ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๑๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ สัญญาเจตสิกกับความรู้สึก คือเวทนาเจตสิก นกมีไหม
ผู้ฟัง นกก็มีสัญญา มีจำ
ท่านอาจารย์ มีความรู้สึกไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีจิตไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีเจตสิกไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นนกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นจิต เจตสิก รูป
ท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่มีจริงที่หลากหลายมาก ต่างกันเป็นแต่ละหนึ่ง เป็นประเภทต่างๆ ค่อยๆ กระจายความเป็นเราจนไม่เหลือ ถ้ารวมกันเมื่อไหร่ก็เราหมดเลย แต่นี่แต่ละหนึ่ง มารวมกันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ฟังแล้วแต่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่ไหน มากน้อยแค่ไหน พอที่จะรู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้สิ่งที่ได้ฟังกำลังมีเดี๋ยวนี้ เจตสิกตั้ง ๕๒ ไปจำชื่อมาหมดเลย แต่เดี๋ยวนี้กำลังมีอะไรไม่รู้ ๕๒ อยู่ในหนังสือ แต่นี่เราไม่ต้องเอา ๕๒ เอาเดี๋ยวนี้เลยมีอะไร นั่นแหละคือเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต แล้วจะได้รู้ว่านั่นแหละไม่ใช่เรา ค่อยๆ ขยับไปสู่การที่จะเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา แต่จากชีวิตจริงๆ ที่มี เพราะฉะนั้นเบื่อมีจริงๆ หรือไม่
ผู้ฟัง มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ เห็นไหม แต่ไม่ต้องเรียกชื่อ เพราะว่าไม่ใช่จิต รู้อยู่แล้วใช่ไหม สิ่งอื่นนอกจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกก็คือสภาพของธรรม ซึ่งเกิดกับจิตทำให้จิตหลากหลาย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวชอบเดี๋ยวชัง เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ทั้งหมดเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นศึกษาธรรม เพื่อเข้าใจตัวจริงๆ ที่มีทุกวัน แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้
อ.วิชัย ถ้าคนที่ได้ฟังธรรมมาบ้างแล้ว พอพิจารณาว่า ความจำ อย่างเช่นจำเป็นไมโครโฟนหรือว่าดอกไม้ ก็เริ่มเข้าใจว่านั่นคือลักษณะของธรรมอย่างหนึ่ง
ท่านอาจารย์ หยุดแค่นี้ ยังไม่ได้ฟังเลย จำได้ไหม
อ.วิชัย จำได้
ท่านอาจารย์ จำมีจริงไหม
อ.วิชัย มีจริง
ท่านอาจารย์ เห็นมีจริงไหม
อ.วิชัย เห็นมีจริง
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นจำหรือไม่
อ.วิชัย เห็นไม่ใช่จำ
ท่านอาจารย์ เกิดพร้อมกันหรือไม่
อ.วิชัย เกิดพร้อมกัน
ท่านอาจารย์ จำในสิ่งที่เห็น ก็รู้แล้วว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ใช่จิต ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ คือเห็น เห็นจริงๆ สิ่งอื่นก็เป็นเจตสิกที่เกิดพร้อมกัน แทนที่เราจะเอาเจตสิกมา แล้วมาหา เอาชีวิตประจำวันนี่แหละแล้วรู้ว่านั่นเป็นเจตสิก ไม่เช่นนั้นไม่รู้ อยู่ในหนังสือหมด แต่ถ้าชีวิตประจำวันเกิดสุขใช่ไหม รู้เลยมีจริงๆ แต่ว่าถ้าเราไปเอาหนังสือมาก่อน เบื่อเป็นโทสเจตสิก ก็หาไปว่าเบื่อเป็นเจตสิกอะไร แต่กำลังเบื่อ ลักษณะที่เบื่อมีจริงไม่ใช่จิต แค่นี้ สภาพธรรมที่ไม่ใช่จิตมี หลากหลายมาก ลักษณะนั้นเปลี่ยนไม่ได้ อย่างโกรธ มีใครไม่รู้บ้าง โกรธแล้ว ไม่ต้องเรียกชื่อ แค่มีจริงไม่ใช่เรา แล้วก็ไม่ใช่จิต เราก็เริ่มเข้าใจความหมายของเจตสิก แล้วรู้ว่าหลากหลายมาก เห็นแล้วชอบก็มีไม่ชอบก็มี เพราะฉะนั้นชอบมี ไม่ชอบมี ไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ทั้งวันเจอเจตสิกได้ทั้งนั้น ถ้าขณะนั้นสามารถที่จะรู้ลักษณะนั้น
ผู้ฟัง ทั้งวันก็มีโลภะอย่างนี้นี้ทั้งวัน
ท่านอาจารย์ พูดได้ แต่กำลังมีไม่รู้ เพราะฉะนั้นฟังธรรมให้รู้ว่ามีทั้งวันเมื่อไหร่ อย่างไร ขณะไหน เป็นไปในทางไหน ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ นี่แหละธรรม เข้าใจธรรมศึกษาธรรม ไม่เช่นนั้นจบแล้วลืมเลย รับรองได้ชาติหน้า พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ เคยพูดภาษาบาลีมาแล้วก็ได้ ภาษามคธีพอถึงชาตินี้ ต้องบอก มนสิการ โยนิโส อโยนิโส เหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในสังสารวัฏ เพราะไม่ได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นเข้าใจธรรมในภาษาของตนของตน เพราะว่าสภาพธรรมมีจริง ถ้าใช้ภาษาอื่นเราจะเข้าใจหรือ ต้องในภาษาที่เราใช้เราถึงสามารถที่จะเข้าใจได้
อ.วิชัย ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาก็พอจะรู้ว่า ความเป็นจริงของธรรมโดยที่ไม่ต้องเรียกชื่อ หรือกล่าวคำก็มีจริงๆ แต่ว่าความเข้าใจก็ต้องอาศัยการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะแสดงความเป็นจริงของสิ่งนั้นให้ละเอียดขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะว่ามีจริง เป็นเราหมด ไม่เหลือเลยสักอย่างที่ไม่ใช่เรา จึงต้องให้รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ไม่ใช่เราเพราะอะไร ทุกคำของพระองค์นำไปสู่ความเข้าใจขึ้น ละความไม่รู้และความติดข้อง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปส่งเสริมให้ใครไปทำอะไร ให้ถึงนิพพาน เป็นไปไม่ได้ เพียงแค่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีโดยขั้นฟัง ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นประจักษ์แจ้งได้ ไม่เปลี่ยนเลย ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ปัญญาเพิ่มขึ้น ถ้าหวังดีมีความเป็นมิตร ก็คือว่าไม่ใช่พูดอะไรมากมายให้เขาเพียงจำ แต่ต้องให้เขาเข้าใจจริงๆ เพราะว่าถ้าเข้าใจจริงๆ เริ่มฝังรากลึกที่จะเติบโตขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจยิ่งขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นเราเหมือนเราเข้าใจมากเลย มรรคมีองค์ ๘ นิวรณ์ ๕ อะไรต่ออะไรต่างๆ แต่พูดคำที่คนอื่นก็ไม่รู้จัก ตัวเองรู้จักแค่ไหน ก็เป็นเรื่องแต่ละคนเฉพาะตัว แต่คนที่ไม่เคยฟังมาก่อนเลยอย่างนี้ ได้ยินแต่ชื่อ จะสับสนไหม พอถามเขาก็นึกแล้ว เคยได้ยินจำนวนเท่าไหร่ จำเพื่อที่จะตอบ อันนั้นไม่ใช่การศึกษาธรรม
เพราะฉะนั้นจะฟังเพื่อจะจำ หรือเข้าใจคำที่ได้ฟัง พูดคำว่าจิตก็เข้าใจเลย ต่างกับเจตสิกอย่างไร แล้วเจตสิกก็มีลักษณะหลากหลายมาก ถึงได้ถามว่าทั้งวันมีแต่จิต และเจตสิกใช่ไหม และก็มีอะไรบ้าง ช่วยบอกให้ฟังหน่อยว่า วันนี้มีอะไรบ้าง หรือเมื่อวานนี้มีอะไรบ้าง หรือตั้งแต่เกิดมามีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง มีอยากได้มาก
ท่านอาจารย์ อย่าลืมชีวิตประจำวัน ตามความเป็นจริงที่เป็นคนตรง จะต้องมีความเป็นชีวิตประจำวันออกมา แต่ทีนี้ต้องไปนั่งหานั่งคิดหาเจตสิก ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่ไปนั่งคิดนั่งหาเจตสิก แต่ทั้งวันทุกวันมีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง มีชอบ ไม่ชอบ
ท่านอาจารย์ ชอบ เป็นเจตสิก ไม่ชอบ กว่าจะรู้ว่าไม่ชอบไม่ใช่เรา นานไหม ฟังแล้วไม่ใช่จะรู้ได้เลยว่า ไม่ชอบไม่ใช่เราเป็นเจตสิก แค่ได้ยินสำหรับไตร่ตรอง สำหรับเข้าใจขึ้นว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เราแน่นอน เพราะเดี๋ยวเกิดเดี๋ยวไม่เกิด เกิดแล้วก็หมดไป จะเป็นเราได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ที่มีเหตุผล และค่อยๆ มีความเข้าใจตามเหตุผล เพราะฉะนั้นมีเจตสิก ชอบ ไม่ชอบ
ผู้ฟัง ไม่สบายใจ
ท่านอาจารย์ ไม่สบายใจกับไม่ชอบเหมือนกันไหม
ผู้ฟัง เหมือน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่รีบให้เขาไปไหน จำคำเยอะๆ ขอให้เข้าใจจริงๆ ความเข้าใจจริงต่างหาก ที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ไม่มีทางที่ใครจะเข้าใจธรรมที่ได้ฟังว่า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย นี่คือการที่จะรู้ว่าคนที่ฟังเข้าใจมากน้อยแค่ไหน อย่าไปรวบรัดว่าเขาเข้าใจแล้ว ไปคิดเอาเองต่างหากว่าเขาเข้าใจ แต่ถ้าสนทนากันมีทางที่จะให้เขาได้เข้าใจขึ้น ไม่ใช่ปล่อยเขาไปผิดๆ ถูกๆ แล้วเราพูดแล้ว ก็ไม่ใช่ แต่ความเข้าใจจริงๆ แต่ละคนมีค่ามาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจแต่เหมือนเข้าใจ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ความเข้าใจจะสามารถค่อยๆ เข้าใจขึ้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในสังสารวัฏ ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ไปจำตัวหนังสือ เพราะฉะนั้นรู้จิตแล้วหรือยัง
ผู้ฟัง ยัง
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพียงแต่เข้าใจว่า มีจิตและจิตเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น และ เดี๋ยวนี้ก็กำลังมี แต่ตัวธาตุรู้ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลารวดเร็วมาก และก็เป็นธาตุรู้จริงๆ เดี๋ยวเห็นเดี๋ยวได้ยิน รู้ทั้งนั้น แต่หลากหลายมากแต่ละทาง เพราะฉะนั้นถ้ารู้ขึ้น ก็จะคลายความเป็นเรา โดยไม่ต้องไปทำอะไรเลย แต่ถ้าไม่รู้ จะเอาอะไรไปละคลายความเป็นเราได้ และจะรู้ได้ว่าเข้าใจอย่างนี้เมื่อไตร่ตรอง เมื่อคิด ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง แล้วก็มาจำได้ว่าเกิดกับอะไร ไม่เกิดกับอะไร แต่ต้องตัวจริงๆ เลย ขณะไหนเมื่อไหร่ ถึงสามารถที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรมในขณะนั้นได้ เมื่อเข้าใจขึ้น รู้ขึ้นเข้าใจขึ้น รู้ขึ้นเข้าใจขึ้น ก็เป็นการปรุงแต่งอบรมปัญญาให้มั่นคงขึ้น
ผู้ฟัง หนูยังไม่รู้จักเลยว่าขันธ์ ๕ คืออะไร
ท่านอาจารย์ สิ่งที่เกิดขึ้นมีจริงๆ เป็นประเภทใหญ่ๆ เลย จำแนกต่างกันอย่างไร ทุกคำต้องคิด สิ่งที่เกิดมีจริงๆ มีอะไรบ้าง เราต้องตั้งต้นเลย เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏ ก็เกิดทั้งนั้นแหละ ไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นประมวลแล้ว สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นมีจริงๆ มีอะไรบ้าง แค่นี้เราตอบได้
ผู้ฟัง ก็สิ่งที่เห็นที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เห็นมีจริง เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าตอบตามธรรมก็ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม มีจริงๆ และเป็นธาตุ ธา-ตุด้วย เพราะเหตุว่าแต่ละธรรมที่เกิดขึ้นมีจริงๆ มีลักษณะของตนของตน ไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนแปลงได้เลย จะกล่าวว่าธาตุก็ได้ ธรรมก็ได้ เพราะฉะนั้นเห็นมีจริง ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่แข็ง แข็งก็มีจริง
ผู้ฟัง แข็งก็มีจริง
ท่านอาจารย์ เห็นก็มีจริง แล้วสองอย่างต่างกันอย่างไร
ผู้ฟัง ถ้าอย่างหนูคิด ก็เห็นคือว่าไม่ได้มาจับต้อง ก็ได้แต่เห็น แต่ว่าถ้าแข็งนี่จับแล้วรู้
ท่านอาจารย์ แต่ความจริง ไม่ได้จับต้อง แต่ว่าไม่รู้ก็ได้ กลิ่นอย่างนี้ ใครไปจับกลิ่น
ผู้ฟัง จับไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่รู้ว่ามีกลิ่นใช่ไหม แต่รู้กลิ่น ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่ให้เราไปจำชื่อจิตเจตสิกรูป แต่ให้รู้ว่าแต่ละหนึ่งคืออะไรเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีธาตุสิ่งที่มีจริงแน่นอน ใครก็บังคับให้ไม่เกิดไม่ได้ อย่างแข็งใครจะบังคับให้ไม่เกิดก็ไม่ได้ มีปัจจัยก็ต้องเกิดเป็นแข็ง เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัจจัยก็เกิดเป็นธาตุอีกชนิดหนึ่ง คือเป็นธาตุรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เกิดแล้วต้องรู้ คน สัตว์ต่างกับวัตถุสิ่งของ เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้ ธาตุรู้ในภาษาบาลีใช้คำว่านามธาตุ สำหรับธาตุไม่รู้ก็ใช้คำว่ารูปธาตุ แต่นามธาตุก็ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง เป็นใหญ่เป็นประธาน เกิดแล้วรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏลักษณะนั้นๆ เป็นอย่างไรเท่านั้นเอง นั่นคือจิต ใช้คำว่าเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ อีกคำหนึ่งที่เป็นใหญ่ก็คือมนินทรีย์ ใช้คำไหนก็ได้ ถ้าเราบอกว่าจิตเป็นใหญ่ เราก็บอกมนินทรีย์ ก็รวมแล้วก็ใจ มนะ แล้วก็อินทรีย์ ก็ใหญ่ ก็รวมกันก็เป็นมนินทรีย์ จิตเป็นใหญ่ก็คือมนินทรีย์ พูดภาษาไทยก็ได้หรือไม่ใช้ภาษาไทยก็ได้ เพราะฉะนั้นจิตตั้งแต่เกิดจนตาย ขณะไหนมีบ้างไหมที่ขาดจิต ตอนไหนบ้างที่ไม่มีจิตมีไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะเหตุว่าจิตเกิดแล้วดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด นี่คือความเป็นธรรมดา ความเป็นของธรรมว่า ต้องเป็นอย่างนี้ ตราบใดที่ไม่ใช่จุติจิตของพระอรหันต์ ทันทีที่จิตนั้นดับ ต้องเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้จิตไม่เคยขาดเลย และต่อไปจนถึงตาย ตายแล้วก็ยังไม่ขาดอีก เพราะว่าจิตทำกิจทำให้เคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ กิจเดียวแล้วดับ ก็มีจิตอื่นที่ทำกิจอื่นสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น คือเราฟังอะไรแล้วเราอย่าหยุดเพียงแค่นั้น แต่ต้องเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นที่จะไม่ใช่เรา ก็เพราะว่านี่คือความเป็นไปของธรรม ที่ภาษาไทยใช้คำว่าธรรมดา แต่มาจากคำบาลีว่า ธรรมตา ความเป็นไปของธรรม ใครจะยับยั้งได้ ต้องเป็น ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นที่เกิดขึ้นต้องเป็นไปตามปัจจัย
เพราะฉะนั้นมีนามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือจิตกับเจตสิก ฟังไปด้วยเข้าใจไปด้วย ไม่ใช่ฟังแล้วจำเท่านั้น แต่ฟังไปด้วยแล้วเข้าใจไปด้วย จะได้รู้ว่าธาตุรู้สภาพรู้ มี ๒ อย่าง คือจิตกับเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เกิดเมื่อไหร่ ทำหน้าที่เดียวคือรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ อย่างอื่นที่เกิดพร้อมกับจิตไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก จะรัก จะชัง จะโกรธ จะเมื่อย จะหิว จะอะไรก็ตามแต่ทั้งหมด สิ่งที่มีจริงทั้งหมดซึ่งเป็นสภาพรู้ แต่ไม่ใช่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เป็นเจตสิกทั้งหมด ทีนี้เราก็เข้าใจแล้วก็พอจะกล่าวได้ ขณะใดเป็นจิต ขณะใดเป็นเจตสิก รู้ความหมายของขันธ์หรือยังว่าขันธ์คืออะไร เมื่อสักครู่นี้เราพูดเรื่องธรรม ต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือธรรมที่เกิดแล้วไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม ส่วนเกิดแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เป็นนามธรรม
ผู้ฟัง นามธรรม
ท่านอาจารย์ นามธรรมก็ต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เท่านั้นเลย ไม่ทำหน้าที่อะไรเลย นอกจากเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ลักษณะหลากหลาย อย่างไรก็ตามจิตรู้หมด แต่สภาพอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่จิต ไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง แต่มีลักษณะเฉพาะของตนของตนแต่ละหนึ่ง นั่นเป็นเจตสิก ใช้คำว่าเจตสิกหมายถึง ธรรมซึ่งเกิดพร้อมจิต หรือจะใช้คำว่าเกิดในจิตเลยก็ได้ เพราะเหตุว่าแยกกันไม่ออกเลย ติดกันแน่นเลย อย่างไรอย่างไรก็ไม่มีใครแยกออก แยกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิก เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน เพราะเป็นสภาพรู้ด้วย และต่อไปจะรู้ว่าจิตเกิดที่เดียวกันด้วย เพราะว่าจิตไม่เกิดนอกกายเลย แต่ต้องเกิดที่กายที่รูปหนึ่งรูปใด
เพราะฉะนั้นเรารู้แล้ว ธรรมคืออย่างนี้มีจิตเจตสิกรูป แต่อีกหนึ่งซึ่งไม่รู้ ก็คือนิพพาน ไม่รู้ ก็จะกล่าวไปทำไม สิ่งที่มีก็ยังไม่รู้เลย ก็กล่าวถึงเฉพาะสภาพธรรมที่เกิดดับ ด้วยเหตุนี้ขันธ์หมายความถึงสภาพธรรมที่เกิดดับเท่านั้น มีจริงและเกิดดับ นิพพานไม่เกิด ถ้าเกิดก็ต้องเป็นหนึ่งใน ๓ คือต้องเป็นจิตหรือเป็นเจตสิกหรือเป็นรูป สภาพธรรมใดที่เกิดต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๓ อย่าง แต่ว่านิพพานไม่ใช่จิต นิพพานไม่ใช่เจตสิก นิพพานไม่ใช่รูป นิพพานไม่เกิด ถ้าเกิดต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้นนิพพานก็เป็นสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมมีจริง แต่ไม่ใช่จิตเจตสิกรูป สิ่งที่มีจริงทั้งหมด มี ๔ ใช้คำว่าปรมัตถะ ธรรม ปรมัตถธรรม จิตเจตสิกรูปต่างกับนิพพาน เพราะว่าจิตเจตสิกรูปเกิดแล้วก็ดับ แต่นิพพานไม่ใช่จิตไม่ใช่เจตสิกไม่ใช่รูป ไม่เกิด ถ้าเกิดต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๓ อย่าง เพราะฉะนั้นนิพพานไม่ใช่จิตเจตสิกรูป นิพพานไม่เกิด นิพพานดับไหม
ผู้ฟัง นิพพานไม่เกิด
ท่านอาจารย์ แล้วนิพพานดับไหม
ผู้ฟัง ก็ต้องไม่ดับ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง หนูไปคิดถึงว่า ถ้าใครได้นิพพาน นี่ก็คือไม่เกิดอีก หนูคิดไปอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ แต่ละความหมาย แต่ถ้าโดยความหมายของปรมัตถธรรมมีจริง ซึ่งไม่ใช่จิตเจตสิกรูป จิตเจตสิกรูปเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดดับเป็นขันธ์ เริ่มรู้จักว่าคำว่าขันธ์ ไม่ใช่เราไปเรียกเฉยๆ แต่ขันธ์คือสิ่งที่มีซึ่งเกิดดับ จึงเป็นอดีต ดับแล้ว อนาคตยังไม่มาถึง เมื่อมาถึงก็เป็นปัจจุบัน เพราะฉะนั้นขันธ์ที่เป็นอดีตดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย หาอีกไม่ได้เลย เสียงเมื่อสักครู่นี้ ไปหา ในสากลจักรวาล ไม่ว่ารูปใดๆ นามใดๆ ทั้งสิ้นที่เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย
เมื่อวานนี้พูดถึงเจ้าของสุนัขตัวหนึ่ง เขาเสียใจมากเลย สุนัขตาย ยังคิดถึง รู้ไหมคิดถึงสิ่งที่ไม่มี ก็คิดกันร่ำไป ไม่ว่าจะคิดถึงใครก็ไม่มี ยังไม่ต้องตายก็ไม่มี เพราะดับแล้ว แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ดับไป เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาจะมั่นคงในสิ่งที่ได้ฟังว่า เป็นความจริงถึงที่สุด ไม่มีอะไรที่จะจริงที่จะเปลี่ยนแปลงไปให้พ้นจากความจริงนี้ได้ จึงจะค่อยๆ ละคลายความติดข้อง เพราะความเข้าใจที่ถูกต้องและมั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมเข้าใจธรรม ซึ่งไม่ใช่ภาษาไทย แต่พูดถึงสิ่งที่มีจริงทีละหนึ่ง หนึ่งคำก็หนึ่งอย่าง นิพพานก็นิพพาน จิตก็จิต เจตสิกก็เจตสิก รูปก็รูป แต่ละหนึ่ง ถ้าติดขัดอยู่คำไหน ไม่เข้าใจหรือยังไม่ชัดเจน จะไม่เข้าใจคำอื่นได้เลย ตอนนี้เข้าใจขันธ์แล้วใช่ไหม
ผู้ฟัง ก็พอเข้าใจ
ท่านอาจารย์ คือ
ผู้ฟัง สิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์ คือ
ผู้ฟัง จิต เจตสิก รูป
ท่านอาจารย์ สิ่งที่เกิดดับเท่านั้น และสิ่งที่เกิดดับ ก็คือจิตเจตสิกรูป นิพพานเป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ก็ต้องไม่ใช่ ลังเลอะไร เป็นความเข้าใจของเราต่างหากว่า ทุกคำต้องเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่จำ แต่เข้าใจจริงๆ นิพพานจะเป็นขันธ์ไม่ได้เลย ภาษาบาลีจะใช้คำว่า ขันธวิมุตติ ไม่ใช่ขันธ์ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีธรรมไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีธรรมอะไร
ผู้ฟัง ธรรม ก็สิ่งที่เห็นที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ อะไร รวมเลย
ผู้ฟัง มีจิต
ท่านอาจารย์ และอะไรอีก
ผู้ฟัง เจตสิก รูป
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรูปทั้งหมดไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปขันธ์ ๑ ขันธ์ใน ๕ ขันธ์แยกออกไปเลย
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ รูปเป็นนามขันธ์ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะเป็นสภาพไม่รู้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่ได้ไปจำ ไม่ได้ฟังคนอื่น แต่เข้าใจมั่นคงขึ้น ถ้าฟังบ่อยๆ และเข้าใจทุกครั้งที่ได้ฟัง มั่นคงในแต่ละคำ เพราะฉะนั้นรูปเป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง รูปเป็นขันธ์
ท่านอาจารย์ นี่คือการที่จะรู้ว่าความเข้าใจมั่นคงแค่ไหน ถ้าตอบเร็วเพราะเข้าใจจริงๆ ได้ แต่ถ้าตอบเร็วเพราะยังลังเล หรือว่ายังไม่มั่นคงก็จะผิดและถูก สลับกันไป แต่ต้องมั่นคงทีละคำ อะไรเป็นขันธ์
ผู้ฟัง จิต เจตสิก รูป
ท่านอาจารย์ นี่ต้องมั่นคงจริงๆ ขันธ์ไม่ได้ต่างจากจิตเจตสิกรูป แต่ทรงจำแนกตามความยึดมั่น เรายึดมั่นในรูปมากไหม
ผู้ฟัง หนูก็ยังเป็นเรา แต่จริงๆ ต้องเป็นรูป ยังยึดถือ
ท่านอาจารย์ เพราะยึดถือรูปว่าเป็นเรา ไม่ใช่ว่าไม่ยึดถือ
ผู้ฟัง ยึดถือรูปว่าเป็นเรา
ท่านอาจารย์ แล้วชอบรูปไหม ไม่ใช่หมายความว่าเฉพาะตัวเรา รูปทุกรูป
ผู้ฟัง ชอบ
ท่านอาจารย์ เป็นที่ยึดมั่นอย่างยิ่ง
ผู้ฟัง เป็นที่ยึดมั่น
ท่านอาจารย์ แสวงหารูปตั้งแต่เช้ามา ประเดี๋ยวก็มีรูปอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ เพราะฉะนั้นเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง เวลายึดมั่นต้องการอย่างยิ่งใช้คำว่าอุปาทาน เข้าใจคือเข้าใจจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้ ลืมไม่ได้ เพราะเข้าใจ เพราะฉะนั้นต้องถึงความเข้าใจมั่นคง ไม่ว่าจะพูดคำว่าธรรม พูดคำว่าธาตุ พูดคำว่ารูป พูดคำว่านาม พูดคำว่าขันธ์ ต้องเข้าใจหมดเลย ไม่เช่นนั้นเราก็จะผ่านไป พอไปเจอข้างหน้ายิ่งเยอะยิ่งแย่ สับสนหมดเลย
อ.วิชัย คิดว่าทำไมภิกษุจึงไม่รับ และไม่ยินดีในเงินและทอง
ผู้ฟัง คิดว่าไม่ยินดีในเงินและทอง แล้วเราสละแล้วอะไรอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ถ้าเราศึกษาอะไร เพียงครึ่งๆ กลางๆ เราก็เข้าใจไม่ครบถ้วน ถ้าเราไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่มีทางจะเข้าใจถูกต้องได้เลย เกิดมาโตมาก็เห็นพระ แต่ไม่รู้จริงๆ เลยว่าพระคือใคร เห็นว่านี่แหละไม่ใช่ชาวบ้าน เราเป็นคนที่อยู่บ้านเรือน แต่งตัว บริโภคอาหาร สนุกสนานรื่นเริงอะไร แต่นี่ไม่เหมือนอย่างเรา อยู่วัดไม่ได้อยู่บ้าน แล้วก็แต่งตัวก็ไม่เหมือนกัน แล้วถือบาตรเดินบิณฑบาต นี่คือเพียงเห็นแล้วก็เพียงคิดว่า นี่เป็นผู้ที่ต่างจากคฤหัสถ์ แต่ยังไม่รู้จักพระ ไม่รู้จักจริงๆ เพียงแค่นี้หรือเป็นพระ พระมาจากคำว่าวร ผู้ประเสริฐ และต้องประเสริฐกว่าเราใช่ไหม ถ้าใช้คำว่าพระ เพราะเราไม่ได้ใช้ เราไม่ได้เป็นพระ แต่นั่นพระก็ต้องประเสริฐกว่า แล้วอะไรทำให้ประเสริฐ เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นความวิกฤตของพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ ไม่มีใครรู้และไม่มีใครคิด เพราะว่าถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ มองไม่ออกเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1240
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1241
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1242
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1243
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1244
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1245
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1246
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1247
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1248
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1249
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1251
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1252
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1253
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1254
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1256
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1257
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1258
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1259
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1260
