พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 635


    ตอนที่ ๖๓๕

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    อ.อรรณพ ถามว่าพระอรหันต์มีกรรมไหม ก็มีกรรมที่ได้มีแล้ว สุดแล้วแต่ว่ากรรมที่ได้มีแล้วจะให้ผลคือวิบากไปแล้ว หรือกำลังให้อยู่ หรือจักให้ แต่ต้องเป็นผลของกรรมที่ได้มีแล้วในอดีตก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์

    อ.กุลวิไล พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้งมาก เรียนถามท่านอาจารย์ว่า ผู้ที่ศึกษาจะได้สาระ หรือประโยชน์จากการสนทนาพื้นฐานพระอภิธรรมอย่างไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ ก็คือการเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังซึ่งเป็นธรรม เพราะฉะนั้น สำคัญที่สุดประโยชน์ก็คือเข้าใจธรรม พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้น ผู้ฟัง ฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังให้ถูกต้อง บูชาด้วยการเข้าใจธรรม แม้จะใช้คำว่าปริยัติ หรือปฏิบัติ หรือปฏิเวธก็คือเข้าใจ ถ้าไม่มีการเข้าใจก็ไม่ใช่ปริยัติ ไม่ใช่ปฏิบัติ ไม่ใช่ปฏิเวธ

    อ.กุลวิไล แต่พระธรรมเป็นเรื่องที่ยากมาก บางครั้งสนทนากับหลายท่าน ก็ฟังแต่ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ไม่เข้าใจอะไร

    อ.กุลวิไล ไม่เข้าใจในสิ่งที่ฟัง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เริ่มอีก ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ใครไม่เข้าใจบ้าง ธรรมมีจริงแน่นอน สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ไม่มีใครไปทำขึ้นมาได้เลยสักอย่างเดียว ไม่ว่าจะพูดถึงเห็น เห็นก็เกิดแล้ว พูดถึงได้ยิน ได้ยินก็เกิด พูดถึงคิด คิดก็เกิด ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำธรรมหนึ่งธรรมใดให้เกิดขึ้นได้เลย

    เพราะฉะนั้น ฟังซึ่งขณะนี้ก็มีสิ่งที่มีจริง ภาษาบาลีก็ใช้คำว่า “ธรรม” หรือ “ธาตุ” หมายความถึงสิ่งที่จริงมีลักษณะปรากฏให้รู้ได้ว่ามีจริงๆ เช่นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้กำลังปรากฏ มีจริงหรือไม่จริง กำลังปรากฏแท้ๆ ต้องมีจริง ใครไปทำให้ปรากฏ หรือเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครสามารถที่จะทำได้เลย แม้มีสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมเพื่อให้รู้ว่าเกิดแล้วก็ต้องตาย แล้วก็ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าย้อนกลับไปดูก็เป็นเด็กสนุกสนานรื่นเริงมีเรื่องต่างๆ มากมาย แล้วอยู่ที่ไหน หายไปหมด แม้เมื่อวานนี้เอง เมื่อครู่นี้เอง เมื่อเช้านี้เอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมดสิ้นไป

    เพราะฉะนั้น จะรู้ หรือไม่รู้ สิ่งที่เพียงเกิดขึ้นชั่วคราวตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ยั่งยืน มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นเป็นไป บังคับบัญชาไม่ได้ ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ใช่ว่าจะได้ตามปรารถนา แต่ต้องตามปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การฟังธรรมก็คือให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายว่าเป็นแต่ละอย่าง แต่ละอย่างซึ่งเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้น แต่ละอย่างก็เป็นธรรมที่หลากหลายไม่ใช่อย่างเดียวกัน เข้าใจไหม

    ผู้ฟัง ที่ท่านแสดงว่าแต่ละอย่างมีลักษณะปรากฏให้รู้ได้

    ท่านอาจารย์ แข็งมีไหม

    ผู้ฟัง มี ตอนนี้มีแข็งมาก

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไร ปรากฏ หรือไม่ รู้ว่าตรงนั้นลักษณะนั้นแข็ง กำลังแข็งปรากฏ ลักษณะที่แข็งมีกำลังปรากฏ เดี๋ยวนี้มีแข็งปรากฏ ถูกต้องไหม หรือว่าพูดถึงว่าแข็งมี แต่ว่าไม่มีลักษณะของแข็งปรากฏ

    ผู้ฟัง แข็งปรากฏ แต่ไม่ได้รู้ตรงลักษณะของแข็ง

    ท่านอาจารย์ แล้วตอนที่ตอบว่าแข็งปรากฏ ขณะนั้นรู้ตรงลักษณะที่แข็งหรือไม่ ถ้าไม่มีแข็งปรากฏ คุณชมชื่นจะบอกว่าแข็งได้ไหม

    ผู้ฟัง ตัวดิฉันรู้ว่าแข็ง

    ท่านอาจารย์ แข็งต้องมีจริงๆ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง จริงๆ ของท่านหมายความว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ธรรมดาปกติ แต่ไม่เคยรู้ เราก็จะรู้สิ่งที่มีทุกวันตามปกติให้เข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรมแต่ละลักษณะคือแข็งไม่ใช่เสียง แข็งไม่ใช่กลิ่น แข็งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา คือให้รู้ว่าแข็งมี แค่นี้ก่อน การศึกษาธรรมก็ให้รู้ว่าแข็งมี ถูกต้องไหม หรือไม่มี

    ผู้ฟัง แค่มี

    ท่านอาจารย์ มี ขณะที่บอกว่ามีแข็ง กำลังรู้ลักษณะที่แข็งหรือไม่ ที่ตอบอย่างนี้

    ผู้ฟัง ไม่ได้รู้ลักษณะที่แข็ง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีแข็งปรากฏ ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง มีแข็งปรากฏ

    ท่านอาจารย์ รู้แข็งที่ปรากฏว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่ง เข้าใจให้ถูกต้องว่าแข็งมีจริงๆ เป็นเพียงหนึ่งในธรรมที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน สิ่งทีมีจริงปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม รู้ว่าแข็งมีแต่ไม่รู้ว่าแข็งเป็นธรรม ที่บอกว่าแข็งมีที่ตอบอย่างนี้ความจริงแข็งมีเพราะเป็นธรรม เพราะแข็งจะเป็นอะไรได้นอกจากแข็ง เพราะฉะนั้น แข็งก็เป็นธรรมคือธรรมที่แข็ง นอกจากแข็งมีอย่างอื่นไหม

    ผู้ฟัง มีเห็น

    ท่านอาจารย์ มีจริงๆ หรือไม่ กำลังเห็น

    ผู้ฟัง กำลังเห็น

    ท่านอาจารย์ แน่นอนต้องมีใช่ไหม แล้วเห็นใครทำให้เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง ไม่มีใครทำ

    ท่านอาจารย์ แต่มีได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ตามเหตุตามปัจจัย

    ท่านอาจารย์ ก็ตอบได้ว่าถ้าไม่มีสิ่งที่ทำให้เกิด เห็นก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เห็นเกิดใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วกำลังเห็น

    ผู้ฟัง กำลังเห็น

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นได้ยิน หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ไม่ใช้คำว่าธรรม ใช้คำว่าเห็นเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ถูกหรือผิด

    ผู้ฟัง ถูก

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง แข็งเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เสียงเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง คิดเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดแต่ละอย่าง แต่ละอย่างมีจริงเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ เกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แต่เพราะความไม่รู้ว่าเป็นธรรมก็ยึดถือธรรมว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ความจริงสภาพธรรมมีปัจจัยเกิดแล้วดับทันที เร็วมากไม่รอเลย เพราะฉะนั้น ขณะนี้สภาพธรรมใดที่เกิด ดับ แล้วก็เกิด ดับสืบต่อ จนปรากฏเสมือนว่าไม่ได้ดับเลย นี่คือความจริงของธรรมซึ่งใครจะรู้ได้ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีพระธรรมที่ทรงแสดงให้เข้าใจความจริงของทุกสิ่งซึ่งลึกซึ้ง เพราะขณะนี้เห็นมีต้องเกิด และเห็นดับก็ไม่ได้ปรากฏ แต่จากการตรัสรู้ทราบว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน และธาตุรู้เมื่อมีปัจจัยเกิดขึ้นต้องรู้เพียงสิ่งเดียว เมื่อเกิดขึ้นจะรู้หลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ขณะที่เห็นต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าเห็นเป็นธาตุที่รู้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ทางตา นอกจากเห็นจะบอกได้ไหมว่าอะไรกำลังปรากฏอย่างนี้ ถ้าไม่มีเห็นเลยจะบอกได้ไหมว่าอะไรกำลังปรากฏอย่างนี้ แต่ที่บอกได้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนี้แม้ไม่พูดเลยก็มีสิ่งที่ปรากฏอย่างนี้ให้เห็น

    เพราะฉะนั้น เห็นเป็นธรรมเป็นสิ่งที่รู้สิ่งที่ปรากฏว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ที่เห็นทุกวันๆ ไม่ได้รู้ความจริงของธรรมที่เห็น เพราะเห็นมีจริงจึงเป็นสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม และธรรมแต่ละอย่างก็มีลักษณะที่ต่างกันไป เพราะฉะนั้น เข้าใจไหม

    ผู้ฟัง ก็พอที่จะเข้าใจได้บ้าง

    ท่านอาจารย์ จริงหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ค่อยๆ จริงขึ้นเท่าที่ฟัง

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีจริงเป็นจริงอย่างนี้รู้ความจริงได้ไหม

    ผู้ฟัง รู้ได้ แต่ยังไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ควรรู้ไหม

    ผู้ฟัง ควรรู้ยิ่ง แต่ดิฉันอยากรู้ยิ่ง

    ท่านอาจารย์ ดิฉันอยู่ที่ไหน เป็นใคร มาจากไหน เพราะฉะนั้น ไม่มีเรา แต่มีโลภะเกิดเมื่อไหร่ก็อยากเมื่อนั้น เป็นธรรมหรือไม่ มีจริง หรือไม่ เป็นคุณชมชื่น หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ไม่มีดิฉัน แต่มีธรรม ขณะที่เข้าใจ แต่ถึงจะเข้าใจอย่างไร ธรรมก็หลากหลายมาก แต่ละหนึ่งๆ ที่เกิดแล้วไม่กลับมาอีกเลย ใครจะลองนับบ้างว่าสิ่งที่มีเกิดแล้วก็ดับแล้วไม่กลับมาอีก ลองนับดูเท่าไร แม้ขณะนี้ที่กำลังเห็น หลายขณะใช่ไหม เพราะว่ามีเสียง มีได้ยิน มีคิดนึก สลับคั่นมากมายอย่างรวดเร็วที่สุดจนปรากฏเหมือนว่าไม่ดับเลย แล้ววันนี้เท่าไหร่ เมื่อวานนี้เท่าไหร่ แต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดแล้วดับไปเป็นของใคร คอยที่จะให้กลับมาได้ไหม ไม่มีทางเลย สิ่งใดที่เกิดแล้วดับแล้วก็จะไม่กลับมาอีก ไฟที่ดับแล้ว คอยให้กลับมาเกิดเป็นไฟนั้นได้ไหม ก็ไม่ได้ นี่คือสภาพธรรมแต่ละหนี่งซึ่งใช้คำว่า "ขันธ์" หมายความว่าลักษณะที่เกิดขึ้นหลากหลายมาก เกิดขึ้นเป็นสภาพที่หยาบก็เปลี่ยนสภาพนั้นไม่ได้ เกิดเป็นสภาพที่ประณีตก็เปลี่ยนสภาพนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่ละหนี่งๆ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปอย่างนั้นแล้วก็ดับไปโดยไม่มีใครรู้ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วก็หมดไป ควรแก่การที่จะติดข้อง ต้องการ ยึดถือไหมกับสิ่งที่หมดแล้ว ปรากฏแค่นิดเดียวแล้วก็หมดแล้ว และก็ยังติดข้องในสิ่งที่แค่ปรากฏแล้วก็หมดไป เป็นสิ่งที่ควรไหม หรือควรที่จะรู้ความจริงจนกระทั่งเข้าใจแต่ละคำที่ทรงแสดง แม้แต่คำว่าธาตุ ธรรม อายตนะ ทุกข์ อริยสัจ แต่ละคำไม่ควรข้าม ไม่ว่าได้ยินคำอะไรควรที่จะเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสิ่งนั้น อย่างเช่นเห็น พูดว่าเห็น กำลังเห็น ก็รู้ว่าไม่รู้จักเห็นเลยว่าเห็นเป็นธรรม เพราะเห็นดับไปแล้วจะรู้ได้อย่างไร เพียงแต่ได้ยินคำว่าเห็นแล้วก็มีสภาพที่เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ให้รู้ว่ากำลังพูดถึงธรรมนั้น ไม่ได้พูดถึงธรรมอื่น

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงเป็นสิ่งที่ละเอียด และลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่าเมื่อฟังแล้วเราก็อยากจะรู้ อยากจะเข้าใจไปหมด จนกระทั่งถึงอริยสัจ แต่ให้รู้ความจริงว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อทรงแสดงพระธรรมเพื่อให้ผู้ฟัง สาวกเกิดปัญญาของตนเองคือความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น การบูชาที่สูงสูดคือการเข้าใจพระธรรมที่ทรงพระมหากรุณาแสดงไม่ใช่เพียงฟังเผินๆ หรือฟังเฉยๆ แต่ว่าฟังเพื่อจะถึงการรู้แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมทีมีจริงที่กำลังเกิดดับ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถจะรู้อย่างนั้นได้เลยเพราะเพียงเริ่มฟัง และก็เริ่มเข้าใจว่าตลอดชีวิตจะสุขสบายสนุกสนานมากมายสักเท่าไหร่ จะทุกข์สักเท่าไหร่ จะเดือดร้อนใจแสนสาหัสสักเท่าไหร่ก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างนั้นแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก ใครรู้บ้างว่าชาติก่อนแสนสุขแสนสบายแค่ไหน แสนทุกข์แค่ไหน แสนโกรธแค่ไหน ก็ไม่รู้เลย แล้วอยู่ที่ไหน หมดไม่เหลือเลย พอถึงชาตินี้ก็เป็นอย่างนี้ ชาติต่อไปก็เป็นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรที่เที่ยงที่ถาวร สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ควรรู้ไหม ค่อยๆ รู้ เพราะว่าสามารถที่จะประจักษ์ความจริงนี้ได้แน่นอนแต่ต้องด้วยปัญญาที่เริ่มจะเข้าใจขณะที่ฟัง เพราะฉะนั้น ฟังธรรมทั้งหมดเพื่อเข้าใจ ปริยัติกำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงขณะนี้ จนกว่าจะมีความรอบรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ใครจะมาบอกว่าเห็นนี่เที่ยงเชื่อไหม ไม่เชื่อแล้วใช่ไหม เพราะว่ารู้ว่าเห็นเกิดแล้วก็ดับไป แม้ว่ายังไม่ประจักษ์แต่ธาตุรู้เกิดขึ้นหนึ่งขณะ ก็ต้องรู้เพียงหนึ่งอย่าง หนึ่งขณะที่รู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้เพียงหนึ่ง เพราะว่าเป็นหนึ่งขณะที่รู้ จะรู้หลายๆ อย่างไม่ได้ หนึ่งขณะที่รู้ ก็ต้องรู้เพียงหนึ่งอย่างที่ถูกรู้ในขณะนั้น เท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ไม่ใช่ไปเข้าใจสิ่งอื่นที่ไม่มีในขณะนี้ แต่เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีมานานแสนนานโดยไม่รู้เลย แล้วก็รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วก็มีว่าที่เข้าใจว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมดก็เป็นธรรมนั่นเอง เข้าใจสิ่งที่มีแล้วไม่ใช่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แค่นี้ยากไหม แค่ประโยคที่ว่าเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้ว มีเมื่อเกิดแล้ว ไม่ใช่ให้เข้าใจสิ่งที่ยังไม่เกิด แค่นี้ก็ยากเพราะลืมเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้ว ไปคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น ก็ลืมไปๆ ฟังไปลืมไป จนกว่ามีปัจจัยพอที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเพราะได้ฟังจนกระทั่งเข้าใจว่าสิ่งอื่นนอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏไม่มี ยังไม่ได้เกิดขึ้น จะมีมาแต่ไหน สิ่งที่มีในขณะนี้เกิดแล้วจึงมี เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรจะรู้ได้คือสิ่งที่เกิดแล้วกำลังมีในขณะนี้เท่านั้น เข้าใจไหม ถ้าเป็นพุทธบริษัทที่ฟังธรรมเป็นสาวกคือผู้ฟัง มิฉะนั้นจะชื่อว่านับถือพระพุทธศานาได้อย่างไร

    ผู้ฟัง แต่ก่อนนี้ก็นับถือเพียงแต่ไปไหว้และขอ ขอแต่ไม่เข้าใจธรรม ถ้าไม่ได้ฟังจากท่านอาจารย์ หรือศึกษากับท่านอาจารย์ จึงมีคุณมหาศาล แม้ได้ฟังแล้วก็ยังเพียงว่าตอนนี้เข้าใจ แต่ก็เข้าใจเป็นบางขณะ

    ท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นกิจหนึ่งที่พุทธบริษัทกระทำคือการทำนุบำรุงพระศาสนา เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีผู้ฟังจะมีใครพูดไหม พูดไปก็ไม่มีใครฟัง แต่เพราะเหตุว่าผู้ฟังก็มี ผู้พูดก็มี ซึ่งต่างก็เป็นพุทธบริษัทที่กระทำกิจของพระศาสนาเพื่อจะทำนุบำรุงพระศาสนา มิฉะนั้นแล้วถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมก็คือว่าพระศาสนาก็หมดสิ้นไป

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามว่าการเข้าใจพื้นฐานพระอภิธรรมก็คือธรรมที่กำลังปรากฏว่าเป็นสิ่งที่มีจริงจะช่วยเกื้อกูลให้เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในเรื่องกรรม และผลของกรรมได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ จะเข้าใจธรรมอะไรถ้าไม่ใช่ธรรมที่ตามลำดับ คือรู้ว่าธรรมคืออะไร ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไรไม่เข้าใจเลยแล้วก็จะทำให้มีความมั่นคงได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจธรรมก็เลย

    ท่านอาจารย์ ว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เลยไม่มีความมั่นคงในกรรม และผลของกรรมใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ จึงเป็นเราเป็นเขา เมื่อมีเรามีเขาทุกคนต้องการความสุขไม่ต้องการความทุกข์ ทุกคนต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ต้องการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เพราะเป็นเรา และมีเรา ไม่เข้าใจแม้แต่ว่าขณะนั้นเป็นกุศล หรือเป็นอกุศลคือไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม จึงใช้คำว่าธรรมโดยไม่รู้จักธรรมเสมอ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นที่ใช้คำว่าพื้นฐานพระอภิธรรมเพราะเหตุว่าธรรมไหนบ้างที่ไม่ลึกซึ้ง "เห็น" ลึกซึ้งไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่ได้ศึกษาก็คิดว่าธรรมดามาก

    ท่านอาจารย์ แล้วความจริงธรรมดา หรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าได้ศึกษาค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็รู้ว่ายาก ไม่ธรรมดา

    ท่านอาจารย์ ไม่ธรรมดาเพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะมี แต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ซึ่งความจริงธรรมเป็นธรรมดาแต่ลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ ว่าความจริงแล้วเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ถ้ารู้อย่างนี้ไม่มีเรา แต่เป็นธาตุที่เป็นกุศลก็มี เป็นธาตุที่เป็นอกุศลก็มี เวลาที่มีความติดข้องต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น มีจริงๆ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงใครเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เกิดแล้วไม่ติดข้องได้ไหม ถ้าลักษณะที่ติดข้องเกิด ต้องติดข้องจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง เปลี่ยนไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าติดข้องมากๆ ทำทุจริตได้ไหม

    ผู้ฟัง ถ้าถึงขั้นที่อยากได้มากๆ ไปลักขโมยของคนอื่นก็ได้

    ท่านอาจารย์ เหตุมีแล้ว ผลต้องมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น พูดถึงกรรมแต่ไม่รู้ว่ากรรมคือธรรมซึ่งเป็นเหตุที่จะให้ผลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น พูดถึงกรรมแล้วก็เชื่อว่ามีผลของกรรม แต่ก็ยังไม่รู้ว่าขณะไหนเป็นกรรม ขณะไหนเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้น พูดไปก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมตั้งแต่ต้น ความละเอียดของธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่พูดและคิดในชีวิตผิดๆ ถูกๆ

    เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาธรรมให้เข้าใจตามลำดับตั้งแต่ต้น ตั้งแต่พื้นฐาน และก็ถ้ามีความเข้าใจแล้วไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังคำไหน ที่ไหน ตำราเล่มไหน ก็มีความเข้าใจถูกต้องเพราะมีความเข้าใจเป็นพื้นตั้งแต่ต้น

    ผู้ฟัง ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมให้เข้าใจก็จะยึดธรรมที่เป็นเหตุว่าเป็นตัวตน ยึดธรรมที่เป็นผลว่าเป็นตัวตน

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจแล้วก็ไม่เข้าใจทั้งหมด ผิดหมดเพราะคิดเอง ธรรมคิดเองไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง ถูกคนอื่นทำร้ายก็คิดว่าเป็นคนอื่นทำให้

    ท่านอาจารย์ แล้วทำไมคนอื่นเขาไม่ถูกทำร้าย ต้องเป็นคนนั้นที่ถูกทำร้าย

    ผู้ฟัง ก็เพราะไม่รู้ว่าธรรมเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ มั่นคงไหม ถ้ารู้ว่าไม่มีใครทำให้ได้เลย

    ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมั่นคง

    ท่านอาจารย์ ทะเล น้ำท่วม ทำให้ตายได้ไหม ใครทำ

    ผู้ฟัง ถ้าไม่รู้กรรมก็คิดว่าเป็นอุบัติเหตุ

    ท่านอาจารย์ ใช่ เพราะฉะนั้น จึงต้องศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง ตอนนี้ถ้าเกิดมีใครทำให้ปวดเจ็บ ทำร้าย เพราะอะไร เจ็บที่กายจึงเกิดขึ้นได้

    ผู้ฟัง ก่อนที่จะศึกษาธรรมก็ไม่ได้คิดว่าป็นกรรม หรือผลของกรรม ก็คิดว่าเป็นเพราะว่าร่างกาย แต่ก็ไม่ได้รู้ละเอียด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรมไหมว่าต้องเข้าใจจริงๆ ทุกคำ ศึกษาธรรมทีละคำ และก็เข้าใจให้ถูกต้อง

    ผู้ฟัง การเข้าใจทีละคำก็ค่อยๆ เริ่มเห็นประโยชน์ทำให้ชีวิตลดความสับสนลง และก็ทำให้ค่อยๆ เข้าใจธรรมมากขึ้นจากทีละคำ แม้จะยังไม่รู้จักสภาพธรรมตัวจริงแต่ว่าก็ค่อยๆ ลดความสงสัยความไม่เข้าใจในชีวิตลงได้พอสมควร ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ไม่สงสัยแล้วว่าธรรมทำให้มั่นคงในธรรมเมื่อได้เข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็คือ ไม่รู้จักธรรมแล้วจะมั่นคงได้อย่างไร

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต่างจากเราถึงขั้นที่บรรลุเป็นพระอริยเจ้าท่านก็ต้องมีความมั่นคงในจุดนี้

    ท่านอาจารย์ มีความเข้าใจถูกในธรรมจนละการยึดถือธรรมว่าป็นตัวตนได้

    ผู้ฟัง ชึ่งในขณะที่ยังเป็นปุถุชนก็รู้สึกว่าหลงลืมสติบ่อย และในขณะที่หลงลืมสติ และมีคนอื่นมาเกี่ยวข้องก็จะลืมไปเลยว่าเป็นเพราะผลกรรมของตัวเอง

    ท่านอาจารย์ แทนที่จะกล่าวว่าในขณะที่เป็นปุถุชนแล้วก็หลงลืมสติ ในขณะที่ไม่เข้าใจธรรม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 175
    22 เม.ย. 2569