ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๒๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมนิวซีซั่น หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เมื่อทำแล้วผลก็คือความผิดปกติ เพราะเหตุว่าถ้าไปสำนักปฏิบัติ ไปทำใช่หรือไม่ ใช้คำว่าปฏิบัติก็เลยคิดว่าทำ แต่หารู้ไม่ว่าในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ ไม่มีการให้ทำ แต่ว่าทรงแสดงธรรมให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจเกิดขึ้นแล้วความเข้าใจนำไปสู่ความประพฤติต่างๆ ที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ดังนั้นกุสลาธัมมาไม่ใช่เรา เป็นจิตและเจตสิกที่ดี ความประพฤติเป็นไปของจิต เป็นศีล ถ้าขณะนั้นความประพฤติเป็นไปในทางที่ดีก็เป็นกุศลศีล ไม่ใช่แต่เฉพาะรักษาศีล แต่ความดีทั้งหมดเป็นกุศลและเป็นศีล คือความประพฤติเป็นไปของจิตและเจตสิก ไม่ใช่รูป ดังนั้นศีลที่เป็นกุศล คือจิตและเจตสิกที่ดีงาม ศีลที่เป็นอกุศลคือจิตและเจตสิกที่ไม่ดีงาม ศีลที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็เป็นอัพยากตะ

    สำหรับพระอรหันต์มีกุศลหรือไม่ ไม่มี มีอกุศลหรือไม่ แล้วท่านมีสิ่งที่ดีงามหรือไม่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีงามไม่ใช่กุศลและอกุศลก็เป็นอัพยากตะ ตรงตามความเป็นจริงทุกอย่างเพราะพระธรรมไม่หลอกไม่ลวง ไม่ใช่บอกให้ทำโดยที่ไม่ให้เข้าใจว่าคืออะไร บังคับใครได้ ใครเขาจะทำชั่ว เราบอกเขาว่าอย่าทำ คนที่ทำดีบอกเขาว่าอย่าทำ ห้ามได้หรือไม่ ห้ามไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้น สูงสุดของความดีคือปัญญา ในบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดปัญญาประเสริฐสุด เพราะสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกตามความเป็นจริง สิ่งที่ตรงกันข้ามกับปัญญาคืออะไร ความไม่รู้ อะคือไม่ วิชชาคือรู้ อวิชชาก็คือความไม่รู้ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ ต้องมี แต่เมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มเข้าใจถูกตามลำดับขั้น จากปริยัติรอบรู้ในคำที่ได้ฟัง หมายความว่าพิจารณาไตร่ตรองจนมั่นคง สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ไม่ใช่เรา มั่นคงหรือยัง ฟังไปๆ จนกระทั่งมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น จึงรู้ว่าไม่ว่าอะไรทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีปัจจัยที่สมควรที่จะเกิดก็เกิดไม่ได้ จากปริยัติจะนำไปสู่ปัญญาอีกขั้นหนึ่งคือปฏิปัตติ แต่ไม่ใช่ให้ใครไปทำเลย

    ความไม่รู้ก็นำไปสู่ความเห็นผิด หันหลังให้พระสัทธรรม ไม่พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ายิ่งไม่ผละออกยังคงเห็นผิดต่อไป ทุกชาติก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเริ่มเข้าใจถูกต้อง มีบุญที่ได้สะสมไว้แต่ปางก่อน ทำให้เมื่อฟังก็สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ว่า อะไรผิด อะไรถูก ปัญญาที่รู้ว่าผิดจะไม่ทำผิด ปัญญาที่รู้ว่าอะไรถูกก็จะทำสิ่งที่ถูกต้อง

    อ.อรรณพ สิ่งที่ตรงกันข้าม เช่นการที่จะไปสู่สำนักปฏิบัติเหล่านี้ แล้วจะไปฝึกสติกัน ไปจดจ้องตามรู้ ฝึกสติได้หรือไม่ แล้วการที่จะไปตามรู้คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ฟังด้วยดีคือทีละคำ รู้เลยว่าจะด้วยดีหรือไม่ด้วยดี ก็คือว่าถ้าตราบใดที่ไม่ฟังทีละคำให้เข้าใจจริงๆ โดยตลอด โดยละเอียด โดยมั่นคง โดยลึกซึ้ง ไม่ใช่ฟังด้วยดี

    อ.อรรณพ ฝึกสติ

    ท่านอาจารย สติคืออะไร คนบอกต้องรู้ ถ้าคนบอกไม่รู้จะมาให้เราทำสติได้หรือ เห็นหรือไม่ว่าไม่มีตัวอย่าง แล้วบอกให้ฝึกสติ การฟังด้วยดี ด้วยดีจริงๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคำตอบทุกคำ ทุกปัญหา เพราะว่าตรัสรู้ทุกอย่างโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าถึงที่สุดหรือไม่ก็คือสนทนากันถึงจะรู้ว่าถึงที่สุดหรือไม่ เพียงบอกว่าสติเป็นการระลึกรู้ ขอตัวอย่าง ไม่มีตัวอย่างหมายความว่าไม่รู้ ใช่หรือไม่ นั่นคือไม่ได้ฟังด้วยดี เพียงบอกให้ระลึกรู้ รับไปเลย

    ผู้ฟัง เพียงแค่แปลว่าสติระลึกรู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่รู้ว่าสติคืออะไร เพียงแค่พูดคำแปล

    ผู้ฟัง พูดคำแปล

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าตัวจริงของสติมีหรือไม่ สติมีจริงๆ หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่านี่คือไม่ได้ฟังด้วยดีเลย ไม่มีแล้วพูดเพื่ออะไร และให้ไปทำเพื่ออะไร ทำอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีแล้วให้ไปทำให้ไม่มีหรือ ใครก็ตามที่เพียงแค่ตอบ เพียงแค่แปล รู้หรือไม่ว่าไม่เข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำไหนก็ควรจะเข้าใจแต่ละคำให้ชัดเจน ได้ยินคำว่าสติ ยังไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแค่คิดเอง สติดีหรือไม่ นี่คือการที่เราพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย

    ผู้ฟัง ใช่ สะสมมา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า มีผู้ตรัสรู้ แล้วจะพึ่งใคร ก็ต้องพึ่งคำของพระองค์เท่านั้น ไม่ใช่คำของคนอื่น ถ้าเป็นคำจริงไม่ว่าใครพูดก็คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เพียงได้ฟังว่าสติ ยังคิดไม่ออกเลยว่าดีหรือไม่ เพราะไม่รู้จักสติใช่หรือไม่ แต่ถ้าเราพูดถึงสภาพรู้ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อะไร พูดแล้วต้องรู้ถึงที่สุด

    ผู้ฟัง รู้ทางตา รู้ทางหู คือสภาพรู้

    ท่านอาจารย์ สภาพรู้ มีสิ่งที่ถูกรู้หรือไม่

    ผู้ฟัง มีสิ่งที่ถูกรู้

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ ตารู้อะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ตาอย่างเดียว ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ตามีจริงเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี

    ผู้ฟัง ถ้าไม่เกิดไม่มี

    ท่านอาจารย์ ตาคืออะไร

    ผู้ฟัง ตาคือรูป

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้อะไร

    ผู้ฟัง ไม่รู้อะไร

    ท่านอาจารย์ มีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง เพราะมาจากการเกิด

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้บอกว่าตาเป็นรูป ไม่ผิดเลย แต่รูปนั้นเป็นอย่างไร มีจริงๆ แท้ๆ อยู่ที่ตัวทุกหนทุกแห่งก็ไม่รู้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นประมาทคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย พระองค์เป็นใคร ปัญญาระดับไหนที่ตรัสคำนั้น และเราไม่ศึกษาโดยละเอียดด้วยความเคารพจริงๆ เราจะเข้าใจหรือไม่

    ถ้าเราใช้คำว่าตาเป็นรูปพิเศษ ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่เย็น ไม่หวาน ไม่ขม รูปนี้สามารถกระทบกับสิ่งที่กระทบได้อย่างเดียวคือ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ชัดเจนหรือไม่ มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีจริงๆ จะรู้ได้ว่ามีจริงเพราะว่าขณะนี้ปรากฏ แต่ไม่ได้ปรากฏตา กระทบตา แล้วมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น กำลังเห็น รู้ว่าอะไรอยู่ข้างหน้าตรงนั้นตรงนี้ เป็นสภาพรู้ซึ่งไม่ใช่เรา เพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เห็นมาเท่าไรแล้วในสังสารวัฏฏ์ไม่เคยรู้เลยว่า เห็นไม่ใช่เราเลย ทุกอย่างที่มีจริงแต่ไม่รู้ก็ยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะไม่รู้ความจริงถึงที่สุดของแต่ละหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรม หรือรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้

    ด้วยเหตุนี้ กว่าจะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั่นคงว่า ธรรมไม่ใช่เรา ธรรมมีจริง เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดคือ เป็นจิต สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เช่น เห็น ได้ยิน ได้ยินรู้เฉพาะเสียง แจ้งชัด เหตุใดเราบอกว่าเสียงต่างกัน เพราะได้ยินเสียงชัดเจนแต่ละหนึ่งจึงรู้ว่าต่างกัน ถ้าคล้ายๆ กันหรือคิดเองก็ไม่ใช่ แต่กำลังได้ยินจริงๆ อธิบายว่าเสียงเป็นอย่างไรก็ยากที่จะอธิบายได้ ไม่เหมือนขณะที่กำลังได้ยินซึ่งไม่ต้องอธิบาย เสียงนั้นเป็นอย่างนั้น เมื่อสักครู่นี้ก็เสียงหนึ่ง ใช่หรือไม่

    ดังนั้นธรรมตรงตัวที่สุดคือ เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งบางอย่างเกิดขึ้นไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม บางอย่างเกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เป็นนามธรรม ซึ่งมี ๒ อย่างคือจิตและเจตสิก กว่าจะไปถึงคำว่าสติ เห็นหรือไม่ว่าถ้าเราไม่มีความเข้าใจเป็นพื้นฐานเลย เขาบอกว่าสติคือระลึกได้ก็ยังเป็นเรา เราก็ระลึกไป ซึ่งไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้น พื้นฐานคือต้องมีความเข้าใจแต่ละคำตั้งแต่ต้นคือ คำว่าธรรม แล้วถึงจะรู้ว่าธรรมหลากหลายมาก เกิดปรากฏแล้วไม่มีอีกเลย สิ่งที่ได้เห็นจะไม่กลับมาถูกเห็นอีกเลย แต่ยังจำไว้หมดเลยว่าเห็นอะไร ยังชอบในสิ่งที่ไม่มี ยังติดข้อง เห็นความไม่รู้หรือไม่ โง่ มีคำนี้ในพระไตรปิฎก แต่พูดได้หรือไม่ บางคนก็ไม่กล้า จะบอกว่าความไม่รู้ดีหรือ ฉลาดหรือ เป็นไปไม่ได้เลย ไม่รู้จนโง่จริงๆ โง่คือเกิดเมื่อไรต้องไม่รู้ ไม่มีทางที่จะรู้เลย เดี๋ยวนี้ก็กำลังมี เห็นแล้วก็ไม่รู้ ติดข้องเลย เราเห็น แต่ความจริงเห็นดับแล้ว มีเห็นใหม่อีก ก็ไม่รู้อีก

    เพราะฉะนั้น ความไม่รู้เต็มชีวิต ทุกชาติตั้งแต่เกิดจนตาย จนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้น ยังไม่ถึงปฏิปัตติเลย ใครบอกว่าให้ปฏิบัติ ให้รักษาศีล ให้ทำอะไร นั่นคือเขาไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าคือผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่าง ไม่เว้นเลยถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ซึ่งพระธรรมที่กล่าวถึงสิ่งหนึ่งหลากหลายมาก โดยนัยของขันธ์ โดยนัยของอายตนะ โดยนัยของธาตุ โดยนัยของอริยสัจจะ ทุกอย่างเพื่อค่อยๆ เห็นว่าไม่ใช่เรา เพราะยึดมั่นมานานแสนนานประมาณไม่ได้เลย แกะอย่างไรก็ไม่ออก ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงทีละเล็กทีละน้อยที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเข้าใจก็ต้องตามลำดับ

    ปริยัติคือ ความเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงและเริ่มเข้าใจ เพราะฉะนั้นปริยัติไม่ได้หมายความว่าไม่เข้าใจ ไม่ได้หมายความว่าจำได้ว่าจิตมีเท่าไร ๘๙ เจตสิกมีเท่าไร แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้คืออะไร ดังนั้นความเข้าใจคำที่ได้ฟังก็ไม่ใช่เรา ขณะนั้นเป็นปริยัติ อาศัยการฟัง ค่อยๆ มั่นคงขึ้นจนกว่าสติซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดีจะเกิดขึ้นตามลำดับขั้น สติซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดีระลึกไปในทางที่ดี ถ้าคิดว่าจะไปฆ่าเขา ระลึกเช่นนั้นคือสติหรือไม่ ไม่ใช่ แต่สติระลึกเป็นไปในทางที่ดีทุกอย่าง แม้แต่การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น เราก็ไม่ได้ใช้แต่เสียดายยังจะเก็บไว้เพื่ออะไร แต่เมื่อคนอื่นได้รับเขาปลาบปลื้มใจถึงกับใช้เลย

    ดังนั้น สติ เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเผินๆ ระลึกเป็นไปในการให้ ให้สิ่งที่เป็นโทษกับคนอื่นก็ได้แต่นั่นไม่ใช่สติ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เมื่อไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้นตามลำดับขั้น ถ้าใช้คำว่าสติ หมายความว่าสภาพธรรมที่ดีงาม เพราะระลึกเป็นไปในสิ่งที่ดีตั้งแต่ในการให้ ถึงไม่ได้ให้อะไร เป็นเพื่อนหวังดีได้หรือไม่ นั่นเพราะสติเกิด เห็นของตกแต่ไม่เก็บ กับเก็บของนั้นให้เจ้าของ ถ้าสติไม่เกิดก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราเลย ความดีทางกายทางวาจาทั้งหมดเพราะจิตดี เพราะรูปไม่รู้อะไร ทำอะไรก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้ ถ้าจิตไม่คิดที่จะทำให้รูปนั้นเคลื่อนไหวไป

    ด้วยเหตุนี้แม้รูปไม่รู้อะไรก็จริง แต่มีรูปที่เกิดพร้อมจิตเป็นไปตามจิตในขณะนั้น เพียงอยาก เอื้อมมือไปแล้ว จิตไปสั่งอะไร ไปพูดอะไรหรือไม่ ไม่เลย เพียงจิตที่ต้องการก็เป็นอากัปกิริยาที่ทำให้ต้องการอะไร รูปก็ไหวไปตามจิตในขณะนั้น ตื่นขึ้นมาลืมตา ถ้าไม่มีจิต ลืมตาได้หรือไม่ ถ้าอยากนอนต่อ ลืมตาหรือไม่ ก็ไม่ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามอำนาจของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานซึ่งต้องมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เป็นแต่ละหนึ่งๆ แต่ละหนึ่งนั้นเป็นอกุศลไม่ดี หรือเป็นกุศลโสภณที่ดี หรือเกิดกับกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ นี่คือความละเอียดอย่างยิ่งของผู้ที่ทรงตรัสรู้ ให้ดำรงพระศาสนาด้วยความเข้าใจถูก ไม่ใช่ให้ไปปฏิบัติ มีสำนักปฏิบัติแต่ก็ไม่รู้อะไรเลย

    การฟังธรรมทีละคำ แน่นอนเลยว่าเพื่อที่จะเข้าใจ ตอนนี้เริ่มเข้าใจสติ แต่พอหรือยัง ไม่พอ จนกว่าไม่ใช่เรา ถึงที่สุดของความจริงคือไม่ใช่เรา เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดเมื่อมีปัจจัยเท่านั้น ถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด อยากเป็นคนดี อยากเสียสละ อยากทำอะไรก็ดี แต่ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิด เพราะว่าถ้าถามทุกคนก็อยากดี ไม่อยากมียาเสพติด ค้าขายทุจริตอะไรต่างๆ แต่ทำกันทั่วบ้านทั่วเมือง ทุจริตทุกวงการเพราะจิตที่ประกอบด้วยความไม่รู้ว่า ดีคืออย่างไร ชั่วคืออย่างไร เห็นหรือไม่ว่า พระศาสนาเป็นประโยชน์มีคุณระดับไหน ไม่มีโทษเลยสักนิดเดียว แต่จะมีคุณเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้น

    --------------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑

    --------------------------------------------------------------------------------------

    ผู้ฟัง ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งศึกษาพุทธศาสนา ยังสงสัยอยู่เรื่องหนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า พละกับอินทรีย์ จริงๆ แล้วทั้ง ๒ อย่างมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แล้วมีความสำคัญอย่างไร

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ซึ่งในภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิ เพียงแค่ประโยคเดียว ถ้าเราคิดไตร่ตรองพิจารณาก็จะรู้ได้ว่า เหตุใดจึงต้องมีความเห็นถูก หรือสัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจถูก หมายความว่าเราไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีตามความเป็นจริง ใช่หรือไม่ คือแทนที่จะคิดว่าเราเข้าใจหมดเลยทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้ามีประโยคที่ว่า สิ่งที่สำคัญคืออะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี ประโยคหนึ่งๆ สามารถที่จะทำให้เราไตร่ตรองพิจารณาและค่อยๆ เข้าใจความจริงขึ้น มีความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่กำลังปรากฏหรือไม่ เพราะเหตุว่าชีวิตเกิดมาแล้วมีทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยขาดเลย ไม่มีใครไปเรียกร้องให้เห็น ขอเห็นหน่อย ขอได้ยินหน่อย ขอนั่นขอนี่ แต่ว่ามีสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วทั้งนั้น โดยไม่มีใครไปขอเลย เช่น นั่งอยู่เฉยๆ มีใครขอให้เห็นบ้างหรือไม่ มีใครขอให้ได้ยินหรือไม่ มีใครขอให้คิดหรือไม่ ไม่มีเลยที่จะต้องไปขอร้อง แต่ว่ามีสิ่งที่เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย

    ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือ แม้สิ่งที่เกิดแล้ว มีแล้ว ก็ไม่รู้ความจริงว่าสิ่งนั้นคืออะไร ตั้งแต่เกิดจนตายก็ผ่านไปด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ด้วยเหตุนี้ทีละคำจริงๆ ความจริงเดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงกำลังมี เห็นมี ได้ยินมี คิดมี ความจริงมี ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ได้ยินคำว่าอินทรีย์ ได้ยินคำว่าพละ ข้ามไม่ได้เลยเพราะว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เมื่อได้ยินได้ฟังคำไหนและมีความเห็นที่ถูกต้อง นั่นคือได้เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีถูกต้อง เช่น ความเข้าใจถูกต้อง กับความไม่รู้ ต่างกันหรือไม่ ขณะนี้ก็ไม่รู้ เห็นก็ไม่รู้ หมดแล้ว ได้ยินก็ไม่รู้ หมดแล้ว คิดก็ไม่รู้ หมดแล้ว ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีสักอย่างเดียว

    เมื่อเป็นความเห็นที่ถูกต้องหมายความว่า เป็นความเข้าใจถูกต้องในสิ่งซึ่งไม่เคยคิดเลยว่า จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เกิดมาแล้วมีใครคิดบ้างหรือไม่ว่า สมควรที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี ผ่านไป แล้วก็คิดไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ แต่ความจริงก็คือ ปัญญา ความเห็นถูกต้องเป็นอินทรีย์ เป็นใหญ่ เพราะเหตุว่าจากความมืดสนิทไม่รู้ก็กลายเป็นความเห็นถูกเกิดขึ้น เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีได้ เพราะฉะนั้นปัญญาจึงเป็นอินทรีย์ เป็นใหญ่ แต่ว่าการที่สภาพธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่งไม่ใช่เราทั้งหมดเลย แต่เราก็ว่าเป็นเราไปหมดทุกอย่าง

    วันนี้โกรธ วันนี้หิว วันนี้เบื่อ ทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่โกรธ หิว เบื่อ ไม่ใช่อินทรีย์ แต่ว่าอินทรีย์ต้องเป็นสภาพธรรมที่เราคิดไม่ถึง เช่น ปัญญา ปัญญารู้อะไร ปัญญาของชาวโลกก็ต้องไปศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เรื่องต่างๆ วิชาการอาชีพต่างๆ แต่นั่นไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่กำลังมี เพราะฉะนั้น ปัญญาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้คนอื่นได้มีความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก็คือให้เข้าใจความจริงซึ่งขณะนี้มีมาก แต่ไม่รู้สักอย่างแล้วก็หมดไปเร็วด้วย

    ด้วยเหตุนี้ การฟังพระธรรมจึงต้องเป็นคนที่เห็นพระคุณอย่างยิ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะไม่ข้ามคำหนึ่งคำใดที่ไม่รู้ แล้วคิดว่าอยากจะรู้คำนั้นหรืออยากจะเข้าใจคำนี้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะคิดถึงอริยสัจจะ มรรคมีองค์ ๘ อายตนะ หรืออะไรก็ตาม แต่ว่าถ้าเพียงแต่ชื่อ ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ด้วย

    เพียงคำว่าอินทรีย์ ต้องรู้ว่าหมายความถึงสภาพที่เป็นใหญ่ และอะไรเป็นใหญ่เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมคิดออกหรือไม่ เห็นเดี๋ยวนี้อะไรเป็นใหญ่ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ตาเป็นใหญ่ จักขุ จักขุนทรีย์ จักขุซึ่งเป็นอินทรีย์ ภาษาบาลีก็รวมว่าสภาพธรรมนี้เองเป็นใหญ่ คือตานี่เองเป็นใหญ่ ถ้าเพียงไม่มีตา ไม่มีอะไรจะปรากฏให้เห็นเลย เรื่องราวต่างๆ ก็ไม่มีที่จะคิดนึกมากมายเพราะการเห็น แม้กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า อะไรเป็นใหญ่ แต่จริงๆ ก็คือตาเป็นใหญ่ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีตาก็ไม่มีสิ่งใดๆ ที่จะปรากฏให้รู้ได้เลย

    จิตเป็นใหญ่หรือไม่ มีแต่ตา ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นแล้วจะมีประโยชน์อะไร แต่ว่าตามี เป็นเหตุให้มีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่เกิดขึ้นรู้ แต่ขณะเห็นเป็นธรรมที่เกิดรู้โดยต้องอาศัยตา ถ้าไม่มีตาไม่สามารถเห็น ดังนั้นเห็นเป็นธรรม เป็นใหญ่หรือไม่ มนินทรีย์ มนะ เป็นอีกคำหนึ่งของจิต จะใช้คำว่ามโน หรือหทยก็ได้ แต่ว่ามนินทรีย์ หมายความถึงจิตนี่เองเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะฉะนั้นจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เท่านี้เราก็ค่อยๆ รู้จักสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มี ไม่ใช่ไม่มี มีเมื่อไร มีเมื่อเกิดขึ้น เกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นแล้วต้องดับไป ไม่มีใครสามารถที่จะหยุดยั้งการเกิดดับของสภาพธรรมได้เลย ไม่ให้เกิดเห็นก็ไม่ได้ เห็นแล้วให้เห็นต่อไปทั้งวัน ไม่มีอย่างอื่นมาแทรกคั่นก็ไม่ได้

    แสดงให้เห็นว่า ความเป็นไปทุกวันตั้งแต่เกิดจนตายด้วยความไม่รู้ทั้งหมด จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ เริ่มจากคำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงมีลักษณะหลากหลายต่างกันมาก เห็นเกิดแล้วดับ เป็นของใครหรือไม่ เป็นใครหรือไม่ ไม่มีแล้ว ก่อนเห็นก็ไม่มีเห็น ทุกคำต้องพิจารณาถึงจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น ก่อนเห็นไม่มีเห็น แล้วมีเห็นเมื่อมีปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิดขึ้นแล้วเห็นก็ดับไป และยิ่งกว่านั้นก็คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ดับไปด้วย ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะรู้ ไม่มีทางรู้ได้เลย คนที่เกิดมาไม่เคยได้ฟังพระธรรมเลยแล้วจากโลกนี้ไป เขารู้อะไรหรือไม่ ก็ไม่รู้อะไร

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    23 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ