พื้นฐานพระอภิธรรม แผ่นที่ ๑๑ (ตอนที่ 601-660)
พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 604

    ตอนที่ ๖๐๔

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

    ส. อันนี้จะนำไปสู่การตอบปัญหาของคุณพิสิษฐ์ แต่ควรได้ตามข้อความที่เราได้ฟังจากพระไตรปิฎก เพราะควรเข้าใจทุกคำจริงๆ ชัดเจน มั่นคง ไม่อย่างนั้นไปพบคำอื่นอีกก็ไม่เข้าใจอีก เพราะมีคำว่า “มิตร” อีกหลายแห่ง

    เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นต้องทราบว่า มิตรไม่ใช่ศัตรูแน่ มิตรตรงกันข้ามกับศัตรู มิตรคือผู้ที่หวังดีต่อหน้าและลับหลัง ทั้งกาย วาจา ใจไม่คิดร้ายต่อเพื่อน

    เพราะฉะนั้น หายากหรือหาง่าย เห็นกัน เดี๋ยวก็โกรธกัน มิตรหรือเปล่าคะขณะที่โกรธ

    พิศิษฐ์ ไม่ใช่ครับ

    ส. มิตรแท้คือผู้ที่หวังดี พร้อมทำประโยชน์เกื้อกูลทุกสถานทั้งต่อหน้าและลับหลัง และทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ นั่นคือมิตรผู้ที่หวังดี ในสังสารวัฏก็คงจะมีทั้งมิตรและศัตรูแน่นอน แม้ในปัจจุบันชาตินี้หรือชาติต่อๆ ไป ก็จะมีทั้งคนที่หวังดีและหวังร้าย ถ้าเป็นศัตรูก็ตรงกันข้ามทุกประการ ทั้งกายวาจาก็เป็นไปในทางทำลายและทำร้าย นั่นคือศัตรู

    เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าสามารถเข้าใจพระธรรมจริงๆ ด้วยปัญญาที่มีความเห็นที่ถูกต้อง ก็จะรู้ตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นมิตรและใครไม่เป็นมิตร ก่อนจะพูดถึงเรื่องปัญญาเกิดและสะสมอยู่ที่ไหน ก็ต้องเข้าใจว่า การฟังพระธรรมแม้ในเรื่องธรรมดามาก แต่พระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงความลึกซึ้งชองธรรมะทั้งหมดที่ทรงแสดง

    ด้วยเหตุนี้เมื่อเข้าใจคำว่า “มิตร” ก็พอจะรู้ว่า ใครเป็นมิตรบ้าง เวลาไหน กำลังโกรธเป็นมิตรไหมคะ อย่างไรๆ ยังขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจที่ยังไม่ได้ดับ ก็ยังไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทคุ้นเคยกันมานาน หรือวงศาคณาญาติก็ยังมีกาละที่โกรธ ขณะนั้นเป็นมิตรหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ ไม่เป็นครับ

    ส. เพราะฉะนั้น สั้นมาก ชั่วขณะตามสภาพธรรมะที่มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปทุกอย่าง

    นี่แสดงให้เห็นว่า กว่าจะเข้าถึงคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมะ แม้ว่าจะทรงแสดงเรื่องใดก็ตาม ก็จะต้องหมายความถึงสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้ตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น ในพระสูตรนี้มิตรก็หายากแล้ว หรือหาง่าย ตามกาลด้วย ตามสถานการณ์ด้วย แต่ยังทรงแสดงถึงกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นมาอีก กัลยาณมิตรจะต่างกับมิตรไหมคะ

    พิศิษฐ์ ต่างครับ

    ส. ต้องต่างแน่ เพราะมิตรก็อาจจะช่วยในสังสารวัฏ ไม่ว่าในเรื่องการงาน ในธุรกิจ ในความเป็นอยู่ แต่กัลยาณมิตรต้องเหนือกว่ามิตร เพราะสามารถให้สิ่งที่มิตรให้ไม่ได้ มิตรที่ให้กันมาแล้วในสังสารวัฏ ก็ให้ความสะดวกสบาย ให้การอุปการะ ให้ประโยชน์ แต่กัลยาณมิตรเป็นมิตรที่งามเหนือกว่ามิตรธรรมดา ให้สิ่งที่คนอื่นให้ไม่ได้ คือ ปัญญา มีมิตรที่ให้ปัญญาเมื่อไร เมื่อนั้นรู้ว่า บุคคลนั้นเป็นกัลยาณมิตร สูงสุดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงพระธรรม มีใครจะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่สามารถคิดเองและเข้าใจเองได้ แม้ว่าขณะนี้ก็กำลังมีอยู่ ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ก็ไม่สามารถรู้ความจริงนั้นได้เลย

    ด้วยเหตุนี้กัลยาณมิตรก็เหนือกว่ามิตรธรรมดา สูงสุดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากให้ปัญญาก็ยังให้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วย เพราะเหตุว่าเมื่อมีปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาเป็นสภาพที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะ

    เพราะฉะนั้น เวลาที่มีปัญญา ความเห็นถูก ความคิดต่างๆ จะถูกไหมคะ

    พิศิษฐ์ ถูกต้องครับ

    ส. ตามปัญญา วันหนึ่งๆ ทุกคนคิดมาก แต่ไม่รู้เลยว่า ที่คิดนั้นเป็นความคิดที่ดีหรือไม่ดี แต่คิดแล้ว แต่ใครจะบอกให้รู้ว่า เมื่อมีปัญญา มีความเห็นถูกต้องแล้ว ความคิดก่อนๆ ซึ่งเคยคิดไปในทางไม่ดี ในทางเบียดเบียน ในทางติดข้อง ในทางเอาเปรียบ ในทางขาดเมตตา นานาประการในความคิดเหล่านั้นก็จะค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ คลาย ค่อยๆ ลด แล้วเพิ่มทางฝ่ายกุศลขึ้นได้

    ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมไม่ผิวเผิน ถ้าเผินก็คือไม่ได้สาระจริงๆ ได้เพียงชื่อ เพียงคำ เช่น สามารถบอกได้ว่า มิตรเป็นอย่างไร และกัลยาณมิตรเป็นอย่างไร แต่ถ้าเข้าใจมั่นคงจริงๆ ก็สามารถทำให้กุศลทั้งหลายเจริญขึ้นมากกว่าที่เคยเป็น ที่เคยเข้าใจธรรมะผิวเผิน

    เมื่อวานนี้ก็มีผู้ถามว่า ฟังธรรมะแยบคาย ฟังอย่างไร น่าคิดไหมคะ ฟังกันมานาน นานแล้ว แต่ก็ยังถามว่า ทำอย่างไรถึงจะฟังธรรมะโดยแยบคาย คือ ไม่เข้าใจคำว่า “แยบคาย” ก็หาวิธีที่จะฟังธรรมะให้แยบคาย คิดอย่างนี้แยบคายหรือเปล่าคะ ไม่แยบคาย เพราะเหตุว่าไม่ใช่หาวิธี แต่ขณะที่ฟังเดี๋ยวนี้ เข้าใจความหมายของคำว่า “ฟัง” ไม่ได้คิดเรื่องอื่น นอกจากได้ยินคำใด ก็ไตร่ตรองให้เข้าใจคำที่ได้ยิน ขณะนั้นจึงชื่อว่า “ฟัง”

    ด้วยเหตุนี้แม้พระผู้มีพระภาคเอง ก่อนที่จะทรงแสดงพระธรรม ก็ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าความคิดของคนในขณะนี้หรือขณะไหนก็ตามคิดมาก โดยไม่รู้เลยว่า มากมายสักแค่ไหน เพราะว่าจิตเกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้น ในขณะนี้แม้ ณ ที่นี้ต่างคนต่างคิด ถ้าไม่พูดถึงว่า ขณะนี้กำลังฟังเรื่องมิตร ฟังเรื่องธรรมะ เพื่อจะได้เข้าใจธรรมะ เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ก็คิดไปเรื่องอื่นอีก

    เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจที่ว่า ฟังอย่างไรจึงจะแยบคาย ก็คือฟังจริงๆ รู้ว่ามีเสียง และเสียงนั้นก็มีความหมาย และความหมายของเสียงนั้นลึกซึ้งอย่างไร ก็ค่อยๆ ฟังจนกระทั่งเข้าใจ

    ด้วยเหตุนี้จะฟังเพียงกัลยาณมิตรธรรมดา หรือกัลยาณมิตรผู้สูงสุด เลิศประเสริฐกว่าบุคคลใดทั้งสิ้น ซึ่งเป็นโอกาสจะได้ยินได้ฟัง เพราะมีพระไตรปิฎกและมีการศึกษาธรรมะ แต่ต้องละเอียดจริงๆ แม้แต่ในขณะที่ฟัง

    ขณะนี้ถ้าจะพูดถึงปัญญา ก็มีปัญญามากมาย แม้แต่กำลังฟัง เข้าใจขณะใดเป็นเรา หรือเป็นธรรมะ หรือเป็นความเห็นผิด เป็นความเห็นถูก หรือเป็นปัญญา

    นี่ไม่ใช่เพียงชื่อ แต่รู้ถึงธรรมะจริงๆ ความเข้าใจจากการได้ยินได้ฟังไม่ใช่การไม่เข้าใจ หรือไปคิดเรื่องอื่น ไปเข้าใจอื่น แต่กำลังเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังจริงๆ นี่ต้องตรงและละเอียด

    เพราะฉะนั้น ชอกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ทราบว่า ทุกคนเข้าใจมากน้อยแค่ไหนแล้วจากการฟังมานาน แม้คุณพิสิษฐ์เอง จิตเป็นธรรมดาหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ จิตมีหน้าที่รับรู้อารมณ์

    ส. คำถามว่า จิตเป็นธรรมดาไหม เพราะว่าทุกคนมีจิต

    พิศิษฐ์ เป็นธรรมดาครับ

    ส. รู้จักจิตหรือยัง

    พิศิษฐ์ ก็คงรู้ในระดับหนึ่ง

    ส. ธรรมดาจนไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นจิต อย่างนี้หรือเปล่า

    พิศิษฐ์ ใช่ครับ

    ส. เพราะฉะนั้น การฟังโดยละเอียด โดยไม่เผิน คำเดียวแท้ๆ ได้ยินมานานแสนนาน แต่เข้าใจระดับไหน เพราะแม้ขณะนี้เป็นจิตที่ได้ยิน รู้ไหมคะว่า ไม่ใช่เรา

    พิศิษฐ์ ไม่รู้ครับ

    ส. ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น การฟังเพื่อให้เข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เมื่อไรเมื่อนั้นก็เป็นความแยบคาย

    ทุกคนไม่สงสัยเวลาได้ยินคำว่า “จิต” เพราะอะไรคะ

    พิศิษฐ์ เพราะเคยชินเลยไม่สงสัย

    ส. เพราะมีจิต รู้ว่าอะไรมีจิต อะไรไม่มีจิต นกมีจิตไหม มี งูมีจิตไหม มี คน มี เทพ มี พรหม มี ต้นไม้ไม่มีจิต เพียงเท่าที่สามารถรู้ได้ว่า มีและไม่มี แต่แม้กระนั้นทั้งๆ ที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ก็มี ไม่ได้ปราศจากจิตเลยสักขณะเดียว แต่รู้จักจิตหรือยัง ยัง จึงต้องฟังแล้วฟังอีก เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไม่ได้อยู่ไกลเลย ใกล้ที่สุด และเกิดทุกขณะด้วย พร้อมที่จะให้เข้าใจได้ แต่เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก เพราะเพียงตอบว่า จิต แต่ไม่รู้จักจิต นี่ก็แสดงถึงความลึกซึ้งของจิตแล้ว

    เพราะฉะนั้น ถ้าจะเริ่มเข้าใจจิต มีจริงๆ เป็นของใครหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ ไม่ครับ

    ส. แน่ใจนะคะ ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เป็นจิตทั้งหมดเลย ไม่เป็นของใคร ถ้าฟังอย่างนี้เข้าใจจะรู้ว่า ไม่มีเรา จะคลายแม้แต่การยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นตัวตนในขั้นของการฟัง เพราะว่าขณะนี้ไม่มีเรา ไม่มีเขาที่กำลังฟัง แต่เป็นจิตที่กำลังมีทำหน้าที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตลอดเวลา โดยไม่มีใครรู้ความจริงของสภาพธรรมะถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดง ถ้าตั้งต้นง่ายๆ จริงๆ อย่างนี้เดี๋ยวนี้ก็มี คนฟังเข้าใจ แยบคายไหมคะ

    พิศิษฐ์ แยบคาย

    ส. เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า “แยบคาย” ถ้าพูดถึงจิตก็รู้เลยในขั้นของการฟังว่า เดี๋ยวนี้เป็นจิต และความเข้าใจนั้น ภาษาบาลีไม่มีคำว่า เข้าใจ แต่ใช้คำว่า สัมมาทิฏฐิบ้าง ใช้คำว่า “ปัญญา” บ้าง

    เพราะฉะนั้น ในขณะที่เข้าใจเป็นธรรมะหรือเปล่า หรือเป็นเรา

    พิศิษฐ์ เป็นธรรมะ ไม่ใช่เรา

    ส. และเวลาที่เข้าใจ ความเข้าใจนั้นเป็นจิตหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ ไม่ใช่จิต เป็นธรรมะ

    ส. นี่ก็คือเริ่มสับสนในคำว่า ธรรมะ ในคำว่า จิต ซึ่งความละเอียดต้องมีตั้งแต่เริ่มต้นว่า สิ่งที่มีจริงจะใช้คำว่าอะไร ภาษาไทยก็ใช้คำว่า มีจริง แต่ภาษาบาลีใช้คำว่า “ธรรมะ” และ “สัจจะ” ถ้าไม่มีธรรมะ จะพูดถึงอะไร ก็ไม่สามารถพูดถึงอะไรได้เลย แต่ว่า ธรรมะ คือ สิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ก็มี พูดให้เห็นถูก เข้าใจถูกว่า สิ่งนั้นเป็นธรรมะ จิตก็เป็นธรรมะ ขณะนี้ไม่มีใครเลย มีธรรมะคือจิตเกิดขึ้น แล้วก็เกิด แล้วก็ดับ ขณะที่กำลังฟังและเข้าใจเป็นชั่วขณะหนึ่ง ขณะที่เข้าใจเป็นได้ยินหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ ได้ยิน

    ส. เดี๋ยวนะคะ นี่แยบคายหรือไม่แยบคาย ไปเรื่อยๆ หมายความว่าถ้าฟังธรรมะแล้วแยบคายก็คือเข้าใจ แต่ถ้าไม่แยบคายก็คือเข้าใจ ขณะที่ฟังธรรมะ ฟังเป็นธรรมะหรือเปล่าคะ

    พิศิษฐ์ เป็นครับ

    ส. เป็นธรรมะอะไร

    พิศิษฐ์ เป็นธรรมะที่ได้ยินทางโสตปสาท

    ส. คือได้ยิน ถ้าไม่ได้ยินจะเป็นฟังไหม

    พิศิษฐ์ ไม่เป็น

    ส. เพราะฉะนั้น ต้องได้ยินแน่นอน แล้วเวลาได้ยินแล้วฟังคำที่ได้ยินเข้าใจ เข้าใจเป็นได้ยินหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ ไม่ใช่ครับ

    ส. เห็นไหมคะ ต้องละเอียด ต้องแยบคาย ต้องไม่เผิน และที่เข้าใจไม่ใช่ได้ยินใช่ไหมคะ

    พิศิษฐ์ ไม่ใช่ครับ

    ส. ได้ยินเป็นธรรมะหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ เป็นธรรมะ

    ส. เข้าใจเป็นธรรมะหรือเปล่า

    พิศิษฐ์ เป็นปัญญา

    ส. เพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องคิดถึงชื่อเลย แต่คิดถึงตัวธรรมะจริงๆ ขณะนี้ทั้งหมดเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น ขณะที่ได้ยิน เข้าใจ เข้าใจเป็นได้ยินหรือเปล่าคะ

    พิศิษฐ์ ไม่เป็นครับ คนละส่วน

    ส. เป็นอย่างไรคะคนละส่วน

    พิศิษฐ์ ได้ยินก็เป็นส่วนหนึ่ง เข้าใจก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

    ส. แล้วคำว่า ส่วน หมายความว่าอะไร

    พิศิษฐ์ ก็เป็นแต่ละขณะจิต

    ส. เพราะฉะนั้น ความเข้าใจเป็นธรรมะอะไร ประเภทไหน

    พิศิษฐ์ เป็นปัญญาเจตสิก

    ส. และได้ยินเป็นปัญญาหรือเปล่าคะ

    พิศิษฐ์ ไม่ใช่ปัญญา

    ส. นี่คือถ้าเราจะฟังให้เข้าใจธรรมะ เกือบไม่ต้องใช้ชื่อหรือคำ เข้าใจก่อนแล้วเรียกชื่อทีหลังได้ไหม หรือไปเอาชื่อมาก่อนแล้วหาว่า ชื่อนี้อยู่ที่ไหน อย่างไร แล้วจะเรียกกี่ชื่อดี นี่คือไปสนใจเรียกชื่อ แต่ไม่ได้สนใจว่า ธรรมะเป็นธรรมะ ปัญญาที่เข้าใจก็ไม่ใช่จิตที่ได้ยิน

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมะจึงต้องแยบคาย ปัญญาเกิดแล้วดับไหม

    พิศิษฐ์ ดับครับ

    ส. แล้วไปไหน

    พิศิษฐ์ ก็สะสมต่อๆ ไป

    ส. แล้วคำถามตอนต้นว่าอย่างไร

    พิศิษฐ์ ถามว่า เมื่อปัญญาเกิดแล้วดับ ปัญญาจะสะสมที่ไหน แล้วจะเจริญได้อย่างไร

    ส. แล้วตอนนี้ตอบว่าอย่างไร

    พิศิษฐ์ ก็ตอบว่า ปัญญาเกิดแล้วดับ แล้วสะสมอยู่ในจิต

    ส. ก็เป็นคำตอบของคำถามด้วยตัวเอง ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ใช่ปัญญาของคนอื่น ไม่ใช่ปัญญาของกัลยาณมิตร แต่ว่าปัญญานั้นมาจากการฟัง ไตร่ตรอง เข้าใจ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจของตัวเองจึงจะเป็นประโยชน์ แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม ไม่ใช่ให้เราตาม พระองค์ใช้คำนี้เราก็พูดคำนี้ แต่ไม่รู้ว่า หมายความว่าอะไร บอกอะไรมาก็ท่องหรือพูดตามโดยไม่รู้ความหมาย แต่พระประสงค์ที่ทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกให้เห็นถูก เข้าใจถูกของตนเอง ไม่ใช่ของคนอื่น ไม่ใช่ของพระองค์

    เพราะฉะนั้น ก็ต้องเข้าใจจริงๆ ในพระมหากรุณาที่จะให้คนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจสามารถฟังแล้วเกิดความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นถูก ซึ่งจะหาได้ที่ไหน เงินซื้อได้ไหม

    พิศิษฐ์ ไม่ได้

    ส. ถ้าไม่ใช่การฟัง การไตร่ตรอง การพิจารณาแยบคายเป็นความเข้าใจขึ้นของตัวเอง ก็ไม่มีหนทางเลย เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมทุกครั้งด้วยความเคารพสูงสุดที่จะไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องของตัวเอง

    ตอบแล้วใช่ไหมคะ ด้วยตัวเองด้วย

    นฤภัค เมื่อกี้นี้ท่านอาจารย์บอกว่า ปัญญามีการสะสม แต่ในพระสูตรนี้ทำไมบอกว่า มีการเสื่อมของปัญญา อยากจะทราบว่า มีเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ปัญญานี้เสื่อม

    ส. ปัญญาเกิดแล้วดับไหม

    นฤภัค ดับค่ะ แต่ดับแล้วจะสะสมอย่างไร

    ส. ก็ฟังให้เข้าใจ

    นฤภัค เข้าใจแล้วก็สะสม แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็ดับไป

    ส. แล้วเกิดอีกหรือไม่เกิด

    นฤภัค เกิดอีกค่ะ

    ส. แล้วถ้าเกิดบ่อยๆ เจริญไหมคะ

    นฤภัค เจริญค่ะ

    ส. แล้วถ้าไม่เกิด จะชื่อว่าเจริญไหม ก็เท่านั้นเอง

    นฤภัค ก็แสดงว่า ถ้าไม่สะสมปัญญา ปัญญาก็จะเสื่อมใช่ไหมคะ

    ส. เวลาที่ปัญญาไม่เกิด กุศลจิตไม่เกิด อะไรเกิดคะ

    นฤภัค อกุศลค่ะ

    ส. เพราะฉะนั้น การฟัง ฟังด้วยความแยบคาย เจริญคือเกิดขึ้นบ่อยๆ มากขึ้น เสื่อมก็คือไม่เกิด ตรงกันข้ามกับเจริญ

    นฤภัค คนเราเกิดมาเป็นการสะสมของกรรมในอดีต อย่างเราอยู่ในครอบครัวหรือสังคม ยังมีผู้คนที่เรารู้จักยังอยู่ในวังวนหรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี หรือพบมิตรไม่ดี เราจะเกื้อกูลเขาได้อย่างไร

    ส. เมื่อกี้เราฟังเรื่องจิต เป็นเรา หรือเป็นเขา หรือเป็นจิตแต่ละจิตที่สะสมมาต่างๆ กันไป ถ้าจิตนั้นไม่มีความเห็นถูกมั่นคง จะเกื้อกูลคนอื่นได้ไหม จะเกื้อกูลอย่างไร

    นฤภัค แต่เราสงสารเขาว่า ถ้าเขายังอยู่ในวังวนก็จะทำให้

    ส. นี่ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องจิต แต่กำลังคิดถึงเรื่องเราและคนอื่น เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมก็ต้องรู้ว่า ฟังเพื่อให้รู้ความจริง ถ้ายังไม่รู้ความจริงก็ยังคงเป็นเรา เป็นเขา เป็นคนอื่น เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วเมื่อไรการฟังจะทำให้เข้าใจความจริงที่ได้ฟัง

    เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมคือเริ่มเข้าใจคำว่า “ธรรมะ” มั่นคงขึ้น ขณะที่กำลังคิดเป็นธรรมะหรือเปล่า

    นฤภัค เป็นค่ะ

    ส. เป็นเราหรือเปล่า

    นฤภัค ไม่เป็น

    ส. เป็นกุศลหรืออกุศล

    นฤภัค เกิดสลับกัน

    ส. นี่คือไม่รู้จริงๆ ว่า ขณะที่เกิดนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แต่จำเรื่องว่าสลับกันแน่นอน เพราะว่ากุศลก็ดับ อกุศลก็ดับ ก็เลยตอบว่า สลับกัน แต่ไม่ได้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะซึ่งจะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นในสิ่งที่มีจริง และกำลังมีจริงในขณะนี้ด้วย มิฉะนั้นเมื่อไรจะถึงกาลที่สามารถรู้จักจิต เข้าใจจิตตามความเป็นจริงได้ เพราะว่าคิดเรื่องอื่นตลอด

    อรวรรณ เมื่อจะศึกษาพระธรรม แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า ฟังจากกัลยาณมิตรหรือไม่ใช่กัลยาณมิตรเป็นอย่างไร

    ส. ถ้าฟังเข้าใจธรรมะที่ได้ฟังถูกต้อง ตรงกับสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นจริงหรือไม่จริง ฟังสิ่งที่ได้ยินได้ฟังซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริงหรือเปล่า เช่น กล่าวถึงเรื่องจิตหรือเรื่องธรรมะ เริ่มเข้าใจว่า ขณะนี้มีจิตแน่นอน แล้วจิตก็เป็นธรรมะ ขณะนี้พูดอย่างนี้ถูกหรือเปล่า

    อรวรรณ คือกล่าวสิ่งที่มีจริง

    ส. ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงถูกต้องตามความเป็นจริง เช่น ถามว่าขณะนี้อะไรจริง

    อรวรรณ ก็มีเห็น มีได้ยิน

    ส. เพราะฉะนั้น เห็นมีจริงใช่ไหมคะ

    อรวรรณ ค่ะ

    ส. พูดเองว่า เห็นมีจริง เพราะมีจริง เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริง ใช้คำว่า “ธรรมะ” ได้ไหม หรือจะใช้คำอะไร เพราะทุกอย่างที่มีจริง มีลักษณะหลากหลายต่างๆ กัน ทั้งหมดที่มีจริงก็เป็นธรรมะทั้งนั้น ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มีหรือไม่จริง แต่พูดถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงทั้งหมดใช้คำเดียวว่า “ธรรมะ” ได้ไหม

    อรวรรณ ได้ค่ะ

    ส. ถ้ากล่าวถึงธรรมะแล้วเข้าใจขึ้น คนนั้นพูดถูกหรือพูดผิด

    อรวรรณ ถ้ากล่าวถึงธรรมะแล้วเข้าใจขึ้น ก็พูดถูก

    ส. สำคัญที่คนฟัง ฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังถูกหรือผิด ต้องเป็นตัวเองที่รู้ ถ้าไม่ไตร่ตรองเลย ทุกคนถูกหมด พูดอะไรก็ถูก จริงไหมคะ

    อรวรรณ ไม่น่าจะจริงค่ะ

    ส. เพราะฉะนั้น ถ้าฟังแต่ละคำ รู้ความต่างของสิ่งที่จริงกับสิ่งที่ไม่จริง เริ่มรู้ว่า ขณะนั้นคำไหนจริง คำไหนไม่จริง อย่างจิตขณะนี้เกิดเห็น ขณะนี้มีเห็น ถ้าบอกว่าเราเห็น หรือเราทำให้จิตเกิดขึ้นได้ เราลืมตาเราก็เห็น อย่างนั้นถูกไหมคะ

    อรวรรณ ถ้าพูดว่าเราเห็นก็ไม่ถูก เพราะจริงๆ แล้วเป็นจิตเห็น

    ส. ก็บอกว่าเราทำได้ เราลืมตาเราก็เห็น อย่างนั้นถูกไหมคะ

    อรวรรณ ไม่ถูกค่ะ

    ส. ไม่ได้ทำให้เข้าใจอะไรเลย ในความจริงของเห็น ก่อนจะพูดถึงลืมตา กว่าจะพูดถึงทำ กว่าจะพูดถึงอะไรทั้งหมด เพียงคำเดียวว่า “เห็น” มีจริงๆ หรือเปล่า ก็กำลังมี เมื่อมีแล้ว ความจริงของเห็นคืออะไร


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 175
    28 ธ.ค. 2564