ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๑๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมนิวซีซั่น หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ศึกษาด้วยความเคารพจริงๆ แม้แต่อนัตตาก็กลายเป็นอัตตา ให้ทำสมาธิ สมาธิคืออะไรก็ไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมทุกประเภทโดยความละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง เพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่ใครทำแต่มีปัจจัยก็ต้องเป็นไป ต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ดังนั้นพุทธบริษัทคือผู้ที่ศึกษาธรรมและเข้าใจธรรม ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือคฤหัสถ์ก็ต้องต่างกันตามการสะสมว่า ถ้าเป็นภิกษุต้องรักษาพระวินัยโดยที่เคารพอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าจะนำไปสู่การขัดเกลากิเลส ใครบัญญัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะเปลี่ยน คิดดู

    พระองค์จะทรงทราบหรือไม่ว่า เมื่อปรินิพพานแล้วจะมีการสังคายนา พระองค์มีพระปัญญาเกินกว่าที่ใครจะรู้ได้ อดีตที่ผ่านมาแล้วเท่าไร อนาคตที่จะเกิดขึ้นเท่าไร และยังทรงรู้ด้วยว่าใครจะเป็นผู้สังคายนา ทรงแลกผ้าจีวรของพระองค์กับท่านพระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นภิกษุผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง นอกจากท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะซึ่งเป็นอัครสาวกแล้วก็คือท่านพระมหากัสสปะ โดยไม่มีอัครสาวกที่ ๓ แต่มีผู้ที่เป็นภิกษุผู้ใหญ่ซึ่งจะกระทำสังคายนา

    ในการทำสังคายนาแม้แต่ใครจะอ้างว่าเปลี่ยนแปลงได้เพราะทรงอนุญาตไว้ก็ตาม แต่ผู้ที่กระทำสังคายนาล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดท่านไม่เปลี่ยนแปลงเลย แล้วภิกษุยุคนี้เป็นใครจะเปลี่ยนแปลงคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณหรือไม่ กล้าที่จะเปลี่ยนได้หรือ ในเมื่อการสังคายนาโดยพระเถระซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านไม่เปลี่ยนเลยสักข้อเดียว เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งพุทธบริษัท จะต้องมีความเคารพในพระธรรมและพระวินัย

    ศึกษาจริงๆ ต้องสอดคล้องกันทั้งหมดเลย อนัตตาเป็นอนัตตา แล้วใครให้ทำสมาธิ ให้เข้าใจเลยว่าสมาธิคืออะไร ไม่ใช่เราอย่างไร ถ้ารู้จักสมาธิ สมาธิเป็นเราหรือ สมาธิก็เป็นสมาธิ จะเป็นเราได้อย่างไร แล้วเราตรงไหนจะไปทำสมาธิ ในเมื่อได้ทรงตรัสรู้ว่าทุกอย่างที่มีเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนทรงไว้ซึ่งสภาพนั้น ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งโดยความเป็นธาตุ ธา-ตุ ลักษณะซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งนั้น

    ดังนั้นการศึกษาธรรมเมื่อเข้าใจแล้วก็จะดำรงพระศาสนา คือคำสอนที่ถูกต้องไว้สำหรับให้พระศาสนาดำรงอยู่ต่อไป เพราะเหตุว่าถ้ามีใครที่เข้าใจธรรมแล้ว สิ่งที่หวังดีต่อกันคือให้สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความจริงและความถูกต้อง ไม่ใช่ให้สิ่งที่ผิด เป็นโทษ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะให้ธรรมใครก็ต้องไตร่ตรอง ลึกซึ้ง รอบคอบ สอดคล้อง พิสูจน์ได้ ให้คนนั้นได้พิจารณา ได้เข้าใจว่า นี่คือคำจริงตามคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว

    การสนทนาธรรมเป็นมงคลที่ทำให้สามารถที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วถ้าเป็นผู้ที่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะศึกษาต่อไป ถ้ามีความเข้าใจและมีความหวังดีต่อทุกคน ต้องเลือกหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร ยากหรือไม่ที่จะให้คนได้มีโอกาสได้เข้าใจถูกต้อง แต่ถ้าเข้าใจถูกแล้วไม่แบ่งปันหรือ ไม่หวังดีหรือ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้เข้าใจธรรมแล้วพยายามทุกอย่างที่จะพูดคำจริง ต้องกลัวอะไร ในเมื่อเป็นคำที่หวังดีที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง เพื่อจะได้ดำรงคำสอนที่บริสุทธิ์และถูกต้องไว้ต่อไป ไม่เช่นนั้นก็คือไม่มีใครเข้าใจธรรม แล้วช่วยกันทำลายพระศาสนาด้วยเมื่อให้เงินแก่ภิกษุ

    ภิกษุรับเงินหมายความว่ายินดีรับใช่หรือไม่ แต่เป็นภิกษุเพราะสละแล้วใช่หรือไม่ ตรงหรือไม่ สละแล้วกลับมารับ ถ้าจะรับเงินก็ลาสิกขาบทเป็นคฤหัสถ์เมื่อไรก็ได้ ไม่มีใครห้ามเลย เป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและพระศาสนาด้วยว่า พระธรรมและพระวินัยต้องบริสุทธิ์ ใครจะทำลายคือผู้นั้นไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    จะให้เงินพระภิกษุหรือไม่ ลองคิดดู เห็นกันอย่างนี้ แล้วถ้าไม่ปลงอาบัติไปสู่อบายภูมิเมื่อตาย แล้วใครจะตายเมื่อไรจะรู้หรือ ชาวพุทธหรือใครก็ตามให้เงินพระภิกษุ ให้เขาไปนรกหรือไม่ เขาจะปลงอาบัติทันหรือไม่ และถ้าปลงหมายความว่าอย่างไร อาบัติหมายความถึงโทษที่ได้ล่วงเกิน ไม่ประพฤติตามพระวินัย ปลงหมายความว่าสำนึกที่จะเป็นพระภิกษุในธรรมวินัย ต้องแสดงโทษตามที่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่า ความผิดสถานใดจะพ้นจากโทษนั้นได้โดยประพฤติปฏิบัติอย่างไร ต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัยด้วย

    คฤหัสถ์ทำผิดมากมาย ไม่ต้องไปแสดงโทษกับใคร ทุจริตต่างๆ ไม่เห็นบอกใครเลย แต่พระภิกษุต้องประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลส ถ้ากระทำผิดพระวินัยแล้วสำนึกว่าผิดจึงจะเป็นภิกษุ เท่านั้นไม่พอยังเปิดเผยโทษ แสดงโทษให้เห็นความจริงใจว่า นี่คือกิเลสซึ่งทำให้ประพฤติผิด โดยที่ตั้งใจที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตแล้วประพฤติผิดพระวินัยซึ่งไม่ขัดเกลา นี่คือความจริงใจ สำนึกแล้วจะทำอีกหรือไม่ แต่กิเลสมีกำลังหรือไม่ ทำบ่อยๆ ควรเป็นภิกษุหรือไม่ แสดงให้เห็นชัดเจนในความเป็นผู้ตรง ไม่เห็นมีใครบังคับเลยว่าต้องเป็นภิกษุ ถ้าอยากจะเหมือนคฤหัสถ์ก็ลาสิกขาบท

    เหตุใดพระภิกษุในครั้งพุทธกาลอยู่ได้ด้วยคุณความดีที่ทำประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น สมบัติที่ภิกษุและวัดวาอารามได้มาทั้งหมด ไม่ว่าประเทศไทยหรือประเทศใดในโลก เป็นมรดกที่เขาถวายแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น ไม่ใช่ให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดเลย ไม่ใช่ให้แก่พระภิกษุรูปนี้หรือรูปนั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่เป็นมรดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้ผู้ที่เห็นคุณ และมีศรัทธาที่จะดำรงพระศาสนาไว้ แต่ว่าต้องรู้ว่าวัดคืออะไร ที่อยู่ของผู้สงบ ถ้าผู้นั้นไม่สงบ วัดเป็นวัดหรือไม่ สถานที่นั้นเป็นวัดวาอารามหรือไม่

    อาราม (อา-รา-มะ) ที่รื่นรมย์พ้นจากกิเลสเพราะขัดเกลากิเลส ไม่มีสิ่งแวดล้อมที่จะมาทำให้กิเลสกำเริบ แต่วัดเดี๋ยวนี้มีมหรสพในวัด กิเลสกำเริบหรือไม่ ผู้อยู่ที่นั่นสงบหรือไม่ ใครไปทำให้ไม่สงบ คนที่ไม่ได้นับถือพุทธไม่ได้ทำ แต่เป็นชาวพุทธที่ไม่เข้าใจนั่นเองทำ กล่าวว่านับถือพุทธศาสนา แต่เมื่อไม่เข้าใจพระธรรมวินัย นับถืออะไร ผ้ายันต์ ของขลังอะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่รู้คำสอนเลย เพราะฉะนั้น ชาวพุทธต้องรู้จักคำสอน พุทธบริษัทคือใคร และจะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ก็ต้องตามพระธรรมวินัย

    ผู้ฟัง เมื่อใดที่สภาวธรรมที่เกิดดับไปแล้ว ยังมีความรู้สึกต่อไปอีกว่า เพราะเรารู้ว่าดับไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ เมื่อฟังธรรมแล้ว ถูกหรือไม่ที่คิดอย่างนั้น

    ผู้ฟัง ไม่ถูกเลย

    ท่านอาจารย์ เริ่มเข้าใจถูกว่าเราไม่รู้ความจริง หลงผิดยึดถือสิ่งที่เกิดและดับว่ายังคงมีอยู่ ลองคิดดู ค่อยๆ พิจารณา สิ่งนั้นไม่มีแล้ว แต่ยังมีความติดข้องพอใจอยู่ในสิ่งนั้น ไม่ฉลาดเลย ถูกต้องหรือไม่ เริ่มรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว ถ้าสามารถที่จะเข้าใจได้ถูกต้องดีกว่าปล่อยให้ไม่เข้าใจต่อไป ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าเป็นสิ่งซึ่งใครก็ละไม่ได้ทั้งๆ ที่รู้ ฟังแล้วว่าเห็นขณะนี้เกิดและดับ แต่เห็นเกิดดับสืบต่อจนกระทั่งเหมือนไม่ได้ดับเลย

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏเป็นนิมิตในภาษาไทย ภาษาบาลีคือนิมิตตะ สิ่งที่เป็นสัณฐานหรือว่าลักษณะที่ยังคงปรากฏเหมือนอย่างนั้น เห็นจะเปลี่ยนเป็นได้ยินไม่ได้ แต่แม้เห็นขณะนี้เอง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าไม่ใช่เห็นเก่า แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เกิดดับสืบต่อโดยมีจิตคั่นระหว่างนั้นก่อนที่จะรู้ว่าเห็นอะไร นี่คือความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งของปัญญาที่สามารถจะค่อยๆ เริ่มจากฟัง เป็นโพธิสัตว์คือข้องอยู่ในการที่จะเข้าใจความจริง เพราะรู้ว่าเมื่อสิ่งนี้จริงย่อมสามารถที่จะรู้ได้ ดีกว่าไม่รู้แล้วก็ปล่อยไป ซึ่งถ้าไม่รู้จะไม่รู้ต่อไปในสังสารวัฏฏ์ ออกจากความไม่รู้ไม่ได้เลย

    การที่จะออกจากความไม่รู้ไม่ง่าย แต่มีหนทางซึ่งเป็นหนทางเดียวคือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะนำออกจากสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าแต่ละคำเป็นปัญญา เป็นความเห็นที่ถูกต้อง แต่ละคำพิจารณาไตร่ตรองเป็นคำจริงทุกคำ เพราะฉะนั้นก็เริ่มฟัง เริ่มค่อยๆ เข้าใจมั่นคงขึ้นทีละเล็กทีละน้อยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเดี๋ยวนี้เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ไม่ต้องไปทำอะไรอีก ไปทำหมายความว่าสิ่งนั้นยังไม่เกิด และตัวเรานี่เองจะไปทำก็ผิด หลงผิดไปทีละเล็กทีละน้อยจนในที่สุดก็ผิดใหญ่ ไม่สามารถที่จะกลับมาฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะมีการเชื่ออย่างมั่นคงในความคิดและคำของคนอื่น ซึ่งไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ตรงคือตรง ยากคือยาก ลึกซึ้งคือลึกซึ้ง แต่ปัญญารู้ได้ จากการไม่เคยฟังเลย ไม่รู้เลย ยังฟังได้เข้าใจได้ ถ้าฟังต่อไปอีกก็ต้องเข้าใจมากกว่านี้อีกโดยไม่ใช่เรา แต่เป็นการค่อยๆ รู้ความจริง ค่อยๆ มั่นคงว่าไม่ใช่เรา ทุกคนยังเป็นเราหรือไม่ถ้าปัญญายังไม่ถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งรู้ได้เลยว่าเป็นความต่างกัน ฟังเข้าใจก็เข้าใจ แต่ยังไม่รู้เฉพาะหนึ่งที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจตามที่ได้ฟัง

    อ.คำปั่น น่าพิจารณาอย่างยิ่ง แม้แต่ที่กล่าวถึงขณะที่ได้ยิน แต่ก่อนก็คิดว่าเป็นเราที่ได้ยิน แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นหูด้วยที่ได้ยิน แต่เมื่อได้เริ่มฟัง เริ่มศึกษาพระธรรม จะเริ่มเห็นถึงความเป็นจริงของธรรมว่า อะไรที่ทำหน้าที่ได้ยินก็คือจิตประเภทหนึ่งที่ทำกิจนี้ คือทำกิจได้ยิน เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจได้ยิน แต่ต้องมีสภาพธรรมอื่นๆ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้มีการได้ยินเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือโสตปสาท เป็นรูปที่พิเศษที่สามารถรับกระทบกับเสียงได้ นี่คือเป็นหนึ่งปัจจัย ที่จะเป็นเหตุทำให้มีการได้ยินเกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมที่มีจริงทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นการที่มีโอกาสได้ฟัง ได้เริ่มไตร่ตรองในความเป็นจริงของธรรม จะทำให้มีความมั่นคงในความเป็นจริงของธรรมยิ่งขึ้นว่า มีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นไป ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ มีอะไรเป็นของใครจริงๆ บ้างหรือไม่ ไม่มี เพราะดับแล้ว หมดแล้วดับแล้ว หมดแล้วดับแล้ว ไม่เหลือเลยตลอดเวลา รู้ได้หรือไม่ รู้ได้แน่นอน เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม มีสาวกผู้ฟังที่รู้ความจริงมากมาย เพราะว่าได้เคยฟังมาแล้วทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถเข้าใจจนถึงประจักษ์แจ้งความจริงได้

    ผู้ฟัง เข้าใจคำว่าแต่ละหนึ่งในขั้นฟัง ได้ยินคำว่าสะสม ในส่วนของสะสมนี่คืออยู่ในส่วนของสัญญาใช่หรือไม่ ส่วนคำบุพเพสันนิวาส บ้านธัมมะยังไม่ค่อยพูดถึง หรือว่าคำนี้ไม่มีในพุทธศาสนา

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจธรรมก็เชื่อเลยใช่หรือไม่ แต่เมื่อฟังธรรมแล้วรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ผิดเพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็มีเรื่องราวที่ต่างคนต่างคิดไป แต่ว่าความจริงต้องเป็นความจริง เพราะฉะนั้นการเข้าใจธรรม เนื่องจากว่าเวลานี้ทุกอย่างแต่ละหนึ่งเป็นธรรมเกิดแล้วดับแล้ว เร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงยากแสนยากที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง คงไม่ลืมว่าต้องละเอียด ต้องลึกซึ้ง ต้องรอบคอบจริงๆ และทุกคำต้องสอดคล้องกันเมื่อได้ยินคำไหน บุพเพสันนิวาสคืออะไร จะเชื่อไปเลยหรือ ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายภาษาบาลี

    อ.คำปั่น จริงๆ ก็จะคุ้นกับคำว่าบุพเพนิวาสะ คือความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมที่เคยเกิดแล้วในอดีต ในชาติก่อนๆ ในขณะก่อนๆ ก็เรียกว่าบุพเพนิวาสะ คือหมายถึงว่าเป็นธรรมที่เกิดแล้วในอดีตซึ่งไม่กลับมาอีกเลย จะเห็นได้ว่าพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ถึงอดีตไม่มีที่สิ้นสุดเลย ทั้งชีวิตของพระองค์ในอดีต ในครั้งที่เป็นพระโพธิสัตว์ทรงเกิดเป็นอะไร เกิดเป็นลูกใคร กระทำอะไร ทั้งหมดพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ทั้งหมดเลย รวมถึงที่เคยเกิดขึ้นเป็นไปทั้งหมดของบุคคลอื่นๆ ด้วย พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ได้ทั้งหมด นี่คือความหมาย

    แต่เมื่อเวลาที่ได้อ่านข้อความในพระสูตรต่างๆ จะมีคำที่กล่าวถึง คำนี้เป็นพระพุทธพจน์ด้วย ก็คือความรักเกิดด้วยเหตุ ๒ อย่าง หนึ่งคือเคยอยู่ร่วมกันมาในกาลก่อน ซึ่งจะเป็นคำคำนี้ที่กล่าวถึง และอีกเหตุหนึ่งก็คือเพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เป็นเหตุให้เกิดความสนิทสนมรักใคร่กันได้ คำนี้ก็เป็นคำจริง เป็นความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ตราบใดก็ตามที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังมีอวิชชาความไม่รู้ ยังมีความติดข้องอยู่ ยังต้องเกิด การเกิดในฐานะต่างๆ ก็มีมากใช่หรือไม่ หาผู้ที่ไม่เคยเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก กันเลยได้ยาก เพราะว่าสังสารวัฏฏ์ยาวนานมาก เพราะฉะนั้นก็เห็นถึงว่า ตราบใดก็ตามที่ยังไม่ดับเหตุ คือยังไม่ดับกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้มีการเกิดก็ยังต้องเกิดอยู่ร่ำไป

    อ.อรรณพ สัญญาเป็นสภาพที่เกิดกับจิต ทำหน้าที่จำ จิตรู้สิ่งใด สัญญาก็จำในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นจิตเกิดดับสืบต่ออยู่ทุกขณะ แต่ละขณะที่จิตเกิดขึ้นมีสัญญาซึ่งเป็นเจตสิก คือสิ่งที่เกิดกับจิตและทำหน้าที่จำ จิตรู้สิ่งใด สัญญาก็จำในสิ่งนั้น เมื่อมีสัญญาที่เกิดขึ้นกับจิตก็มีการที่จดจำ ทรงจำ ในสิ่งที่จิตรู้ จนเป็นความคุ้นเคย ถ้าจำเรื่องใดมากในชีวิตประจำวันก็คิดเรื่องนั้นมาก จริงหรือไม่ จึงมีอีกปัจจัยหนึ่ง คืออุปนิสสยปัจจัย เป็นที่อาศัยที่มีกำลัง โดยความที่เคยมีอารมณ์นั้นบ่อยๆ คือสิ่งที่จิตรู้ เมื่อจิตรู้ในอารมณ์นั้นบ่อยๆ สัญญาก็จำในอารมณ์นั้นบ่อยๆ

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าสัญญา คิดถึงอะไร

    อ.อรรณพ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็นึกว่าตกลงทำสัญญา

    ท่านอาจารย์ เพื่อจะได้ไม่ลืม

    อ.อรรณพ จะได้ไม่ลืม

    ท่านอาจารย์ เวลาใช้คำว่าสัญญาเพื่อจะได้ไม่ลืม ถามว่าลืมหรือยัง สัญญากันไว้ลืมหรือยัง เพราะฉะนั้นสัญญาเพื่อจำ แต่ความจริงแล้วต้องทราบว่าเดี๋ยวนี้เองเป็นธรรมทั้งหมด คือไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไรก็ตาม สิ่งใดที่มีจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริงคือธรรมอย่างหนึ่งไม่ใช่เรา จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ถามว่าเห็นหรือไม่ ตอบว่าเห็น ได้ยินหรือไม่ ตอบว่าได้ยิน แต่จำไม่ใช่สิ่งที่กำลังเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง แต่เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่งเกิดกับจิตทุกขณะ

    ทุกคนได้ยินคำว่าจิต ได้ยินคำว่าวิญญาณ มโน มนัส หทย เป็นต้น ทุกคำแสดงความเป็นจริงของธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นรู้ แสดงความจริงของธรรมอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้ ความจริงของธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นรู้ ถ้าอาศัยตาธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างนี้ นี่คือหน้าที่ของจิตเห็น ทางหูเสียงกระทบกับรูปที่สามารถกระทบกันได้ เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยิน เพราะว่าหูไม่รู้อะไร จับหู หูเจ็บหรือไม่ เราเริ่มเข้าใจธรรมแล้ว ไม่เช่นนั้นเราก็บอกว่าเจ็บหู เจ็บตรงหู แต่หูไม่เจ็บ ความเจ็บมีจริง เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งๅ ซึ่งเคยเป็นเราก็คือธรรมทั้งหมด สภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ต้องเกิดขึ้นรู้ ไม่รู้ไม่ได้ รู้เมื่อไรไม่ใช่เรา เป็นสภาพธรรมที่เป็นจิต เป็นใหญ่เป็นประธาน แต่ว่าจิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องมีธรรมซึ่งอาศัยกัน อุปการะกันเกิดขึ้น สภาพธรรมที่เกิดพร้อมจิตเป็นธาตุรู้ จิตรู้อะไรสภาพธรรมนั้นก็รู้เพราะเกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน สภาพธรรมที่เกิดพร้อมกันกับจิต เราใช้คำว่าเจตสิก ภาษาบาลีก็ต้องออกเสียงว่าเจตสิกะ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ มีจิตโดยไม่มีเจตสิกได้หรือไม่ ไม่ได้ มีเจตสิกโดยไม่มีจิตได้หรือไม่ มีแต่เจตสิกกับเจตสิก ไม่มีจิตได้หรือไม่ ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นจิตเกิดเมื่อไร ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วแต่ว่าปัจจัยที่จะให้เกิดจิตนั้นมีเท่าไร ก็คือมีเจตสิกประเภทใดบ้างที่เกิดกับจิต เพราะจิตหลากหลายมาก จิตเห็นไม่ใช่ขณะที่กำลังโกรธ กำลังชอบ เพียงแค่เกิดขึ้นเห็น สำคัญอะไร ลองคิดดู เพียงเกิดขึ้นเห็น แต่จิตที่เกิดต่อจำสิ่งที่เห็น จนกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราว ถูกต้องหรือไม่ เป็นคนนั้นคนนี้กำลังเดิน กำลังพูด กำลังกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่างๆ เพราะเห็น ถ้าไม่เห็นจะมีความคิดที่จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่เห็นแล้วก็คิดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ โดยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยต่างทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ เช่น เจตสิกหนึ่ง จำทุกครั้ง มีหน้าที่อย่างเดียวคือจำ ไม่เรียกชื่อก็ได้ แต่จะเปลี่ยนลักษณะเจตสิกนั้นไม่ได้ คือเกิดขึ้นแล้วจำ

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติคือ ให้รู้โดยทั่วกันตามความเป็นจริงว่า สภาพนั้นเรียกว่าสัญญาเจตสิก แต่ไม่เรียกสัญญาได้หรือไม่ ได้ เปลี่ยนชื่อได้หรือไม่ เปลี่ยนชื่อได้แต่เปลี่ยนสิ่งนั้นไม่ได้ นี่คือธรรม เพราะฉะนั้นสัญญาขณะนี้ที่จำไม่ใช่เรา แต่เริ่มรู้จักแล้วว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดพร้อมจิตทุกขณะ ต้องทำหน้าที่จำและดับพร้อมจิตด้วย

    อีกคำหนึ่งก็คือเมื่อจิตและเจตสิกเป็นสภาพรู้ สิ่งที่ถูกรู้ใช้คำว่าอารัมมณะ ในภาษาบาลี แต่ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะใช้คำว่าอารมณ์มากกว่า จิตเป็นสภาพรู้ สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ มีจิตเกิดขึ้นรู้โดยไม่มีอารมณ์ได้หรือไม่ ไม่ได้ อารมณ์เป็นอะไรบ้าง ทุกอย่างที่จิตรู้ นิพพานเป็นอารมณ์หรือไม่

    เราชินหูกับคำว่านิพพาน แต่ถ้าไม่ฟังธรรมจริงๆ ก็เดาไปคิดไป แต่ธรรมต้องตรง จิตรู้นิพพานได้หรือไม่ อริยสัจจธรรม ๔ ใช่หรือไม่ จิตรู้นิพพานได้หรือไม่ ถ้ารู้ไม่ได้จะดับกิเลสได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งนิพพาน เพราะว่านิพพานมีจริง สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มี จิตรู้ได้ทุกอย่าง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    16 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ