ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
ตอนที่ ๓๕
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ
พ.ศ. ๒๕๓๖
ท่านอาจารย์ คือไม่หวังแม้แต่เพียงคิดว่า คุณพ่อรักหรือเปล่า ก็ไม่อยู่ในความคิดเลย ทำทุกอย่างด้วยความรัก ด้วยอะไรอะไร แล้วไม่หวังสิ่งใดเลย เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนไม่หวัง เพียงไม่หวังจะรู้สึกว่ามีความสุขขึ้นมากๆ เลย คือไม่ต้องห่วงว่า เมื่อไหร่ใครจะมาตอบแทน หรือว่าจะมาทำดีด้วย หรือว่าจะเห็นความดีที่เราทำไหม เพราะว่าไม่หวังใดๆ แล้วก็สบายใจ คือจบเรื่อง ทำดีแล้วก็สบายมีความสุขดี ไม่หวังอะไรทั้งนั้น ใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้ได้ นั่นก็เป็นความบริสุทธิ์ของจิตใจที่ว่า จะไม่ทำให้เราเกิดทุกข์
ผู้ฟัง ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะว่าคุณแม่ท่านก็เห็นว่ามาปฏิบัติธรรมแล้วทำไมดีกับคุณแม่เหลือเกิน คือว่าดีอย่างผิดไป คือจากที่เคยกระด้าง แต่ว่าคราวนี้ก็นอบน้อม ท่านก็แปลกใจ ดีก็เพราะว่ามาทางธรรม
ท่านอาจารย์ อย่าหวัง อย่าหวังเลย ให้รู้ว่ามาอีกแล้ว
ผู้ฟัง ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ เพราะว่าตอนนี้คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ดิฉันก็ต้องดีต่อไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ แล้วถ้าคุณบงเป็นคนดีแล้ว ก็ไม่ต้องหวังอะไร ใช่ไหม
ผู้ฟัง ตอนนี้ก็พยายามให้ดีที่สุด
ท่านอาจารย์ รู้ได้เลยว่า ตอนหวังเราไม่ดี เวลาที่เราดี คือเราดีแล้วโดยไม่ต้องหวัง แล้วอย่ากลับไปไม่ดีตอนหวังอีก
ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์ที่บอกว่า พระสารีบุตรตรัสรู้วันมาฆบูชา
ท่านอาจารย์ พระสารีบุตรบรรลุอรหันต์วันมาฆบูชา
ผู้ฟัง วันมาฆบูชา มีความหมายว่า เป็นวันที่พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมกัน แล้วก็ท่านพระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ในวันนั้น
ท่านอาจารย์ ท่านถวายอยู่งานพัด เวลาที่หลานชายของท่าน (ทีฆนขปริพาชก) ไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมกับทีฆนขปริพาชก ในขณะที่ทรงแสดงธรรมกับทีฆนขปริพาชก ท่านพระสารีบุตรยืนถวายงานพัดนั่นเอง พระธรรมที่ทรงแสดง ทีฆนขปริพาชกก็ได้เข้าใจธรรม แล้วท่านพระสารีบุตรก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น
ผู้ฟัง คำว่า สันทิฏฐิโก แปลว่ารู้สติปัฏฐาน ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สันทิฏฐิโก คือ เห็นได้ รู้ได้ด้วยตัวเอง เป็นธรรมที่เห็นได้ อย่างพูดถึง พระนิพพาน ไม่ใช่ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะประจักษ์ เป็นธรรมที่สามารถประจักษ์แจ้งได้
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้น ความหมายก็เหมือนกับว่า เจริญสติปัฏฐาน เพราะว่ารู้แจ้งธรรม
ท่านอาจารย์ แน่นอน นี่เป็นเรื่องคุณของพระธรรม ซึ่งถ้าไม่เจริญสติปัฏฐานแล้วไม่มีทางที่จะรู้คุณของพระธรรมได้ ที่เราสรรเสริญคุณของพระธรรม ที่จะรู้อย่างนี้ได้ก็เพราะเหตุว่า เป็นหนทางที่จะทำให้ประจักษ์แจ้งพระธรรม
ผู้ฟัง อกาลิโก หมายความว่า ไม่มีกาลเวลาคั่น ถ้ามาทางมรรคแล้วก็ต่อผลไปเลย
ท่านอาจารย์ อันนี้ส่วนอื่น แต่ถ้าเป็นคุณของพระธรรมรัตนะ ต้องหมายความถึง โลกุตรธรรมเท่านั้น ถ้าพูดถึงธรรมที่เป็นสรณะที่เป็นรัตนะ จะไม่เป็นฝ่ายอกุศล จะไม่ใช่เรื่องกุศลอื่น นอกจากเรื่องที่เป็นไปในทางโลกุตระ ที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ที่จะมีนิพพานเป็นอารมณ์
ผู้ฟัง เอหิปัสสิโก แปลไม่ออก
ท่านอาจารย์ เชิญให้มาดู เป็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นสิ่งที่ควรดู เป็นสิ่งที่ควรประจักษ์แจ้ง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เพื่อให้คนฟังเกิดศรัทธาที่จะได้ประพฤติปฏิบัติตาม แม้แต่พระนิพพานก็เป็นสิ่งที่มีจริงๆ แล้วก็รู้แจ้งได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมรัตนะ เป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมที่ทุกคนสามารถเห็นได้ และก็เมื่อเวลาที่โสตาปัตติมัคคจิตซึ่งเป็นเหตุเกิดโสตาปฏิผลจิตเกิดสืบต่อกัน ก็เป็นอกาลิโก หมายความว่า กุศลอื่น เราต้องคอยกาลเวลา ถ้าทำบุญวันนี้ อย่าคิดว่าจะได้ผลวันนี้ บางคนทำบุญเดี๋ยวนี้ ก็คิดว่าเมื่อไหร่จะหายป่วยไข้ ทำไปเดี๋ยวนั้นเองก็อยากจะหายเดี๋ยวนั้นเอง ไม่ได้มีการคอยกาลเวลาเลย เหมือนกับปลูกต้นมะม่วง พอใส่เมล็ดลงไป กลบดินลงไป ก็เมื่อไหร่จะได้รับประทานผล นี่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากุศลทั้งหลายต้องมีกาลเวลาที่จะให้ผล แล้วใครก็ไปเปลี่ยนกาลเวลาของผลนั้นไม่ได้ด้วย
ผู้ฟัง เรื่องการเจริญสติปัฏฐาน ที่ไปตามที่ต่างๆ ก็จะมีว่า ให้ไปดูท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน แต่จริงๆ แล้ว ถ้าจากการศึกษา รูป ๒๘ จะเห็นเลยว่า ไม่มีท่านั่ง ท่ายืน ท่านอนเลย การที่บอกว่าเดิน เดินก็หมายความว่าไม่ได้เหาะ หรือไม่ได้ดำดินเท่านั้นเอง แต่ถ้ามาเรียนกับท่านอาจารย์แล้ว การที่จะบอกว่า นั่งอยู่แล้วจะยืน ถ้าเป็นคนแก่ ก็ต้องเท้า ซึ่งมือก็ต้องเจอกับเก้าอี้แล้วคือแข็ง ที่ท่านอาจารย์สอนอย่างนี้ ตามที่ดิฉันเข้าใจ ให้สังเกตอย่างนี้ว่าเท้า มือ ถ้าสมมติสติเกิดตรงนั้น มือเท้าคือแข็ง แล้วลุกขึ้นมา คือการที่เคลื่อนไหวแล้ว ก็ลงมายืน หรือว่าขณะที่กำลังจะลุกขึ้นมายังไม่ทันจะยืนเลย ก็สามารถที่จะได้ยินอะไรได้ หรือว่ามองเห็นอะไรได้ ไม่ใช่ว่าเดินก็บอกว่าเดิน เดินไปก็ก้าวขาไป ก้าวขาไป อย่างนั้นไม่ใช่เป็นการปฏิบัติอะไร ดิฉันยกตัวอย่างอย่างนี้ ท่านอาจารย์ว่าอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องทราบ โดยมากคนเราจะติดภาษา อย่างพอพูดว่า ปฏิบัติ ก็เลยคิดว่าต้องทำ พอบอกว่าไปปฏิบัติ เชิญไปปฏิบัติ ชวนกันไปปฎิบัติ ก็เลยคิดว่าเขาชวนเราไปทำอะไร เพราะว่าเป็นการปฏิบัติ แต่ความจริงไม่ใช่เรา ต้องเข้าใจว่าธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้แล้ว เป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน แล้วก็ไม่ใช่ของเราด้วย ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า รูปเกิดจากกรรมก็ไม่รู้ รูปเกิดจากจิตก็ไม่รู้ รูปเกิดจากอุตุ รูปเกิดจากอาหาร ก็ไม่รู้เลย เพราะเหตุว่าคิดว่าเป็นเราทั้งหมด แม้แต่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่รู้เลยว่า แต่ละรูปทยอยกันเกิด และทยอยกันดับอย่างเร็วมาก รูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิต มีอายุ ๑๗ ขณะแล้วดับ แล้วจิตก็เกิดสืบต่อมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแต่ละรูปก็ทยอยกันเกิดทยอยกันดับ ทุกคนมีความทรงจำว่ามีตัวตน มีเรา แต่ว่าจริงๆ แล้ว ถ้าแตกย่อยสภาพธรรมออก จะปรากฏในเสี้ยววินาที ชั่วขณะหนึ่งก็อย่างหนึ่งแล้วก็ดับไปอย่างเร็วมาก
เพราะฉะนั้นที่ว่ามีท่านั่ง ท่านอน ท่ายืน รูปนั่ง รูปนอน รูปยืน ให้ทราบว่าเป็นความทรงจำ เพราะว่าธรรมพิสูจน์ได้ ขณะนี้ที่กำลังนั่งอยู่ เห็น ไม่ใช่ท่านั่งท่านอน ไม่ใช่รูปนั่งรูปนอน ได้ยินก็มีจริงๆ ไม่ใช่รูปนั่งรูปนอน หรือว่ากำลังกระทบส่วนที่แข็ง ลักษณะที่แข็งปรากฏ ไหนท่านั่ง ใครจำได้หรือเปล่าว่านั่งอย่างไร เพราะว่าขณะนั้นกำลังมีแข็งปรากฏ เพราะฉะนั้นที่จะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ต่อเมื่อประจักษ์แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่มีความทรงจำในความเป็นตัวตนเหลืออยู่ อย่างแข็ง ขณะหนึ่งที่แข็ง ไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิดนึก ไม่มีเรานั่ง ไม่มีอะไรเลย ชั่วขณะนั้นมีจิตที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง ขณะนั้นจึงจะเป็นอนัตตา เพราะเหตุว่าไม่เหลือ ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าเราจำเอาไว้ต่างหาก แต่ความจริงทุกรูปทยอยกันเกิด ทยอยกันดับ
ผู้ฟัง ก็คือว่า ไม่มีคำว่าเดิน
ท่านอาจารย์ ท่าทางไม่มี มีรูปแต่ละรูปที่ปรากฏแต่ละทาง ปรากฏแต่ละทางด้วย แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็วด้วย ขณะนี้ถ้าปัญญาสมบูรณ์ ประจักษ์ความที่รูปกำลังเกิดกำลังดับ ไม่ว่าจะเป็นรูปไหนทางไหนทั้งสิ้น นี่เห็นความต่างกันของปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับผู้ที่จะต้องอบรมปัญญาจนกว่าจะเป็นอริยสาวก ก็ต้องประจักษ์อย่างนี้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ตัวตนยังมี
ผู้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องการพูด คือว่า การพูด ถ้าเราพูดมากไปก็จะมีการผิดมาก หรือว่าไม่ถูก หมายความว่าใครอาจจะไม่ชอบในสิ่งที่ความคิดของเราที่จะพูดไป เพราะฉะนั้นการพูดมากก็ไม่ดี ดิฉันไปเห็นคนเขียนในที่ทำงาน เขาเขียนบอกว่า การที่จะพูด ควรจะพูดเรื่องความดีของคนอื่นให้มาก และพูดถึงเรื่องความไม่ดีของตัวเอง แล้วสิ่งที่ไม่ควรจะพูดก็คือไม่ควรพูดความไม่ดีของคนอื่น สิ่งที่ควรจะพูดคือพูดถึงความไม่ดีของตัวเอง ให้พูดมากๆ ดิฉันฟังแล้วก็คิดว่าอันนี้ก็น่าจะพิจารณาดูว่า ทำตามสิ่งที่เขาบอกดีแล้ว คือพูดแต่ความดีของคนอื่น และพูดถึงความไม่ดีของเรา ก็คิดว่าสิ่งนี้จะดี
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่ไม่ทำให้รู้แจ้งอริยสัจธรรม
ผู้ฟัง ถ้าไม่ได้สนทนาธรรม ทุกเรื่องนั้นเป็นเดรัจฉานกถา
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่กถาที่จะให้รู้แจ้งอริยสัจธรรม แต่เรื่องการพูด มีข้อความในพระไตรปิฎกที่ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร ข้อสำคัญที่สุดคือ พูดเรื่องจริง ประการที่ ๑ ต้องเป็นเรื่องจริง และประการที่ ๒ ก็คือว่า นอกจากจะเป็นเรื่องจริงแล้วยังต้องพิจารณาว่า เรื่องจริงนั้นเป็นประโยชน์ไหม ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจริง เขาทำอย่างนั้นจริงๆ เขาพูดอย่างนั้นจริงๆ แต่มีประโยชน์ไหม ถ้าเราจะพูดถึง หรือว่าจะบอกใคร หรือจะเล่าให้ใครฟัง ถ้าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่ควรพูด เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงคำนึงถึงประโยชน์ก่อน แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริง สิ่งนั้นมีประโยชน์ไหม ถ้าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แม้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ยังพูดในทางที่ดูกาลด้วยว่า สามารถที่จะเป็นประโยชน์ได้จริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเมื่อเป็นเรื่องจริงแล้วเราคิดว่ามีประโยชน์เราก็พูดทันที ยังต้องดูกาลด้วย
ผู้ฟัง ในชีวิตประจำวัน การสนทนากัน ก็จะต้องระมัดระวังไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรต่างๆ เวลาถ้าเรานึกถึงความสำคัญอย่างนี้ เวลาที่เราจะพูดอะไร จะทำให้สติได้เกิดได้บ่อยขึ้น
ท่านอาจารย์ อันนี้ก็มีประโยชน์ เพราะว่าเราพูดมากกว่าทำ
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่มากกว่านั้นก็คือ คิด เราไม่ได้พูดทุกคำทุกเรื่องที่เราคิด แสดงว่าการกระทำน้อยกว่าคำพูด แล้วคำพูดก็ยังน้อยกว่าความคิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องระวังที่สุดก็คือ ความคิด ถ้าสติจะระลึกได้ แล้วก็รู้ว่าขณะนั้นคิดด้วยกุศลจิตหรือด้วยอกุศลจิต เพราะเหตุว่าการที่จะพูดก็ต้องพูดด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิต เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะรู้ความคิด ก็ยิ่งละเอียดกว่า เพราะเหตุว่าคิดต้องคิดไว้เยอะแล้วถึงจะพูดออกมาบ้างนิดหน่อยใช่ไหม
ผู้ฟัง พูดถึงเรื่องความคิด เวลาที่เจริญสติ ถ้าเผื่อว่าสติเกิดทางความนึกคิด ดิฉันรู้สึกว่ามีประโยชน์มากกว่า คือทุกทางมีประโยชน์ แต่ขณะที่อยู่ในฐานะอย่างนี้คิดว่า สติเกิดเวลาที่คิดนึกมีประโยชน์มากเลย มากกว่าทางที่จะเกิดทางตา ทางเสียง ทางรูปหรือว่าเสียง เพราะว่าพอเวลาสติเกิดรู้ว่าเวลานึกคิดเป็นอย่างไรแล้ว ทำให้เป็นสุข ก็ยังติดสุขอยู่
ท่านอาจารย์ แต่จริงๆ แล้วในขณะนั้นยังไม่ใช่สติปัฏฐาน ถ้าเป็นสติปัฏฐานจะทั่วหมดทุกทางเสมอกัน ที่ว่าเป็นลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรม
ผู้ฟัง เคยเรียนถามท่านอาจารย์ว่า นามธรรม มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดพร้อมกัน
ท่านอาจารย์ นามขันธ์ ๔ แยกจากกันไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ได้เข้าใจ ก็ขออธิบาย อย่างเช่น คำว่าอ่าน หมายความว่า ตาเห็นก่อน ตาเห็นรูป เมื่อรู้รูปแล้วก็จะเกิดสัญญาความจำว่าตัวนี้เป็นตัวอะไร ในขณะที่สัญญาเกิด สังขารก็จะปรุงแต่งไปเลยว่าหมายความว่าอย่างไร แล้วก็ต่อไปด้วยเวทนา คือจะสุขหรือจะทุกข์ จะอยู่ในนั้นเลย เพราะฉะนั้นจะเกิดรวมกันหมดเลย
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นามขันธ์ ๔ ไม่แยกจากกันเลย รูปขันธ์ก็ไม่แยกจากกันเลย การสนทนาธรรมทั้งหมด ก็คือสนทนาธรรมเรื่องที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง และแต่ละคนก็ได้ยินได้ฟังจากที่ต่างๆ เพราะฉะนั้นก็คงจะมีหลายเรื่อง บางแห่งก็เป็นเรื่องปฏิบัติธรรม บางแห่งก็เป็นเรื่องหน้าที่ที่ควรจะพึงปฏิบัติต่อครอบครัว แต่ให้ทราบว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา แล้วก็ไม่ใช่ว่านิดๆ หน่อยๆ อย่างเรามาประเดี๋ยวหนึ่งแล้วเดี๋ยวเราก็กลับ แต่ว่าตั้งแต่ตื่นบรรทมก็ทรงพิจารณาว่า ใครเป็นผู้ที่ควรแก่การที่จะได้รับฟังพระธรรมเทศนา ด้วยพระมหากรุณาก็ได้เสด็จไป ก่อนบิณฑบาตบ้าง หรือว่าหลังจากบิณฑบาตบ้าง และหลังจากนั้นเมื่อเสวยภัตตาหารตอนกลับจากเสด็จออกบิณฑบาตแล้ว ก็ยังได้แสดงธรรมกับพระภิกษุ และหลังจากที่กลับไปตอนเย็นก็ยังมีอุบาสกอุบาสิกาไปเฝ้าฟังธรรม ตอนค่ำก็ยังมีพระภิกษุไปกราบทูลถามปัญหา ตอนดึกก็มีเทวดามาอีก
เพราะฉะนั้นตลอดวัน คิดดู ไม่มีใครได้ทำกิจที่จะสงเคราะห์บุคคลอื่นด้วยธรรม ซึ่งไม่มีผู้อื่นที่สามารถจะแสดงได้ แม้แต่พรหมหรือเทพทั้งหมดก็ฟังพระธรรม แสดงให้เห็นว่า พระองค์เหนือกว่าบุคคลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือเป็นพรหมก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็จะได้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้ทราบว่า บุคคลที่เลิศที่หาอีกไม่ได้ง่ายๆ ในหลายๆ กัป นานๆ จะมี แต่พระองค์หนึ่งพระองค์หนึ่งนั้นได้ทรงแสดงพระธรรมว่าอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มสนใจตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็ดี เพราะว่าเวลาก็ไม่คอยใครเลย แล้วทุกคนก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในโลกนี้กันไปนานเท่าไหร่
ผู้ฟัง จากที่ได้อ่านในหนังสือของท่านอาจารย์ บทแรกๆ ก็มีที่ไม่เข้าใจ อย่างบอกว่า นิพพาน แล้วนิพพาน ๓ มีสุญญตา คือหมายความว่าสูญจากสังขาร อนิมิตตะ ไม่มีสังขาร อัปปณิหิต ไม่มีทั้งที่ตั้งของสังขาร ดิฉันอ่านแล้ว เข้าใจว่าเหมือนกับมีความหมายเหมือนกันคือไม่มีสังขาร แต่คิดว่าคงจะไม่ใช่เป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ เรื่องพระนิพพานเป็นเรื่องที่ไกล เพราะฉะนั้นก็ผ่านไปก่อนได้ เพียงแต่ทราบว่านิพพาน มีการถึงได้ ด้วยปัญญาที่รู้ในสภาพของธรรมที่เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง เป็นอนิจจังอย่างหนึ่ง เป็นอนัตตาอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงมีการเข้าถึงพระนิพพาน ด้วยปัญญาที่รู้ในทุกขลักขณะบ้าง หรือว่าในอนิจจลักขณะ หรือว่าในอนัตตลักขณะ ซึ่งถ้าผู้ใดยังไม่ถึงหรืออีกแสนไกลก็ให้เพียงเข้าใจไว้ว่า นิพพานเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เหมือนเห็นในขณะนี้ก็เป็นสิ่งที่มีจริง ได้ยินก็มีจริง เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีจริงไม่ใช่มีแต่ตาเห็น แล้วก็หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ใจคิดนึก ยังมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นปรมัตถธรรม และสภาพธรรมนั้นตรงกันข้ามกับทุกอย่างซึ่งกล่าวถึงแล้ว คือจิตก็ดี เจตสิกก็ดี รูปก็ดี หรือธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นปรากฏนั้นดับ เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้น นิพพานเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ แต่การที่จะถึงพระนิพพาน แม้ว่านิพพานเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะเหตุว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดง ถ้าไม่มีพระนิพพานให้ประจักษ์แจ้งแล้ว จะไม่มีการดับกิเลสได้เลย เพราะเหตุว่าสภาพธรรมใดก็ตามที่เกิดปรากฏ เป็นที่ต้องการ เป็นอารมณ์ของโลภะความติดข้องทั้งหมด ไม่ว่าอะไรจะผ่านทางตา ดูไหม ผ่านไปตามถนนมีอะไรเกิดขึ้นข้างถนน โดยมากก็ดูแล้ว หรือแม้แต่ตื่นขึ้นมาเราก็มีตาที่ดูตลอด ไม่เคยคิดเบื่อหน่ายเลยว่าเมื่อไหร่จะได้ไม่ต้องเห็นเลย ไม่เคยมีอยู่ในความคิดเลย เพราะเหตุว่าเราเกือบจะไม่รู้สึกตัวว่า เราติดในการเห็นสิ่งต่างๆ เพราะว่าเราชินมาตั้งแต่เด็ก และถ้าจะบอกเราว่าไม่ให้เห็น คือเหมือนกับจะตาบอด ทุกคนก็ต้องกระวนกระวายเดือดร้อนแล้วเพราะว่าติดในสิ่งที่เห็นมาก มีตาสำหรับจะติดสิ่งที่ปรากฏ มีหูก็ติดในเสียงที่ปรากฏ มีจมูกก็ติดในกลิ่นที่ปรากฏ มีลิ้นก็ติดในรสที่ปรากฏ มีกายก็ติดในสิ่งที่กระทบสัมผัส มีใจก็คิดนึก ติดในเรื่องต่างๆ ใครไม่เป็นอย่างนี้บ้าง มีไหม
ความจริงเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมที่เกิดดับทั้งหมด ดับกิเลสของเราไม่ได้ แต่เพิ่มกิเลสของเราทุกวัน นี่เป็นสิ่งที่เกือบจะไม่รู้สึกตัวเลยว่า กิเลสของเราเพิ่มเมื่อไหร่ เห็นขณะหนึ่งขณะหนึ่งถ้าปัญญาไม่เกิด กิเลสก็เพิ่มแล้ว ได้ยินครั้งหนึ่งครั้งหนึ่งปัญญาไม่เกิด กิเลสก็เพิ่มแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีการที่จะรู้จักตัวเองเลยว่า กิเลสมากสักแค่ไหน เพราะฉะนั้นธรรมอย่างเดียวซึ่งจะดับกิเลสได้ ก็คือนิพพาน แต่ไม่ใช่ว่าใครจะถึงด้วยความต้องการ หรือว่าอยากจะถึงก็รีบๆ ไปถึงนิพพาน ต้องเป็นโลกุตรปัญญา ปัญญาที่สามารถประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ ให้ถูกต้องในสภาพที่เป็นธรรม เพราะเหตุว่าเวลานี้เห็นอะไรก็เป็นคน อาหารต่างๆ สิ่งต่างๆ ไม่มีการระลึกเลยว่าเป็นธรรม เป็นแต่เพียงสิ่งซึ่งมีจริงๆ แล้วก็ปรากฏแต่ละทาง โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาได้ ไม่เคยอยู่ในความคิดในวันหนึ่งวันหนึ่ง จนกว่าจะฟังพระธรรม แล้วก็มีความเข้าใจจริงๆ แล้วก็ไม่ลืม เป็นปัจจัยให้มีการระลึก แล้วก็เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ปกติธรรมดาอย่างนี้ ไม่ต้องทำอะไรเลย
เริ่มเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่า ตรงตามที่ได้ยินได้ฟังไหม แม้แต่ทางตาที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงว่า เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งในบรรดารูปทั้งหมด ๒๘ ประเภท ไม่มีรูปใดที่จะปรากฏนอกจากรูปนี้รูปเดียว คือสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสีสันวัณณะต่างๆ ถ้าเป็นรูปอื่น เช่น เสียงก็มองไม่เห็น กลิ่นก็มองไม่เห็น รสก็มองไม่เห็น เพราะฉะนั้นรูปอื่นๆ ที่มีทั้งหมดมีจริงแต่ไม่ปรากฏทางตา นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เราก็ไม่ได้เคยเข้าใจตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า นี่เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นการอบรมเจริญปัญญาไม่ใช่ไปทำอย่างอื่นเลย ฟังให้เข้าใจ ในขณะนี้ก็พยายาม หรือว่าค่อยๆ ระลึกที่จะรู้ว่า เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นจริงๆ และถ้าสามารถที่จะประจักษ์ได้ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้เกิดแล้วดับ ถึงจะคลายการที่เคยติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา ซึ่งดูเสมือนว่าไม่ดับเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 2
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 4
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 5
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 6
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 7
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 8
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 9
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 10
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 11
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 14
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 15
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 22
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 23
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 24
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 26
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 27
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 29
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 32
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 33
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 34
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 36
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 38
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 39
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 40
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 41
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 42
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 43
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 44
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 45
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 46
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 47
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 48
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 49
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 50
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 51
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 52
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 53
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 54
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 55
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 56
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 57
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 58
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 59
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 60