่อะไรเลย เป็นแค่สิ่งที่มีจริง เมื่อปรากฏเมื่อเห็น ถ้าไม่เห็นไม่ปรากฏไม่มี เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง คิดดู นี่แค่ตา แล้วหู และจมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดมาทั้งหมด ก็เป็นธรรมทั้งหมด นี่จึงจะเป็นพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธเข้าใจ

    ผู้ฟัง ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เราฟังอย่างนี้บ่อยๆ แต่ในชีวิตประจำวัน เราก็ไม่ได้เข้าใจอย่างนี้จริงๆ แล้วอย่างไรเราจะเข้าใจได้อย่างนี้จริงๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังธรรมต้องฟังทีละคำ เมื่อสักครู่นี้พูดเรื่องเห็นเข้าใจไหม

    ผู้ฟัง ก็ยังไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ กำลังเห็น เห็นต้องเกิด ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิดเป็นเห็น เห็นจะเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นเกิดแล้ว แล้วก็ที่ไม่รู้เพราะว่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ก็คือว่าเห็นขณะนี้เกิดเห็นแล้วดับ จะเป็นใครไม่ได้เลย มีแต่สิ่งที่สามารถกระทบตา เห็นก็เห็นสิ่งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นคน คิดดูก็แล้วกันกี่เห็น เป็นดอกไม้อีกกี่เห็น เป็นผ้าปูโต๊ะมีลายดอกไม้อีกกี่เห็น เพราะฉะนั้นการเห็นเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพียงแค่ลืมตาเหมือนเห็น รู้ทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย นี่ก็แสดงถึงการไม่รู้ความจริง ซึ่งยากที่จะรู้ แต่ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เข้าใจ ชีวิตคุณนิรันดร์ในสังสารวัฏที่ผ่านมาจำได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้เลย

    ท่านอาจารย์ เป็นใคร

    ผู้ฟัง ก็ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ แต่ก็ต้องเห็นใช่ไหม

    ผู้ฟัง ก็ต้องเห็น

    ท่านอาจารย์ แล้วก็ต้องคิดใช่ไหม ต้องสุขต้องทุกข์ พอถึงชาตินี้ก็เหมือนกัน แต่ว่าเหตุการณ์คนละอย่าง สิ่งต่างๆ ที่ผ่านไป จะไม่มีการกลับมาได้เลยสักขณะเดียว นี่คือความจริง กว่าจะพ้นความติดข้อง เพราะเหตุว่าติดข้องมานาน และออกจากความติดข้องไม่ได้ด้วย ติดข้องอย่างไร เห็นดอกไม้ติดข้องไหม

    ผู้ฟัง ติดข้องแล้ว

    ท่านอาจารย์ แค่นี้ แต่ว่าที่ติดข้องยิ่งกว่านี้ ทั้งวันทั้งเดือนทั้งปี จนกว่าจะจากโลกนี้ไป เกิดใหม่ก็ติดข้องอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่อย่างนี้ ไม่เห็นโทษเห็นภัยเลย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ถึงฟังแล้วก็ไม่ใช่ว่า จะเห็นโทษเห็นภัยโดยทันที แค่เริ่มเข้าใจ เปรียบเทียบกับการที่เคยติดข้องมานานแสนนาน กับเพิ่งเริ่มเข้าใจ และเข้าใจทีละหนึ่งด้วย แต่ชีวิตไม่ใช่มีเพียงหนึ่งขณะเห็นไหม เราพูดถึงเห็นหนึ่งขณะ เรายังไม่รู้ความจริงเลย แล้วเห็นกี่ขณะ แล้วอย่างอื่นอีกกี่ขณะ แสดงว่าความไม่รู้มากมาย เพราะฉะนั้นหนทางเดียวคือไม่มีเราที่จะไปเร่งรัด ที่จะไปรีบเข้าใจเร็วๆ หมดกิเลสเร็วๆ คือผิด และไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ด้วย นอกจากความเข้าใจถูกอย่างมั่นคงขึ้นว่า นี่เป็นความจริง และความจริงที่เมื่อเข้าใจแล้ว ความเข้าใจไม่เปลี่ยน ค่อยๆ เพิ่มขึ้นโดยไม่มีเราไปทำ แล้วจะรู้หรือ ในเมื่อไม่ใช่เราที่ทำ ก็ไม่รู้ใช่ไหม เพราะว่าเป็นธรรมกำลังทำหน้าที่เดี๋ยวนี้ คือจิตเจตสิกทั้งหมดเลย แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงให้เริ่มเข้าใจถูกต้อง แต่ความไม่รู้ก็ยังมีมาก ยังไม่สามารถที่จะละความติดข้องได้เลย ความติดข้องมีตั้งแต่ปุถุชน หนาแน่นมากหมดเลย ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจทุกอย่าง เดี๋ยวนี้ก็มีกำลังติดข้องด้วยก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นความมากมายมหาศาลของความไม่รู้กับกิเลสมาก เพราะฉะนั้นไม่รีบร้อนใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ รีบร้อนได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วจะรีบร้อนไปทำไม ก็เห็นชอบอยู่ในโลก ใช่ไหม ชอบอาหารอร่อย ชอบดอกไม้สวย ชอบทุกอย่าง แล้วจะรีบร้อนไปทำไม ใช่ไหม ถึงรีบร้อนก็คือโลภะไม่พ้น เพราะฉะนั้นบ่วงของโลภะ สภาพธรรมธรรมที่แยบยลและก็ไม่เปิดเผย มีอยู่ก็ไม่มีใครรู้ แต่อยู่ด้วยตลอดเวลา เป็นนายด้วย เป็นลูกศิษย์ เป็นอาจารย์ เป็นทุกอย่างที่ทำให้ทำตามหมด ลืมตาขึ้นมาคุณนิรันดร์ทำอะไร

    ผู้ฟัง ล้างหน้าแปรงฟัน

    ท่านอาจารย์ นั่นแหละเห็นไหมโลภะใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้เลย ไม่ใช่คุณนิรันดร์เลยสักขณะเดียว แต่กว่าจะรู้ว่าตราบใดที่ยังเป็นเรา ไม่มีทางละ แต่พอไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราแล้วจะเดือดร้อนหรือ ทีละเล็กทีละน้อยก็เป็นสภาพธรรม จนกระทั่งเมื่อไม่ใช่เราแล้ว เกิดมาทำไมสิ่งที่ไม่ใช่เรา เริ่มค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะข้ามไปหาปัญญาทันที อย่างใหญ่อย่างมาก เห็นโทษเห็นภัย อย่างที่ผู้ที่สะสมมาได้เห็นแล้ว ก็ต้องต่างกัน เพราะฉะนั้นฟังให้รู้ว่าเป็นความจริง เพราะฉะนั้นจะสนใจที่จะรู้ความจริงหรือไม่ ช่วยไม่ได้แต่ละคน จริงก็จริงไป บางคนก็บอกหนาแน่นปานนั้น ที่ความไม่รู้ทำให้จริงก็จริงไป ฉันก็เกิดมาแล้ว ฉันก็สบายสนุกสนาน และฉันก็ตายไป ก็จริงก็จริงไป แต่ว่าจริงที่ว่าไม่ใช่อย่างที่เขาคิด ไม่ใช่เพียงแค่คำว่าไม่ใช่เรา ต้องไม่ใช่เราทั้งหมดที่มีที่ปรากฏตั้งแต่เกิดจนตาย และไม่ใช่ชาติเดียวด้วย เพราะว่าติดมานานมาก ไม่รู้มานานมาก

    เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่เริ่มรู้ความเป็นปกติที่สะสมมา ไม่ใช่ไปทำอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าไปทำเพียงนิดเดียวก็คือเรานั่นแหละ อยากใช่ไหม จะทำอะไรก็อยากใช่ไหม ไม่อยากจะทำหรือ เพราะฉะนั้นแม้จะอยากทำ ก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้ไปหมด เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเข้าใจอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะไม่มีเรา สภาพธรรมที่เข้าใจต่างหากที่กำลังละความไม่รู้

    ผู้ฟัง เริ่มต้นก็คือ ฟังเพื่อเข้าใจไปก่อน

    ท่านอาจารย์ เพื่อให้รู้ว่าไม่รู้อะไร และสิ่งนั้นแหละจากไม่รู้เป็นรู้ขึ้น

    ผู้ฟัง ยังไม่ต้องไปคิดว่า จะไปละอะไร กิเลสอะไรต่างๆ

    ท่านอาจารย์ ละได้อย่างไร ใครละ

    ผู้ฟัง ฟังพระธรรมก็คือใจเย็นๆ ช้าๆ แล้วก็มีความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจ ฟังเพื่อเข้าใจ และบังคับไม่ได้ด้วยว่า เข้าใจจะมากจะน้อยหรือแค่ไหน บังคับก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ทุกอย่างที่เกิดต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย คำว่าตามเหตุตามปัจจัย หมายความว่าอะไร เกินกว่าเหตุปัจจัยก็ไม่ได้ น้อยกว่าเหตุปัจจัยก็ไม่ได้ ต้องตามเหตุตามปัจจัย ฟังแค่นี้เข้าใจไหม นี่เริ่มต้น ถ้าไม่เข้าใจก็ยังไม่ได้เริ่มต้น

    ผู้ฟัง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ปัญญาเท่านั้นประเสริฐสุด นี่ก็คือตรงต่อความจริง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เข้าใจขึ้นจากไม่รู้เลย และใครจะทำให้เข้าใจได้ คิดดู ไปหาครูบาอาจารย์ ไปสำนักปฏิบัติ ไปนั่งไปยืนไปเดินรู้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ น่าอัศจรรย์

    ผู้ฟัง น่าอัศจรรย์

    ท่านอาจารย์ สามารถทำให้เข้าใจสิ่งที่มีที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน แล้วถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ไม่มีทางที่จะเข้าใจ เพราะฉะนั้นคำนั้นแหละน่าอัศจรรย์ คำของใคร ผู้ที่ตรัสรู้ความจริงจึงกล่าวความจริงได้ถึงที่สุด คือเปลี่ยนไม่ได้เลยสักคำ

    ผู้ฟัง คำที่ทำให้ผู้ฟังได้เข้าใจความจริง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน

    ท่านอาจารย์ ใช่ ไม่เคยรู้ว่าเห็นนี่ไม่ใช่เรา ไม่เคยรู้ว่าเห็นนี่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    ผู้ฟัง เรายึดสิ่งต่างๆ ความเบื่อ ความติดข้องทุกอย่างว่าเป็นเราทั้งหมด และเราก็เดือดร้อนใจ

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้ เหตุมาจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะแก้ก็ต้องตรงเหตุคือรู้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง แก้ที่ต้นเหตุ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง จะขอกล่าวถึงพระสูตรพระสูตรหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป แม้มีทุกข์โทมนัส มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เธอย่อมถึงฐานะอันน่าสรรเสริญที่ชอบแก่เหตุ ๕ ประการในปัจจุบัน ๕ ประการเป็นไฉน คือเธอมีศรัทธาในกุศลธรรม ๑ มีหิริในกุศลธรรม ๑ มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ๑ มีความเพียรในกุศลธรรม ๑ มีปัญญาในกุศลธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป แม้มีทุกข์โทมนัส มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เธอย่อมถึงฐานะอันน่าสรรเสริญ ที่น่าชอบแก่เหตุ ๕ ประการนี้แล ในปัจจุบัน

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วลืมหมดเลย ๕ ข้อนี้ เห็นไหม เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจ แล้วก็ไม่ต้องไปนั่งเรียงทีละข้อก็ได้ แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้น ที่จะทำให้เข้าใจได้ ข้อที่ ๑ คืออะไร

    ผู้ฟัง มีศรัทธาในกุศลธรรม

    ท่านอาจารย์ การฟังธรรมดีไหม ตอบได้ เวลาที่ไม่ฟังธรรมมีมากกว่าไหม

    ผู้ฟัง มากกว่า

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม ทั้งๆ ที่รู้ว่าดี เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ธรรมนี่เป็นธรรมจริงๆ ไม่ใช่ว่าให้เราไปฝืน พยายามจะฟังให้ ๒๔ ชั่วโมง ไม่หลับไม่นอนก็ไม่ใช่ นั่นคือโลภะด้วยความเป็นเรา เพราะฉะนั้นความเข้าใจธรรมสำคัญที่สุด คือไม่ใช่เรา เป็นธรรม เพราะฉะนั้นจะฟังธรรมขณะนั้นเป็นเราหรือเปล่า จะไม่ฟังธรรมขณะนั้นเป็นเราหรือเปล่า ขณะที่รู้ว่าถ้าขณะใดไม่ฟังธรรม ขณะนั้นก็เป็นกิเลสทั้งนั้นแหละ ใช่ไหม แล้วขณะที่ฟังก็เป็นขณะที่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรม แต่ก่อนทุกคนก็รู้สึกว่ารักษาสุขภาพมากเลย แต่พอฟังธรรมแล้ว อะไรประโยชน์กว่า มีท่านผู้หนึ่ง ท่านก็เป็นหวัด ก็นอนไม่หลับ ก็ฟังธรรมด้วยความเบิกบานใจ เพราะรู้ว่าระหว่างที่นอนไม่หลับ ได้เข้าใจธรรม ถ้าท่านหลับไปเสีย ก็ไม่ได้เข้าใจ และใครจะรู้ว่าโอกาสที่จะได้ฟังจะมีหรือไม่มี เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะฉะนั้นคนที่เห็นประโยชน์อย่างยิ่งข้อที่ ๑ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง เธอมีศรัทธาในกุศลธรรม ๑

    ท่านอาจารย์ แต่ละข้อแต่ละข้อเป็นเรื่องเข้าใจประโยชน์ว่า กุศลธรรมเป็นสิ่งที่ดีงาม ก็ห้ามไม่ได้ที่จะเป็นอกุศลใช่ไหม แต่เมื่อมีศรัทธาเห็นคุณ รู้ประโยชน์จริงๆ ก็เพิ่มมากขึ้นในการที่จะได้เข้าใจธรรม

    ผู้ฟัง ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือมีหิริในกุศลธรรม ๑

    ท่านอาจารย์ มีหิริความละอายที่จะไม่ทำอกุศล เพราะฉะนั้นชีวิตตามความเป็นจริง มากมายเต็มไปด้วยอกุศล ไม่ใช่เรา ต้องไม่ลืม ถ้าเป็นเรานี่จะเดือดร้อนมากเลยใช่ไหม ยิ่งฟังยิ่งเดือดร้อน จะทำอย่างไรจะตายอยู่แล้ว แวดล้อมด้วยอกุศลหมด แต่ปัญญาเห็นไหม ประเสริฐกว่าเพราะรู้ว่าไม่ใช่เรา และปัญญานั่นแหละทำให้ไม่ประมาท ด้วยเหตุนี้เวลาที่อกุศลเกิด หมายความว่าไม่ละอายในอกุศลนั้น และเรามีอกุศลทุกวัน แสดงความไม่ละอายในอกุศลที่กำลังเกิดในขณะนั้น รับประทานอาหารอร่อย เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ปกติธรรมดาอร่อยใช่ไหม ชอบเป็นอกุศล ละอายหรือเปล่า เห็นระดับของความละอายไหมว่า กว่าจะถึงความละอายในอกุศล แม้แต่ในขณะที่บริโภคอาหารที่อร่อย แล้วก็ติดข้อง ยากไหม

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่เห็นภัยจริงๆ สามารถที่จะรู้ว่า อกุศลล้อมรอบทุกวันทุกขณะ ไม่ว่าจะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ และผู้นั้นสะสมอัธยาศัยที่จะละอายในอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย จึงมีศรัทธาที่จะขอบวช เพื่อที่จะอบรมปัญญาขัดเกลากิเลส โดยการที่จะชีวิตทั้งหมดอุทิศเพื่อการเข้าใจพระธรรม เพราะถ้าไม่เข้าใจพระธรรมละกิเลสไม่ได้ ขัดเกลากิเลสไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเป็นพระภิกษุ เป็นลัชชีผู้ละอาย แต่สำหรับเราขณะที่อกุศลเกิด หรือใครก็ตามแต่ ขณะนั้นต้องไม่ละอาย ด้วยเหตุนี้จึงมีอหิริกเจตสิก สภาพที่ไม่ละอายเกิดเดี๋ยวนั้นขณะนั้น พอใจทันทีในสิ่งที่มีปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์รู้ตัวดี ไม่สามารถที่จะออกจากบ้าน ใช่หรือเปล่า ออกไปแล้วไปไหน ไปนอนที่ไหน ไปทำอะไร สละหมดทรัพย์สินเงินทองทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นความละอายไม่เท่ากับภิกษุผู้ที่จะขัดเกลากิเลส เพราะละอายมากกว่าคฤหัสถ์

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราใช่ไหม ขณะใดที่เป็นอกุศลก็รู้ว่า ขณะนั้นความไม่ละอายเกิด ในระดับที่เป็นความพอใจขณะนั้น หรือในระดับที่เป็นโทสะ ความไม่พอใจขุ่นเคืองในขณะนั้น ทั้งหมดคือไม่ใช่เรา ไม่ใช่ว่าเป็นเราที่ละอาย เป็นเราที่นั่นก็คือว่าก็เป็นเราไปเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังเป็นเรา ก็ไม่ละอายในความเป็นเรา เพราะฉะนั้นทุกอย่างหมดต้องเข้าใจละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น แล้วก็เป็นปกติด้วย

    ผู้ฟัง ต่อไปข้อ ๓ โอตตัปปะในกุศลธรรม

    ท่านอาจารย์ ก็เหมือนกัน มีหิริ มีโอตตัปปะ

    ผู้ฟัง มีความเพียรในกุศลธรรม

    ท่านอาจารย์ ก็รู้ตัวเอง กำลังนี้ เพียรแล้วเห็นไหม เพียรฟังธรรมไม่ใช่เราเลย

    ผู้ฟัง มีปัญญาในกุศลธรรม

    ท่านอาจารย์ เข้าใจเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่เราอีก ก็เป็นปัญญาความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง

    ผู้ฟัง สรุปว่าทุกอย่างก็ไม่ใช่เราจริงๆ เลย

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เข้าใจ ขณะที่มีความเข้าใจขั้นฟัง จะนำไปสู่ขั้นเข้าใจสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ทีละหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวนี้สภาพธรรมทั้งหมด ผ่านไปหมดไปโดยไม่รู้เลย แข็งมีไหม ไม่รู้ผ่านไปแล้ว เห็นมีไหม ไม่รู้ผ่านไปแล้ว ได้ยินมีไหม คิดมีไหม ทุกอย่างผ่านไปหมดโดยไม่รู้

    ผู้ฟัง อยากจะถามท่านอาจารย์ว่า จิตนี้ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ แต่เราฝึก ถ้าเกิดมีอะไรที่จะทำให้ผมโมโห ผมจะไม่โมโหก็ได้ ผมอดทนมาตั้งนานแล้ว

    ท่านอาจารย์ คุณประสงค์รู้ว่าโกรธไม่ดีใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็พยายามฝึกที่จะไม่โกรธ

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ขณะนั้นก็เป็นเราที่ฝึกที่จะไม่โกรธ

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่เพราะรู้ว่าโกรธไม่ดี ก็มีความพยายาม ความพยายามมีจริงไหม

    ผู้ฟัง ผมว่าก็มีจริง เพราะผมพยายามอยู่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความพยายามมีจริง แต่ก็ยังเป็นคุณประสงค์ที่พยายาม

    ผู้ฟัง แล้วต้องทำอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ต้องทำ เข้าใจให้ถูกต้องว่า พยายามมีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี แต่พยายามที่เกิดไม่ใช่คุณประสงค์ โกรธก็ไม่ใช่คุณประสงค์ โกรธเกิดแล้ว พยายามเกิด แล้วที่จะไม่โกรธ ทั้งหมดไม่ใช่คุณประสงค์ เพราะฉะนั้นคุณประสงค์มีความเข้าใจ เพียงโทษของความไม่ดีคือความโกรธ จึงฝึกฝนพยายามที่จะระงับมากมายได้บ้างไม่ได้บ้างก็พยายาม เพราะฉะนั้นความพยายามก็มีเกิดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่คุณประสงค์ เพราะฉะนั้นความเข้าใจจริงๆ ก็คือว่า ธรรมกว่าจะเข้าใจได้ว่าไม่ใช่เรา ต้องอาศัยปัญญาที่มั่นคง ไม่ลืมว่าธรรมแต่ละหนึ่งเป็นหนึ่ง แข็งเป็นคุณประสงค์หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ผม

    ท่านอาจารย์ โกรธเป็นคุณประสงค์หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ผม

    ท่านอาจารย์ ความพยายามเป็นคุณประสงค์หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ผม

    ท่านอาจารย์ นี่คือเริ่มจะเข้าใจ แต่ก็ยังคงเป็นคุณประสงค์ เพราะยังไม่ได้ประจักษ์จริงๆ ว่าแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ใช่ไหม เมื่อไม่ประจักษ์อย่างนี้ ก็ยังคงยึดถือสิ่งที่เกิดนั่นแหละว่าเป็นเรา ด้วยเหตุนี้เราเห็นโทษของอกุศล เราพยายามฝึก ทำทุกอย่าง แล้วแต่จะคิดอะไรก็ตามแต่ แต่ก็เป็นคุณประสงค์ เพราะฉะนั้นเห็นโทษของอกุศลขณะนั้นเป็นธรรม แต่ก็เป็นตัวคุณประสงค์ที่เห็นโทษ เพราะไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    7 เม.ย. 2569