ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๖
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมดิอิมเพรส จ.น่าน
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ทุกคนเห็นแล้วใช่ไหมว่า ใครทำให้เห็นเกิด มีใครทำให้เห็นเกิดได้หรือไม่ กำลังเห็นอย่างนี้ เห็นแล้วด้วย ได้ยิน ใครทำให้ได้ยินเกิด คิดก็มี ใครทำให้คิดเกิด จำก็มี ใครทำให้จำเกิด ไม่รู้สักอย่างว่าแต่ละหนึ่งๆ มีเพื่อให้เข้าใจความจริง แต่ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เข้าใจผิด เข้าใจว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน เราคิด เราจำ ขั้นเริ่มต้นยากหรือไม่ เปลี่ยนจากสิ่งที่ไม่เคยรู้เลยซึ่งเคยเป็นเราทั้งหมด เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ต้องแต่ละหนึ่งจริงๆ เพราะว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน ขณะที่ได้ยิน ถ้าเป็นเราได้ยิน ได้ยินหมดแล้ว เราอยู่ไหน
ไม่มีเราเลย จากคำนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจคำที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งหลายคือ สิ่งที่มีจริงทุกอย่างทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงและยั่งยืน เพราะจากการที่ทรงตรัสรู้จะนำไปสู่การเข้าใจความจริงที่พระองค์ตรัสว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีการดับไปเป็นธรรมดา ฟังชินหู คิดอย่างไร คิดว่าเกิดแล้วต้องตาย หรือว่าเกิดแล้วต้องเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ว่าความจริงละเอียดกว่านั้นคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่เกิดนั้นเองมีความดับเป็นธรรมดา ประมาทไม่ได้เลย แสดงว่าขณะนี้ถ้าเข้าใจประโยคนี้ เห็นเกิดแล้วดับ ได้ยินไม่ใช่เห็น ขณะได้ยินไม่มีเห็น เพราะฉะนั้น ได้ยินต้องเกิดขึ้นแล้วดับ มีอะไรในชีวิตแต่ละหนึ่งๆ ๆ ตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ ในขณะนี้เองที่เกิดแล้วไม่ดับบ้าง
นี่คือสิ่งที่ต้องฟังจนกว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคง มิฉะนั้นแล้วไม่สามารถจะถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นปฏิปัตติธรรม เพราะเหตุว่าความลึกซึ้งของธรรมมี ๓ ระดับขั้น ได้ยินคำว่าปริยัติบ่อยๆ ตามวัดวาก็จะมีตึกอาคารปริยัติธรรม แต่ปริยัติคือฟังพระพุทธพจน์ ฟังแล้วหมายความว่าอย่างไร เข้าใจด้วยไม่ใช่เพียงแค่ได้ยิน เมื่อสักครู่นี้ฟังคำว่าธรรม เข้าใจระดับไหน สามารถที่จะรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ เริ่มพิจารณาไตร่ตรองว่า ไม่เที่ยง อนิจจัง สิ่งที่ไม่เที่ยงจะนำความสุขที่แท้จริงมาให้ได้หรือ จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์จริงๆ ปัญญาถึงระดับที่สามารถถึงเฉพาะเห็นที่กำลังเกิดดับ ได้ยินที่กำลังเกิดดับ ทั้งหมดต้องมาจากการฟังและมีความเข้าใจ รอบรู้อย่างมั่นคงว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรม
การฟังธรรม เข้าใจธรรม รู้แจ้งธรรม ไม่ต้องไปที่ไหนเลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่ากำลังมีธรรม เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่กำลังมีธรรม ก่อนฟังไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรม แต่เดี๋ยวนี้พิจารณาไตร่ตรอง ทุกขณะเป็นธรรมคือ เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดแล้วดับไป สืบต่ออย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงยากแก่การที่จะรู้ความจริงว่า แท้ที่จริงไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่เรา บางคนสงสัยความต่างกันของไม่มีเรากับไม่ใช่เราว่าเป็นอย่างไร ก็คือธรรมดา เดี๋ยวนี้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ สิ่งนั้นไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่กำลังปรากฏ จะพูดสลับกลับกันอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นความเข้าใจจริงๆ นี่คือขั้นแรกที่จะเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแค่ ๒ คำ ๓ คำ ๔ คำ แต่ที่ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษามากมายเพื่ออะไร เพื่อความเข้าใจจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้
ผู้ฟัง เพราะไม่รู้คำว่าปฏิบัติคือการเข้าถึง เข้าใจว่าไม่ต้องไปทำ คำว่าปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าจะต้องไปเดินจงกรม หรือไปนั่งสมาธิโดยไม่รู้อะไร เพราะความไม่เข้าใจคำว่าปฏิบัติ จึงไปทำ วิกฤตที่กึ่งพุทธกาลจึงมีสำนักปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ ทำให้ทุกคนเข้าใจความหมายของคำว่า วิกฤตพระพุทธศาสนา ใช่หรือไม่ เพราะไม่รู้แล้วทำ ด้วยเหตุนี้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธศาสนาทั้งหมดไม่ใช่ให้ไม่รู้ แต่ทุกคำทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นแต่ละคำ เช่นคำว่าปริยัติธรรม ธรรมซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ ซึ่งผู้ที่เคารพต้องฟัง ไม่ใช่ฟังคำของคนอื่น แต่ฟังแล้วไตร่ตรอง เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนรอบรู้ในพระพุทธพจน์ ไม่เปลี่ยน รอบรู้คือมั่นคง เพราะคำของผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้วเปลี่ยนไม่ได้ เพราะเหตุว่าตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด แล้วจะเปลี่ยนได้อย่างไร สิ่งนั้นเปลี่ยนไม่ได้เลย
แม้แต่คำว่าธรรม เดี๋ยวนี้เอง ทั้งหมดที่มีจริงเป็นธรรม เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม มั่นใจหรือไม่ว่าไม่ใช่เรา นั่นคือรอบรู้หรือยัง ถ้ายังไม่รอบรู้ก็ยังคงมีตัวเราต้องการจะไปทำสิ่งนั้น หวังสิ่งนี้ คิดว่าจะสำเร็จได้ด้วยการทำ ด้วยความเป็นตัวตน แต่แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องมั่นคง เป็นสัจจญาณ หมายความว่าเป็นปัญญาที่รู้ความจริงว่า เดี๋ยวนี้เอง สิ่งที่กำลังปรากฏเกิดแล้วดับ นี่คือเริ่มมั่นคง จนกระทั่งจะไม่ไปที่ไหนด้วยความไม่รู้ นอกจากพิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ฟังแล้วยังไม่ประจักษ์การเกิดดับ เพราะเหตุว่าเป็นปัญญาเพียงขั้นรู้ ด้วยความเข้าใจว่า ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเกิดแล้วดับ ไม่เที่ยง นี่คือปริยัติ หรือสัจจญาณ ถ้าไม่มีปริยัติ ปฏิปัตติ ที่เราใช้ภาษาไทยว่าปฏิบัติ จะเกิดไม่ได้เลย นำความไม่รู้ไปปฏิบัติแล้วจะรู้อะไร นี่คือวิกฤต
สัจจญาณ เมื่อมีความมั่นคงแล้ว ไม่มีเราใช่หรือไม่ แล้วอะไรปฏิบัติ ต้องรู้ตั้งแต่ขั้นฟังว่าไม่มีเรา ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมที่เป็นฝ่ายกุศล เช่น สติพร้อมกับปัญญาที่สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฟังจนกระทั่งไม่สงสัยในเห็น ในได้ยิน ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ดังนั้น สภาพธรรมที่ปฏิปัตติหรือปฏิบัติในภาษาไทย ต้องเกิดจากความเข้าใจขั้นปริยัติ
เพราะฉะนั้น จะได้ยินคำว่าสติปัฏฐาน สติสัมปชัญญะ และสติ ถ้าเป็นสติคือ สภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล ที่มานั่งฟังเพราะสติ รู้ว่าถ้าฟังแล้วจะได้เข้าใจสิ่งซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เข้าใจขึ้น เมื่อมีปัญญาในขณะที่ฟังและเข้าใจเพียงขั้นต้น รู้เลยว่าหนทางที่จะรู้ความจริงมีหนทางเดียวคือฟังเข้าใจ ต้องเป็นความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ จึงจะเป็นปัจจัยให้สติอีกระดับหนึ่งคือสติปัฏฐาน หรือจะใช้คำว่าสติสัมปชัญญะเพราะประกอบด้วยปัญญา เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตามปกติ ทีละหนึ่ง โดยไม่ใช่เรา รู้ด้วยว่าขณะนั้นเป็นอนัตตา ไม่ได้หวัง ไม่ได้ต้องการ เพราะรู้ว่าจะไปทำสติได้อย่างไร แล้วจะไปทำปัญญาได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีเหตุที่จะให้เกิดก็เกิดไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ต้องมีความมั่นคง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุที่จะให้เกิดสิ่งนั้น ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างมั่นคงในปริยัติ ปฏิปัตติ หรือกิจจญาณเกิดไม่ได้เลย กว่าจะถึงปฏิเวธ เดี๋ยวนี้เกิดดับประจักษ์กับปัญญาที่เริ่มเข้าใจ จนละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราตามลำดับขั้น กว่าจะถึงความเป็นพระอริยบุคคลรู้แจ้งอริยสัจจะ ที่มีอยู่ในตำราแล้วเรียนแต่ชื่อและไม่เข้าใจอะไรเลย นั่นคือวิกฤต ทำอะไรก็ตามด้วยความไม่รู้นำไปสู่ความเห็นผิด ความเข้าใจผิด เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นความเข้าใจธรรม ความเข้าใจคำสอนที่ถูกต้อง จึงเป็นการทะนุบำรุงรักษาพระศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งเป็นหนทางเดียว
ผู้ฟัง ขอความกระจ่าง คำว่าพระคือใคร แล้วเกี่ยวข้องกับพระวินัยอย่างไร
อ.คำปั่น ชาวพุทธได้ยินคำว่าพระ มาจากคำว่า วร (วะ-ระ) ซึ่งเป็นผู้ประเสริฐ มีคำว่าภิกษุด้วยก็คือพระภิกษุ ความหมายของภิกษุคือ ผู้ที่เห็นโทษเห็นภัยของกิเลส เป็นผู้ที่เข้าใจธรรม เป็นผู้ที่เห็นทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ตามความเป็นจริง และอีกความหมายหนึ่งคือ ผู้ที่มีความละอายในอกุศลยิ่งกว่าชีวิตของคฤหัสถ์ ท่านจึงสละชีวิตของคฤหัสถ์มุ่งสู่เพศที่สูงยิ่งคือ เพศบรรพชิตที่จะต้องศึกษาธรรม อบรมปัญญาขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ที่จะต้องมีความประพฤติคล้อยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงรับเงินและทอง พระภิกษุที่บวชในพระธรรมวินัยจะต้องมีความประพฤติคล้อยตามพระองค์คือ ไม่รับเงิน ไม่รับทอง รวมถึงไม่ยินดีด้วย แสดงถึงชีวิตของพระภิกษุในพระธรรมวินัยจริงๆ ที่มีความเข้าใจธรรมแล้วขัดเกลากิเลสของตนเอง
พระภิกษุเกี่ยวเนื่องกับพระวินัยอย่างไร พระวินัยเป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อนำออกซึ่งกิเลส เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส จะเห็นได้เลยว่าสิกขาบทคือ บทที่จะต้องศึกษาและน้อมประพฤติตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ทั้งหมดเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นไปเพื่ออยู่ผาสุกของพระภิกษุในพระธรรมวินัย พระภิกษุทุกรูป ทุกยุค ทุกสมัย จะต้องศึกษาแล้วมีความเคารพในพระวินัย ไม่มีการล่วงละเมิดพระวินัยแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี่คือความสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกัน แต่ถ้าภิกษุใดก็ตามที่ไม่ละอาย ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีการล่วงละเมิดผิดพระวินัยก็เป็นโทษสำหรับภิกษุรูปนั้น
ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องละเอียด เห็นพระก็คิดว่าเป็นภิกษุ แต่ตามความเป็นจริงต้องรู้ว่า ก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระภิกษุเช่นนี้ตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ไม่มี ใช่หรือไม่ แต่เมื่อมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ผู้ที่ฟังพระธรรมก็เหมือนขณะนี้แต่ว่าอัธยาศัยต่างกัน คือผู้ที่เห็นโทษของการที่จะมีชีวิตอย่างคฤหัสถ์ สะดวกสบายทุกอย่าง จะร้องเพลง จะรับประทานอาหาร จะทำอะไรได้ทั้งหมด มีวงศาคณาญาติ มีเพื่อนฝูงมิตรสหาย กับการที่จะสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาจากไหน มาจากการได้ฟังพระธรรม ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังพระธรรมเลย จะเป็นภิกษุหรือไม่ ก็เป็นไม่ได้ เพราะภิกษุคือผู้ที่เห็นภัยและรู้ว่าภัยคือเมื่อไร เดี๋ยวนี้ใครเห็นบ้างว่าเป็นภัย ไม่มีทางที่จะเห็นได้เลยจนกว่าจะมีความเข้าใจละเอียดขึ้นๆ
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ฟังหลากหลายอัธยาศัยในครั้งพุทธกาล เหมือนเดี๋ยวนี้หรือไม่ ไม่ว่าในกาลไหน การฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม แต่ละคนเข้าใจกันคนละระดับ หรืออาจจะเข้าใจผิดบ้างถูกบ้างก็ได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ฟังด้วยดี ด้วยการที่จะเข้าใจจริงๆ อย่างถ่องแท้ในแต่ละคำ เช่น ภิกษุ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมก็ไม่มีภิกษุในพระธรรมวินัย แต่เมื่อฟังแล้วปัญญาที่เริ่มเข้าใจความจริงว่า สามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์โดยที่รู้ตนเอง ไม่ใช่ใครมาบอกว่าให้บวชให้เต็มจำนวน ๑๐๐ จำนวน ๑,๐๐๐ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่เป็นผู้ที่รู้จักตัวเอง เห็นว่าสามารถที่จะดำเนินรอยตามพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสละเพศคฤหัสถ์
คำว่าเพศบรรพชิต หมายความว่าผู้นั้นจะทำอย่างคฤหัสถ์ไม่ได้อีกต่อไป เช่น หุงหาอาหารไม่ได้ หัวเราะเล่นไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ นี่คือผู้ที่จะประพฤติตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะรู้ตนเองว่าจะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ต้องขออุปสมบท ไม่ใช่ไปบวชได้ตามใจชอบ ใครนึกอยากจะบวชแล้วก็ไปใส่ผ้ากาสาวพัสตร์เลย ไม่ได้ แต่ผู้นั้นจะต้องรู้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่สูงยิ่ง ไม่ใช่ว่าใครนึกบวช แต่ต้องได้รับอนุญาตจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงบัญญัติพระวินัยทุกข้อด้วยพระองค์เอง แต่ละคำ แม้พระวินัยก็เกิดจากปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่รู้โทษซึ่งคนอื่นไม่รู้ว่า โทษแม้เพียงเล็กน้อยที่ชาวโลกเห็นว่าเล็กน้อย แท้ที่จริงนำมาซึ่งโทษใหญ่ในภายหลัง ประมาทไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ได้ฟังธรรมก็รู้อัธยาศัยที่ต่างกัน เมื่อมีผู้ที่ขอบวชเป็นพระภิกษุ คนที่เป็นคฤหัสถ์กราบไหว้ในอุปนิสัยที่สามารถสละเพศคฤหัสถ์ เพราะเหตุว่าตนเองทำไม่ได้แต่พระภิกษุทำได้ แต่ต้องเป็นภิกษุในธรรมวินัย ไม่ใช่ว่าไม่ฟังพระธรรม ไม่รู้จักพระธรรมแล้วบวช เพราะฉะนั้น ในยุคนี้ไม่รู้จะทำอะไรก็บวชใช่หรือไม่ บางคนป่วยไข้เจ็บป่วย อยากหายโรคก็บวช สารพัดเหตุ บางคนไม่มีอะไรเลยก็บวช แต่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น เป็นการบวชสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าเราต้องรู้จักจริงๆ ว่า ภิกษุคือใคร
ดังนั้น คฤหัสถ์ควรอย่างยิ่งที่จะได้เข้าใจความต่างของเพศคฤหัสถ์กับบรรพชิต มิฉะนั้นแล้วจะคิดว่าผู้ที่ใส่ผ้าต่างจากคฤหัสถ์ที่ใช้คำว่าครองจีวร เข้าใจธรรม รู้ธรรม แต่รู้หรือไม่ว่าบวชเพราะอะไร ลองถามแต่ละท่านที่จะบวชว่า บวชเพราะอะไร ถ้าไม่เข้าใจธรรมสมควรที่จะบวชหรือไม่ หรือว่าการบวชง่ายมาก ไม่ต้องเข้าใจธรรมก็บวชได้ แล้วบวชแล้วทำอะไร ไม่ได้ทำอย่างที่เป็นภิกษุในพระธรรมวินัย เพราะว่าภิกษุในพระธรรมวินัยไม่มีกิจของคฤหัสถ์อีกต่อไป
ตั้งแต่ตื่นจนหลับกระทำกิจของภิกษุสองอย่าง คือคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ หมายความถึงศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม เพราะได้ฟังแล้วรู้ว่าไม่พอ เท่านั้นไม่พอยังจะต้องเข้าใจอีกมาก เพื่ออะไร เพื่อปัญญาจะถึงการประจักษ์แจ้งความจริงตามที่ได้ฟังทุกคำ เช่น เดี๋ยวนี้ เราพูดว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ สิ่งนั้นเกิด ต้องมีการประจักษ์การเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ปัญญาต้องถึงการประจักษ์แจ้งการเกิดดับ
นี่คือจุดประสงค์ของการบวช ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างคฤหัสถ์แล้วก็ฟังธรรม เพราะว่าคฤหัสถ์ที่สะสมการเห็นประโยชน์ของพระธรรม จึงฟังธรรมตามโอกาส บางท่านฟังตั้งแต่เช้าบ่าย เย็น ค่ำ คฤหัสถ์สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมโดยไม่บวช เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี ดับกิเลสเพิ่มขึ้นเป็นพระอนาคามี ละคลายความยินดีติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บรรลุความเป็นพระอรหันต์เมื่อไร เมื่อนั้นไม่เป็นคฤหัสถ์อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เห็นศรัทธามั่นคงเพื่อที่จะขัดเกลากิเลสและศึกษาให้เข้าใจ เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มีอะไรจะขัดเกลากิเลสได้เลย ต้องเป็นความเข้าใจนั่นเองทำกิจของความเข้าใจ ไม่มีเรา แต่ว่าเป็นปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตั้งแต่ขั้นปริยัติ จนกระทั่งมีปัจจัยที่จะทำให้สติสัมปชัญญะอีกระดับหนึ่งเกิดขึ้น จึงชื่อว่าปฏิปัตติ จนกว่าจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เพราะฉะนั้น พระธรรมสำหรับพุทธบริษัท ที่ไม่ได้มอบหมายว่าเฉพาะภิกษุแล้วคฤหัสถ์ไม่ควรที่จะศึกษา ถ้าเช่นนั้นจะเป็นพุทธบริษัทได้อย่างไร เพราะเหตุว่าพุทธบริษัทสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระอรหันต์เมื่อไรจึงเป็นคฤหัสถ์ต่อไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ขอให้คิดว่า เพศบรรพชิตคือภิกษุ เป็นเพศของพระอรหันต์ใช่หรือไม่ ซึ่งก่อนนั้นสามารถจะขัดเกลากิเลส ดับกิเลสจนถึงความเป็นพระอนาคามีโดยไม่ต้องบวชได้ ในครั้งพุทธกาลเช่น ท่านจิตตคฤหบดี ท่านอนาถบิณฑิกะ ทุกคนคงได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็นผู้เลิศในทางให้ทาน หรือแม้หมอชีวกโกมารภัจจ์ ท่านเป็นคฤหัสถ์แล้วเป็นพระโสดาบัน รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เพราะรู้ประมาณว่าท่านสามารถที่จะมีชีวิตที่ขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ ทำกิจของคฤหัสถ์ที่จะดำรงพระศาสนา โดยการที่เข้าใจพระธรรมวินัยด้วย
ในครั้งนั้นเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุทุกรูปไม่เว้นเลย ต้องประพฤติปฏิบัติตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ ภิกษุใดไม่ประพฤติปฏิบัติตาม คฤหัสถ์เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎก เพ่งโทษคือ ให้รู้ว่านั่นเป็นโทษ ติเตียนคือ ให้รู้ว่าภิกษุทำไม่ได้ โพนทะนาคือ กระจายข่าวให้รู้ทั่วกัน ดังนั้นพระธรรมยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง ถ้าไม่มีการเข้าใจว่าภิกษุคือใคร จะรู้หรือไม่ว่านั่นเป็นภิกษุหรือไม่ใช่ภิกษุ ภิกษุบวชเพื่อคันถธุระ ศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลส โดยความเข้าใจนั่นเองที่ค่อยๆ ขัดเกลากิเลสตามระดับขั้นของปัญญา มิฉะนั้นไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย
ใครที่จะบวช ต้องถามบวชว่าเพื่ออะไร จะบวชกันหรือไม่ ที่บวชมาแล้วมีมากเลยใช่หรือไม่ แต่ถามว่าเหตุใดบวช คำตอบคือยังไม่ได้เข้าใจธรรมเลย คิดว่าบวชแล้วจะเข้าใจหรือ ไม่ว่าบวชกี่วันก็ตามแต่ไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร ปริยัติคืออะไร ปฏิบัติคืออะไร ปฏิเวธคืออะไร สัจจญาณคืออะไร กิจจญาณคืออะไร กตญาณคืออะไร จึงมีสำนักปฏิบัติ เพราะผู้ไม่รู้ว่าธรรมดาไม่ใช่ตัวตนจะไปสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ แต่ปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจธรรมตามลำดับ ที่สามารถที่จะเกิดขึ้นโดยความเป็นอนัตตา เพราะว่าธรรมทุกอย่างไม่มีใครสามารถไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย จะไปสำนักปฏิบัติ ทำได้หรือ ทำเห็นเดี๋ยวนี้ ทำได้ยินเดี๋ยวนี้ ทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ แล้วจะไปทำสติปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ดังนั้นทุกอย่าง ชาวพุทธต้องเป็นผู้ที่ไตร่ตรองสิ่งที่ได้ฟังแล้วซักถามสนทนา เพื่อเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แม้ในครั้งพุทธกาลพระอรหันต์ทั้งหลายท่านยังสนทนาธรรม เพราะท่านไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ชาวพุทธจะต้องตระหนักว่า ถ้าเป็นชาวพุทธโดยไม่รู้จักพระพุทธศาสนา โดยไม่รู้จักพระรัตนตรัย เพราะว่าภิกษุที่บวชและไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ไม่ใช่สังฆรัตนะ แต่ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือคฤหัสถ์ก็ตามที่อบรมปัญญาจนกระทั่งเป็นพระอริยบุคคล เป็นสังฆรัตนะ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260