ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37


    ตอนที่ ๓๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ

    พ.ศ. ๒๕๓๗


    ท่านอาจารย์ แล้วก็อีกทางหนึ่งก็คือว่า วิปัสสนาภาวนา อบรมเจริญปัญญา ก็ต้องมีสติอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ขาดสติไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงมีพระพุทธดำรัสว่า สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง เวลาคนเดินไปตามถนน ไม่หกล้ม เราจะไม่พูดเลยว่าเขามีสติสัมปชัญญะ เพราะว่าขณะนั้นไม่เป็นไปในทาน ไม่เป็นไปในศีล ไม่เป็นไปในความสงบของจิต ไม่เป็นไปในภาวนา แต่ขณะใดที่ทานเกิด ขณะนั้นเป็นสติที่เกิดขึ้นระลึกเป็นไปในทาน ขณะใดที่วิรัติทุจริตทั้งทางกาย ทางวาจา ขณะนั้นก็เป็นสติที่เกิดขึ้นวิรัติทุจริตทางกาย ทางวาจา พอจะเห็นลักษณะของสติไหม

    ผู้ฟัง ก็พอจะเข้าใจ แต่ทีนี้คือความเข้าใจอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด หรือเป็นความเข้าใจที่เข้าใจเอง อย่างนี้ถือว่า เรามีสติอย่างนั้นจะถือว่าถูกต้องไหม

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้ว ขณะที่กำลังฟังธรรม มีการคิดตามสิ่งที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าความคิดของเราในวันหนึ่งวันหนึ่งแยกออกได้เป็น ๒ ฝ่ายเหมือนกัน คือ คิดเป็นกุศล หรือคิดเป็นอกุศล ถ้าเราคิดด้วยอกุศลจิต เราก็คิดถึงเพื่อน คิดถึงความสนุก คิดถึงงาน คิดถึงอะไรก็ได้ แต่เวลาที่กำลังได้ยินธรรมแล้วก็คิดตามที่จะเข้าใจ ก็เป็นกุศลวิตก วิตกนี่คือเป็นสภาพที่คิด ขณะนั้นก็ต้องมีสติเกิดร่วมด้วย เป็นสติขั้นฟัง แล้วเวลาที่ฟังและพิจารณาก็เป็นสติที่พิจารณา จึงเข้าใจ ถ้าเราฟังผ่านหูไป ไม่มีทางเข้าใจเลย ขณะนั้นก็เป็นแต่เพียงได้ยิน

    เพราะฉะนั้นจึงมีการฟัง และก็การพิจารณาสิ่งที่ได้ฟัง และที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ใช่เพียงฟัง และพิจารณาสิ่งที่ได้ฟังเท่านั้น ประพฤติตามธรรมที่ได้ฟังด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีสติหลายขั้น แต่สติต้องเป็นไปในทางฝ่ายกุศล ขณะใดที่เป็นกุศลระลึกได้เลยว่า ขณะนั้นก็มีสติ เป็นสิ่งที่รู้ยาก เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับสลับกันเร็วมาก เดี๋ยวกุศลจิตก็เกิด เดี๋ยวอกุศลจิตก็เกิด เดี๋ยวกุศลจิตก็เกิดอีก เดี๋ยวอกุศลจิตก็เกิดอีก สลับกันเร็ว ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะอีกระดับหนึ่ง จึงสามารถจะรู้จักตัวสติ และก็ตัวสภาพธรรมแต่ละอย่างได้

    ผู้ฟัง ยังเป็นความไม่กระจ่างเกี่ยวกับเรื่องคำว่ากุศลที่ประกอบด้วยปัญญา กับกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ซึ่งท่านอาจารย์เองก็เคยยกตัวอย่างให้ฟังแล้วว่า เช่น เรื่องการให้ทาน ไม่มีปัญญา ทานนั้นก็สำเร็จได้ หรือว่าศีลก็เหมือนกัน ถ้าสมมติว่าเป็นทานที่มีปัญญาประกอบด้วย จะมีลักษณะอย่างไรจึงจะเป็นที่สังเกตได้ว่า ทานมีปัญญาประกอบด้วย

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้ว ไม่อยากจะให้เป็นเรื่องของทางฝ่ายพยัญชนะ หรือคำพูด แต่อยากจะให้เป็นการระลึกรู้ได้จริงๆ ว่า ในขณะนั้นมีปัญญาหรือไม่มีปัญญา

    ผู้ฟัง ถ้ามีปัญญาจะมีลักษณะอย่างไร

    ท่านอาจารย์ รู้ถูกต้องตามความเป็นจริง แล้วแต่สภาพธรรมขณะนั้นจะรู้โดยระดับใด เป็นความรู้ก็แล้วกัน ถ้าเห็นคนโรคเรื้อน ตาบอด และก็กำลังลำบากเดือดร้อน และเราก็ให้เขา แล้วก็พิจารณาเห็นกรรมของเขา การที่เขาเป็นคนโรคเรื้อน ตาก็บอด แล้วลำบากใครทำให้ ไม่มีใครอยากจะเป็นเลย เพราะฉะนั้นการที่เราเห็นว่านี่เป็นผลของกรรม เพียงเห็นเขา ก็รู้ว่า นี่เป็นผลของกรรม และเวลาที่มีกุศลจิตเกิดคิดช่วยเหลือ ขณะนั้นเป็นกุศล เราก็ไม่มาตรวจสอบจิตใจของเราว่าประกอบด้วยปัญญาหรือเปล่า จะเป็นกุศลประเภทไหน ไม่จำเป็นต้องคิดเลย

    ขณะใดเป็นปัญญาที่เกิดคิดเป็นไปในเรื่องของสภาพธรรม คือเป็นเรื่องของกรรม ขณะนั้นก็เป็นปัญญา ขณะที่ให้ก็ให้ ขณะที่จะระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมก็ระลึกไป คืออย่าไปกังวล และก็ความรู้ทั้งหมดในเรื่องธรรมจะเกิดกับตัวเอง เพราะว่าส่วนมากบางคนจะติด โลภะเขาไม่เคยทิ้งเรา อย่าลืม ไม่ว่าเราจะขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุด หรือว่าไปเป็นรูปพรหม อรูปพรหม โลภะก็ตามไป โลภะก็สนับสนุนให้ไปด้วย เพราะเหตุว่าเป็นกุศลที่เป็นไปในวัฏฏะ ใครที่ต้องการที่จะเกิดเป็นรูปพรหมให้ทราบว่า ไม่ได้ต้องการที่จะดับความเกิด หรือใครที่จะเจริญกุศลเพื่อจะไปเกิดเป็นอรูปพรหม หรือเป็นเทพชั้นหนึ่งชั้นใด ให้ทราบว่าเป็นด้วยความต้องการที่จะเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ที่คนเจริญกุศล จะเห็นได้จริงๆ ว่า ถ้าเขาไม่เข้าใจพระธรรม ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สะอาดที่สุดด้วยปัญญา เพราะเหตุว่าเป็นไปเพื่อการละ เพียงประโยคนี้ เป็นไปเพื่อการละ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ได้ทรงสอนว่า ทำอย่างนี้มากๆ เราจะได้บุญมากๆ เราจะได้ไปขึ้นสวรรค์ เราจะได้เป็นอะไร ไม่ได้สอนว่าให้ทำอย่างนั้น แต่ทรงแสดงเหตุตามความเป็นจริงว่า ถ้าจิตผ่องใสเป็นเหตุ ผลก็มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ไปติดในผล เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษาพระธรรมต้องเป็นคนที่ตรง และเป็นคนที่สะอาดที่จะรองรับพระธรรมที่จะประพฤติปฏิบัติตามว่า ทั้งหมดเพื่อการละ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีทางเลย ก็ยังคงหวังผลด้วยประการต่างๆ

    เพราะฉะนั้นจะมีคำถามว่า ทำบุญอย่างนี้ได้บุญมากไหม มาแล้ว ทำไมจึงถามเรื่องผลของบุญว่า ทำอย่างนี้ได้บุญมากไหม ถ้าไม่อยากได้บุญมากๆ บุญอะไรก็บุญอันนั้น จะมากจะน้อยก็มีเหตุแล้วคือว่า บุญนั้นได้กระทำแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดใคร่ครวญ บวกลบคูณหาร รำพึงถึงว่าจะได้ผลมากไหม ไปนั่งกังวลอีกว่า ผลจะมากไหม ถ้าไม่ติดเรื่องผลก็ไม่น่าจะต้องมานั่งถามกันว่าผลมากไหม ก็แล้วแต่เหตุ ทุกอย่างแล้วแต่เหตุหมด ถ้าเป็นกุศลจิตที่ผ่องใส ถึงผลจะมากก็ไม่ติด มากก็มาก เดือดร้อนไหมอย่างนั้น ก็ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องกังวลเลย เพราะฉะนั้นคนที่ถามว่า ทำอย่างไรเป็นกุศลญาณสัมปยุตต์ ก็เกือบจะไม่ต้องถามเลย พิจารณาเวลาที่สภาพของจิตเกิดขึ้นว่า มีปัญญาเกิดร่วมด้วยไหม แล้วก็ไม่ใช่ไปติดในสิ่งนั้น ให้รู้ว่าขณะใดที่เป็นปัญญาเกิดก็เกิด

    ผู้ฟัง ได้มีผู้สั่งสอน หรือว่ามีผู้ชักชวนในเรื่องของการทำบุญทำกุศล เปรียบเทียบถึงผลว่าอย่างนั้นอย่างนี้มีผลมาก เพราะฉะนั้นเวลานี้ทุกวันนี้ก็มักจะพยายามเน้นให้มีการถวายสังฆทานกัน

    ท่านอาจารย์ ถ้าจะบอกว่า ผลมากมาจากจิตที่บริสุทธิ์ จะทำจิตให้บริสุทธิ์กันไหม

    ผู้ฟัง ไม่แน่ อาจจะมีผู้คิดว่า ถ้าทำจิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่องได้

    ท่านอาจารย์ คือไม่หวังผล

    ผู้ฟัง แล้วเหตุจริงๆ ของกุศลที่จะเป็นผลมาก อานิสงส์มาก คือการฟังพระธรรมใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ จิตบริสุทธิ์

    ผู้ฟัง ก็เลยมานึกถึงว่า ทุกวันนี้ที่เราฟังการบรรยายธรรมก็ดี หรือว่าสนทนาธรรมก็ดี ก็ไม่ใช่ว่าจะมีความชื่นชมหรือว่าเกิดปีติโสมนัส บางทีก็นั่งซึมไป ก็คงจะเหมือนภิกษุในครั้งนั้น ก็คิดไปต่างๆ นานา

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ความเข้าใจ แต่เชื่อได้ว่า ใครก็ตามที่ฟังและเข้าใจ ผู้นั้นชื่นชม

    ผู้ฟัง ถึงแม้ว่าจะเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือว่า

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่เคยเข้าใจ และได้เข้าใจขึ้นจะไม่ชื่นชมหรือ

    ผู้ฟัง คำว่า โมหะ ท่านอาจารย์บอกว่า อยู่เฉยๆ ไม่มีกุศลและก็ไม่มีอกุศล อันนั้นถือว่าเป็นโมหะ

    ท่านอาจารย์ มิได้ คือว่าสภาพของจิต ถ้าไม่พูดถึงเรื่องวิบากซึ่งเป็นผลของกรรม ซึ่งทำให้เกิดเห็น เกิดได้ยินต่างๆ หลังจากเห็น ได้ยินแล้ว จิตเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เพราะฉะนั้นขณะใดที่ไม่ใช่กุศล ขณะนั้นต้องเป็นอกุศล และอกุศลจิตก็มี ๓ จำพวก คือ เป็นโลภะพวกหนึ่ง มี ๘ ดวง (๘ ประเภท) โทสะพวกหนึ่ง มี ๒ ดวง (๒ ประเภท) และโมหะอีก ๒ ดวง (๒ ประเภท) เพราะเหตุว่าทางฝ่ายอกุศลมี ๓ คือ โลภมูลจิต โทสมูลจิต และโมหมูลจิต อาจจะเป็นโลภมูลจิต หรืออาจจะเป็นโทสมูลจิต หรืออาจจะเป็นโมหมูลจิตก็ได้ นี่ทางฝ่ายอกุศล ถ้าทางฝ่ายกุศลก็แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลประเภทไหน แยกเป็น ๒ ประเภทว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก่อน ถ้าคิดถึงตาย ก็คิดถึงเดี๋ยวนี้ ขณะนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ตายได้ เดี๋ยวนี้ทันทีนี้ก็ตายได้ เพราะฉะนั้นเหมือนกัน จะคิดถึงตอนตาย หรือจะคิดถึงเดี๋ยวนี้ ก็คือเหมือนกัน จิตขณะนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง ขอพูดเรื่องความตายต่อ คือที่ไปกับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์บอกว่า จิตที่จะเกิดก่อนตาย ถ้าเป็นกุศลก็จะไปเกิดในที่ดี ถ้าเป็นอกุศลจะไปเกิดในที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นการที่เราทำความดีมามากๆ ขณะที่ตายจิตเป็นอกุศลก็จะทำให้ไปเกิดในที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่เราทำมาไม่ดีเลย แต่ในช่วงที่ตาย จิตเป็นกุศลทำให้ไปเกิดในที่ดี พูดอย่างนี้ บางคนเขาก็บอกว่า อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม คือคนที่ทำดีมาตั้งแยะ พอช่วงวินาทีสุดท้ายเกิดไม่ดี ดิฉันอธิบายบอกว่า ไปเกิดในที่ไม่ดี แต่สิ่งต่างๆ รอบข้างก็อาจจะทำให้ดีได้ และอีกอย่างคือ ไปเกิดในที่ดี แต่อกุศลต่างๆ ก็เกิดตามมาได้ ก็อธิบายให้เขาฟัง เขาก็ยังบอกว่า ไม่ยุติธรรม

    ท่านอาจารย์ คุณบงบอกได้ไหมว่า คุณบงมีกุศลมาก หรืออกุศลมาก หรือคนอื่นก็เหมือนกัน

    ผู้ฟัง ใช่ มีอกุศลมาก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราจะเลือกได้ไหมว่า จะให้กรรมไหนให้ผลก่อนจะตาย ใครเป็นคนจะเลือกให้

    ผู้ฟัง เขาก็เลยบอกว่าไม่ยุติธรรม

    ท่านอาจารย์ ทำไมว่าไม่ยุติธรรม ทำเหมือนกับว่าเขาไม่มีอกุศลเลย ถ้าเขามีอกุศล เขาก็ยังมีเหตุที่จะให้เกิดในอบาย จะว่าไม่ยุติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อกรรมยุติธรรมที่สุด

    ผู้ฟัง แต่ได้ให้ความคิดเห็นไปอีกอย่างว่า คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ว่า ตลอดเวลาทำความไม่ดี แต่ช่วงที่จะตายสุดท้ายจะมาเกิดจิตที่เป็นกุศลนี่ยาก กับที่เราทำความดีมาตลอด อาจไม่ถึงกับตลอด แต่ก็มากกว่าอกุศล เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะทำให้กุศลเกิดขึ้นได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าคนนั้นไม่เคยทำอกุศลกรรมเลย ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่เพราะเขามีอกุศลกรรมซึ่งเป็นเหตุ ซึ่งเขาไม่สามารถจะรู้ได้ว่า ก่อนจะตาย กรรมไหนจะให้ผลที่จะทำให้เกิด

    ผู้ฟัง แล้วก็ไม่เฉพาะชาตินี้ด้วย ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นเหตุปัจจัยหลายๆ ทาง ไม่ใช่ว่าจะมาพูดว่าชาตินี้เราทำดีแล้ว แล้วก็ทำไมอกุศลเกิดขึ้นในขณะที่ตาย มีอยู่เรื่องหนึ่งที่บอกว่า ฤาษีสาปแช่งมนุษย์ว่า ขอให้คนนั้นมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ปุถุชนอยากจะมี การสาปแช่งแบบนี้สำหรับดิฉันชอบ แสดงว่า ฤาษีนั้นต้องรู้ว่าการที่มีสิ่งอะไรมากมายเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่รู้แล้วว่าการที่มีอะไรเยอะแยะเป็นสิ่งที่ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ หลงติด มัวเมา

    ผู้ฟัง ใช่ นี่หรือสาปแช่ง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นอนุสติให้เราคิดว่า สิ่งที่เราต้องการนั้น แท้ที่จริงเป็นคำแช่งของฤาษี ยังต้องการอยู่ เพราะฉะนั้นไม่มีใครที่จะมีอำนาจไปคิดละกิเลส หรือดับกิเลส ถ้าปัญญาไม่เกิด ต่อให้พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงไว้อย่างนี้ ต่อให้ฤาษีจะแช่งว่าอย่างนั้นก็ตามแต่ แต่ว่าถ้าปัญญายังไม่เกิด ก็ยังต้องการสิ่งที่แช่งนั่นแหละ

    ผู้ฟัง รูปธรรม ที่ทุกคนมีอยู่จะประกอบด้วย มีเหตุให้เกิด ๔ อย่างคือ ๑.กรรม ๒.จิต ๓.อุตุ ๔.อาหาร

    ท่านอาจารย์ อันนี้ชัดเจนขึ้นไหมว่ากำลังพูดเรื่องรูป ที่ทุกคนมี ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ต้องมีสมุฏฐาน ต้องมีธรรมที่ก่อตั้งให้เกิดรูป พายุในทะเลหรืออะไรอะไรก็ตาม ก็ต้องมีธรรมที่ก่อตั้งให้เกิดทั้งนั้น สภาพธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาเองตามลำพังลอยๆ ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเรื่องของจิตก็เป็นเรื่องหนึ่ง มีสมุฏฐานให้เกิด เรื่องของเจตสิกก็มีปัจจัยให้เกิด พอถึงเรื่องของรูป ต่างกับจิต ต่างกับเจตสิก แต่แม้กระนั้นรูปก็ต้องมีสมุฏฐาน คือธรรมที่ก่อตั้งให้เกิดรูป ไม่ใช่ว่ารูปจะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆ

    ถ้าพูดถึงสมุฏฐานคือ ธรรมที่ก่อตั้งให้เกิดรูปแล้ว มี ๔ สมุฏฐาน คือ ๑. กรรม เป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน รูปนั้นชื่อว่ากัมมชรูป และจิตเป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดซึ่งเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน รูปนั้นชื่อว่าจิตตชรูป คือ ๑. กรรมเป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดเกิดเพราะกรรม รูปนั้นชื่อว่ากัมมชรูป ถ้าได้ยินชื่อ กัมมชรูป ที่ไหนให้ทราบได้ว่ารูปประเภทนี้ต้องเกิดเพราะกรรมอย่างเดียว เกิดจากอย่างอื่นเป็นสมุฏฐานไม่ได้ อีกประการหนึ่งก็คือ ๒. จิตเป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดที่เกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน รูปนั้นชื่อว่า จิตตชรูป ถ้าได้ยินคำว่า จิตตชรูปที่ไหน ให้ทราบว่ารูปนั้นเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน จะเกิดเพราะกรรมไม่ได้ เกิดเพราะสมุฏฐานอื่นไม่ได้เลย

    รูปแต่ละรูปจะต้องมีแต่ละสมุฏฐาน คือ รูปหนึ่งก็มีสมุฏฐานหนึ่ง จะมีทั้ง ๔ สมุฏฐานไม่ได้ และนอกจากนั้นก็มี ๓. อุตุ ความเย็นความร้อน เป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้นเป็นสมุฏฐานให้รูปเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นรูปใดเกิดจากอุตุคือความเย็นความร้อน รูปนั้นชื่อว่า อุตุชรูป แล้วก็อีกสมุฏฐานหนึ่ง คือ ๔. อาหาร ได้แก่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันทุกวัน เป็นสมุฏฐานก่อตั้งให้เกิดรูปด้วย รูปใดซึ่งเกิดเพราะอาหาร รูปนั้นชื่อว่าอาหารชรูป มีใครสงสัยใน ๔ คำนี้บ้างไหม กัมมชรูป จิตตชรูป อุตุชรูป อาหารชรูป

    ผู้ฟัง สงสัย กรรมอย่างที่ได้เรียนท่านอาจารย์ไปแล้ว เรียกว่า วิบากได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ รูปคือรูป ไม่ปนกัน เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมต้องตรง และต้องละเอียด จะพูดเรื่องอะไร จะพูดเรื่องรูปก็คือรูป แต่รูปนี้เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน

    ผู้ฟัง เป็นทางจิตไปแล้ว ไม่ใช่ทางรูป ขอเรียนท่านอาจารย์ช่วยอธิบายกัมมชรูปด้วย

    ท่านอาจารย์ รูปที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน

    ผู้ฟัง แค่นี้หรือ

    ท่านอาจารย์ ยกตัวอย่างได้ไหม

    ผู้ฟัง ก็ตัวเรานี่ใช่ไหม เราเกิดมาเพราะกรรม

    ท่านอาจารย์ ตัวเราแยกออกไปโดยอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ เป็นแต่ละรูป จะมีรูปบางกลุ่มเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน บางกลุ่มเกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน บางกลุ่มเกิดจากอุตุเป็นสมุฏฐาน บางกลุ่มเกิดจากอาหารเป็นสมุฏฐาน

    ผู้ฟัง อย่างตา

    ท่านอาจารย์ จักขุปสาทรูป กายปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป พวกปสาทรูปทั้งหมดเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน ภาวรูป สภาพที่ทำให้ปรากฏเป็นหญิงหรือชาย ก็มีกรรมเป็นสมุฏฐาน แต่ต้องเข้าใจ ตั้งแต่ขณะเกิดเลย ที่เกิดมานี่คือจิตเกิด ขณะแรกที่สุดที่จะเป็นคนนี้ ต้องมีจิตเกิด และจิตนั้นคือวิบากจิต คือจิตซึ่งเป็นผลของกรรม เราทำกรรมเยอะมากเลย ชาตินี้ก็เยอะ ชาติก่อนก็ไม่ทราบอายุเท่าไหร่ทำกรรมมามากน้อยเท่าไหร่ ทำกรรมร้ายแรงขนาดไหนอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ และกรรมทุกกรรมก็จะมีโอกาสให้ผล ตราบใดที่ยังมีสังสารวัฏ แต่ว่าเฉพาะกรรมหนึ่งทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด กรรมนี่ทำให้วิบากจิตทำกิจปฏิสนธิ ตัวกรรมคือการกระทำ เสร็จแล้ว หมดแล้ว ดับแล้ว อาจจะเป็นเมื่อเช้านี้ เมื่อวานนี้ เดือนก่อน ปีก่อน ชาติก่อนแสนโกฏิกัปมาแล้วก็ได้ เป็นกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่เป็นปัจจัยประเภทหนึ่ง ชื่อว่า กัมมปัจจัย

    เพราะฉะนั้นให้เห็นว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างแต่ละอย่าง เขาจะมีปัจจัยคือความที่เขาสามารถจะทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้น อย่างกรรมที่ทำไปแล้ว หมดแล้ว ดับแล้วก็จริง แต่จะเป็นกัมมปัจจัยที่จะทำให้วิบากจิตเกิดขึ้น ทำกิจปฏิสนธิเป็นขณะแรก เราเลือกไม่ได้เลยที่จะเกิดเป็นคนนี้ กรรมเราทำไว้เยอะมาก แต่กรรมหนึ่งทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ ชาติก่อนก็เป็นผลของกรรมไหนก็ได้ ที่ทำให้เกิดเป็นบุคคลหนึ่งในชาติก่อน จะมีลักษณะอย่างไร เราก็จำไม่ได้ แต่กรรมที่ทำมาแล้วหลังจากที่เราตายก็จะเป็นปัจจัยทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเป็นอีกบุคคลหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นเราจะเป็นบุคคลนี้ชั่วชาตินี้เท่านั้นเอง จะสุข จะทุกข์ จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ จะลำบาก จะมีเรื่องเดือดร้อนอย่างไรอย่างไร ก็เฉพาะในชาติที่เป็นคนนี้ จนกว่าจะสิ้นสุดผลของกรรมที่ทำให้เป็นคนนี้ แต่ให้ทราบว่า ในขณะจิตแรกที่เกิด กรรมทำให้วิบากจิตเกิดพร้อมกับเจตสิกซึ่งเป็นวิบาก พร้อมกับรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมนั้นเป็นสมุฏฐาน แสดงให้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นเราคนนี้ ในขณะจิตแรกที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น กรรมทำให้กัมมชรูปเกิด ๓ กลุ่ม เล็กมากมองไม่เห็นเลย คือ ภาวทสกะ มีความที่จะเป็นหญิงหรือเป็นชายในรูปนั้นเกิดแล้ว แล้วก็มีกายปสาท เพราะว่าเวลาที่มีรูปเกิดขึ้น จะมีการกระทบ มีการรู้สึกสัมผัส กายปสาทอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็มีวัตถุทสกะ หรือว่าวัตถุรูป ซึ่งเป็นที่เกิดของจิต เพราะว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตจะเกิดแยกกับรูปไม่ได้เลย

    ขณะนี้จิตกำลังเกิดขึ้นที่รูปแต่ละรูป ถ้าเป็นจิตเห็นก็เกิดที่จักขุปสาท ถ้าเป็นจิตได้ยินก็เกิดที่โสตปสาท แล้วก็จะมีรูปๆ หนึ่งซึ่งเป็นที่เกิดของจิตส่วนมาก เรียกว่า หทยรูป แต่ให้ทราบว่า รูปเกิดเป็นกลุ่มๆ รูปเกิดรูปเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นตอนที่ปฏิสนธิจะมีรูป ๓ กลุ่มเล็กๆ ที่มองไม่เห็น ทั้ง ๓ กลุ่มเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน คือ กายทสกะ รูปที่มี ๑๐ รูปกลุ่มหนึ่งซึ่งมีกายปสาท อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นรูปที่มีรูปรวมกัน ๑๐ รูป ซึ่งมีภาวรูปอยู่ด้วย และอีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นรูปที่มีรูป ๑๐ รูปรวมกัน แล้วก็เป็นที่เกิดของจิตเป็นหทยทสกะ ๓ กลุ่ม

    นี่กว่าจะเป็นตัวเราที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ จากที่มองไม่เห็นเลย แล้วเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น จิตขณะหนึ่งขณะหนึ่งจะแบ่งเป็นขณะย่อย ๓ ขณะ ทั้งๆ ที่จิตเกิดดับอย่างเร็วมาก เกือบจะเรียกได้ว่าทันทีที่เกิดก็ดับ แต่แม้กระนั้นก็ยังแบ่งขณะของจิตที่เกิดขณะหนึ่งขณะหนึ่งออกเป็นอนุขณะ ๓ ขณะได้ว่า ขณะเกิด คือ อุปาทขณะ ขณะดับ คือ ภังคขณะ ระหว่างเกิดกับดับ เป็นขณะที่ตั้งอยู่คือยังไม่ดับไปชื่อว่า ฐีติขณะ เพราะฉะนั้นจิตขณะหนึ่ง จะมี ๓ ขณะย่อย คือ อุปาทขณะ ฐีติขณะ ภังคขณะ แล้วเราลองคิดว่า ทำไมเราต้องมานั่งพูดถึงปฏิสนธิจิตขณะสั้นๆ ขณะเดียว และก็แบ่งออกเป็น ๓ ขณะย่อย เพราะเหตุว่ากรรมที่ทำให้รูปเกิด ทำให้รูปเกิดทั้ง ๓ อนุขณะของจิต

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 14
    9 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ